คลังเก็บป้ายกำกับ: SWITCH_AND_ROUTER

มาตรฐาน DOCSIS 3.1 แบบ Full Duplex พร้อมใช้แล้ว ความเร็วระดับ 10 Gbps

CableLabs ห้องปฏิบัติการวิจัยด้านระบบเครือข่ายซึ่งบริหารจัดการโดยผู้ให้บริการเครือข่ายเคเบิลทีวี ออกมาตรฐาน DOCSIS 3.1 แบบ Full Duplex อย่างเป็นทางการ ซึ่งช่วยให้สามารถรับส่งข้อมูลทั้งการดาวน์โหลดและอัปโหลดบนเครือข่าย Hybrid Fibre Coax (HFC) ได้สูงถึงระดับ 10 Gbps

Credit: asharkyu/ShutterStock

เทคโนโลยี DOCSIS 3.1 แบบ Full Duplex เป็นมาตรฐานใหม่ที่ต่อยอดมาจาก มาตรฐาน DOCSIS 3.1 ของ CableLabs ซึ่งช่วยให้เครือข่ายบรอดแบนด์มีอัตราการดาวน์โหลดสูงสุดถึง 10 Gbps ในขณะที่มีอัตราการอัปโหลดสูงสุดที่ 1 Gbps ซึ่งมาตรฐานใหม่นี้มีการเพิ่มคุณสมบัติสำคัญ 3 ประการ คือ

  • เพิ่มอัตราการอัปโหลดให้มากกว่าเดิม
  • ให้บริการทั้งการดาวน์โหลดและอัปโหลดแบบ Symmetric ระดับ Mlti-ggabit บนเทคโนโลยี HFC
  • ทำให้มั่นใจว่าผู้ให้บริการสายเคเบิลพร้อมที่จะตอบโทย์ความต้องการในอนาคต เช่น การใช้ VR และ AR

CableLabs ระบุว่า ขณะนี้จัดทำข้อกำหนดของมาตรฐาน DOCSIS 3.1 แบบ Full Duplex เสร็จสมบูรณ์แล้ว และจะประกาศสู่สาธารณะในเดือนพฤศจิกายนนี้ ซึ่งมาตรฐานดังกล่าวช่วยให้สามารถ “รับส่งข้อมูลบนสเปกตรัมเดียวกันพร้อมกันได้ ซึ่งช่วยเพิ่มอัตราการอัปโหลดโดยที่ไม่สูญเสียอัตราการดาวน์โหลด”

คาดว่าคงต้องใช้เวลานานหลายปีในการวางระบบตามมาตรฐานใหม่ แต่ก็ช่วยให้การอัปเกรดระบบเครือข่าย HFC มีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น ประเทศออสเตรเลียเองก็ออกมาตอบรับถึงมาตรฐานดังกล่าวว่า จะเตรียมเริ่มใช้ DOCSIS 3.1 แบบ Full Duplex ในปี 2018 ที่จะถึงนี้

ที่มา: https://www.theregister.co.uk/2017/10/13/full_duplex_docsis_3_1_standard_completed/

from:https://www.techtalkthai.com/full-duplex-docsis-3-1-standard-is-ready/

Advertisements

NIST และ DHS ร่วมกันออกมาตรฐาน Secure Inter-Domain Routing (SIDR) เสริม BGP Routing ให้ปลอดภัย

NIST และ DHS สองหน่วยงานจากสหรัฐอเมริกา ได้ร่วมมือกันสร้างชุดมาตรฐานใหม่ Secure Inter-Domain Routing (SIDR) เพื่อเสริมความมั่นคงปลอดภัยในการแลกเปลี่ยนข้อมูล Routing ระหว่างเหล่าธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับระบบ Internet ไม่ว่าจะเป็น Internet Service Provider (ISP), Hosting Provider, Cloud Provider, มหาวิทยาลัย, หน่วยงานวิจัย และโครงข่ายระดับชาติ และยังเป็นมาตรฐานแรกที่มุ่งเน้นไปที่การเสริมความปลอดภัยให้กับการใช้ Border Gateway Protocol (BGP) ด้วย

Credit: NIST

 

BGP นั้นเป็น Protocol ที่ถูกออกแบบมาตั้งแต่ช่วงยุค 1980 ทำให้ยังขาดประเด็นด้านความมั่นคงปลอดภัยไปค่อนข้างมาก การโจมตีที่มักเกิดขึ้นในทุกวันนี้ที่เราพบเห็นได้ก็คือการทำ BGP Hijacking โดยการที่องค์กรใดๆ ก็ตามที่เกี่ยวข้องใน Internet ทำการประกาศ IP Block ว่าอยู่ในเครือข่ายของตนทั้งๆ ที่ความจริงไม่ได้เป็นเช่นนั้น ทำให้ผู้ที่โจมตีด้วยวิธีการนี้สามารถรับเอา Network Traffic ปริมาณมหาศาลที่มีปลายทางไปยังเว็บไซต์หรือบริการอื่นๆ ได้ ซึ่งปัญหานี้ได้กลายเป็นหนึ่งในช่องโหว่ที่ใหญ่ที่สุดบนระบบ Internet ในทุกวันนี้

ด้วยเหตุนี้เอง ทาง NIST และ DHS จึงได้ร่วมมือกันเพื่อเสริมความมั่นคงปลอดภัยให้กับการทำ BGP ด้วยการเพิ่มการนำเทคนิคทางด้าน Cryptographic เข้ามาใช้เพื่อให้มั่นใจว่าข้อมูลการทำ Routing นั้นจะถูกรับส่งระหว่างผู้ที่มีสิทธิ์ภายในโครงข่าย Internet เท่านั้น และระหว่างที่ SIDR ถูกร่างอยู่นี้ คณะทำงานที่เกี่ยวข้องก็ได้ออกมาตรฐานใหม่ๆ บน IETF ที่เกี่ยวข้องไปด้วย ซึ่งประเด็นนี้ประกอบไปด้วย 3 ส่วนหลักๆ ดังนี้

  • Resource Public Key Infrastructure (RPKI) เพิ่มช่องทางการสื่อสารกันระหว่างองค์กรที่เกี่ยวข้องกับ Interent ให้สื่อสารกันเรื่อง Address Block ได้อย่างมั่นคงปลอดภัย
  • BGP Origin Validation เปิดให้ Router สามารถใช้ข้อมูลจาก RPKI เพื่อคัดกรองการประกาศ BGP Route จากผู้ที่ไม่มีสิทธิ์ได้
  • BGP Path Validation (BGPsec) เป็นส่วนที่ IETF เพิ่งประกาศเป็นร่างมาตรฐานไปตั้งแต่ RFC 8205 – 8210 ซึ่งใช้ Digital Signature จาก Router แต่ละตัวเพื่อให้มั่นใจว่าข้อมูลจะถูกส่งผ่านไปยังเฉพาะเครือข่ายที่มีสิทธิ์เท่านั้น

ปัจจุบันโซลูชันส่วนใหญ่ที่ NIST และ DHS ต้องการจะใช้ในมาตรฐานนี้ได้ถูกส่งไปเข้ากระบวนการของ IETF เรียบร้อยแล้ว และส่วนใหญ่ก็กำลังอยู่ในขั้นการยื่นเรื่องเพื่อกลายเป็น RFC โดยผู้ที่สนใจรายละเอียดฉบับเต็มสามารถศึกษาได้จากเว็บไซต์ของโครงการ SIDR ที่ https://nccoe.nist.gov/projects/building-blocks/secure-inter-domain-routing และ https://datatracker.ietf.org/wg/sidr/documents/ เลยครับ

 

ที่มา: https://www.bleepingcomputer.com/news/technology/new-nist-and-dhs-standards-get-ready-to-tackle-bgp-hijacks/

from:https://www.techtalkthai.com/nist-and-dhs-team-up-to-resolve-bgp-hijacking-with-sidr-standard/

ญึ่ปุ่นประสบความสำเร็จ ส่งข้อมูลผ่านสาย Fiber ได้ด้วยความเร็ว 53.3Tbps

นักวิจัยชาวญี่ปุ่นจาก National Institute of Information and Communications Technology (NICT) แห่งญี่ปุ่นได้ออกมาเผยถึงความสำเร็จในการส่งข้อมูลผ่านสาย Multi-core Fiber ได้ด้วยความเร็วสูงถึง 53.3Tbps ซึ่งสูงกว่าสถิติก่อนหน้าถึง 4 เท่าด้วยกัน

Credit: NICT, Japan

 

ในการทดสอบครั้งนี้ได้ทำบน Fiber Segment ด้วยกัน 3 แบบ ได้แก่ 28km Segment ที่มี 19 Cores, 10km Segment ที่มี 19 Cores และ 2km Segment ที่มี 7 Cores โดยอุปกรณ์ Switch ที่มารองรับนี้จะต้องมีความเร็วในการทำ Switching ที่ 80 Nanocsecond จึงจะประสบความสำเร็จ

สำหรับคลื่นแสงที่ใช้ส่งสัญญาณนั้น ได้ทำการตั้งค่าเอาไว้ให้ใช้ 64 Wavelength Channel, ทำการ Modulate ที่ 32 Giga Baud พร้อมกับทำ Polarization Division Multiplexing (PDM) Quadrature Phase Shift Keying (QPSK) ทำให้มีความเร็วถึง 53.3Tbps ได้

การประสบความสำเร็จในครั้งนี้ถือเป็นอีกก้าวหนึ่งที่สำคัญสำหรับวงการ Data Center ในอนาคต เพราะสาย Fiber เหล่านี้สามารถนำไปใช้งานภายใน Data Center และเชื่อมต่อระหว่าง Data Center ได้ อีกทั้งการเพิ่มความเร็วในการส่งข้อมูลได้สำเร็จนี้ก็จะช่วยลดพลังงานที่ต้องใช้ในการส่งข้อมูลต่อ Bit ลง ซึ่งถือเป็นประเด็นที่สำคัญไม่น้อยทีเดียว

นักวิจัยที่เกี่ยวข้องในงานวิจัยครั้งนี้ได้แก่ José Manuel Delgado Mendinueta, Satoshi Shinada, Ruben Luís, Yusuke Hirota, Hideaki Furukawa, Hiroaki Harai และ Naoya Wada ได้ทำการเผยผลการทดลองอย่างละเอียดแล้วในงาน European Conference on Optical Communication in Gothenburg ประเทศสวีเดน

 

ที่มา: https://www.theregister.co.uk/2017/10/09/boffins_bonkers_fibre_demo_53_tbps_down_one_piece_of_glass/

from:https://www.techtalkthai.com/japanese-nict-successfully-tested-53-3-tbps-fiber/

Netgear ประกาศออก Security Patch กว่า 50 รายการ

หลังจากที่ตกเป็นเป้าของการโจมตีมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน Netgear เองก็เริ่มออก Security Patch ครั้งใหญ่เพื่ออุดช่องโหว่ที่เหล่านักวิจัยด้านความมั่นคงปลอดภัยค้นพบและแจ้งกันไปแล้วกว่า 50 รายการ

Credit: alexmillos/ShutterStock

 

ในบรรดา Security Patch กว่า 50 รายการนี้ มี 20 รายการที่เป็น Patch อุดช่องโหว่ความรุนแรงสูง ในขณะที่อีก 30 รายการนั้นมีความรุนแรงปานกลาง ทั้งหมดนี้ครอบคลุมช่องโหว่ที่น่ากลัวอย่างเช่นการทำ Remote Code Execution, Authentication Bypass และอื่นๆ อีกมากมาย

ผลิตภัณฑ์ของ Netgear ได้รับผลกระทบหลายรายการทั้ง Router, Switch, NAS Storage และ Wireless Access Point โดยผู้ใช้งาน Netgear สามารถตรวจสอบรายการผลิตภัณฑ์ ช่องโหว่ และ Patch ได้ที่ http://www.netgear.com/about/security/ ครับ

 

ที่มา: https://threatpost.com/netgear-fixes-50-vulnerabilities-in-routers-switches-nas-devices/128230/

from:https://www.techtalkthai.com/netgear-releases-50-security-patches/

สัมภาษณ์ VP ของ HPE Aruba: 802.11ax จะมาพลิกโฉมวงการ Enterprise Wi-Fi อีกครั้ง #ATM17APAC

ทีมงาน TechTalkThai มีโอกาสได้สัมภาษณ์คุณ Mark Carroll ผู้ดำรงตำแหน่ง Vice President, General Manager ด้าน R&D ของแผนก WLAN แห่ง HPE Aruba ถึงแนวโน้มที่น่าสนใจเกี่ยวกับตลาด Enterprise Wireless LAN และการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ๆ ของ HPE Aruba ในงาน APAC Atmosphere 2017 จึงขอสรุปให้ทุกท่านได้อ่านกันดังนี้ครับ #ATM17APAC

 

เติมเต็มช่องว่างของตลาด SD-WAN มุ่งมั่นพัฒนาสู่การเป็น SD-Branches

จากการที่ HPE Aruba ได้เคยประกาศเปิดตัว Aruba SD-WAN ซึ่งเป็นก้าวถัดไปของ VPN มาแล้ว ทาง HPE Aruba ก็ได้เผยถึงก้าวถัดไปอย่าง SD-Branches ที่ไม่เพียงแต่จะทำการบริหารจัดการเรื่องการเชื่อมต่อ Internet และการเชื่อมต่อ VPN Tunnel เชื่อมสาขาต่างๆ เข้าด้วยกันอย่างมั่นคงปลอดภัย, ทนทาน และมีประสิทธิภาพเท่านั้น แต่ HPE Aruba ยังได้เสริมเรื่องของการบริหารจัดการเครือข่ายที่สาขาขององค์กรอย่างครบวงจร ครอบคลุมทั้ง WAN, LAN, WLAN, User และ Device ทั้งหมดเข้าด้วยกัน พร้อมใช้ Machine Learning และ AI มาช่วยตรวจสอบปัญหาและให้คำแนะนำ ส่งผลให้ผู้ดูแลระบบในสาขานั้นๆ สามารถทำงานได้ง่ายดายและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นไปด้วยในตัว

 

3 การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ใน ArubaOS 8 เพื่อรองรับอนาคตของระบบเครือข่ายองค์กรที่จะใหญ่และซับซ้อนยิ่งขึ้น

ก่อนหน้านี้ HPE Aruba ได้ออกมาประกาศเปิดตัว ArubaOS 8 หรือ AOS 8 กันไปแล้ว ซึ่งทางคุณ Mark Carroll ก็ได้สรุปจุดเด่นหลักๆ 3 ประการของ AOS 8 เอาไว้ดังนี้

  1. ทำให้ AOS รองรับการทำ Virtualization ได้อย่างสมบูรณ์ องค์กรสามารถติดตั้ง AOS บน Virtualization Infrastructure หรือ Cloud ได้ตามต้องการ
  2. ปรับ UX/UI ให้รองรับการวิเคราะห์ข้อมูล, การรองรับระบบเครือข่ายขนาดใหญ่ และการติดตั้งระบบให้ง่ายขึ้น
  3. สามารถทำ High Availability (HA) และ Upgrade ได้แบบ Hitless โดยผู้ใช้งานไม่ได้รับผลกระทบใดๆ เพื่อให้รองรับการเป็นระบบเครือข่ายสำหรับ Mission Critical Application ได้ดีขึ้น

การออก AOS 8 มานี้ทำให้ลูกค้าของ HPE Aruba นั้นสามารถใช้งานระบบเครือข่ายที่มีอยู่ให้มีประสิทธิภาพและความคุ้มค่าเพิ่มขึ้นได้ถึง 30% เลยทีเดียว

 

HPE Aruba กับอนาคตของการนำมาตรฐาน 802.11ad, 802.11ax และ 802.11ah มาใช้

ถัดจากมาตรฐานอย่าง 802.11ac Wave 2 แล้ว ทาง HPE Aruba ก็ได้เริ่มพัฒนา 802.11ad เพื่อเตรียมเปิดตัวในไตรมาสแรกของปี 2018, พัฒนา 802.11ax ถัดมา ส่วน 802.11ah นั้นยังคงอยู่ในระหว่างวิจัยและมองหาตลาดอยู่ เพราะ 802.11ax นั้นได้ถูกออกแบบมาให้มีฟีเจอร์ทัดเทียมกับ 5G เลยทีเดียว จึงสามารถรองรับ Workload ได้หลากหลายรูปแบบ รวมถึง IoT ที่ต้องมีการปรับแต่งให้ประหยัดพลังงานและมีประสิทธิภาพสูงสุด ดังนั้นหากมี 802.11ax แล้ว บทบาทของ 802.11ah ก็อาจถูกลดทอนลงไปเป็นอย่างมาก

อย่างไรก็ดี คุณ Mark Carrol ได้เสริมด้วยว่า 802.11ax เป็นมาตรฐานที่น่าจับตามองมาก และอนาคต 802.11ax นั้นก็คงจะเติบโตในฐานะของเทคโนโลยี Wi-Fi ที่เข้ามาเติมเต็มระบบ 5G ได้ทั้งในเชิงของประสิทธิภาพและความสามารถ กลายเป็นเทคโนโลยีคู่กันไปในอนาคต

 

การมาของ IoT กับ Network Security ที่เปลี่ยนไป

การมาของ IoT ในตลาดองค์กรนั้นถือว่าส่งผลกระทบต่อเทคโนโลยีฝั่ง Network และ Security เป็นอย่างมาก สถาปัตยกรรมของการแยกสองสิ่งนี้ออกจากกันอย่างแต่ก่อน เช่น การมี Switch และ Firewall แยกกันนั้นอาจไม่ใช่ทางเลือกที่ดีอีกต่อไป ในขณะที่การยืนยันตัวตนเองก็เริ่มไม่เพียงพอต่อการรักษาความมั่นคงอีกต่อไปแล้ว เพราะเดิมที่การที่แต่ละอุปกรณ์จะเชื่อมต่อเครือข่ายได้นั้นต้องมีมนุษย์คอยยืนยันตัวตนให้ แต่ในยุคของ IoT ที่อุปกรณ์ต่างๆ นั้นมีช่องโหว่มากมายให้ผู้โจมตีเจาะเข้ามาได้นี้ การใช้เพียงระบบยืนยันตัวตนของอุปกรณ์นั้นก็ไม่อาจตอบโจทย์ด้านการรักษาความมั่นคงได้อีกต่อไป

นอกเหนือไปจากแง่มุมด้าน Security แล้ว การมาของ IoT ที่มีอุปกรณ์จำนวนมหาศาลภายในองค์กรนั้น ก็จะทำให้ทั้งจำนวนอุปกรณ์, ความหลากหลายของอุปกรณ์, IP Address และปริมาณ Traffic รวมถึง Application ที่ใช้งานเพิ่มขึ้นเป็นอย่างมาก การดูแลรักษาและแก้ไขปัญหาด้านระบบเครือข่ายในอนาคตนั้นจะไม่เป็นเรื่องง่ายอีกต่อไป ลองจินตนาการถึงการที่ต้องตรวจสอบปัญหากรณีผู้ใช้งานพบว่าระบบ Application ที่ตนเองใช้งานนั้นช้า ท่ามกลางเครือข่ายที่ซับซ้อนเหล่านี้ดูได้

ด้วยเหตุนี้ สิ่งที่เราจะเห็นได้ในทิศทางของ HPE Aruba ที่ถึงแม้จะไม่มี Firewall Appliance แยกออกไปเป็นระบบต่างหาก แต่ทาง HPE Aruba ก็ได้นำเทคโนโลยีรักษาความมั่นคงปลอดภัยที่มีในระบบ WLAN ของตนมาเสริมใน LAN ด้วย แล้วจึงมี Security Analytics มาคอยรับข้อมูลจากอุปกรณ์เครือข่ายเหล่านี้ไปทำการวิเคราะห์ด้วย Machine Learning อย่าง Aruba IntroSpect อีกที ในขณะที่ Network Analytics ด้วย Machine Learning อย่าง Aruba NetInsight ก็จะมาช่วยตอบปัญหาเรื่องความช้าของเครือข่ายนี้ให้

 

Aruba 360 Secure Fabric ไม่ต้องการแข่งขันกับใคร แต่ต้องการเป็นอีกหนึ่งช่องทางเติมเต็มด้าน Security ให้กับองค์กร

หากดูเผินๆ การเปิดตัว Aruba 360 Secure Fabric นี้อาจทำให้ HPE Aruba นั้นต้องการจะแย่งส่วนแบ่งตลาดของผู้พัฒนาระบบ Security รายอื่นๆ แต่ HPE Aruba กลับมองว่าตนเองเพียงต้องการจะเติมเต็มความต้องการที่มีอยู่ในตลาด ด้วยการทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการผสานข้อมูลระหว่างระบบ Network และ Security ด้วยการนำข้อมูลจากอุปกรณ์ที่มีอยู่ในระบบเครือข่ายทั้งหมดมาใช้วิเคราะห์ แล้วให้ Aruba ClearPass ช่วยควบคุมให้อุปกรณ์เครือข่ายทำการตอบสนองต่อภัยคุกคามต่างๆ โดยอัตโนมัติเท่านั้น ดังนั้นด้วยบริบทนี้ HPE Aruba เองนั้นต้องการกลายเป็นส่วนหนึ่งของ Ecosystem มากกว่า เพราะยิ่งมีอุปกรณ์จากผู้ผลิตอยู่ในเครือข่ายหลากหลาย ก็จะยิ่งหมายความว่า Aruba 360 Secure Fabric จะยิ่งมีข้อมูลสำหรับวิเคราะห์ภัยคุกคามมากขึ้นนั่นเอง

from:https://www.techtalkthai.com/interview-with-mark-carrol-vp-of-wlan-hpe-aruba/

เผยทิศทางของ HPE Aruba และอนาคตของเทคโนโลยีฝั่ง Network และ Security #ATM17APAC

ในงาน APAC Atmosphere 2017 ทาง Keerti Melkote ผู้ก่อตั้งของ Aruba Networks ที่ปัจจุบันกลายเป็น HPE Aruba ได้ออกมาเล่าถึงภาพรวมของ HPE Aruba ในปัจจุบันและทิศทางในอนาคต พร้อมเปิดตัวเทคโนโลยีใหม่ทางด้าน Network และ Security ด้วยกันหลายระบบ ทางทีมงาน TechTalkThai ที่มีโอกาสได้เข้าร่วมงานในครั้งนี้จึงขอนำมาสรุปให้ผู้อ่านทุกท่านได้อ่านกันดังนี้ครับ #ATM17APAC

 

หลัง HPE เข้าซื้อกิจการ HPE Aruba ก็เติบโตอย่างต่อเนื่อง

Keerti Melkote ได้ออกมาเล่าย้อนไปถึงสมัยตอนก่อตั้งบริษัทกันนั้นยังเป็นยุคเริ่มต้นของ Wi-Fi สำหรับองค์กร ทาง Aruba จึงพยายามที่จะสร้างระบบเครือข่ายไร้สายที่มีทั้งความเสถียรและความมั่นคงปลอดภัยมากพอ และในปีแรกนั้นเองก็ได้เริ่มจัดงาน Airheads Community เพื่อแสดงให้คนในวงการ IT ได้เห็นว่า Wi-Fi สามารถทำอะไรให้กับธุรกิจและเปลี่ยนแปลงโลกของระบบเครือข่ายได้อย่างไรบ้าง จนปัจจุบันนี้กลายมาเป็นเทคโนโลยีหลักของระบบเครือข่ายไปแล้ว

ในงาน APAC Atmosphere 2016 ในปีที่แล้ว ทาง Aruba ได้ให้ Commitment เอาไว้ว่าจะทำให้ Airheads Community เติบโตยิ่งขึ้น และทำธุรกิจผ่าน Partner เป็นหลัก รวมถึงการก้าวไปเป็น Open Technology ให้มากขึ้น และการรักษาวัฒนธรรม Customer First, Customer Last ของ Aruba เอาไว้ให้ได้ภายใต้การเข้าซื้อกิจการของ HPE ซึ่งทั้งหมดนี้ก็ประสบความสำเร็จด้วยดี และจะผลักดันต่อไปให้เติบโตยิ่งขึ้น

ทั้งนี้ในปี 2016 ที่ผ่านมา HPE Aruba เติบโตในตลาด APAC ถึง 2 เท่า มี Market Share มากขึ้น 2% หรือนับเป็น 53% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ซึ่งถือว่าเติบโตมากกว่าคู่แข่งรายอื่นๆ โดยธุรกิจ 96% ของ HPE Aruba นั้นเกิดขึ้นได้จากเหล่า Partner และมีลูกค้ารายใหญ่ในตลาด Education, Hospitality, Healthcare และ Retail เพิ่มขึ้น

 

ผลิตภัณฑ์ฝั่ง Network ครบแล้ว อนาคตจะเป็นยุคของ Analytics และ Machine Learning

ปัจจุบัน HPE Aruba มี 802.11c Wireless Access Point Portfolio ตอบโจทย์การใช้ Wi-Fi ได้ครบทุกแบบ, มี Aruba Switch ที่ติดตั้งได้แบบ Zero Touch Provisioning และมีฟังก์ชันด้าน Security เท่า Access Point, มี Aruba Central สำหรับบริหารจัดการอุปกรณ์ต่างๆ ได้โดยไม่ต้องอาศัย Controller แยกต่างหาก และทำให้ตลาดเติบโตเป็นอย่างมาก, มี Aruba OS 8 ที่รองรับการใช้งานภายใน Virtualization และ Cloud ได้ รวมถึงมีกลุ่มลูกค้าที่ Aruba ต้องการตอบโจทย์อย่างชัดเจนคือกลุ่ม GenMobile ที่ใช้โทรศัพท์มือถือและการเชื่อมต่อเครือข่ายในทุกๆ กิจกรรมของชีวิต ซึ่งไม่ได้ขึ้นกับอายุหรือเพศแต่อย่างใด โดยมีทั้ง Education, Consumers, Operators, IT

Context ที่จำเป็นสำหรับระบบเครือข่ายในตอนนี้คือ User, Thing, Application, Location ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะเป็นสิ่งที่เทคโนโลยีระบบเครือข่ายควรจะต้องเอามาใช้ให้เต็มที่ เพื่อสร้างประสบการณ์ใหม่ๆ ในการใช้งานที่ดียิ่งขึ้นได้ โดย Aruba ได้นำข้อมูลเหล่านี้มาใช้เป็น Contextual Intelligence เพื่อนำมาแก้ปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับระบบเครือข่าย ด้วยการเสริมความมั่นคงปลอดภัยของระบบให้สูงขึ้น และปรับปรุงประสิทธิภาพของระบบเครือข่ายให้ดีขึ้นนั่นเอง

ข้อมูล Context เหล่านี้ถูกนำมาต่อยอดให้เทคโนโลยี Wi-Fi ของ Aruba สามารถช่วยทำ Asset Managent สำหรับติดตามสินทรัพย์และข้อมูลที่มีมูลค่าสูงภายในองค์กรได้ เพื่อช่วยปกป้องความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นกับสินทรัพย์และข้อมูลเหล่านั้นได้ กลายเป็นการประยุกต์ใช้ข้อมูลจากระบบเครือข่ายในอีกรูปแบบหนึ่งที่น่าสนใจจาก HPE Aruba

ถัดจากนี้ไป การนำ AI และ Machine Learning มาใช้งานในระบบเครือข่ายจะกลายเป็นเรื่องที่พบเห็นกันได้มากขึ้น และ HPE Aruba ก็จะทำการต่อยอดจากข้อมูล Context ที่รวบรวมมาแล้วในข้างต้น พร้อมกับพัฒนา Model การวิเคราะห์รูปแบบใหม่ๆ เสริมเข้ามาตอบโจทย์ของ Network และ Security ในองค์กรมากขึ้นเรื่อยๆ และทำให้การทำ Automation ภายในระบบเครือข่ายนั้นมีความเป็นอัตโนมัติมากขึ้นทั้งในแง่ของการปรับแต่ง และการตรวจจับภัยคุกคามรูปแบบใหม่ๆ

 

HPE Aruba มุ่งสู่ธุรกิจ Security ด้วย Machine Learning อย่างเต็มตัว

ปัจจุบัน 84% ขององค์กรที่ใช้ IoT พบกับ Security Breach แล้ว ในขณะที่ 1/3 ของการโจมตีที่ประสบความสำเร็จนั้นเกิดจากอุปกรณ์ในกลุ่ม Shadow IT ส่วนการโจมตีนั้นอาจใช้เวลาถึง 8 สัปดาห์ก่อนความเสียหายจะปรากฎ, 80% ของการโจมตีใช้ Credential ที่มีอยู่จริง จะเห็นได้ว่าการโจมตีนั้น Low Profile มากขึ้น ในขณะที่การเล็งเป้าหมายนั้นก็มีความชัดเจนมากขึ้นด้วยเช่นกัน ทั้งนี้กว่า 99% ของการเจาะระบบนั้นจะใช้ช่องโหว่ที่เป็นที่รู้จักกันโดยเหล่าผู้ดูแลระบบและผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงปลอดภัยอยู่แล้วมาเป็นเวลาอย่างน้อย 1 ปี แต่การโจมตีเหล่านั้นก็ยังคงประสบความสำเร็จได้จากการประมาทของเหล่าผู้ดูแลระบบนั่นเอง

ด้วยเหตุนี้ HPE Aruba จึงทำการเปิดตัว Aruba 360 Secure Fabric ระบบ Analytics-Driven Active Cyber Protection เพื่อช่วยรักษาความมั่นคงปลอดภัยสำหรับทุกๆ ระบบเครือข่ายได้ทั้งภายในองค์กรและบน Cloud รวมถึงยังสามารถทำงานร่วมกับเทคโนโลยีของผู้ผลิตรายอื่นๆ ได้ โดยมีส่วนประกอบสำคัญคือระบบ Aruba IntroSpect เทคโนโลยี Machine Learning สำหรับงานทางด้าน Security ด้วยการวิเคราะห์ข้อมูลจากระบบเครือข่ายโดยเฉพาะ ซึ่งจะช่วยเพิ่มทั้งความเร็วในการตรวจจับการโจมตี, เพิ่มความแม่นยำ และลดงาน Manual ของเหล่าผู้เชี่ยวชาญด้าน Security ภายในองค์กรลง

 

Analytics และ Automation จะมีบทบาทมากขึ้นเรื่อยๆ ในการลดค่าใช้จ่ายการลงทุนด้าน IT ในระยะยาว

การเติบโตของ IT ยังคงเป็นไปอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันนั้นเกิด BYOD ในองค์กรแล้วมากถึง 6,400 ล้านอุปกรณ์, มีการลงทุนใน Cloud แล้วกว่า 127,000 ล้านเหรียญ, มีอุปกรณ์ IoT 20,800 ล้านชิ้น แต่งบประมาณที่ลงทุนด้าน IT นั้นกลับเพิ่มขึ้นเพียงแค่ 0-2% ในแต่ละองค์กรเท่านั้น การเลือกเทคโนโลยีใหม่เหมาะสมต่อการเติบโตและงบประมาณที่มีจึงมีความสำคัญมากขึ้น การทำ Automation เพื่อไม่ให้งบประมาณด้านบุคลากรเพิ่มขึ้นจึงกลายเป็นสิ่งสำตัญขององค์กรในทุกวันนี้

ในปีที่ผ่านมาได้มีการเปิดตัว Aruba 8400 Switch Series เป็นอุปกรณ์ที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์การทำ Automation ในระบบเครือข่ายโดยเฉพาะ ด้วยระบบปฏิบัติการ ArubaOS-CX และเร็วๆ นี้ก็ได้เปิดตัว Aruba 8320 Switch Series รุ่นเล็กเพิ่มเข้ามา ทำให้สามารถตอบโจทย์ของการทำ Automation ในฝั่ง Campus Network ได้ตั้งแต่ Core จนถึง Edge

 

Cloud เป็นอีกหนึ่งตัวเร่งที่ช่วยให้ HPE Aruba เติบโต

อีกหนึ่งสิ่งที่ Keerti Melkote พูดถึงก็คือการย้ายมาใช้ Microsoft Office 365 ให้สำเร็จนั้นได้กลายมาเป็นหนึ่งในงานสำคัญของหลายองค์กรไปแล้ว เพื่อให้พนักงานภายในองค์กรเริ่มต้นทำงานบน Cloud ได้อย่างคล่องตัว และประเด็นนี้เองก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ HPE Aruba เติบโต เพราะระบบเครือข่ายนั้นมีความสำคัญมากยิ่งขึ้นนั่นเอง

 

ขยับจาก VPN สู่ SD-WAN เตรียมเปิดตัว SD-Branches

ที่ผ่านมา เทคโนโลยี VPN ของ HPE Aruba นั้นได้ถูกปรับปรุงให้กลายมาเป็น SD-WAN แทน และในอนาคตอันใกล้นี้ HPE Aruba เองก็มีแผนที่จะเปิดตัวโซลูชัน SD-Branches เพื่อตอบโจทย์เหล่าธุรกิจที่มีสาขาจำนวนมากให้ทำการบริหารจัดการได้ง่ายและเชื่อมต่อเครือข่ายได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ส่วนรายละเอียดนั้นยังต้องรอติดตามกันต่อไป

 

เสียงจากเหล่าผู้ใช้งานของ HPE Aruba

ในงานครั้งนี้ได้มีลูกค้าของ HPE Aruba ออกมาแบ่งปันประสบการณ์ร่วมกันมากมาย ดังนี้

James Cook University เป็นมหาวิทยาลัยที่มีนักศึกษามากถึง 22,000 คนที่เน้นเรื่อง Life Science เป็นหลัก โดยการนำเทคโนโลยีเข้าไปใช้เสริมในการเรียนการสอนและการวิจัยก็เป็นสิ่งหนึ่งที่สำคัญ ในฐานะสื่อกลางสำหรับการเรียนการสอนและการวิจัย โดยการออกแบบระบบเครือข่าย Wi-Fi ภายในมหาวิทยาลัยในปัจจุบันนี้ต้องออกแบบเผื่อถึงกรณีที่นักศึกษาแต่ละคนอาจมีอุปกรณ์มากกว่า 2-3 ชิ้นไปจนถึง 7-8 ชิ้นต่อคนแล้ว โดยก่อนหน้านี้ได้ทดลองใช้งานเทคโนโลยีจากผู้ผลิตค่ายอื่นๆ มาหมดแล้ว แต่ Aruba นั้นตอบโจทย์ที่สุดสำหรับ James Cook University และถัดจากนี้ก็จะนำความสามารถของ ArubaOS 8 มาใช้งานให้ได้อย่างเต็มที่มากขึ้น เพื่อ Integrate ระบบต่างๆ เข้าด้วยกันและบริหารจัดการระบบเครือข่ายให้มีประสิทธิภาพให้ได้มากที่สุด

Sam Tuneau, Group Manager, Technology แห่ง Auckland Transport ได้มาแบ่งปันประสบการณ์ถึงการนำเทคโนโลยีระบบเครือข่ายไปใช้เสริมภารกิจการสนับสนุนด้านการคมนาคมขนส่ง โดยการออกแบบระบบเครือข่าย Wi-Fi สำหรับเจ้าหน้าที่ทั้งหมดในองค์กรภายในอาคารใหม่ ซึ่งถือเป็นระบบเครือข่ายขนาดใหญ่มาก การใช้ Analytics เพื่อช่วยดูแลรักษาระบบเครือข่ายจึงมีบทบาทสำคัญเป็นอย่างมาก และตัดสินใจที่จะเลือกใช้ Aruba 8400 Switch Series เพื่อช่วยให้การติดตามแก้ไขปัญหาและดูแลรักษาระบบเครือข่ายเป็นไปได้ง่ายขึ้น รวมถึงการใช้ Analytics ในเชิงการรักษาความมั่นคงปลอดภัยเองก็เป็นอีกส่วนที่ช่วยให้ระบบเครือข่ายมีความน่าเชื่อถือมากขึ้น และช่วยให้ฝ่าย IT ทำงานได้ง่ายขึ้นด้วย ซึ่งก็มีการใช้งานทั้ง Aruba ClearPass และ Aruba AirWave มาตอบโจทย์ความต้องการเหล่านี้

Venkatesh Natarajan, CIO แห่ง Ashok Leyland เป็นอีกคนหนึ่งที่ได้มาแบ่งปันเรื่องของการใช้งานระบบเครือข่ายในธุรกิจการผลิตยานยนตร์ โดยเริ่มต้นจากการใช้งาน Business Application สนับสนุนการทำธุรกิจ กลายมาเป็นการใช้ IT เป็นตัวนำธุรกิจ ซึ่ง Analytics นั้นเป็นระบบที่มีความสำคัญเป็นอย่างมาก แต่โจทย์ที่สำคัญจริงๆ คือควรจะต้องทำอะไรถัดจากการนำข้อมูลมาช่วยปรับปรุงประสิทธิภาพของการทำงานภายใน มาเป็นการสร้างธุรกิจใหม่ให้เกิดขึ้นจริงได้ และในเวลาเดียวกัน Network และ Security ก็ได้กลายเป็นประเด็นที่ได้รับความสำคัญสูงมากอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน เพราะการใช้งานข้อมูลนั้นเกิดขึ้นในทุกที่ทุกเวลา ทำให้มุมมองของ Security ที่เคยเป็นแค่ค่าใช้จ่ายขององค์กรนั้น เปลี่ยนภาพไปเป็นการลงทุนขององค์กรเพื่อการก้าวไปเป็น Digital Business แทน

Ashok Leyland ได้ทำการติดตั้งระบบ IoT เพื่อรวบรวม Data Point จากรถยนต์ของตนเองเป็นปริมาณมหาศาลยิ่งกว่าธุรกิจการผลิตเครื่องบิน และนำข้อมูลเหล่านั้นมาใช้ในการวิเคราะห์เพื่อสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ ขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง รวมถึงใช้เพื่อทำความเข้าใจลูกค้าผู้ใช้งานมากขึ้นด้วย ทำให้สิ่งที่ Ashok Leyland นำเสนอทุกวันนี้ไม่ใช่ผลิตภัณฑ์ที่เป็นยานยนตร์อีกต่อไป แต่เป็น Solution ของเทคโนโลยีด้านการคมนาคมแทน

Texmark เป็นธุรกิจด้านพลังงานที่มีการทำ Predictive Maintenance สำหรับการขนส่งน้ำมัน โดยใช้ Wi-Fi เป็นเครือข่ายระหว่าง Sensor และ Data Center เพื่อให้การดูแลรักษาอุปกรณ์ต่างๆ นั้นเป็นไปแบบ Data-driven และยังช่วยให้การปฏิบัติหน้าที่แต่ละครั้งมีความปลอดภัยต่อชีวิตของพนักงานและทรัพย์สินขององค์กรมากขึ้น เนื่องจากมีข้อมูลประกอบการทำงานที่แม่นยำมากยิ่งขึ้นนั่นเอง

 

Aruba แนะ Network Engineer ต้องหัดเขียนโปรแกรมแล้ว

สุดท้าย Melkote ได้ให้คำแนะนำแก่เหล่า Network Engineer ว่าต่อไปทักษะทางด้าน Software จะมีความสำคัญกับการทำงานมากขึ้นเรื่อยๆ เพื่อใช้ในการพัฒนา Automation ภายในระบบ Software-defined Network และการเรียนรู้ API ใหม่ๆ หัดใช้งานและหัดพัฒนาระบบเชื่อมต่อเหล่านี้ให้ได้ก็เป็นสิ่งที่ต้องเริ่มฝึกฝนกันได้แล้ว

from:https://www.techtalkthai.com/future-of-hpe-aruba-from-apac-atmosphere-2017/

เปิดตัว MikroTik RB1100AHx4 รุ่นใหม่ รองรับ Throughput 7.5Gbps

MikroTik ออกมาประกาศเปิดตัว MikroTik RB1100AHx4 รุ่นใหม่ที่รองรับ Throughput ถึง 7.5Gbps พร้อมความสามารถต่างๆ ดังนี้

Credit: MikroTik
  • ใช้ CPU Quad Core Cortex A15 ความถี่ 1.4GHz จาก Annapurna Labs บริษัทในเครือของ Amazon
  • รองรับ Throughput สูงสุดที่ 7.5Gbps
  • มี IPsec Hardware Acceleration ในตัว
  • มี Redundant Power Supply
  • รองรับ 802.3af/at PoE ในตัว
  • มีรุ่น Telecom ให้เลือกโดยใช้ไฟ DC

ราคาของ MikroTik RB1100AHx4 นี้เปิดตัวมาที่ 299 เหรียญหรือราวๆ 10,500 บาท

สำหรับผู้ที่สนใจสามารถศึกษารายละเอียดฉบับเต็มได้ที่ https://www.mikrotik.com/download/share/RB1100Dx4.pdf ทันที

from:https://www.techtalkthai.com/mikrotik-rb1100ahx4-is-announced-with-7-5-gbps-throughput/