คลังเก็บป้ายกำกับ: THAI

ครบรอบ 5 ปี ‘Clash of Clans’ พร้อมเปิดตัวภาคภาษาไทยเป็นครั้งแรก

 

(ซ้ายไปขวา) นายกฤตธี มโนลีหกุล, อั้ม-พัชราภา ไชยเชื้อ และนาย จีฮง ลี

ซูเปอร์เซลล์ ผู้พัฒนาแอปพลิเคชันเกมจากประเทศฟินแลนด์ จับมือกับบริษัท เทนเซ็นต์ (ประเทศไทย) จำกัด จัดงานฉลองครบรอบ 5 ปี เกม Clash of Clans (เปิดตัวเป็นครั้งเเรกเมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2555) พร้อมเปิดตัวเกมเวอร์ชั่นภาษาไทยอย่างเป็นทางการครั้งเเรก ตั้งเป้าเป็นเกมยอดนิยมในดวงใจของคนไทย ด้วยกลยุทธ์การทำตลาดผ่านช่องทางออนไลน์และโซเชียลมีเดียทั้ง Facebook และ YouTube ในปีนี้

นาย จีฮง ลี โกลบอล เอ็กซ์แพนชัน เซาท์อีสเอเชีย บริษัท ซูเปอร์เซลล์ กล่าวว่า “เกม Clash of Clans เปิดให้บริการครั้งแรกในระบบ iOS เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2555 และเปิดให้บริการในระบบ Android เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2556 โดยปัจจุบันได้กลายเป็นเกมแนววางแผนธีมแฟนตาซียอดนิยมบนมือถือ และมีการแปลเป็นภาษาต่างๆ กว่า 20 ภาษา ซึ่งในวันนี้ Clash of Clans ได้แปลเป็นภาษาไทยแบบสมบูรณ์ พร้อมให้คอเกมส์ในเมืองไทยได้ประลองฝีมือ เพื่อเปิดประสบการณ์ใหม่ชาวไทย ทั้งนี้เราได้เปิด Facebook Fanpage  (www.facebook.com/clashofclansthofficial/) และช่อง YouTube เวอร์ชั่นภาษาไทย เมื่อช่วงต้นเดือนสิงหาคมที่ผ่านมาด้วย”

ด้านนายกฤตธี มโนลีหกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท เทนเซ็นต์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “อุตสาหกรรมเกมออนไลน์ในภาคพื้นเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และประเทศไทย นับเป็นกลุ่มประเทศที่มีอัตราการเติบโตอย่างรวดเร็วมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ข้อมูลจากรายงานของบริษัท Newzoo ที่จัดทำร่วมกับบริษัท Global Mobile Game Confederation เผยว่า ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นภูมิภาคที่ตลาดเกมมือถือเติบโตรวดเร็วที่สุดในโลก โดยรายได้ในอุตสาหกรรมเกมบนมือถือเติบโตกว่า 45.3% ซึ่งมากกว่า 3 เท่าของอัตราเฉลี่ยทั่วโลกที่ 14.6%

ในส่วนของการโปรโมทเกม Clash of Clans เวอร์ชั่นภาษาไทย ภายใต้การบริหารงานด้านการตลาดของเทนเซ็นต์ (ประเทศไทย) นั้น นายกฤตธีกล่าวว่า “เทนเซ็นต์ (ประเทศไทย) เป็นผู้ให้บริการด้านแพลตฟอร์มด้านข่าวและด้านเอ็นเตอร์เทนเม้นท์และมัลติมีเดีย นอกจากนี้ ยังให้บริการด้านดิจิทัลเอเจนซี่ ซึ่งถือเป็นส่วนผสมที่ดีที่จะทำให้เราสามารถโปรโมทเกม Clash of Clans ให้ประสบความสำเร็จ”

นอกจากนี้ นายจีฮง ลี ได้กล่าวถึงการเปิดตัวเกม Clash of Clans ภาคภาษาไทยด้วยว่า “ประเทศไทยเป็นตลาดที่สำคัญมากที่สุดในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เป็นประเทศที่พิเศษ คุณมีตัวอักษรของคุณเอง ได้รับอิทธิพลจากกระแสโลกน้อยมากเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ด้วยกัน ด้วยความที่ซูเปอร์เซลล์เป็นทีมงานเล็กๆ และเรามุ่งที่จะทำทุกสิ่งทุกอย่างให้ “สมบูรณ์แบบ” มันก็เลยใช้เวลานาน แต่หลังจาก 5 ปีผ่านไป เราได้มาถึงจุดๆ นี้ได้ในที่สุด”

สำหรับภายในงานฉลองครบรอบ 5 ปี ยังมีซุปตาร์สาว “อั้ม-พัชราภา ไชยเชื้อ” หัวหน้าแคลน OKS The Great หนึ่งในแฟนพันธุ์แท้ของ Clash of Clans มาร่วมโชว์แบทเทิลรอบพิเศษกับแคลชเชอร์ชื่อดัง ZatanZ ZadistiX บนเวที สร้างสีสันให้ผู้ร่วมงานด้วย

 

 
Source: thumbsup

from:http://thumbsup.in.th/2017/08/clash-of-clans-5th-anniversary-thai-version/

Advertisements

#ต่ำตม ควง #ป้าซุ่ม ขึ้นแท่น Hot Hashtag โลกโซเชียลไทย ยอดใช้สูงสุด 5,000 ข้อความต่อวัน

โธธ โซเซียล” โชว์สถิติน่าทึ่ง 2 ป้ายคำ Hashtag ยอดฮิตในสัปดาห์ที่ผ่านมาอย่าง #ต่ำตมไม่หยุด #ป้าซุ่มทุ่มไม่อั้น ปรากฏว่าตั้งแต่วันที่ 8-12 กรกฎาคมที่ผ่านมา มีข้อความที่พูดถึงประเด็นดราม่าทั้ง 2 เรื่องเฉลี่ยมากกว่า 5,000 ข้อความต่อวัน โดย 2 Hashtag นี้ถูกยกเป็นปรากฏการณ์กระแสยอดฮิตที่ไม่ธรรมดาของสังคมไทยเรียบร้อย

บริษัท โธธ โซเซียล จำกัด ผู้ให้บริการข้อมูลโซเชียลครบวงจร แสดงสถิติในภาพรวมว่า #ต่ำตมไม่หยุด ถูกใช้งานรวม 16,420 ครั้ง ขณะที่ #ป้าซุ่มทุ่มไม่อั้น ถูกใช้งาน 9,300 ครั้ง (สถิติถึงวันที่ 14 ก.ค.) โดยช่องทางที่มีคนติดตามข่าวสารมากที่สุดคือ Twitter 75%, Facebook 16% และช่องทางอื่นๆ Instagram และ YouTube รวมกัน 9%

ไม่เพียงบทสรุปว่าช่องทางส่วนใหญ่ที่คนใช้ติดตามข่าว 2 Hashtag นี้คือ Twitter แต่โธธ โซเซียลได้คำนวณอัตราการแพร่กระจายของข่าวหรือ Growth rate ของทั้ง 2 Hashtag พบว่า

• #ต่ำตมไม่หยุด : เริ่มมีประเด็นตั้งแต่ 8 ก.ค. และเข้าสู่ช่วงสูงสุดหรือพีคที่ 9 ก.ค. คือมีการใช้ Hashtag มากถึง 6,299 ครั้ง, 10 ก.ค. อีก 3,978 ครั้ง โดยช่วงแรกหรือ Stage I มีการทวีตข้อความชั่วโมงละ 262 ครั้ง ช่วงที่ 2 หรือ Stage II มีการทวีตข้อความชั่วโมงละ 166 ครั้ง

• #ป้าซุ่มทุ่มไม่อั้น : เริ่มมีประเด็นตั้งแต่ 11 ก.ค. 3,847 ครั้ง, 12 ก.ค. 4,247 ครั้ง ช่วงแรกหรือ Stage I มีการทวีตข้อความชั่วโมงละ 160 ครั้ง ช่วงที่ 2 หรือ Stage II มีการทวีตข้อความชั่วโมงละ 180 ครั้ง

จากอัตรา Growth rate จะเห็นได้ว่า ช่วงแรกกระแส #ต่ำตมไม่หยุด ใน Stage แรกมีการพูดถึงมากกว่า #ป้าซุ่มทุ่มไม่อั้น สาเหตุหนึ่งอาจจะเกิดจากการดาราที่มีผลต่อเรื่องนี้โดยตรงเป็นคนเริ่มต้นเรื่องราวและให้เริ่ม Hashtag นี้เอง แต่ในช่วง Stage ที่สองจะเห็นได้ว่า #ป้าซุ่มทุ่มไม่อั้น มีอัตราการถูกใช้งานมากกว่า เนื่องจากเรื่องราวของ Hashtag นี้เป็นเรื่องที่ทำให้หลายคนเซอร์ไพร์สอยู่ไม่น้อย จึงได้มีการเรียบเรียงสถานการณ์ตั้งแต่ต้นจนถึงปัจจุบันเพื่อให้ได้ไม่งงกันว่าแต่ละคนที่เกี่ยวข้องกับ Hashtag นี้มีความสำพันธ์กันอย่างไร เรียกได้ว่า มาทีหลังแต่ดังกว่า

อีกข้อมูลที่น่าสนใจจากปรากฏการณ์ #ต่ำตม และ #ป้าซุ่ม คือข้อความที่เป็น Top message ที่ถูกรีทวีตมากที่สุด โดย #ต่ำตมไม่หยุด มี 3 ข้อความที่ได้แชมป์ไป ได้แก่

1. “ยุคนั้นโฟร์ดังมากนะ ไม่แปลกที่นางจะบอกว่าตัวเองเพอร์เฟ็กต์ระดับนึง เราว่านางดังกว่าพิชมาก สิบปีผ่านไปโฟร์ก็ยังดังกว่าพิชอยู่ดี #ต่ำตมไม่หยุด” Retweet 29,588 ครั้ง จาก Account Hideko_sunshine

2. “เรื่องพิชญ์-โฟร์ นี่ทำให้รู้เลยว่าถึงเวลาจะผ่านไปนานแต่อดีตมันย้อนกลับมาได้ และพลอย หอวังไม่น่าลดตัวมาเล่นประเด็นนี้ #ต่ำตมไม่หยุด” Retweet 21,385 ครั้ง จาก Account alivegene

3. “เค้าก็พูดถึงข้อดีป่ะว่ะแกรรรรร😏 #ต่ำตมไม่หยุด” Retweet 21,173 ครั้ง จาก Account MMAYMYY

สำหรับ #ป้าซุ่มทุ่มไม่อั้น ข้อความที่เป็น Top message ที่ถูกรีทวีตมากที่สุด 3 อันดับแรกคือ

1. “มาๆ สรุปใครเป็นใครในเรื่องนี้ ตัวละครเยอะจังเลยค่ะ😂 ปวดหัวมาก555555555555555555 #ป้าซุ่มทุ่มไม่อั้น นี่ภาคต่อ #ต่ำตมไม่หยุด สินะ😂😂” Retweet 31,449 ครั้ง จาก Account aaooommm

2. “มันสนุกตรงที่คนที่ให้คำปรึกษาเรื่องค.รักคนทั้งประเทศคือคนที่เอาเงินฟาดเพื่อให้ได้ผชมาค่ะ 55555 #ป้าซุ่มทุ่มไม่อั้น” Retweet 30,215 ครั้ง จาก Account poom_kei

3. “กูว่าสะดุ้งกันทั้งตึกแกรมมี่ 55555555 #ป้าซุ่มทุ่มไม่อั้น” Retweet 29,435 ครั้ง จาก Account misslotus77

ไม่ว่าบทสรุปจากปรากฏการณ์ #ต่ำตม และ #ป้าซุ่ม จะสะท้อนมุมมองที่หลากหลายเพียงใด แต่ท้ายที่สุดแล้ว คนไทยก็จะลืมเรื่องนี้ไปและมี Hashtag ใหม่เกิดมาแทนในไม่กี่อึดใจ

ที่มา: Thoth Zocial

 
Source: thumbsup

from:http://thumbsup.in.th/2017/07/thai-hot-hashtag-thoth-zocial/

อัตราการเกิดต่ำ ทำเศรษฐกิจชะลอตัว จากสหรัฐฯ มาญี่ปุ่น ถึงไทย

เศรษฐกิจขนาดใหญ่อย่างสหรัฐอเมริกากำลังจะพบกับหายนะเหมือนกัน เพราะอัตราการเกิดมีแนวโน้มลดต่ำลงเป็นประวัติการณ์ ในขณะที่ญี่ปุ่นและไทยนำหน้าไปก่อนแล้ว แถมยังจะเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุในอีกไม่ช้า

Photo: Pixabay

อัตราการเกิดต่ำ ทำแนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐฯ แย่แน่

อ้างอิงจากศูนย์ข้อมูลการควบคุมโรคในสหรัฐอเมริกา พบว่า อัตราการเจริญพันธุ์ในสหรัฐฯ มีระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ ในปี 2016 มีอัตราการเกิดต่ำกว่าปี 2015 ถึง 1% ตัวเลขอาจดูน้อยแต่ถ้าดูที่จำนวนผู้หญิงในวัย 15 – 44 ปี พบว่า ในจำนวนนี้มีอัตราการเจริญพันธุ์อยู่ที่ 62 คน ต่อ 1,000 คนเท่านั้น

อัตราการเกิดที่ต่ำลงนี้ เป็นสัญญาณถึงเศรษฐกิจที่มีแนวโน้มจะชะลอตัว ผู้เชี่ยวชาญด้านแนวโน้มทางประชากรศาสตร์ ถึงกับบอกว่า “อัตราการเกิดที่ลดลงนี้เป็นสัญญาณถึงจุดเริ่มต้นของหายนะทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะสหรัฐฯ ที่มีเศรษฐกิจขนาดใหญ่”

ทีนี้ พอไปดูที่คนรุ่นใหม่หรือที่เรียกกันว่ากลุ่ม Millennials ในสหรัฐฯ ก็พบว่า คนกลุ่มนี้เลือกจำเป็นต้องเลือกที่จะทำงานมากกว่าจะสร้างครอบครัวและมีลูกเหมือนในอดีต นั่นเพราะว่า มีภาระที่ต้องแบกรับไม่ว่าจะเป็นความต้องการในความก้าวหน้าของอาชีพ หรือหนี้ที่มาจากการกู้ยืมเรียนในมหาวิทยาลัย ด้วยภาระเหล่านี้ทำให้คนรุ่นใหม่ในสหรัฐฯ ไม่สามารถเลือกทำทั้ง 2 อย่างคือ มีลูกและทำงานหาเงิน แต่ต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง และแน่นอนด้วยความจำเป็นทางเศรษฐกิจ “งานคือเงิน เงินคืองาน บันดาลสุข” ย่อมมาก่อนปัจจัยอื่นทั้งปวง

Photo: Pixabay

ทางออกก็ไม่ใช่อะไรอื่น นักประชากรศาสตร์ ระบุว่า “รัฐเพียงต้องส่งนโยบายที่เหมาะกับการสร้างครอบครัวมากขึ้น หากต้องการเพิ่มอัตราการเจริญพันธุ์”

Richard Jackson ประธานกลุ่สถาบันวิจัยไม่แสวงหาผลกำไร บอกไว้ว่า ประเทศที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในเรื่องการงานและครอบครัว คือการปรับบทบาทของผู้หญิง ถ้าเป็นแม่ก็สามารถทำงานได้ด้วย ประเทศที่ทำสิ่งเหล่านี้มีอัตราการเจริญพันธุ์สูงขึ้น เพราะผู้หญิงสามารถทำงานได้มากขึ้นนั่นเอง

ขยายความกันอีกสักนิดคือ ภายใต้สภาวะเศรษฐกิจที่มีความเหลื่อมล้ำสูงอย่างในสหรัฐอเมริกา ทางออกของปัญหานี้จึงต้องเป็นการให้สิทธิพิเศษบางอย่างกับผู้หญิงที่ต้องการมีลูก เช่น สิทธิการลางานไปเลี้ยงลูก สิทธิการลาคลอดที่เหมาะสม หรือในขณะเดียวกัน ในแง่นี้ก็รวมถึงผู้ชายด้วย หากผู้ชายต้องการปรับบทบาทไปเป็น “พ่อบ้านเลี้ยงลูก” ก็ต้องสามารถทำได้ในโลกศตวรรษที่ 21 แต่สิ่งสำคัญคือ รัฐต้องมองให้เห็นปัญหาการงานและการมีลูกของคนรุ่นใหม่ตรงนี้เสียก่อน

Photo: Pixabay

ไม่ใช่แค่สหรัฐฯ ญี่ปุ่น-ไทยนำมาก่อน แต่ไทยดูท่าจะแย่กว่า

ในญี่ปุ่นก็คล้ายกับไทยคือ กำลังจะเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ฉะนั้นเศรษฐกิจจะชะลอตัวลงจากการผลิตที่ต่ำลงแน่นอนอยู่แล้ว เพราะผู้สูงอายุมีจำนวนมาก ในขณะที่อัตราการเกิดน้อยลง นักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์ว่า แนวโน้มประชากรในญี่ปุ่นลักษณะนี้เปรียบเสมือนระเบิดเวลาและจะส่งผลไปในยังประเทศข้างเคียงอย่างแน่นอน

สำหรับประเทศไทย เรากำลังจะเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุในไม่ช้า อัตราการเกิดที่ต่ำของไทยส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากความจำเป็นเศรษฐกิจ ทำให้ทั้งในปัจจุบันและอนาคตอันใกล้ (อาจจะระยะยาวด้วย) เราจะขาดแคลนแรงงานรุ่นใหม่ในหลายภาคธุรกิจ โดยเฉพาะภาคการผลิต แต่ตอนนี้สิ่งที่รัฐไทยกำลังทำคือ “กีดกันแรงงานต่างชาติ” เป็นต้นว่า พ.ร.ก. การบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ. 2560 จนล่าสุดต้องออกมาใช้ ม. 44 ในการชะลอการใช้กฎหมายนี้ไป 120 วัน

สิ่งนี้สะท้อนว่ารัฐไทยมีสายตาที่สั้นและคับแคบ เพราะยังมองไม่เห็นปัญหาที่จะเกิดขึ้นจากการ(กำลังจะ)ขาดแคลนแรงงานในภาคการผลิตจากอย่างน้อยสองปัจจัยคือ อัตราการเกิดต่ำและการก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ เศรษฐกิจไทยจะไปทางไหน ถ้ารัฐไทยยังเดินหน้ากีดกันแรงงานต่างชาติ

เชื่อว่า ประชาชนชาวไทยน่าจะพอมองเห็นอนาคตของตัวเองกันแล้วใช่ไหม?

อ้างอิง – Business Insider

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/birth-rate-low-economics/

เปิดผลศึกษาจัดกลุ่มนักช้อปออนไลน์ รับมือได้ ยอดขายปัง

วันนี้เรามี Infographic น่าสนใจตัวหนึ่งจาก iPrice เว็บค้นหาสินค้าออนไลน์ยักษ์ใหญ่มาฝากกันค่ะ โดยทาง iPrice ได้ทำการศึกษาพฤติกรรมของผู้บริโภคชาวไทยและจัดกลุ่มพวกเขาตามพฤติกรรมการบริโภคสินค้าออนไลน์ เราจึงอยากชวนมาดูกันว่า iPrice พบข้อมูลที่น่าสนใจเกี่ยวกับผู้บริโภคสินค้าออนไลน์อย่างไรบ้าง

  • อีคอมเมิร์ซตอบโจทย์กลุ่มคนรักสบาย

ร้านค้าอีคอมเมิร์ซได้เข้ามาตอบโจทย์คนไทยที่รักความสบายได้อย่างดี โดยกลุ่มคนรักสบายมีสูงถึง 62.5% เลยทีเดียว รองลงมาคือกลุ่มนักล่าดีลที่มองหาสินค้าราคาถูกในโลกออนไลน์ และเปรียบเทียบราคาก่อนซื้อทุกครั้ง

  • ค้นหาข้อมูลได้ง่ายดายด้วย Google

การสำรวจนี้พบว่าผู้บริโภคใช้ Google, Yahoo, Bing ในการหาข้อมูลสูงถึง 77% อีกหนึ่งกลุ่มที่น่าสนใจก็คือกลุ่มที่เป็นแฟนคลับบรรดา Influencer ซึ่งจะเชื่อในคำโฆษณา และนำมาประกอบการตัดสินใจซื้อสินค้า โดยกลุ่มนี้มีขนาดประมาณ 21%

  • พ่อคนล้าสมัยนิยมจ่ายเงินผ่านธนาคาร

ถึงแม้ว่าประเทศไทยจะมีการพัฒนาเทคโนโลยีไปไกล แต่ถ้าหากพูดถึงการชำระค่าสินค้าออนไลน์ ผู้ซื้อชาวไทยยังคุ้นเคยกับการโอนเงินผ่านธนาคารมากกว่า 50% โดยระบุว่าการโอนเงินผ่านธนาคารนั้นมีความน่าเชื่อถือมากกว่าการชำระค่าสินค้าด้วยระบบอื่นๆ จึงทำให้การชำระค่าสินค้าผ่านทางธนาคารนั้นได้รับความนิยมเป็นอันดับหนึ่ง

ถ้าหากคุณเป็นคนหนึ่งที่ขายสินค้าออนไลน์ คำถามที่คุณจะถูกถามบ่อยที่สุดก็คือ “คุณมีบัญชีธนาคาร XXX ไหม ผมจะได้ไม่ต้องจ่ายค่าโอนต่างธนาคาร”

  • ลูกค้าชอบส่งแบบลงทะเบียน 

การจัดสั่งสินค้าให้ลูกค้าชาวไทย สิ่งที่สำคัญเป็นอันดับต้น ๆ คือ Tracking Code ที่ลูกค้าต้องการ (56%) สำหรับการติดตามสินค้าเพื่อจะได้ทราบวันที่สินค้าจะจัดส่งอย่างแน่นอน นอกจากนี้มันยังช่วยคลายกังวลว่าสินค้าจะสูญหายหรือไม่ด้วย (และจะให้ดี ทางร้านค้าควรออกค่าจัดส่งให้ด้วย)

  • ชาวเน็ตนิยมบอกเล่าหลังได้รับสินค้า

เมื่อได้รับสินค้าเป็นที่เรียบร้อยแล้ว 34% ของลูกค้าจะเขียนเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับสินค้าที่ได้ซื้อมาใน Social Media ของตนเอง ผ่านการรีวิว, ภาพถ่าย, หรือแม้กระทั่งเขียนแคปชั่นเก๋ๆ เพื่อโชว์สินค้าให้แก่คนอื่นๆ ได้รับรู้ โดยมีเพียง 17% ของคนไทยที่ซื้อสินค้ามาแล้วจะอ่านคู่มือการใช้และหาวิธีการใช้ให้แน่นอน

  • คนไทยเป็นคนตรง ชอบรีวิวแบบตรงไปตรงมา

ทั้ง 6 ข้อนี้คือบทสรุปของผลการศึกษาพฤติกรรมของผู้ซื้อสินค้าออนไลน์ชาวไทยที่ทาง iPrice นำมาฝากกัน ซึ่งก็หวังว่าร้านค้าออนไลน์จะสามารถนำไปปรับใช้กับการทำธุรกิจได้ไม่มากก็น้อยนะคะ

 
Source: thumbsup

from:http://thumbsup.in.th/2017/07/iprice-infographic-behavior-thais-online-shopper/

เตรียมพร้อม! JD.com คู่แข่ง Alibaba วางแผนบุกไทยก่อนปลายปีนี้

JD.com Inc นั้นเป็นบริษัทอีคอมเมิร์ซอันดับ 2 ของจีน ล่าสุดซีอีโอผู้ก่อตั้ง JD.com ให้สัมภาษณ์สื่อใหญ่อย่าง Reuters ว่าจะลงทุนในประเทศไทยช่วงปลายปีนี้ เบื้องต้นยังไม่เปิดเผยแผนแต่ยอมรับว่าจะเป็นเม็ดเงินที่น้อยกว่างบลงทุนในอินโดนีเซีย

ผู้เปิดเผยแผนนี้ของ JD.com คือ Richard Liu ซีอีโอผู้ก่อตั้ง JD.com Inc ที่ระบุว่า JD.com จะใช้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางในการให้บริการประเทศอื่นในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทั้งเวียดนามและมาเลเซีย โดยไม่เพียงเทเงินลงทุนจำนวนมาก แต่บริษัทจะมองหาพันธมิตรธุรกิจที่ดีที่สุดด้วย

แน่นอนว่าพันธมิตรของ JD.com ไม่มีทางเป็น Lazada เพราะ Alibaba ควักเงินซื้อกิจการ Lazada ไปแล้วตั้งแต่ปี 2016 โดยซีอีโอ JD.com เชื่อมั่นว่าบริษัทจะสามารถแข่งขันกับ Alibaba ได้แน่นอนในตลาดอาเซียน

“เมื่อครั้งบริษัทเข้าสู่วงการธุรกิจอีคอมเมิร์ซเมื่อ 12 ปีที่แล้ว Alibaba เป็นเจ้าพ่อผู้ให้บริการรายใหญ่ในขณะนั้น แต่ JD.com ก็ยังสามารถยืดหยัดให้บริการได้ดี” โดยบอกว่าหาก JD.com ไม่ได้ดำเนินกลยุทธ์ผิดพลาดระดับร้ายแรง ก็เชื่อว่าไม่มีคู่แข่งรายใดทำให้ JD.com ได้รับผลกระทบจริงจัง

การขยายธุรกิจสู่อาเซียนของ JD.com เกิดขึ้นหลังจากบริษัทพยายามขยายธุรกิจไปจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภค เช่นกลุ่มสินค้าสำหรับครัวเรือน อาหาร และเครื่องดื่ม นอกจากนี้ยังให้บริการด้านฐานข้อมูล คลาวด์ และบริการปัญญาประดิษฐ์ ตามรอยทั้ง Amazon และ Alibaba

เหตุที่ JD.com จะลงทุนในประเทศไทยน้อยกว่าอินโดนีเซีย เป็นเพราะ JD.com เน้นการสร้างเครือข่ายจัดส่งสินค้าในแดนอิเหนา เนื่องจากอินโดนีเซียถือเป็นตลาดขนาดใหญ่สำหรับ JD.com เมื่อเทียบกับตลาดนอกประเทศจีน

ที่ผ่านมา JD.com ระบุว่าสามารถทำกำไรสุทธิ 355.7 ล้านหยวนหรือประมาณ 1.7 พันล้านบาท ขณะที่รายรับรวมเพิ่มขึ้น 41% เป็น 7.62 หมื่นล้านหยวน หรือราว 3.8 แสนล้านบาท สถิติผู้ใช้รวมคือ 237 ราย

ที่มา: Reuters

 
Source: thumbsup

from:http://thumbsup.in.th/2017/06/jd-com-strategy-thai/

นักท่องเที่ยวไทยซื้อของตาม “บล็อกเกอร์” มากที่สุดในเอเชีย

หนึ่งในความจริงที่สามารถสรุปได้จากการสำรวจพฤติกรรมช้อปปิ้งระหว่างท่องเที่ยวของชาวเอเชียแปซิฟิกชิ้นล่าสุด คือคนไทยเปิดรับข้อมูลจากบล็อกเกอร์เป็นอันดับ 1 ขณะที่ชาติอื่นเลือกรับข้อมูลจากเว็บไซต์ของแบรนด์โดยตรง หรือจากการรีวิวของชาวออนไลน์ทั่วไป

การสำรวจพฤติกรรมนักช้อป APAC ช่วงท่องเที่ยวนี้ดำเนินการโดย Publicis ซึ่งต้องการวิเคราะห์ปัจจัยที่ทำให้ผู้บริโภคเลือกซื้อสินค้าแบรนด์ระดับโลกหรือแบรนด์ท้องถิ่น Publicis จึงพุ่งเป้าไปที่กลุ่มนักท่องเที่ยว ว่าแต่ละคนมีช่องทางการรับข่าวสารอย่างไร เพื่อวางแผนการซื้อของฝากขณะท่องเที่ยวต่างประเทศ

ผลการสำรวจที่ได้สะท้อนว่านักการตลาดต้องปูพรมใช้สื่อดิจิทัลหลายทางหากต้องการแทรกตัวในรายการสินค้าน่าซื้อของนักท่องเที่ยว APAC เนื่องจากแต่ละชาติมีพฤติกรรมการรับข่าวสารขณะท่องเที่ยวไม่เหมือนกัน โดยเฉพาะข่าวสารที่แสดงในภาษาของชาติตัวเอง

ในขณะที่หลายประเทศเลือกติดตามข้อมูลสินค้าต่างถิ่นจากเว็บไซต์หรือโซเชียลมีเดียของแบรนด์ แต่ Publicis พบว่าคนไทยเลือกติดตามรีวิวจากบล็อกเกอร์มากที่สุด (32%) รองลงมาเป็นรีวิวจากคนทั่วไป (31%) นอกนั้นติดตามจากเพจโซเชียลของแบรนด์ (30%) เว็บไซต์ค้าปลีก (30%) และเว็บไซต์ของแบรนด์ (28%)

สรุปคือ การลงโฆษณาในนิตยสารท่องเที่ยวไม่มีผลกับคนไทย รวมถึงการให้ข้อมูลที่สนามบินก็ไม่สามารถเย้ายวนใจนักท่องเที่ยวไทยได้ ผิดกับคนสิงคโปร์หรือมาเลเซีย ดังนั้นแบรนด์ไทยที่ต้องการลูกค้าชาติไหน อาจเลือกลงโฆษณาตามผลการสำรวจนี้ได้

ในภาพรวม การสำรวจพบว่านักท่องเที่ยวเอเชีย 66% เปลี่ยนใจในนาทีสุดท้าย ตัดสินใจไม่ซื้อของตามรายการที่เตรียมไว้ ขณะที่ 65% ตัดสินใจซื้อสินค้าจากแบรนด์ที่ไม่เคยรู้จักมาก่อน

ผู้ที่ถูกสำรวจความเห็นในงานวิจัยนี้ประกอบด้วยผู้บริโภคที่จับจ่ายแบรนด์หรูจำนวน 5,800 คนใน 10 ประเทศเอเชียแปซิฟิก ได้แก่ จีน อินเดีย อินโดนีเซีย มาเลเซีย ไทย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ ฮ่องกง ไต้หวัน และเกาหลี ผลการสำรวจอื่นสามารถติดตามได้จากกราฟิกด้านล่าง

ที่มา: CampaignAsia

 
Source: thumbsup

from:http://thumbsup.in.th/2017/05/thai-shopping-habits/

CompTIA IT Fundamentals และ Cloud Essentials พร้อมสอบภาษาไทยแล้ว

ข่าวดีสำหรับชาว IT ไทยนะครับ ตั้งแต่วันนี้ (2 พฤษภาคม 2017) เป็นต้นไป CompTIA ได้เปิดสอบใบรับรอง 2 หลักสูตรระดับพื้นฐาน ได้แก่ IT Fundamentals และ Cloud Essentials เป็นภาษาไทยแล้ว บุคคลทั่วไปที่ทำงานเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์สามารถลงทะเบียนสอบวัดระดับได้ทันที

เรียกได้ว่าเป็นสถาบันทางด้าน IT ระดับโลกแห่งแรก ที่เปิดสอบใบรับรองเป็นภาษาไทย ซึ่งการสนับสนุนนี้จะช่วยขจัดปัญหาเรื่องข้อจำกัดด้านภาษาแก่ชาวไทยทุกคน และช่วยให้คนรุ่นใหม่สามารถทดสอบตนเองและใช้ใบรับรองเป็นตัวเบิกทางในการทำงานสาย IT ได้ง่ายยิ่งขึ้น

“CompTIA ต้องการพัฒนาศักยภาพบุคคลด้าน Digital Literacy เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของตลาดในยุค Thailand 4.0 จึงได้ทำการแปลหลักสูตรพื้นฐานที่สำคัญ ได้แก่ IT Fundamentals และ Cloud Essentials เป็นภาษาไทย เพื่อให้ชาวไทยทุกคนสามารถสอบวัดระดับตนเองได้โดยไม่มีกำแพงเรื่องภาษามาขัดขวาง พร้อมปูทางให้พร้อมทำงานในบริษัทยุค Digital” — Dr.h.c. Charles Singh, Country Manager, CompTIA กล่าว

หลักสูตรที่เปิดสอบเป็นภาษาไทย ณ ตอนนี้มี 2 หลักสูตร ซึ่งเป็นระดับ Entry Level เหมาะสำหรับบุคคลสาย IT และบุคคลทั่วไปที่ทำงานเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ได้แก่

  • CompTIA IT Fundamentals – ใบรับรองพื้นฐานทางด้านเครือข่ายและความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ รวมไปถึงฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์

  • CompTIA Cloud Essentials – ใบรับรองพื้นฐานทางด้านโซลูชัน Cloud Computing สำหรับธุรกิจและ IT

ทั้งนี้ ขณะสอบ ผู้เข้าสอบสามารถเลือกเปลี่ยนภาษาของโจทย์เป็นภาษาอังกฤษได้ เพื่อป้องกันความกำกวมหรือไม่ชัดเจนด้านภาษา

นอกจากการสอบใบรับรองระดับพื้นฐานเป็นภาษาไทยแล้ว CompTIA ยังได้ร่วมกับกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (DE) และสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (DEPA) จัดอบรมและสอบใบรับรองระดับสูง ได้แก่ Network+, Security+, Project+, Cloud+ และอื่นๆ ฟรีเป็นประจำทุกปี เพื่อเป็นการพัฒนาศักยภาพของบุคลากรชาว IT ไทย และกระตุ้นให้เห็นถึงความสำคัญของการมีใบรับรองระดับสากล ซึ่งจะช่วยเปิดโอกาสในการทำงานร่วมองค์กรขนาดใหญ่หรือบริษัทระดับนานาชาติได้ง่ายยิ่งขึ้น (ดูรายละเอียดหลักสูตรอบรมของปี 2017 ได้ที่ https://www.techtalkthai.com/depa-ert-comptia-and-oracle-training/ แต่คาดว่าปีนี้คนสมัครเต็มเรียบร้อยแล้ว)

“นอกจากการสอบใบรับรองทั้ง 2 สูตรนี้ ทาง CompTIA ยังมีแผนที่จะเปิดสอบหลักสูตรระดับ Entry Level อื่นๆ เป็นภาษาไทยอีก ซึ่งต้องรอดูความต้องการของตลาดในยุค Digital ต่อไป แต่หลักสูตรระดับ Professional Level เช่น Network+, Security+ หรือ CSA+ ผมแนะนำว่าควรสอบเป็นภาษาอังกฤษ เนื่องจากการทำงานในระดับที่สูงขึ้น ภาษาอังกฤษถือเป็นสิ่งสำคัญมาก” — Dr.h.c. Charles กล่าว

from:https://www.techtalkthai.com/comptia-fundamentals-and-cloud-essentials-exams-in-thai/