คลังเก็บป้ายกำกับ: TELECOM

7 ปี กสทช. จุดเปลี่ยนการจัดสรรคลื่นความถี่และการสิ้นสุดยุคสัมปทานโทรศัพท์เคลื่อนที่

บทความโดย ประวิทย์ ลี่สถาพรวงศา กสทช. ด้านการคุ้มครองผู้บริโภคและส่งเสริมสิทธิเสรีภาพ

ในที่สุดกลุ่มบริษัทดีแทคก็ชนะการประมูลคลื่นความถี่ 900 MHz ถือเป็นเอกชนรายสุดท้ายที่สิ้นสุดสัมปทานโทรศัพท์เคลื่อนที่ แล้วเข้าร่วมประมูลคลื่นความถี่เพื่อเปลี่ยนผ่านสู่ระบบใบอนุญาตอย่างเต็มตัว

ในอดีตประเทศไทยเริ่มให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ภายใต้สัญญาร่วมการงานหรือเรียกกันว่าระบบสัมปทาน โดยมีทีโอทีถือครองคลื่น 900 MHz กสท โทรคมนาคมถือครองคลื่น 850 MHz และ 1800 MHz แล้วให้เอกชนคือ เอไอเอส ดีแทค และทรูมูฟ เป็นคู่สัญญาสัมปทานตามลำดับ

ต่อมาเมื่อมีการจัดตั้งองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ตามกฎหมาย ซึ่งมี กทช. เป็นคณะกรรมการชุดแรก และถูกเปลี่ยนสภาพเป็น กสทช. เมื่อปี 2554 ก็ไม่มีการให้สัมปทานคลื่นความถี่ใดๆ เพิ่มได้อีก เพราะคลื่นความถี่ถูกกำหนดให้เป็นสมบัติของประเทศเพื่อประโยชน์สาธารณะ และการจัดสรรคลื่นความถี่เพื่อการประกอบธุรกิจต้องดำเนินการโดยวิธีประมูล แต่คลื่นที่ได้รับอนุญาตตามระบบสัมปทานเดิมยังได้รับการคุ้มครองสิทธิจนกว่าจะสิ้นสุดสัมปทาน แล้วจึงนำมาจัดสรรใหม่ด้วยวิธีการประมูล

No Description

ผ่านมา 7 ปีนับแต่มี กสทช. สัมปทานของเอกชนทุกรายต่างทยอยสิ้นสุด จนสัมปทานของดีแทคสิ้นสุดเป็นรายสุดท้ายเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา

ที่ผ่านมา เอกชนแต่ละรายต่างเข้าร่วมประมูลเพื่อช่วงชิงคลื่นความถี่เดิมที่เคยได้รับในระบบสัมปทานเพื่อให้บริการลูกค้าได้อย่างต่อเนื่อง และพยายามช่วงชิงคลื่นความถี่ย่านที่ตนไม่เคยมีเพื่อขยายบริการเพิ่มขึ้นแข่งกับรายอื่น

การประมูลคลื่นความถี่ครั้งแรกเกิดขึ้นในปี พ.ศ. 2555 เป็นการเปิดประมูลคลื่นความถี่ย่าน 2100 MHz อันเป็นคลื่นว่างที่ไม่เคยเปิดให้บริการมาก่อน รวม 90 MHz (2×45 MHz) ผลการจัดสรรคลื่นลงตัวพอดี คือเอกชนที่เข้าร่วมประมูล 3 รายได้คลื่นรายละ 30 MHz (2×15 MHz) ด้วยราคาชนะประมูลรวม 41,625 ล้านบาท การประมูลครั้งนั้นตกเป็นข่าวอื้อฉาว เนื่องจากไม่มีการแข่งขันในการประมูลและราคาที่ชนะต่ำกว่าราคาประเมินมูลค่าคลื่นความถี่ตามผลการศึกษามากกว่าหมื่นล้านบาท แต่ก็ทำให้เกิดจุดเปลี่ยนที่สำคัญคือ ประเทศไทยได้เข้าสู่ยุค 3G อย่างเต็มตัว การใช้งาน Mobile Broadband แพร่หลายอย่างรวดเร็ว ปริมาณการใช้งาน Data เฉลี่ยต่อคนต่อเดือนจากระดับเมกะไบต์พุ่งสู่ระดับกิกะไบต์ เพราะความเร็วในการดาวน์โหลดเพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว

ต่อมาสัมปทานคลื่น 1800 MHz ของทรูมูฟและดีพีซี (หนึ่งในกลุ่มเอไอเอส) สิ้นสุดลงเป็นชุดแรกเมื่อปี พ.ศ. 2556 รวมปริมาณคลื่นที่สิ้นสัมปทาน 50.4 MHz (2×25.2 MHz) แต่ไม่มีการจัดประมูลอย่างทันการณ์ ทำให้มีการให้บริการต่อโดยเรียกกันว่า “การเข้าสู่มาตรการคุ้มครองผู้ใช้บริการ” จนกระทั่งในเดือนพฤศจิกายน 2558 จึงมีการจัดประมูลคลื่นความถี่ 1800 MHz จำนวน 60 MHz (2×30 MHz) ซึ่งกลุ่มบริษัทที่เคยถือสัมปทานเดิมต่างชนะประมูลคลื่นเพื่อนำกลับไปให้บริการต่อ และแม้กลุ่มดีแทคจะไม่เคาะราคาแข่ง แต่ก็มีกลุ่มแจสเป็นหน้าใหม่ที่เข้ามาเคาะราคาอย่างต่อเนื่อง ทำให้มีผู้เข้าร่วมประมูลจริงมากกว่าจำนวนคลื่นที่เปิดประมูล ในครั้งนี้จึงได้ราคาชนะประมูลรวมถึง 80,778 ล้านบาท สูงกว่าราคาเฉลี่ยจากการประเมินมูลค่าคลื่นความถี่

ตามมาด้วยการสิ้นสุดสัมปทานคลื่น 900 MHz ของเอไอเอสเมื่อปี พ.ศ. 2558 อีก 35 MHz (2×17.5 MHz) แม้ กสทช. จะพยายามเตรียมจัดประมูลล่วงหน้าก่อนสัมปทานจะสิ้นสุด แต่ในที่สุดมีการจัดประมูลคลื่น 900 MHz จำนวน 40 MHz (2×20 MHz) ในเดือนธันวาคม 2558 หลังจากการประมูลคลื่น 1800 MHz เพียง 1 เดือน ในครั้งนี้ กลุ่มเอไอเอส กลุ่มดีแทค กลุ่มทรูมูฟ และกลุ่มแจส ต่างเคาะราคาช่วงชิงคลื่นกันอย่างถึงพริกถึงขิง จนราคาทำลายสถิติโลก แม้ทรูมูฟและแจสจะเป็นผู้ชนะ แต่ต่อมาแจสไม่มาชำระเงิน จึงต้องจัดประมูลอีกครั้งด้วย ม. 44 จนกลุ่มเอไอเอสพลิกกลับมาชนะประมูล ทำให้ราคาชนะประมูลรวมสูงถึง 151,952 ล้านบาท

การประมูลคลื่น 1800 MHz และ 900 MHz เมื่อปลายปี 2558 ทำให้เกิดจุดเปลี่ยนสำคัญ การเข้าร่วมของกลุ่มแจสได้เพิ่มสภาพการแข่งขันในตลาดหลังการประมูลอย่างชัดเจน ทำให้ผู้บริโภคไทยคาดหวังที่จะเห็นผู้ให้บริการหน้าใหม่ นอกจากนั้นยังทำให้ต้นทุนคลื่นความถี่ของอุตสาหกรรมพุ่งสูงขึ้นอย่างมหาศาล ในทางกลับกันก็สร้างรายได้มหาศาลให้แก่รัฐ จนปัจจุบันรัฐคาดหวังรายได้จากคลื่นความถี่เป็นรายได้ก้อนสำคัญที่จะมาเสริมงบประมาณรายรับของประเทศอย่างจริงจัง และจุดเปลี่ยนที่สำคัญที่สุดก็คือ ทำให้ประเทศไทยก้าวสู่ยุค 4G อย่างเต็มตัว ปริมาณการใช้ Mobile Broadband พุ่งขึ้นอย่างมากตามการใช้งานวิดีโอสตรีมมิ่งผ่าน Social Network หรือผ่านบริการวิดีโอต่างๆ จนปริมาณการใช้งาน Data เฉลี่ยต่อคนต่อเดือนจากระดับ 2 กิกะไบต์ในยุค 3G พุ่งสู่ระดับ 6 กิกะไบต์ จนทำให้ผู้บริโภคเริ่มรู้สึกว่า 4G ในปัจจุบันช้าลง เพราะปริมาณการใช้งานที่คับคั่งนั่นเอง

ล่าสุดสัมปทานคลื่น 850 MHz จำนวน 20 MHz (2×10 MHz) และสัมปทานคลื่น 1800 MHz จำนวน 100 MHz (2×50 MHz) ของดีแทคก็สิ้นสุดลงเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา และ กสทช. ได้จัดประมูลคลื่นความถี่ 1800 MHz จำนวน 90 MHz (2×45 MHz) แต่มีผู้สนใจประมูลเพียง 20 MHz (2×10 MHz) ทำให้มีคลื่น 1800 MHz คงค้างกับ กสทช. ถึง 70 MHz (2x 35 MHz) สาเหตุอาจเป็นเพราะ กสทช. ยืนราคาเริ่มต้นประมูลไว้สูงมากตามราคาชนะประมูลเมื่อปี 2558 ทำให้ไม่คุ้มค่าที่เอกชนจะมาแย่งคลื่นไปทำกำไร อย่างไรก็ตาม ราคาชนะประมูลรวมในครั้งนี้ก็สูงถึง 25,022 ล้านบาท

ในส่วนคลื่น 850 MHz กสทช. ได้ Reband มาจัดสรรเป็นคลื่น 900 MHz เพื่อลดปัญหาการรบกวนกันระหว่างย่าน 850 MHz และย่าน 900 MH แต่เนื่องจากได้จัดสรรคลื่นนี้ครึ่งหนึ่งให้กับระบบอาณัติสัญญาณของรถไฟความเร็วสูง จึงมีคลื่นส่วนที่เหลือออกประมูลจำนวน 10 MHz (2×5 MHz) โดยกลุ่มดีแทคชนะประมูลไปด้วยราคา 38,064 ล้านบาทเมื่อวันที่ 28 ตุลาคมนี้ ทำให้ไม่เหลือคลื่นย่านนี้ที่จะนำมาประมูลได้อีก และนับเป็นการสิ้นสุดยุคสัมปทานโทรศัพท์เคลื่อนที่อย่างเต็มตัว โดยการประมูลครั้งนี้คงจะเป็นการประมูลครั้งท้ายๆ ก่อนเข้าสู่ยุค 5G ซึ่งจะพลิกโฉมบริการ Mobile Broadband อย่างขนานใหญ่ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า การประมูลในปีนี้จึงคงไม่ใช่จุดเปลี่ยนของบริการในตลาด Mobile Broadband เหมือนการประมูลเมื่อปี 2555 และปี 2558

อย่างไรก็ดี การประมูลในปีนี้ทำให้เกิดความชัดเจนว่า อย่างน้อยผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่รายหลักทั้งสามราย คือ กลุ่มเอไอเอส กลุ่มดีแทค และกลุ่มทรู ยังคงปักหลักให้บริการในประเทศไทยต่อไปครบทั้งสามราย ในระยะ 7 ปีที่ผ่านมา แม้ กสทช. ยังไม่สามารถเพิ่มจำนวนผู้ให้บริการมือถือ แต่อย่างน้อยก็ไม่ทำให้ผู้เล่นหลักลดน้อยไปกว่าเดิม ซึ่งดีต่อการก้าวสู่ยุค 5G ในทางกลับกัน หากประเทศไทยเหลือผู้ให้บริการหลักเพียง 2 ราย การผูกขาดตลาดในยุค 5G จะกระทบภาคอุตสาหกรรมอื่นๆ ที่ต้องให้บริการยุคดิจิทัลผ่านโครงข่าย 5G ทำให้เศรษฐกิจดิจิทัลในภาพรวมเติบโตช้าและขาดประสิทธิภาพได้

นอกจากการจัดประมูลคลื่นความถี่แล้ว กสทช. ยังได้เพิ่มปริมาณคลื่นโทรศัพท์เคลื่อนที่เข้าสู่ตลาด โดยยอมให้ทีโอทีใช้คลื่น 2300 MHz ซึ่งเดิมใช้กับบริการโทรศัพท์ทางไกลสาธารณะชนบทมาให้บริการ 4G ได้อีกจำนวน 60 MHz ซึ่งทีโอทีได้จับมือเป็นพันธมิตรกับกลุ่มดีแทคเพื่อเสริมบริการ 4G ให้กับประเทศ

เท่ากับว่า 7 ปีของ กสทช. แม้สัมปทานคลื่นความถี่จะสิ้นสุดลงรวม 205.4 MHz และมีการประมูลกลับไปใช้งานเพียง 130 MHz แต่ กสทช. ก็ได้จัดสรรคลื่น 2100 MHz เข้าสู่ตลาด 90 MHz และได้อนุญาตให้ใช้คลื่น 2300 MHz บริการ 4G อีก 60 MHz รวมคลื่นที่ กสทช. ป้อนเข้าสู่ตลาดโทรศัพท์เคลื่อนที่ในทุกวิธีการได้ 280 MHz ไม่รวมคลื่นความถี่ซึ่งทีโอที และ กสท โทรคมนาคมยังถือครองจนถึงปี 2568 อีก 60 MHz (2×30 MHz) และหากเกิดความคับคั่งในการใช้งาน 4G กสทช. ก็ยังมีคลื่น 1800 MHz ที่จะเสริมเข้าสู่ตลาดได้อีก 70 MHz (2×35 MHz) ก่อนที่ไทยจะเข้าสู่ยุค 5G ที่จะให้บริการบนคลื่นย่าน 700 MHz ย่าน C Band และย่าน Millimeter waves

ในแง่รายได้ นอกจากเงินจากการประมูลคลื่นความถี่รวมกว่า 337,000 ล้านบาท ยังมีรายได้จากการให้บริการในช่วงมาตรการคุ้มครองผู้ใช้บริการอีกกว่า 11,000 ล้านบาท แต่เอกชนยังไม่ยินยอมจ่ายและนำเรื่องเข้าสู่การพิจารณาของศาลปกครอง

สรุปแล้ว นับแต่นี้ไป บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ในประเทศไทยได้สิ้นสุดยุคสัมปทานแล้วโดยสมบูรณ์ ในส่วนบริการที่ถูกครหาว่าเป็นสัมปทานจำแลงนั้น ก็เป็นหน้าที่ขององค์กรตรวจสอบที่ต้องเร่งดำเนินการตามกฎหมาย แต่ไม่ว่าจะเป็นสัมปทานจำแลงจริงหรือไม่ก็ตาม ในที่สุดอายุดำเนินการก็จะไม่เกินปี 2568 ตามสิทธิการถือครองคลื่นของรัฐวิสาหกิจที่ทำสัญญาอยู่ดี

Topics: 

from:https://www.blognone.com/node/106205

Advertisements

เซี่ยงไฮ้ กลายเป็นเมืองสำคัญอีกแห่งในด้านบริการอินเทอร์เน็ตระดับกิกะบิตทั่วเมือง

บริษัท เซี่ยงไฮ้ เทเลคอม ได้ประกาศความสำเร็จในการวางเครือข่ายอินเทอร์เน็ตไฟเบอร์ระดับกิกะบิตในมหานครเซี่ยงไฮ้ ส่งผลให้บริษัทก้าวขึ้นเป็นผู้นำของโลกในการให้บริการอินเทอร์เน็ตระดับ 10Gps ทั่วเมืองผ่านเครือข่ายบรอดแบนด์แบบมีสาย ทั้งนี้ Arthur D Little บริษัทที่ปรึกษาจากสหรัฐ ระบุว่า เซี่ยงไฮ้ได้กลายเป็นคู่แข่งของสิงคโปร์และกาตาร์ในฐานะผู้นำด้านการให้บริการอินเทอร์เน็ตไฟเบอร์ระดับกิกะบิตทั่วเมือง

หม่า ยี่หมิน ผู้จัดการทั่วไปบริษัท เซี่ยงไฮ้ เทเลคอม กล่าวว่า “เซี่ยงไฮ้ขึ้นแท่นเมืองแรกของโลกที่ให้บริการอินเทอร์เน็ตระดับกิกะบิตทั่วเมือง ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความสำเร็จของกลยุทธ์การพัฒนาเศรษฐกิจผ่านศักยภาพในการวางเครือข่าย การเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตที่รวดเร็วขึ้นทำให้เซี่ยงไฮ้มีความก้าวหน้าอย่างมากในการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนทุกคนที่อาศัยอยู่ในเมือง”

เพื่อเฉลิมฉลองเหตุการณ์สำคัญของอุตสาหกรรมการสื่อสาร บริษัทได้จัดแคมเปญผ่านโซเชียลมีเดีย โดยเปิดโอกาสให้ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตที่อาศัยอยู่ในเซี่ยงไฮ้ได้ร่วมกันนำเสนอความหมายของเมืองอัจฉริยะ ด้วยการเสนอชื่อถนนและซอยต่างๆ ที่สะท้อนประวัติศาสตร์และเอกลักษณ์ของเซี่ยงไฮ้ เพื่อชิงกระป๋องรุ่นลิมิเต็ดซึ่งเป็นของที่ระลึกจากเซี่ยงไฮ้ เทเลคอม ทั้งนี้ ผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตราว 40 ล้านรายได้เข้าร่วมแคมเปญนี้ โดยชื่อถนนและซอยนับพันได้ถูกคัดเลือกและพิมพ์ลงบนกระป๋องรุ่นลิมิเต็ด จากนั้นได้แจกให้กับผู้โชคดี

เซี่ยงไฮ้ เทเลคอม วางเครือข่ายอินเทอร์เน็ตระดับกิกะบิตเสร็จเรียบร้อย ซึ่งเชื่อม 20,000 ชุมชนทั่วมหานครเข้าด้วยกัน ส่งผลให้ 10 ล้านครัวเรือนสามารถใช้อินเทอร์เน็ตความเร็ว 150Mps รองรับการดูคลิปวิดีโอ 4K การเล่นเกมออนไลน์ และทุกการใช้งานของสมาร์ทโฮม

ที่มา : ข่าวพีอาร์

from:https://www.enterpriseitpro.net/shanghai-fiber-10-gigabit-fiber-network/

อิตาลีสั่งปรับทั้งแอปเปิ้ลและซัมซุงหลายล้านดอลลาร์ฯ ฐานจงใจถ่วงความเร็วเครื่องเก่า

ทางหน่วยงานปกป้องการแข่งขันทางการค้าของอิตาลี AGCM สั่งปรับผู้ผลิตสมาร์ทโฟนรายใหญ่ของโลกทั้ง Apple และ Samsung มูลค่ากว่า 5 ล้านยูโร (ประมาณ 5.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ) และ 10 ล้านยูโร (11.4 ล้านดอลลาร์ฯ) คิดเป็นเงินไทยก็ 547 ล้านบาท ฐานจงใจตั้งค่าสมาร์ทโฟนให้มีประสิทธิภาพเสื่อมลงล่วงหน้า

จากข่าวที่เคยสร้างความฉาวให้แก่แอปเปิ้ลมาก่อนหน้านี้ในเรื่องที่มีคนจับได้ว่า จงใจทำให้ไอโฟนที่ใช้งานมาระยะเวลาหนึ่งมีความเร็วต่ำลง เพื่อผลักดันให้ผู้ใช้ทนไม่ไหวยอมควักตังค์ซื้อเครื่องใหม่มาแล้วนั้น ต่อมามีการพิสูจน์ได้ว่าประสิทธิภาพของสมาร์ทโฟนทั้งสองเจ้ายักษ์ใหญ่ก็ถูกดรอปลงแบบจงใจหลังการอัพเดทซอฟต์แวร์ทั้งนั้น ไม่มีใครดีไปกว่ากันเลย

ทาง AGCM แถลงว่า ทั้งแอปเปิ้ลและซัมซุงจงใจชักจูงผู้บริโภคให้ต้องกดอัพเดทซอฟต์แวร์ที่ไม่ได้เข้ากับอุปกรณ์รุ่นเก่าของพวกเขา โดยไม่ได้อธิบายให้ชัดเจนเพียงพอ ไปจนถึงไม่ได้จัดหาวิธีที่เปิดให้ผู้ใช้สามารถกู้คืนประสิทธิภาพกลับมาเป็นปกติเหมือนก่อนอัพเดทได้

จากผลการสืบสวนนั้น ซัมซุงมีการโฆษณาอย่างต่อเนื่องว่าผู้ใช้ Note 4 สามารถอัพเดทแอนดรอยด์เป็นรุ่นล่าสุด “Mashmallow” ซึ่งจริงๆ ออกมาเพื่อใช้กับ Note 7 ได้ แต่ไม่ได้ชี้แจงว่าจะทำให้เครื่องช้าหรือใช้งานบางอย่างไม่ได้จากการที่ฮาร์ดแวร์ไม่แรงเพียงพอ จนกระทั่งต้องยอมเสียค่าซ่อมราคาแพงเพื่อพยายามฟื้นฟูเครื่องตัวเองที่หมดประกันไปแล้ว เช่นเดียวกับกรณี iPhone 6 ของแอปเปิ้ล

ที่มา : Hackread

from:https://www.enterpriseitpro.net/apple-and-samsung-fined-for-slowing-down-old-smartphones/

[รีวิว] TP-Link Neffos X9 สมาร์ทโฟนคู่ใจคุณ

TP-Link แบรนด์ที่คนไทยคุ้นเคยกันดีอยู่แล้วในตลาดอุปกรณ์เครือข่าย กลับมารุกตลาดสมาร์ทโฟนในประเทศไทยอีกครั้งด้วยแบรนด์ Neffosสีประจำแบรนด์ คือ สีม่วงเหมือนเดิม แต่การกลับมาครั้งนี้ มาพร้อมความทันสมัยสดใหม่ไม่แพ้ใคร ทั้งฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์มีการปรับปรุงดีขึ้นให้แข่งขันกับแบรนด์อื่นในตลาดได้

เราได้รับสมาร์ทโฟน Neffosรุ่น X9 มารีวิวก่อนที่จะเปิดตัวในเร็ว ๆ นี้ ซึ่งยังไม่เปิดเผยราคาและวันวางจำหน่าย แต่มั่นใจได้เลยว่า หากตั้งราคาสมเหตุสมผลให้ลูกค้ารู้สึกว่าคุ้มค่า ก็สามารถแข่งขันในตลาดที่ถือเป็นสมรภูมิดุเดือดช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ได้อย่างแน่นอน เพราะทั้ง Spec ตัวเครื่องและ Software ครั้งนี้ทำได้ดีอยู่แล้ว

Spec ที่สำคัญของ TP-Link Neffos X9

• รองรับ 2 ซิม แบบนาโนซิมทั้งคู่ ในช่อง SIM2 สามารถเลือกสลับใส่ microSD card สูงสุด 128GB ได้
• หน้าจอชนิด IPS ความละเอียด 1440 x 720 พิกเซล (269 ppi) ขนาด 5.99 นิ้วแบบ Fullview Display
• มี Sensor สแกนลายนิ้วมือ, Face Detection, Ambient Light
• มาพร้อม Android 8.1 ครอบทับด้วย NFUI 8.0
• ROM 32GB, RAM 3GB, CPU MTK MT6750 Octa Core 1.5GHz
• รองรับ WiFi 802.11b/g/n/a ทั้ง 2.4GHz และ 5GHz
• Bluetooth 4.1
• มีวิทยุ FM พร้อมช่องต่อหูฟัง 3.5mm และพอร์ตเชื่อมต่อแบบ microUSB
• กล้องหลังคู่ 13+5 ล้านพิกเซล รูรับแสงกว้าง f/2.0 พร้อมไฟแฟลช LED สองสี รองรับการถ่ายภาพแบบ HDR
• กล้องหน้า 8 ล้านพิกเซล
• มีไมโครโฟนตัดเสียงรบกวน
• แบตเตอรี่ขนาด3060mAh ถอดเปลี่ยนเองไม่ได้ รองรับ Quick Charge

ดีไซน์ใหม่

Neffos X9 สวยลงตัวแบบคลาสสิก ตัวเครื่องเป็น Polycarbonate Unibody ลายเส้นของเสาอากาศทั้งด้านบนและด้านล่าง เงางามแวววาวดุจโครเมี่ยม ให้ความรู้สึกหรูหรา ตัดกับผิวสีดำด้านของตัวเครื่องที่ทนทานต่อรอยขีดข่วนและไม่ค่อยติดคราบมันจากรอยนิ้วมือ ดูแข็งแรงทนทานแม้ตัวเครื่องไม่ใช่โลหะ กระจกหน้าจอโค้ง 2.5D ตามเทรนด์ และความหนาเพียง 7.85mm โดยมีแบตเตอรี่ขนาด 3060mAh อยู่ภายใน ถือว่าไม่หนาจนเกินไป จับมือได้ค่อนข้างถนัดมือดี

หน้าจอใหญ่เต็มตาและถนอมสายตาได้ดีเกินคาด

หน้าจอ 18:9 FullView Display ความละเอียด HD+ ขนาด 5.99 นิ้ว กินพื้นที่ 86.4% ของด้านหน้าเครื่องเหลือขอบจอทั้ง 4 ด้านไม่มากนัก ให้ความรู้สึกว่าจอใหญ่เต็มตา แต่ตัวเครื่องไม่ใหญ่ ตามเทรนด์สมัยนิยมที่เน้นขอบจอแคบบาง มีจุดเด่นที่สามารถลดความสว่างได้น้อยที่สุดถึง 2 nit ช่วยถนอมสายตาเมื่อเปิดหน้าจอในห้องมืดสนิท เหมาะสำหรับผู้ที่ใช้สมาร์ทโฟนก่อนนอนอย่างยิ่ง เพราะสมาร์ทโฟนอื่น ๆ เมื่อหรี่แสงให้น้อยที่สุดแล้ว ก็ยังสว่างจ้าแสบตาอยู่ดี พร้อมตัดแสงสีฟ้าได้มากถึง 89%

ปลดล็อกหน้าจอได้รวดเร็วด้วยใบหน้าหรือลายนิ้วมือ

Neffos X9 จาก TP-Link เป็นสมาร์ทโฟนราคาไม่แพง แต่ก็มีฟีเจอร์ปลดล็อกหน้าจอได้รวดเร็วเหลือเชื่อด้วยการยกขึ้นมาสแกนใบหน้าเจ้าของเครื่อง หรือหากยังชอบการปลดล็อกหน้าจอด้วยการสแกนลายนิ้วมือ Neffos X9 ก็ปลดล็อกหน้าจอได้เร็วมากและแม่นยำ ไม่น่าเชื่อว่าสมาร์ทโฟนระดับราคาเท่านี้จะทำได้ดีและเร็วกว่าสมาร์ทโฟนราคาหลักหมื่นบางรุ่นด้วยซ้ำไป

กล้องคู่ ให้ภาพสว่างสวย สีสดใส

กล้องหลังคู่ 13+5 ล้านพิกเซล รูรับแสงกว้าง f/2.0 ผสานระบบโฟกัสแบบ PDAF ซึ่งโฟกัสได้เร็วและแม่นยำดี ปรับหน้าชัดหลังเบลอได้ พร้อมฟีเจอร์ HDR ที่ช่วยให้จุดมืดในภาพดูสว่างขึ้น แต่บางครั้งการเปิด HDR ทำให้ภาพถ่ายดูมีสีสันที่สดเกินจริงไปหน่อย แนะนำให้ปิด HDR ดีกว่า แต่เปิดใช้ HDR ในบางกรณีที่มีแสงสว่างจ้ากับจุดมืดในภาพเดียวกันจะดีกว่า

กล้องหน้า AI Beauty

ขาดไม่ได้สำหรับยุคนี้ กล้องหน้าต้องมี AI Beauty ปรับความเนียนสว่างสวยได้ถึง 10 ระดับ พร้อมกล้องมุมกว้าง 86 องศา ถ่ายเซลฟี่กับกลุ่มเพื่อนได้ไม่ตกขอบ เก็บใบหน้าครบทุกคน แล้วแชร์ลง Social Media ได้เลย

ทดสอบใช้งาน

• จากการทดสอบใช้งานจริงเป็นเวลา 3 สัปดาห์ แบตเตอรี่ถือว่าอึดพอตัว ใช้งานได้นาน 1.5 – 2 วันรองรับการชาร์จเร็วด้วย ตัวเครื่องมีความร้อนน้อยหรือไม่รู้สึกร้อนเลยเมื่อชาร์จหรือกำลังใช้งานแบบเต็มประสิทธิภาพ
• วัดประสิทธิภาพการประมวลผล ชัดเจนว่าสมาร์ทโฟนรุ่นนี้เหมาะกับการเล่นเกมระดับพื้นฐานและใช้งานเพื่อความบันเทิง ดูหนังฟังเพลงทั้งวัน แบตเตอรี่อึด ไม่ต้องชาร์จระหว่างวัน แต่ไม่เหมาะกับการเล่นเกมที่เน้นพลังประมวลผลภาพกราฟิก 3D มากเกินไป
• จับสัญญาณ Wi-Fi ได้ดีทั้งคลื่นความถี่ 2.4GHz และ 5GHz ไม่เสียชื่อ TP-Link อย่างแน่นอน ไม่พบปัญหาการรับสัญญาณของเสาอากาศที่ด้านบนและด้านล่างของตัวเครื่อง
• ถือวางแนวนอน ได้มิติเสียงที่ดีกว่าสมาร์ทโฟนอื่นในระดับราคาใกล้เคียงกัน ไม่มีอาการเสียงแตกพร่า เสียงสนทนาชัดเจนดี เสียงย่านอื่นก็ไม่เพี้ยนดังจนรู้สึกรำคาญ
• UI แบบใหม่ชื่อว่า NFUI 8.0 พัฒนาดีกว่าเดิมมาก ทำให้รู้สึกใช้งานง่าย สวยทันสมัย เร็วลื่น ตอบสนองดี
• หน้าจอมุมมองกว้าง สีสดใสสวยเกินราคา ปรับความสว่างได้หลายระดับ หรี่แสงต่ำสุดก็อ่านได้สบายตาในที่มืดสนิท
• วัสดุ ให้ความรู้สึกทนทาน ดูแลรักษาง่าย หน้าจอเกิดรอยขีดข่วนได้ยากแม้ว่าไม่ติดฟิล์ม
• วิทยุ FM รับคลื่นได้ชัดเจนดี สิ่งดี ๆ ที่ไม่ควรตัดออกไป ไว้ฟังเพลงหรือข่าวสารยามว่างได้

บทสรุป

TP-Link Neffos X9 มีดีพอตัว ทั้ง Hardware และ Software ผสานจุดเด่นที่ TP-Link มีอยู่แล้วในเรื่องการจับสัญญาณ Wi-Fi ได้ดี (เมนูในตัวเครื่องใช้คำว่า WLAN แทน Wi-Fi) หน้าจอสวย ใหญ่เต็มตา แบตเตอรี่อึดจริง ชาร์จเร็ว ตัวเครื่องไม่ร้อน กล้องที่ให้ภาพถ่ายได้สว่างสวย ปลดล็อกหน้าจอได้เร็วมาก ทั้งหมดนี้เป็นความประทับใจเมื่อได้ใช้ Neffos X9 ที่ลงตัว สมบูรณ์แบบในระดับราคานี้ รอลุ้นราคาวันเปิดตัวอีกครั้ง ถ้าราคาถูกใจผู้บริโภค บวกกับจุดเด่นหลายด้านของ Neffos X9 ก็น่าจะทำให้เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่น่าสนใจของตลาดสมาร์ทโฟนไตรมาสสุดท้ายปีนี้

from:https://www.enterpriseitpro.net/tp-link-neffos-x9-review/

ดีแทคคว้าคลื่น 900MHz แล้วด้วยมูลค่ากว่า 3.8 หมื่นล้านบาท

หลังจากที่ดีแทคประกาศจะเข้าร่วมประมูลคลื่น 900MHz ในวันนี้ (วันที่ 28 ตุลาคม 2561) ซึ่งเป็นวันประมูลคลื่นความถี่ 900MHz ตามที่ทางกสทช.เคยแถลงไปแล้วนั้น ทางผู้บริหารดีแทคได้เดินทางมาประมูลตามที่ได้เคยแถลงไว้

การประมูลเริ่มต้นขึ้นในเวลา 09.45 น. โดยดีแทคเคาะเพิ่มเพียง 1 ครั้ง จากราคาที่กสทช.กำหนดไว้ที่ราคา 37,988 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 76 ล้านบาท สิ้นสุดที่ราคา 38,064 ล้านบาท การประมูลสิ้นสุดเวลา 10.40 น. ทำให้ดีแทคคว้าคลื่น 900MHz ในประมูลครั้งนี้ไปครองในที่สุด

ต่อจากนี้ไป ดีแทคจะต้องชำระเงินค่าประมูลงวดที่ 1 จำนวนเงิน 4.02 พันล้านบาท(ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) ภายในระยะเวลา 90 วัน นับตั้งแต่วันที่ กสทช.ประชุมและมีมติรับรองผลการประมูล

ในส่วนของการแบ่งชำระเงินค่าประมูลคลื่นความถี่ 900 MHz ในครั้งนี้จะถูกแบ่งออกเป็น 4 งวดด้วยกัน โดยแบ่งเป็นยอดดังต่อไปนี้

  • งวดที่ 1 ชำระ 4.02 พันล้านบาท
  • งวดที่ 2 ชำระ 2.01 พันล้านบาท
  • งวดที่ 3 ชำระ 2.01 พันล้านบาท
  • งวดที่ 4 ชำระเงินค่าประมูลความถี่ที่เหลือทั้งหมด

ที่มา dtac, กรุงเทพธุรกิจ และ ไทยรัฐ

alt="ดีแทคคว้าคลื่น 900 MHz เพื่อคุณภาพสัญญาณที่ดีขึ้นทุกวัน"

from:https://www.blognone.com/node/106109

มิติใหม่วงการมือถือ StarHub เลิกจำกัดการโทรออก โทรได้ไม่อั้น ขอแค่ซื้อแพ็กเกจเน็ต

ยุคนี้เราสื่อสารผ่านโทรศัพท์ voice call แบบดั้งเดิมน้อยลงกันเรื่อยๆ จนอาจพูดได้ว่า บริการ data กลายเป็นบริการหลักของบรรดาโอเปอเรเตอร์แทน voice ไปแล้ว

ปัจจุบัน โอเปอเรเตอร์ส่วนใหญ่ยังจำกัดปริมาณการโทรออกเป็นจำนวนนาทีตามแพ็กเกจ หรือมีโทรฟรีให้บ้างแต่ก็เป็นการจำกัดเฉพาะบางช่วงเวลา หรือจำกัดเฉพาะการโทรในเครือข่ายเดียวกันเท่านั้น

ล่าสุด เครือข่าย StarHub ของสิงคโปร์ออกแพ็กเกจใหม่ที่ดันเรื่องนี้ไปจนสุดทาง คือโทรออกได้ไม่จำกัด ตราบเท่าที่เรายังซื้อแพ็กเกจ data จาก StarHub ที่ยังไม่หมดอายุ ถือเป็นความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจในวงการโอเปอเรเตอร์

No Description

บริการนี้มีผลกับแพ็กเกจแบบเติมเงิน (พรีเพด) ของ StarHub เท่านั้น โดย StarHub จะไม่คิดค่าใช้จ่ายของการโทรออกในทุกกรณี (Free Outgoing Calls) ขอเพียงแค่เราซื้อแพ็กเกจ data แบบใดก็ได้ (แพ็กเกจที่เล็กที่สุดคือ 30MB ใช้งานได้ 3 วัน ราคา 2 ดอลลาร์สิงคโปร์ เท่ากับว่าช่วง 3 วันนี้โทรฟรีตลอด) ถือเป็นสัญญาณว่าบริการ voice เริ่ม

การโทรฟรีของ StarHub มีเงื่อนไขเล็กน้อยคือมี fair use policy ที่ไม่เกิน 300 นาทีต่อวัน (คุยรวมกันไม่เกิน 5 ชั่วโมงต่อวัน) แต่ก็ถือเป็นลิมิตที่เยอะมากสำหรับการใช้งานทั่วๆ ไป

ที่มา – StarHub, Channel NewsAsia

from:https://www.blognone.com/node/105919

DTAC ไตรมาส 3/18 ขาดทุน 921 ล้านบาท เนื่องจากค่าใช้จ่ายลงทุนโครงข่าย และระงับข้อพิพาทกับ CAT

บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ DTAC ได้รายงานงบการเงินไตรมาส 3 ของปี 2561 บริษัทได้รายงานงบขาดทุน 921 ล้านบาท พลิกขาดทุนเมื่อเทียบกับไตรมาส 3 ปีที่ผ่านมา เนื่องจากค่าใช้จ่ายในไตรมาสนี้คือเรื่องของค่าใช้จ่ายจากการลงทุนโครงข่าย และค่าใช้จ่ายในการระงับข้อพิพาทกับ CAT ในเรื่องเสาสัญญาณ

ภาพจาก Shutterstock

ไตรมาส 3/18 ของ DTAC ขาดทุน 921 ล้านบาท โดยในไตรมาส 3 ของปีที่แล้วบริษัทมีกำไรอยู่ที่ 601 ล้านบาท

ลูกค้าของทาง DTAC ไตรมาส 2 อยู่ที่ 21.299 ล้านเลขหมาย ลดลง 7.8% และเมื่อเทียบกับไตรมาส 3 ปีที่แล้ว และเมื่อเทียบกับไตรมาสที่ผ่านมา ลูกค้าของ DTAC ยังลดลง 1.4% ทางด้าน ARPU เฉลี่ยต่อเลขหมายอยู่ที่ 256 บาท เพิ่มขึ้น 5% เมื่อเทียบกับไตรมาส 3 ปีที่แล้ว

รายได้รวมของทาง DTAC อยู่ที่ 17,963 ล้านบาท รายได้ลดลงจากไตรมาส 3 ปีที่แล้วอยู่ที่ 4.5% รายได้จากเสียงและข้อมูลเท่ากับไตรมาส 3 ปีที่แล้ว ทางด้านรายได้ให้บริการอื่นๆ และรวมไปถึงรายได้ค่าเชื่อมต่อโครงข่าย ลดลง 28% เมื่อเทียบกับไตรมาส 3 ปีที่แล้ว

ต้นทุนของทาง DTAC เพิ่มขึ้น 15% อยู่ที่ 13,495 ล้านบาท เมื่อเทียบกับไตรมาส 3 ปีที่แล้ว ปัจจัยสำคัญของไตรมาสนี้คือเรื่องของค่าใช้จ่ายจากคลื่น 2300 MHz ที่จ่ายให้กับ TOT และค่าใช้จ่ายสำหรับการลงทุนโครงข่าย รวมไปถึงรายการพิเศษค่าตัดจำหน่ายการระงับข้อพิพาทเสาโทรคมนาคมกับทาง CAT ด้วย

ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารของ DTAC ไตรมาสนี้อยู่ที่ 3,643 ล้านบาท ถือว่าทรงตัวเมื่อเทียบกับไตรมาสที่ 3 ของปีที่แล้ว โดยมีการตั้งสำรองหนี้สูญที่ลดลง แต่ค่าใช้จ่ายในการตลาดในไตรมาสนี้ลดลงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับไตรมาส 3 ของปีที่แล้ว เนื่องจากบริษัทต้องสื่อสารกับลูกค้าเรื่องคลื่น 2300

บริษัทยังได้กล่าวถึงพัฒนาการของบริษัทล่าสุดคือบริษัทได้ติดตั้งเสาสัญญาณ 2300 MHz ไปแล้วกว่า 6,000 สถานีฐาน และยังได้เพิ่มเงินลงทุนอยู่ที่ประมาณ 18,000-20,000 ล้านบาท เพื่อเร่งขยายสถานีฐาน โดยเฉพาะคลื่น 2300 MHz

ที่มาตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/dtac-financial-report-q3-2018/