คลังเก็บป้ายกำกับ: THAI

Netflix เริ่มมีละครไทยเครือ GMM บ้างแล้ว

มีการพบว่าใน Netflix ตอนนี้มีละครของไทยเรื่อง O-Negative ของเครือ GMM Grammy มาให้ดูกันแล้ว อนาคตเราคงได้เห็นละครเรื่องอื่น ๆ ด้วยเช่นกัน

ถือว่าเป็นปีเบิกฤกษ์ของละครไทยที่ไปอยู่ใน Netflix ก็ว่าได้เมื่อมีการพบละคร O-Negative ของเครือ GMM Grammy ที่เคยฉายในไทยตั้งแต่ปี 2016 ตอนนี้มีให้ดูบน Netflix แล้วเป็นเรื่องแรก เท่าที่สำรวจใน Netflix ประเทศต่าง ๆ อาทิในอเมริกา, ยุโรป, สิงคโปร์ ก็มีเรื่อง O-Negative ปรากฏในระบบแล้วเช่นกัน ยกเว้น Netflix ในญี่ปุ่นที่ยังไม่มี

 

นอกจากเรื่อง O-Negative เท่าที่ลองค้นหาชื่อละครเรื่องอื่น ๆ ของ GMM Grammy พบว่าชื่อ Club Friday ก็มีอยู่ในระบบแล้วแต่ยังไมปรากฏเรื่องดังกล่าวขึ้นมาให้ดู (นี่เราจะส่งวัฒนธรรมละครแย่งผัวเมีย, ผัวมีเมียน้อยของไทยไปให้ชาวโลกดูจริง ๆ รึ ?) 

 

 

ตามข้อมูลที่มีออกมาทาง GMM ได้เซ็นสัญญากับ Netflix มาพักใหญ่แล้วและพร้อมส่งละครไทยเรื่องต่าง ๆ ในเครือไม่ว่าจะ Hormones วัยว้าวุ่น, ฉลาดเกมส์โกง เตรียมฉายในเร็ว ๆ นี้ (ตามในข่าวระบุว่าวันที่ 20 เม.ย. นี้) ส่วนละครหรือซีรีส์ใหม่ ๆ ที่กำลังฉายอยู่ในไทยก็มีแผนนำขึ้น Netflix ในอนาคตด้วยเช่นกัน 

ทั้งนี้ทาง GMM Grammy ยังไม่ได้เผยรายละเอียดว่าอนาคตจะทำละครหรือซีรีส์หรือหนังที่เป็น Netflix Original ด้วยหรือไม่ (หมายถึงทำเพื่อฉายบน Netflix ที่เดียว โดยไม่ฉายที่อื่นเลย)

เท่าที่มีข้อมูลมาตั้งแต่ปีที่แล้วมีหลายบริษัทที่ทำละครและหนังในไทยที่ได้ติตต่อกับ Netflix แต่เราไม่ทราบขั้นตอนว่าท้ายที่สุดแล้วตกลงจบดีลกันได้หรือไม่ 

from:http://www.siampod.com/2018/04/19/thai-sesries-from-gmm-grammy-on-netflix/

Advertisements

โตแรง! บทสรุปสถิติโซเชียล 3 เดือนล่าสุดของ BNK48

ผู้ใช้ Pantip โชว์สถิติจำนวนผู้ติดตามสมาชิกวง BNK48 พร้อมภาพประกอบตลอดช่วงธันวาคม 60 – กุมภาพันธ์ 61 สุดละเอียด พบ “ปัญ” หรือ #PunBNK48 เป็นสมาชิกที่มีแฟนคลับบนโซเชียลขยายตัวรวดเร็วที่สุดในเวลานี้ อัตราเติบโตที่แซงทุกคนในวงอาจสะท้อนความเปลี่ยนแปลง ซึ่งเป็นอีกข้อมูลที่นักการตลาดเมืองไทยควรรู้เกี่ยวกับ BNK48

ผู้ใช้ Pantip ชื่อ “จั๊กจั่นน้อย” ตั้งกระทู้เกี่ยวกับ BNK48 จำนวน 3 กระทู้เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 60, 26 มกราคม 61 และ 28 กุมภาพันธ์ 61 ว่าได้ลองหยิบเอาข้อมูลจากกระทู้เดิมมารวมกันข้อมูลในเดือนใหม่ แล้วคำนวณหาอัตราเติบโตหรือ Growth rate เพื่อประเมินการเติบโตของจำนวนผู้ติดตาม BNK48 ใน Facebook และ Instagram โดยบทสรุปหลักที่ได้ในเดือนธันวาคม ปลายปีที่ผ่านมาคือสาว BNK ทั้งกลุ่มสามารถดึงดูดแฟนคลับใน IG สูงกว่าเดิมชัดเจน จาก 14% เป็น 21% ขณะที่บน FB มีสัดส่วนเพิ่มเล็กน้อย จาก 13% เป็น 16%

หากเจาะเฉพาะข้อมูลผู้ติดตาม Instagram ข้อมูลปลายปีที่แล้วชี้ว่าปัญ-ปัญสิกรณ์ ติยะกรหรือ #PunBNK48 มีจำนวนผู้ติดตามรวมคิดเป็นอันดับ 2 รองจากเฌอปราง อารีย์กุล กระทั่งปลายมกราคม ยอดผู้ติดตาม IG ปัญโตกระฉูด 135% มีจำนวนผู้ติดตาม 9.2 หมื่นรายจาก 3.9 หมื่นราย ไล่ตามเฌอปรางที่มีผู้ติดตามเติบโต 90% จาก 5.3 หมื่นรายในเดือนธันวาคม เป็น 1.02 แสนรายในมกราคม

ล่าสุด ปัญขึ้นเป็นอันดับ 1 ทั้งบน FB และ IG ยอดผู้ติดตามบน IG รวม 2.43 แสนราย คิดเป็นอัตราเติบโต 149% ในเดือนเดียว

ขณะที่บน FB ปัญขึ้นเป็นอันดับ 1 ด้วยสถิติผู้ติดตามรวม 2.9 แสนราย คิดเป็นอัตราเติบโต 189% ในเดือนเดียวเช่นกัน

สมาชิกที่มีอัตราเติบโตน่าสนใจช่วงเดือน ก.พ. ที่โดดเด่นมากคืออร #OrnBNK48 หรือพัศชนันท์ เจียจิรโชติ มีอัตรา Growth Rate เพิ่มขึ้นเกือบ 40%

สิ่งที่นักการตลาดจะได้รับจากข่าวนี้ คือข้อมูลขนาดการติดตามสมาชิก BNK48 บนโลกโซเชียลไทยที่ไม่ธรรมดา และการเติบโตที่อาจเป็นปัจจัยสู่การเปลี่ยนแปลงของ BNK48 ในอนาคต

ที่มา: Pantip

 
Source: thumbsup

from:http://thumbsup.in.th/2018/03/bnk48-social-thai/

คาดอัตราการขึ้นเงินเดือนคนไทยเฉลี่ย 4.5% ปีนี้

Korn Ferry Hay Group เผยรายงานอัตราเงินเดือนทั่วโลกปี 2018 ชี้อัตราค่าจ้างในเอเชียเติบโตสูงสุดแต่ไม่แรงเท่าปี 2017 โดยอัตราการขึ้นเงินเดือนหลังหักอัตราเงินเฟ้อในแต่ละประเทศ ส่วนใหญ่เพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อย สำหรับประเทศไทย คาดว่าอัตราการขึ้นเงินเดือนหลังหักอัตราเงินเฟ้อจะสูงขึ้น 4.5 % ต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ที่ 5.6 % ในปีที่แล้ว

อัตราการขึ้นเงินเดือนของคนไทยที่ต่ำกว่าที่คาดการณ์ ถือว่าสูงกว่าอัตราฯ ปรับเพิ่มขึ้นเฉลี่ยทั่วโลกเพียง 1.5% ตามค่าเงินเฟ้อ โดยอัตราการขึ้นเงินเดือนหลังหักอัตราเงินเฟ้อในสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นเพียงครึ่งหนึ่งของปีที่ผ่านมา

ด้านสหราชอาณาจักร อาหรับเอมิเรตส์ และอียิปต์ มีอัตราฯ ที่ปรับตัวต่ำลง

หากเจาะที่ผลสำรวจของภูมิภาคเอเชีย Korn Ferry Hay Group ชี้ว่าหากยังไม่หักอัตราเงินเฟ้อ (Real wage) สูงสุด อัตราเงินเดือนในเอเชียจะเพิ่มขึ้นราว 5.4% ซึ่งลดลงจากที่คาดการณ์ไว้ว่าจะเพิ่มขึ้น 6.1% จากเมื่อปีก่อน แต่หากหัก Real wage แล้วจะอยู่ที่ราว 2.8% ซึ่งถือว่าเป็นอัตราสูงที่สุดในโลก

สำหรับจีน มีการคาดการณ์ว่าสัดส่วนเงินเดือนจะเพิ่มขึ้นที่ 4.2% ในปี 2018 ใกล้เคียงกับที่คาดการณ์ไว้ในปีก่อนว่าจะเพิ่มขึ้น 4% ทั้งนี้ ขณะที่ประเทศส่วนใหญ่ในเอเชียมีสัดส่วนมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่องทุกปี อาทิ เวียดนามคาดการณ์ที่ 4.6% ลดลงจาก 7.2% ของปีก่อน สิงคโปร์ที่ 2.3% ลดจาก 4.7% ญี่ปุ่นที่ 1.6% ลดลงจาก 2.1% ของปีก่อน

ส่วนประเทศไทย คาดการณ์ว่าอัตราการขึ้นเงินเดือนหลังหักอัตราเงินเฟ้อจะสูงขึ้น 4.5 % ซึ่งยังต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ที่ 5.6 % ในปีที่แล้ว

เมื่อพิจารณาการปรับขึ้นตามภาวะเงินเฟ้อ คาดการณ์ว่าลูกจ้างทั่วโลกจะได้รับสัดส่วนการขึ้นเงินเดือนเฉลี่ยเพียง 1.5% ซึ่งลดลงจากที่คาดการณ์ปี 2017 ที่ 2.3% และ 2.5% ของปี 2016

ทั้งหมดนี้ Korn Ferry Hay Group ให้เหตุผลว่าเพราะภาวะเงินเฟ้อที่พุ่งสูงขึ้นในแต่ละประเทศ จึงทำให้เห็นการลดลงของอัตราการขึ้นเงินเดือนหลังหักอัตราเงินเฟ้อ ซึ่งแม้สัดส่วนการเพิ่มหรือลดเงินเดือนจะแตกต่างไปตามตำแหน่งงาน อุตสาหกรรม ประเทศ และภูมิภาค แต่ประเด็นสำคัญที่เห็นชัดเจนคือ พนักงานกินเงินเดือน “จะไม่สามารถรู้ได้ถึงการเพิ่มขึ้นของค่าตอบแทนที่แท้จริง เมื่อเปรียบเทียบกับปีที่ผ่านมา”

ผู้สนใจข้อมูลผลการสำรวจเงินเดือนพนักงานทั่วโลกเพิ่มเติม สามารถอ่านรายละเอียดได้จากที่มา

ที่มา: BW, MalaysianDigest

 
Source: thumbsup

from:http://thumbsup.in.th/2018/01/thai-salary-2018/

4 ความจริงจากกระแสโซเชียล “Mazda ไทย แบรนด์พัง” ?

แม้จะยังไม่สามารถนับศพทหารเพราะศึกยังไม่จบ แต่การตามไปไล่ดูเพจ “Mazda Thailand Official” และความเห็นมากมายบนโลกโซเชียลในช่วง 1-2 วันที่ผ่านมา นั้นถือว่าเป็นบทเรียนที่ล้ำค่ามากสำหรับนักการตลาดทุกคน โดยเฉพาะ 4 ประเด็นนี้ที่เห็นได้ชัดมากจากกรณีที่เกิดขึ้น

ก่อนจะไปถึง 4 บทสรุปความจริงนี้ เราควรจะรู้ไทม์ไลน์เกี่ยวกับกรณีที่บริษัท มาสด้า เซลล์ (ประเทศไทย) ตัดสินใจฟ้องลูกค้าเรียกค่าเสียหาย 95 ล้านบาทก่อน โดยข้อมูลจากหมายศาลแสดงว่า Mazda Thailand ฟ้องลูกค้า 3 คนที่เป็นแกนนำประท้วงปัญหาการใช้งานของรถ CX-5 ลงวันที่ 21 ธันวาคม 2017 ที่ผ่านมา

การฟ้องนี้เกิดขึ้นหลังจากมหกรรมยานยนต์ Motor Expo 2017 วันที่ 30 พ.ย. – 11 ธ.ค. 2560 ในงานนี้มีการประท้วงปัญหารถ CX-5 จนมีความเห็นว่าน่าเสียดายแทน Mazda เพราะจังหวะงาน Motor Expo ถือเป็นโอกาสที่จะกวาดยอดจองไปได้มาก โดยเฉพาะ CX-5 ที่เปิดตัวได้ตรงจังหวะ ซึ่งผลคือ Mazda ทำยอดจองจากงานนี้ไปได้ 5,015 คัน คิดเป็นอันดับ 3 จากกลุ่ม Top 5 บนยอดจองรถยนต์จาก 35 ผู้ผลิต จำนวนทั้งสิ้น 39,832 คันในงานนี้ (อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่)

1 ถ้าไม่ฟ้อง แบรนด์ก็พังอยู่ดี

จากการติดตามเพจ “Mazda Thailand Official” พบว่าความเห็นที่ต่อท้ายแทบทุกโพสต์บน Facebook ช่วงเดือนธันวาคมล้วนมีผู้ใช้เข้ามา “ประกาศข่าวเรื่องน้ำดัน เร่งไม่ขึ้น” ของรถ Mazda ไม่ว่าโพสต์นั้นจะให้ความรู้เรื่องเตรียมความพร้อมก่อนเดินทางไกล หรือขับรถอย่างไรให้ประหยัดน้ำมัน โดยความเห็นต่อว่าจะร้อนแรงเป็นพิเศษ ในทุกโพสต์ที่เกี่ยวกับรถ CX-5 โฉมงาม

สรุปคือหากไม่นับในงาน Motor Expo แล้วประเมินเฉพาะบนช่องทางออนไลน์ จะพบว่าในช่วงก่อนที่ Mazda ยังไม่ตัดสินใจฟ้องกลับลูกค้า Mazda ก็แทบไม่สามารถทำการตลาด CX-5 รุ่นใหม่ All new ได้เลย แถมบางความเห็นไม่มีระบุว่า CX-5 ที่มีปัญหานั้นเป็นรุ่นใด ทำให้ผู้อ่านเข้าใจผิดได้ง่ายโดยเหมารวม CX-5 ทั้งหมด

ช่วงเดือน พ.ย. แอดมินเพจ Mazda ยังโพสต์ตามธรรมเนียมว่า “ช่วยส่งรายละเอียดเข้ามาให้เรานะครับ ทางเราจะนำข้อมูลส่งต่อเพื่อตรวจสอบและแก้ไขปัญหาต่อไปครับ” แต่เข้าสู่ ธ.ค. พบว่าแอดมินเพจถอดใจ ไม่ตอบโต้ใดกับความเห็นสะท้อนปัญหาและบริการของ Mazda เลยแม้แต่ข้อความเดียว

ยังไม่นับการจัดตั้งกลุ่ม “อำนาจผู้บริโภค(ช่วยเหลือผู้ใช้ Mazda Skyactiv เครื่องสั่น เร่งไม่ขึ้น ฯลฯ)” กลุ่มสาธารณะบน Facebook ที่ตั้งขึ้นมาเมื่อ 11 เดือนที่แล้ว ซึ่งระบุจุดประสงค์ของกลุ่มไว้ 2 ส่วน คือ “เพื่อช่วยเหลือเพื่อนผู้บริโภคด้วยกัน และเพื่อแนะนำผู้ที่จะซื้อใหม่ ให้รอการแก้ปัญหาให้หายถาวรจากผู้ผลิตและผู้จำหน่ายเสียก่อนจะตัดสินใจซื้อ”

ความเป็นมาของกลุ่มนี้ ระบุว่าความตั้งใจแรกที่รวมตัว ไม่ได้ตั้งใจร้องเรียนผู้ผลิตและผู้จำหน่าย แค่เพียงอยากจะรวมตัวเสนอแนวทางการแก้ปัญหา แต่ปัญหาคือ “นอกจากนิ่งเฉยต่อข้อเสนอให้ชี้แจงปัญหาและสาเหตุ และแนวทางแก้ไขให้หายจนเป็นปกติจนสิ้นสงสัย ใครมีปัญหารายใหม่ก็จับเปลี่ยนสปริงวาร์ว เลี้ยงไข้ต่อไป พวกเรารู้อยู่แล้วว่ามันไม่หาย เพราะคนแรกที่เปลี่ยนหลังจากนั่นก็มีอาการเป็นซ้ำๆ ล้างระบบเขม่า เปลี่ยนหัวฉีด ลงโปรแกรม MSP วนไป จากนั้นจึงเปลี่ยนจากการยื่นแนะนำแนวทาง เป็นร้องเรียนแทน”

ทั้งหมดนี้มีความเป็นไปได้ว่า Mazda Thailand ต้องการผ่าทางตัน เพราะกรณีนี้ Mazda ชี้แจงว่าการฟ้องร้องเกิดขึ้นเพื่อให้ลูกค้ายุติการกระทำที่ส่งผลกระทบต่อลูกค้ารายอื่น ซึ่งเป็นไปได้ว่าในช่วงก่อนพิจารณาคดี ทีมแกนนำอาจไม่สามารถเคลื่อนไหวบนโลกออนไลน์ได้เต็มที่ ทำให้ Mazda อาจมีโอกาสทำการตลาด CX-5 ใหม่แบบไม่มีใคร “ด่า” ได้บ้าง

แต่ปัญหาคือ วิธีผ่าทางตันด้วยการฟ้องลูกค้าถือเป็นความใจกล้าที่ไม่มีใครชื่นชม

2 ต้นเหตุคือ “ข้อเรียกร้องที่ไม่สามารถเป็นไปได้”

Mazda ใช้คำว่า “ข้อเรียกร้องที่ไม่สามารถเป็นไปได้” กรณีที่ลูกค้ายื่นข้อเรียกร้องให้ Mazda รับประกันรถเป็นเวลา 10 ปี หรือระยะทาง 500,000 กิโลเมตร โดย Mazda ระบุว่าได้เจรจาหลายครั้งและแก้ปัญหาเกี่ยวกับรถเป็นที่เรียบร้อยแล้ว พร้อมยื่นข้อเสนอรับประกันเป็นเวลา 6 ปี หรือระยะทาง 180,000 กิโลเมตร

Mazda ระบุว่าทั้งหมดนี้เป็นสิ่งที่ Mazda ให้กับลูกค้าได้มากที่สุด แต่ลูกค้ายังไม่ยอมรับ

กระแสที่ไม่เห็นด้วยกับ Mazda นั้นมองว่าเงื่อนไขการรับประกันที่ Mazda เสนอนั้นเหมือนจะดี คือ 6 ปี หรือ 180,000 กิโลเมตร ผู้ใช้รถน้อยอาจมองว่าดีแล้ว เพราะได้ประกัน 6 ปี แต่ผู้ที่ใช้รถบ่อย เลขไมล์อาจจะถึง 180,000 กิโลเมตรภายในไม่กี่ปี

ที่สำคัญคือจนบัดนี้ ไม่มีใครจากบริษัทรถชี้แจงถึงสาเหตุของปัญหาที่เกิดขึ้น รถบางคันเมื่อเปลี่ยนเครื่องแล้ว ก็ยังเกิดปัญหาซ้ำ หรือเมื่อเปลี่ยนชิ้นส่วนใหม่แล้ว ก็ยังมีปัญหา ทั้งหมดนี้แสดงให้เห็นว่าผู้ผลิตยังแก้ไขปัญหาไม่ได้ ดังนั้น ผู้ใช้รถที่มีปัญหาจึงขาดความมั่นใจ เพราะต่อให้เปลี่ยนเครื่องกี่รอบ ก็ยังมีโอกาสเกิดปัญหาซ้ำ

ปัญหาที่ว่านี้คือน้ำดัน และน้ำมันเชื้อเพลิงเข้ามาปะปนกับน้ำมันเครื่องทำให้รถได้รับความเสียหาย ตั้งแต่เมื่อปลายปีที่แล้ว แต่ยังไม่ได้ข้อยุติ

บางกระแสบนโซเชียลระบุว่า สื่งที่ผู้ผลิตรถควรทำคือหาทางแก้ไขปัญหาให้ได้ และชี้แจงต่อสื่อให้ลูกค้ารับทราบและมั่นใจ โดยการรับประกันที่ถูกต้อง ควรจะปรับให้ระยะเวลาประกันเริ่มนับใหม่ทุกครั้งหลังเปลี่ยนเครื่อง ซึ่งหาก Mazda เลือกทางนี้ ก็จะได้ตำแหน่ง “แบรนด์ใจป๋า” ไปเพราะยอมเฉือนเนื้อตัวเอง

3 ลูกค้าต้องการให้แบรนด์เข้าใจ

ประเด็นของมหากาพย์นี้ คือสินค้ามีปัญหาจริง ผู้ผลิตลงมือซ่อมแล้วจริง แต่ปัญหายังมีอยู่

ผู้ใช้ Facebook รายหนึ่งชื่อ Jirapa Aime Sirtatdhamrong ระบุว่าเป็นผู้ใช้รถ CX-5 Diesel 2.2 แล้วพบปัญหาตลอด 3 ปีกว่าที่ใช้งานระยะทางประมาณ 80,000 กิโลเมตร โพสต์ไว้ที่เพจของ “แหม่ม โพธิ์ดำ” ว่าอยากให้ค่ายรถซื้อรถคืนไปในราคาที่ซื้อมา จะหักค่าเสื่อมก็ได้ โดยบอกว่าชอบรถ Mazda มาก ซื้อเพราะมั่นใจ รักสมรรถนะของรถคันนี้ แต่ “เราซ่อมไม่ไหวอ้ะ” พร้อมกับลงท้ายว่า #เข้าใจเราด้วยเถอะ

https://www.facebook.com/plugins/comment_embed.php?href=https%3A%2F%2Fwww.facebook.com%2Fqueentogetherisone%2Fposts%2F1161991853903981%3Fcomment_id%3D1162000653903101&include_parent=false

4 คนไทยอ่อนไหวกับตัวเลข

ตัวเงิน 95 ล้านบาทที่เป็นค่าเสียหายของคดีนี้ Mazda ระบุว่าเป็นการประเมินมูลค่า ความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการเสียโอกาสในการขายรถ ซึ่งแม้ Mazda จะยืนยันว่าไม่ใช่ประเด็นสำคัญที่จะเรียกเงินจากลูกค้า เป็นเพียงเงื่อนไขตามกฎหมายของไทยที่ต้องมีมูลหนี้ในการฟ้องร้องดำเนินคดี แต่คนไทยจำนวนมากมองว่า Mazda จงใจเหยียบย่ำ “ลูกค้าผู้มีอุปการะคุณ”

ผลจากตัวเลข 95 ล้านบาทยังทำให้ข่าวนี้ได้รับความสนใจสูงมาก ยอดผู้ติดตามข่าวนี้พุ่งกระฉูดเป็นไฟลามทุ่งเมื่อหลายสื่อหยิบตัวเลขนี้ไปพาดหัว ท่ามกลางชาวโซเชียลที่ชูตัวเลขนี้ไปเป็นประเด็นเล่นงาน Mazda

ถึงบรรทัดนี้ สิ่งที่เราเห็นชัดเจนคือไม่มีใครได้ประโยชน์จากกรณีที่เกิดขึ้นเลย เป็นฝันร้ายที่ทุกฝ่ายเจ็บตัว เจ็บใจ เจ็บหน้า และเจ็บแค้นเคืองโกรธแบบสุดขีด ดังนั้นขอเพียงรอดูผลหลังจากทั้งคู่ขึ้นศาลเดือนมีนาคมนี้ เราจะได้รู้กันว่าตำราการบริหารวิกฤติธุรกิจเล่มใหม่ จะแจ้งเกิดในปฐพีนี้หรือไม่.

 
Source: thumbsup

from:http://thumbsup.in.th/2018/01/mazda-thai/

Samsung ประกาศแต่งตั้งประธานบริษัทไทยซัมซุงคนใหม่ “ซองฮวาน คิม” นั่งแท่นประธานไทยอย่างเป็นทางการ

ซัมซุง ประกาศแต่งตั้ง มร. ซองฮวาน คิม ดำรงตำแหน่ง “ประธานบริษัท” คนใหม่ของ บริษัท ไทยซัมซุง อิเลคโทรนิคส์ จำกัด

มร. ซองฮวาน คิม ได้เข้ารับหน้าที่บริหารและรับผิดชอบงานภาพรวมขององค์กร พร้อมขานรับความตั้งใจในการขับเคลื่อน ไทยซัมซุง อิเลคโทรนิคส์ ให้โลดแล่นในฐานะผู้นำทางด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยี มร. คิม เตรียมเดินหน้าพัฒนาและสร้างความเติบโตในทุกกลุ่มธุรกิจ อาทิ ผลิตภัณฑ์ภาพและเสียง เครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้าน โซลูชั่นสำหรับองค์กร และสมาร์ทโฟนและสมาร์ทดีไวซ์ รวมถึงสานต่อความตั้งใจที่มีมาอย่างยาวนานของ      ซัมซุงด้านการสร้างคุณประโยชน์และยกระดับคุณภาพชีวิตของคนทั้งภายในและภายนอกองค์กร เพื่อสร้างความเท่าเทียมให้กับคนในสังคม

ตลอดระยะเวลากว่า 17 ปี ในการทำงานร่วมกับซัมซุง มร. ซองฮวาน คิม ได้สร้างผลงานอันโดดเด่นไว้มากมาย โดยก่อนมารับตำแหน่งในเมืองไทย มร. คิม ดำรงตำแหน่งหัวหน้าฝ่ายนวัตกรรมการขาย กลุ่มธุรกิจโทรคมนาคมและไอที ระดับโลก (Head of IM Global Sales Innovation) ระหว่างปี 2558 – 2560 หลังนั่งแท่นประธานบริษัท ซัมซุง อิเลคโทรนิคส์ เม็กซิโก ในปี 2557 – 2558 และเป็นหนึ่งกำลังสำคัญที่ช่วยผลักดันให้     ซัมซุงเติบโตในหลายประเทศในทวีปอเมริกาใต้

มร. คิม จบปริญญาโทสาขาวิศกรรมเครื่องกล จากมหาวิทยาลัยเกาหลี ผนวกกับประสบการณ์ในการทำงานทางด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยีอย่างยาวนาน มร. ซองฮวาน คิม พร้อมเริ่มต้นก้าวย่างสำคัญอีกครั้งที่ไทยซัมซุง เพื่อนำเสนอผลิตภัณฑ์อันล้ำหน้าที่จะสร้างความสะดวกสบายและตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคที่มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา

from:https://www.appdisqus.com/2017/12/12/samsung-thai-announce-ceo.html

อึ้งไปเลย สั่งออนไลน์ถ้วย YETI รุ่นฮิตส่งไทย บวกภาษี-ค่าส่ง ราคาทะลุ 4,800 บ.

ต้องบอกว่าเป็นบทเรียนการตลาดออนไลน์ที่น่าสนใจมากสำหรับกรณี “ถ้วย YETI” ถ้วยเก็บความเย็นชื่อดังสัญชาติอเมริกันที่ตลาดนัดเมืองไทยขายรุ่นลอกเลียนแบบถ้วนหน้าด้วยราคาหลักร้อย ล่าสุดรูปการณ์เหมือนจะดีเมื่อเว็บไซต์ yeti.com แสดงข้อความภาษาไทยและราคาเงินบาทเพื่อบอกคนไทยว่าพร้อมจัดส่งสินค้าถึงเมืองไทยแล้ว แต่ปรากฏว่าทันทีที่คลิกสั่งซื้อ ราคาแก้วจาก 1,230 บาท พุ่งกระฉูดเป็น 4,823 บาท ผลจากการคำนวณค่าจัดส่งและภาษีสุดโหด

YETI เป็นแบรนด์สินค้าเก็บความเย็นชื่อดังที่มีกลุ่มเป้าหมายดั้งเดิมคือนักตกปลา ปัจจุบันแบรนด์เริ่มเป็นที่รู้จักมากขึ้นต่อเนื่องเพราะชื่อเสียงเรื่องการเก็บความเย็นที่เหลือเชื่อและความทนทาน สำหรับคนไทย ถ้วยน้ำ YETI กลายเป็นที่หมายปองของคนดื่มเครื่องดื่ม เพราะชื่อเสียงว่าสามารถเก็บความร้อนและเย็นได้ข้ามวันข้ามคืน

แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือตลาดนัดเมืองไทยพร้อมใจขายถ้วยติดแบรนด์ YETI แบบไม่สนใจใครในราคาหลักร้อย ทั้งที่แก้ว YETI ของแท้นั้นมีราคาหลักพัน ผู้ค้าหลายรายเปิดรับสั่งทำให้บริษัทพิมพ์ลายเพื่อแจกเป็นของขวัญปีใหม่ และอีกหลายรายที่รับ “พรีออเดอร์” ลายพิเศษซึ่งยิ่งอ่านยิ่งงงว่าพรีออเดอร์จากไหน

เมื่อได้รับความนิยมเช่นนี้ แบรนด์ YETI จึงตัดสินใจประกาศบนหน้าเว็บไซต์ว่าพร้อมจัดส่งสินค้าสู่ประเทศไทยแล้วเมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยแสดงราคาเป็นเงินบาท

YETI ระบุว่าผู้สั่งซื้อสินค้าจากเว็บไซต์ของบริษัทจะได้รับการคำนวณค่าจัดส่งและภาษีในหน้าสุดท้ายเพื่อเช็กเอาท์ อัตราจัดส่งสินค้าข้ามประเทศถูกคำนวณในระดับต่ำ และการันตีว่าผู้สั่งซื้อจะไม่ถูกเรียกเก็บภาษีเพิ่มเติมอีกเมื่อรับสินค้าที่ประเทศไทย

เมื่อทดลองสั่งซื้อ RAMBLER 30 OZ TUMBLER ถ้วยน้ำเก็บความเย็นรุ่นฮิตในตลาดไทย พบว่าจากสินค้าราคา 1,230 บาท ถูกบวกเพิ่มค่าจัดส่ง 2,301 บาท และค่าภาษีอีก 1,292 บาท

ราคานี้ทำให้หลายคนตกใจ แม้แต่คนที่สั่งซื้อสินค้าออนไลน์จากต่างประเทศเป็นประจำและคุ้นเคยดีกับค่าจัดส่งรวมถึงภาษีไม่ธรรมดา แต่สำหรับกรณีของ YETI ทั้งหมดนี้สะท้อนว่าบริษัทนำราคาสินค้ามารวมกับค่าจัดส่งที่ดำเนินการผ่านบริการ Borderfree (1,230 บวกกับ 2,301) แล้วจึงนำราคานี้มาคำนวณภาษี 30% แล้วนำราคาทั้งหมดมาบวกภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% ไม่ได้คำนวณจากเฉพาะราคาสินค้า 1,230 บาท

ราคาถ้วย YETI บนเว็บไซต์อย่างเป็นทางการจึงราคาพุ่งกระฉูด 4,823 บาท เรียกว่าต้องเป็นคนที่อยากได้จริงและไม่มีโอกาสเดินทางไปหิ้วเองที่ต่างประเทศ จึงจะยอมตัดใจสั่งซื้อถ้วยน้ำมหัศจรรย์นี้

สิ่งที่เราสามารถสรุปได้จากกรณีนี้คือแบรนด์ควรใส่ใจทุกรายละเอียด การคิดให้รอบด้านจะเป็นปัจจัยสำคัญในการบุกตลาดใหม่ได้อย่างประสบความสำเร็จ กรณีของ YETI ถือว่าน่าเสียดายมากเพราะไทยเป็นตลาดที่มีความต้องการสูง และช่องทางจำหน่ายส่วนใหญ่ล้วนมีแต่สินค้าลอกเลียนแบบทั้งออนไลน์และออฟไลน์ โดยเฉพาะบนอีคอมเมิร์ซหลักอย่าง Lazada ก็ยังมีวางจำหน่ายแต่ “YETI จีน”

งานนี้ได้แต่ลุ้นว่า YETI จะหันมาปรับปรุงด้านไหนก่อนเพื่อย่อขนาดกำแพงค่าจัดส่งและภาษี ซึ่งหากทำได้ YETI อาจจะมีโอกาสทำตลาดผ่านอีคอมเมิร์ซได้มากขึ้นกว่านี้แน่นอน

ที่มา: YETI

 
Source: thumbsup

from:http://thumbsup.in.th/2017/12/yeti-thai/

เปิดผลสำรวจพบ”ผู้บริโภคไทย” อดทนต่ำต่อความผิดพลาดของแบรนด์

 

ผู้บริโภคยุคใหม่ความอดทนต่ำลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อความผิดพลาดของแบรนด์ ซึ่งประเด็นนี้มีการศึกษาจาก SAP ในหัวข้อ SAP Hybris Consumer Insights Report ประจำปี 2017 ที่พบว่าถ้าต้องแลกกันระหว่างให้เบอร์มือถือกับรายได้เงินเดือน ผู้บริโภคพร้อมจะตัดรำคาญด้วยการบอกรายได้เงินเดือนแทนเสียเลย

โดยการสำรวจครั้งนี้เป็นการศึกษาว่าผู้บริโภคชาวไทยพิจารณาถึงเรื่องใดบ้างเมื่อมีการติดต่อสื่อสารกับแบรนด์ต่างๆ จากผู้บริโภคกว่า 7,000 คนทั่วทั้งภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (APAC) โดยมี 1,000 คนอาศัยอยู่ในประเทศไทย และพบว่า ผู้บริโภคชาวไทยพร้อมที่จะเปลี่ยนใจไปแบรนด์อื่นได้ง่ายกว่าผู้ร่วมการสำรวจจากประเทศอื่นๆ ในอาเซียน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในกรณีที่แบรนด์นั้นๆ เกิดข้อผิดพลาดมากกว่าสองครั้ง โดย 61 เปอร์เซ็นต์ของลูกค้าชาวไทย ลงความเห็นว่าความผิดพลาดมากกว่าสองครั้งของแบรนด์อาจนำไปสู่จุดจบของความสัมพันธ์ ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่สูงกว่าผลสำรวจผู้บริโภคจากประเทศอื่นๆ

นอกจากนี้ ผู้เข้าร่วมการสำรวจจากประเทศไทยยังเป็นหนึ่งในกลุ่มลูกค้าที่เรียกร้องมากที่สุด ในแง่ของความต้องการที่จะได้รับการติดต่อกลับจากแบรนด์ โดยเกือบครึ่งหนึ่งของผู้ร่วมการสำรวจ (48 เปอร์เซ็นต์) คาดหวังการตอบกลับจากแบรนด์ภายในหนึ่งชั่วโมง ในขณะที่ 93 เปอร์เซ็นต์คาดหวังการตอบกลับภายใน 24 ชั่วโมง ซึ่ง SAP ผู้สำรวจวิเคราะห์ว่า ความคาดหวังในระดับที่สูงเช่นนี้ เพราะพวกเขาแชร์ข้อมูลส่วนบุคคลให้กับแบรนด์ ซึ่งข้อมูลในที่นี้ไม่รวมถึงหมายเลขโทรศัพท์มือถือของพวกเขา

ทั้งนี้ 90 เปอร์เซ็นต์เผยว่า พวกเขายินดีที่จะแชร์ข้อมูลกับแบรนด์ภายในประเทศ (85 เปอร์เซ็นต์ ยินดีที่จะแชร์ข้อมูลกับแบรนด์ต่างประเทศ) อย่างไรก็ดี 43 เปอร์เซ็นต์ เลือกที่จะแชร์ข้อมูลรายได้ต่อเดือนมากกว่าการให้หมายเลขโทรศัพท์มือถือของตนเองกับแบรนด์

นิโคลัส คอนโทพูลอส รองประธานฝ่ายการตลาด SAP Hybris กล่าวว่า “ลูกค้าคาดหวังให้แบรนด์ต่าง ๆ ดูแลพวกเขา เช่นเดียวกับการดูแลความสัมพันธ์ในรูปแบบอื่นๆ ทั้งการใช้เวลาในการทำความเข้าใจลูกค้า ไม่เพิกเฉยพวกเขา และแสดงให้เห็นถึงความใส่ใจ ความสัมพันธ์อันดีกับลูกค้าต้องอาศัยการดูแลเอาใจใส่ และความเชี่ยวชาญในการจัดระเบียบข้อมูลผู้บริโภคด้วยวิธีที่จะทำให้แบรนด์สามารถเข้าใจลูกค้าได้เป็นรายบุคคล แล้วตอบสนองต่อความต้องการที่แตกต่างกันของลูกค้าแต่ละคนได้อย่างเหมาะสม”

นอกจากนี้ยังพบข้อมูลเชิงลึกด้วยว่า 

  • 59% ยินดีที่จะแชร์อีเมลส่วนตัวให้กับแบรนด์ต่างๆ
  • 65% คาดหวังว่าแบรนด์ต่างๆจะปกป้องข้อมูลส่วนตัวเพื่อรักษาผลประโยชน์ของพวกเขา
  • 42% คาดหวังว่าแบรนด์ต่างๆ จะนำเสนอโปรโมชั่นทั้งออนไลน์ และออฟไลน์ ที่สอดคล้องกับความสนใจของพวกเขา
  • 47% ต้องการให้แบรนด์ต่างๆ ทำให้พวกเขาประหลาดใจ

ส่วนเหตุผลหลักที่ทำให้ลูกค้ารจบความสัมพันธ์กับแบรนด์ คือการ “ไม่พบข้อมูลผู้ใช้งาน” (77 เปอร์เซ็นต์) นั่นเองค่ะ ใครที่ยังตอบแบบนี้อยู่พึงระวังให้มากนะคะ 🙂

ที่มา :  SAP

 
Source: thumbsup

from:http://thumbsup.in.th/2017/11/sap-thai-consumer-low-patient-for-brand-mistake/