คลังเก็บป้ายกำกับ: THAI

Netflix พร้อมให้บริการในภาษาไทยแล้ว

Netflix ผู้ให้บริการเครือข่ายทีวีทางอินเทอร์เน็ตเปิดตัวอินเทอร์เฟซภาษาไทยอย่างเต็มรูปแบบให้แก่ผู้ชมชาวไทยแล้ว พร้อมเพิ่มคำบรรยายและพากย์เสียงภาษาไทยสำหรับรายการทีวีและภาพยนตร์ ซึ่งรวมถึงรายการที่สร้างสรรค์โดย Netflix ด้วย

“เรามีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่จะนำเสนอประสบการณ์ Netflix ในรูปแบบภาษาไทยให้มากขึ้น เพื่อให้สมาชิกในประเทศไทยได้เพลิดเพลินไปกับรายการทีวีและภาพยนตร์อันหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นซีรีส์ที่สร้างสรรค์โดย Netflix ที่โด่งดังไปทั่วโลก ไปจนถึง อนิเมะ รายการสำหรับเด็ก และซีรีส์เกาหลี” เจสสิก้า ลีรองประธานฝ่ายสื่อสาร (เอเชีย) กล่าว

โดยในปัจจุบัน Netflix มีสมาชิกกว่า 100 ล้านคน จาก 190 ประเทศที่เปิดให้บริการ และมีการรับชมรายการทีวี ซีรีย์ สารคดี และภาพยนตร์รวมกันแล้วมากกว่า 125 ล้านชั่วโมงต่อวัน โดยสามารถรับชมได้ผ่านอุปกรณ์ที่เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต ทั้งยังสามารถหยุดรับชมชั่วคราว ก่อนกลับมาเปิดชมต่อได้อีกด้วย

สำหรับคอนเทนต์ที่มีให้บริการเฉพาะใน Netflix นั้น มีความคมชัดสูงถึงระดับ Ultra HD 4K และ HDR ยิ่งไปกว่านั้นยังมีภาพยนตร์ใหม่ๆ ที่สร้างสรรค์โดย Netflix รอให้รับชมอีกหลายเรื่อง อาทิ วอร์ แมชชีน (War Machine) นำแสดงโดยแบรด พิตต์ (Brad Pitt) และเซอร์เบน คิงส์ลีย์ (Sir Ben Kingsley) เรื่อง โอคจา (Okja) นำแสดงโดยเจค จิลเลนฮาล (Jake Gyllenhaal), ธิลดา สวินตัน (Tilda Swinton) และพอล ดาโน (Paul Dano) และเรื่อง ไบรท์ (Bright) นำแสดงโดยวิล สมิทธ์ (Will Smith) และโจเอล เอ็ดเกอตัน (Joel Edgerton) เป็นต้น รวมถึงซีรีส์และภาพยนตร์ที่โด่งดังสร้างปรากฏการณ์ระดับโลก เช่น 13 รีซัน วาย (13 Reasons Why) และ กิลมอร์เกิร์ลส์ (Gilmore Girls) ซึ่งผู้บริโภคสามารถรับชม Netflix บนอุปกรณ์ที่เชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ตได้กว่า 1,000 รุ่น และผู้ชมชาวไทยสามารถสมัครทดลองใช้บริการรับชมฟรี 1 เดือนได้ที่ www.netflix.com/th

 

 
Source: thumbsup

from:http://thumbsup.in.th/2017/04/netflix-ready-for-thai-language/

Advertisements

เจาะพฤติกรรม”นักรีวิว”ออนไลน์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ประเทศไหนใจดี – ขี้บ่น มาดูกัน

 

หากการเติบโตบนตลาด e-Commerce เป็นเป้าหมายของบริษัทแล้ว เชื่อว่าการได้รับทราบพฤติกรรมผู้บริโภคที่กว้างขึ้นย่อมต้องมีผลดีต่อธุรกิจเป็นแน่ โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศเพื่อนบ้านเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ซึ่งมักตัดสินใจซื้อได้รวดเร็ว อีกทั้งยังมีค่าจัดส่งที่ไม่สูงมากนัก 

แต่สิ่งหนึ่งที่แบรนด์ต่าง ๆ ทราบกันเป็นอย่างดีก็คือ ทุกวันนี้ผู้บริโภคมีการหาข้อมูลบนโลกออนไลน์สูง รวมถึงมีความเชื่อมั่นในรีวิวที่ตนเองพบบนโลกออนไลน์ในระดับที่สูงเช่นกัน ด้วยเหตุนี้ บริษัท iPrice ซึ่งเป็นเว็บไซต์รวบรวมร้านขายสินค้าออนไลน์ใน 7 ประเทศแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จึงได้ทำการศึกษาร่วมกับ Trusted Company ศึกษาการเขียนรีวิวของผู้บริโภคในตลาดอีคอมเมิร์ซ โดยวิเคราะห์จาก 30,000 รีวิวบนเว็บไซต์ Trusted Company ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มที่ให้ผู้บริโภคเขียนรีวิววิจารณ์ร้านค้าต่างๆ ระหว่างวันที่ 1 มกราคม 2014 ถึงวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2017 และพบว่ามีผลการศึกษาที่น่าสนใจดังต่อไปนี้

ประเทศไทย

ผู้บริโภคชาวไทยเป็นกลุ่มผู้บริโภคที่เขียนรีวิวที่เป็นกลาง กล่าวคือคนไทยนิยมใช้คำว่าดีหรือแย่เป็นส่วนใหญ่ ซึ่งต่างจากประเทศเพื่อนบ้านที่จะชอบใช้คำว่ารักหรือเกลียด ซึ่งบ่งบอกถึงการแสดงอารมณ์ในการเขียนรีวิว นอกจากนี้ เมื่อพูดถึงการให้ความสำคัญต่อร้านขายสินค้าออนไลน์ คนไทยให้ความสำคัญกับการบริการกว่า 41% รองลงมาคือการจัดส่งที่รวดเร็วโดยให้ความสำคัญกว่า 35%

ภาพรวมแล้วคนไทยรู้สึกเป็นกลางต่อร้านค้าออนไลน์ในประเทศไทย โดยให้คะแนนเรตติ้งอยู่ที่ 3.5 จาก 5 คะแนน ซึ่งนี่คงเป็นโอกาสที่ร้านค้าออนไลน์ต่างๆจะต้องศึกษาและทำความเข้าใจต่อความต้องการของผู้บริโภคเพื่อมองหากลยุทธ์ในการตอบสนองความต้องการของคนไทยต่อไป

สิงคโปร์

การเขียนรีวิวด้วยตัวอักษรพิมพ์ใหญ่ถือเป็นการตะโกนบนโลกออนไลน์ ซึ่งคนสิงคโปร์มักจะเขียนรีวิวคำติด้วยตัวอักษรพิมพ์ใหญ่มากกว่าคนมาเลเซียอยู่ 25% นอกจากนี้คนสิงคโปร์ซึ่งอาศัยอยู่ในประเทศที่พัฒนาแล้ว จึงคาดหวังต่อสินค้าบริการสูงกว่าประเทศอื่นๆในประเทศแถบเพื่อนบ้าน เมื่อความคาดหวังไม่ได้รับการตอบสนอง คนสิงคโปร์จึงผิดหวังมากกว่าคนในประเทศอื่นๆ จึงทำให้เกิดการขอ Refund มากกว่าในประเทศอื่นๆ โดยผลการศึกษาพบว่าคนสิงคโปร์ 29% ขอ Refund ถ้าหากไม่พอใจต่อสินค้าและบริการ ในทางกลับกันถ้าหากสินค้าหรือบริการสามารถตอบสนองความต้องการพวกเขาได้ คนสิงคโปร์จะแชร์เรื่องราวเหล่านี้ให้กับเพื่อนและครอบครัวของพวกเขาฟังเป็นสองเท่า และถ้าพูดถึงการให้คะแนนต่อร้านค้าในตลาดแล้ว คนสิงคโปร์ให้คะแนนเฉลี่ยร้านค้าออนไลน์เพียง 2.9 คะแนนจากคะแนนเต็ม 5 คะแนน

อินโดนีเซีย

คนอินโดนีเซียถือเป็นเชื้อชาติที่ใจดีมีพฤติกรรมที่ใกล้เคียงกับคนไทย เนื่องจากมีคอนเซ็ปการใช้ชีวิตคือการให้อภัย ดังนั้นคนอินโดนีเซียจึงไม่นิยมเขียนรีวิวในเชิงลบ ถึงแม้ว่าประเทศอินโดนีเซียจะมีการแจ้งเกี่ยวกับการโกงเงินผ่านร้านขายสินค้าออนไลน์แต่ชาวอินโดนีเซียยังคงให้คะแนนร้านค้าออนไลน์สูงกว่าประเทศเพื่อนบ้าน โดยคะแนนเฉลี่ยตกอยู่ที่ 4.2 คะแนนจาก 5 คะแนน

ฟิลิปปินส์

ตลาดฟิลิปปินส์ซึ่งเป็นตลาดอีคอมเมิร์ซที่น่าสนใจมากในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ คาดการเติบโตประมาณ 17% ในอีก 5 ปีข้างหน้า แต่เป็นที่น่าจับตามองอย่างยิ่งที่ร้านขายสินค้าออนไลน์ในตลาดฟิลิปปินส์ไม่สามารถตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคได้ จากการศึกษาพบว่า ผู้บริโภคในตลาดส่วนมากให้รีวิวในเชิงลบโดยมีรายละเอียดดังต่อไปนี้

  • 57% ของผู้บริโภคเขียนคำว่าแย่มากในรีวิวของพวกเขา
  • 12% ของผู้บริโภคเขียนคำว่าแย่ในรีวิวของพวกเขา
  • 33% ของผู้บริโภคเขียนรีวิวในเชิงด่าทอ

ซึ่งน่าจะเป็นโอกาสที่ดีสำหรับบริษัทต่างชาติที่จะเข้ามาทำตลาดในประเทศฟิลิปปินส์เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคในประเทศนี้ 

ในทางการตลาดมักจะพูดถึงคอนเซ็ปเรื่อง Expectation Gap ซึ่งเป็นความต่างระหว่างความคาดหวังของผู้บริโภคและการได้รับบริการจริง สิ่งหนึ่งที่ร้านขายสินค้าออนไลน์ได้เรียนรู้จากการศึกษาพฤติกรรมผู้บริโภคในครั้งนี้คือการตรวจสอบและวิเคราะห์ความคาดหวังของผู้บริโภคว่าอยู่ในระดับใด (Expectation Level) เมื่อเทียบกับการให้บริการจริง (Deliver Level)

ถ้าหากบริษัททราบถึงความต้องการของผู้บริโภคในตลาดและทำการลดช่องว่างระหว่างการให้บริการนั้น จะทำให้ผู้บริโภครู้สึกประทับใจต่อสินค้าและบริการ ซึ่งจะช่วยลดการเขียนตำหนิในโลก Social Media ได้ดียิ่งขึ้น ซึ่งจากการศึกษาแสดงให้เห็นว่าบริษัทในตลาด e-Commerce ยังต้องศึกษาความต้องการของผู้บริโภคในตลาดให้มากยิ่งขึ้นและที่สำคัญช่องว่างนี้ยังเป็นโอกาสให้กับบริษัทใหม่ๆ เข้ามาทำตลาดเพื่อชิงส่วนแบ่งได้อีกด้วยถ้าหากผู้ค้าปัจจุบันไม่มีการปรับตัว

 
Source: thumbsup

from:http://thumbsup.in.th/2017/04/research-reviewer-behavior-in-sea/

SMB ไทยได้เฮ Google เปิดตัวช่วยแปลใหม่ล่าสุด “Neural Machine” ทลายข้อจำกัดด้านภาษา

ออกมาเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือสำหรับภาคธุรกิจ SMB ของไทย กับบริการแปลภาษาของ Google ที่พัฒนาไปสู่การใช้ Neural System ในการแปลความหมายของประโยค ซึ่งในการเปิดตัวนี้มาจาก Google มองเห็นถึงข้อจำกัดด้านภาษาที่ทำให้ธุรกิจขนาดกลางและเล็กของไทยบางส่วนไม่อาจโกอินเตอร์ได้อย่างใจคิดนั่นเอง

สำหรับใครที่ใช้ระบบแปลภาษาของ Google มาโดยตลอดอาจพอสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงของ Google Translate กันบ้างไม่มากก็น้อย โดยสิ่งที่เปลี่ยนไปของ Google Translate คือการนำระบบ Neural Machine มาใช้ในการแปลความหมายของประโยค ซึ่งจะแปลทั้งประโยคพร้อมกันในครั้งเดียว แล้วนำมาเรียบเรียงใหม่ให้เหมือนกับภาษาพูดของมนุษย์มากที่สุด แทนที่จะแปลเป็นส่วน ๆ แล้วค่อยนำมาต่อกันแบบในอดีต และปัจจุบันมีภาษาที่ Google เปิดให้บริการผ่าน Neural Machine Translation แล้ว 12 ภาษานอกจากภาษาอังกฤษ ได้แก่ ภาษาไทย, จีน, ญี่ปุ่น, เกาหลี, รัสเซีย, ฮินดี, ฝรั่งเศส, เยอรมัน, สเปน, โปรตุเกส, ตุรกี, และเวียดนาม

นอกจากนี้ สำหรับผู้ใช้งานชาวไทยยังสามารถใช้งาน Google Translate ได้อีกหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น

  • คุณสมบัติแปลทันที ด้วยการส่องกล้องโทรศัพท์ไปที่ข้อความที่ต้องการแปล ก็จะเห็นคำแปลของข้อความนั้น ๆ ทันที โดยเปิดให้ใช้งานแล้วใน 31 คู่ภาษา และสามารถใช้งานได้แม้ไม่มีสัญญาณอินเทอร์เน็ตด้วย
  • แปลภาษาระหว่างการสนทนา รองรับได้ 32 ภาษา ทำได้โดยการเลือกภาษาที่ต้องการแปล จากนั้นแตะไปที่แท็บไมโครโฟน แอปพลิเคชันจะฟังบทสนทนาด้วย และแปลภาษาออกมาตามความเหมาะสม
  • แปลภาษาจากแอปพลิเคชันอื่น โดยไม่ต้องคัดลอกข้อความมาวางบน Google Translate คุณสมบัตินี้รองรับถึง 103 ภาษา ซึ่งผู้ใช้งานต้องเข้าไปตั้งค่าใน Google Translate เปิดโหมดการตั้งค่าในแท็บเมนู เพื่อเลือก Tap to Translate จากนั้นเมื่อใช้งานแอปพลิเคชันอื่นอยู่และต้องการแปล ก็เพียงเลือกข้อความที่ต้องการจะแปล และแตะที่ไอคอนการแปลที่จะปรากฏบนมุมนด้านขวาของหน้าจอโทรศัพท์
  • แปลภาษาได้แม้ไม่มีสัญญาณอินเทอร์เน็ต โดยดาวน์โหลดภาษาที่ต้องการลงมาเพื่อใช้งานแบบ Offline ได้

โดยในปัจจุบัน Google ระบุว่า มีผู้ใช้เครื่องมือแปลภาษาของ Google นี้ประมาณ 500 ล้านคนทั่วโลกและมีการแปลข้อมูลต่าง ๆ นับพันล้านครั้ง ซึ่งสาเหตุที่มีการใช้งานสูงนั้นส่วนหนึ่งเป็นเพราะว่าข้อมูลของเว็บทั่วโลกนั้น 50% อยู่ในภาษาอังกฤษ แต่คนบนโลกที่พูดภาษาอังกฤษนั้นมีเพียง 20% นั่นเอง ความจำเป็นของเครื่องมือแปลภาษาจึงยิ่งทวีความสำคัญและจำเป็นต้องมีความแม่นยำในการแปลมากขึ้นตามไปด้วย

ทั้งนี้ บริการ Neural Machine ของ Google Translate เป็นส่วนหนึ่งของแผนการที่ Google ประเทศไทยจะเลือกใช้เพื่อพาธุรกิจไทยสู่ยุคดิจิทัลดังที่ได้มีการประกาศไปเมื่อสองสัปดาห์ก่อนนั่นเอง โดย Google ฝากมาบอกด้วยว่า เจ้าของธุรกิจ SMB รายใดที่ไม่ถนัดภาษาอังกฤษสามารถใช้บริการนี้คุยกับลูกค้าต่างชาติได้แล้วค่ะ

ที่มา: Google ประเทศไทย

 

 

 
Source: thumbsup

from:http://thumbsup.in.th/2017/04/google-launched-neural-machine-translate-for-thais/

GroupM FOCAL 2017 ฟัง “ศิวัตร เชาวรียวงษ์” แนะกลยุทธ์ปรับตัวสำหรับนักการตลาด

ณศิวัตร เชาวรียวงษ์ และคุณนิคลาส สตอลเบิร์ก ประธานกรรมการบริหารบริษัท กรุ๊ปเอ็ม (ประเทศไทย)จบไปแล้วอย่างยิ่งใหญ่สำหรับ “FOCAL 2017” งานสัมมนาดิจิทัลจาก “GroupM” บริษัทบริหารจัดการการลงทุนสื่อในเครือ WPP ซึ่งในปีนี้ คุณศิวัตร เชาวรียวงษ์ และคุณนิคลาส สตอลเบิร์ก ประธานกรรมการบริหารบริษัท กรุ๊ปเอ็ม (ประเทศไทย) ได้จัดให้มีการนำเสนอ 6  ทิศทางการตลาดดิจิทัลที่สำคัญสำหรับนักการตลาดไทยผ่านเวทีต่าง ๆ ภายในงานด้วย

โดยภายในงานได้มีการอ้างอิงตัวเลขจาก DAAT  ในเรื่องแนวโน้มเม็ดเงินโฆษณาดิจิทัลของปี 2017 ที่จะปรับตัวสูงขึ้นอีก 24% ซึ่งจะทำให้มูลค่าตลาดสื่อโฆษณาดิจิทัลไทยมีมูลค่าแตะหนึ่งหมื่นล้านบาท (ราว 11,774 ล้านบาท) เป็นครั้งแรก

“ด้วยงบประมาณดังกล่าว น่าจะทำให้เราขึ้นมาอยู่สูสี เป็นสื่ออันดับสองรองจากทีวี ในวงเล็บด้วยว่า เงินนี้เป็นเงินที่ใช้จ่ายผ่านเอเจนซี่เท่านั้น ไม่ได้รวมเงินที่ลูกค้าจ่ายตรงไปยังสื่อดิจิทัล และเงินที่ฐานธุรกิจใหญ่ในบ้านเราอย่าง SME ใช้กัน ซึ่งเราก็กำลังหาทางอยู่ว่าจะรวมได้อย่างไร เพราะคิดว่าถ้ารวมได้แล้ว งบประมาณก้อนนี้จะเห็นได้ชัดเจนขึ้น และจะมีมูลค่ามากกว่านี้อีกมากมาย” คุณศิวัตร เชาวรียวงษ์กล่าวพร้อมให้ข้อมูลต่อว่า

“สิ่งที่จะเกิดขึ้นในปีนี้คือ การผลักเงินของงบโฆษณาบางส่วนของสื่อทีวีมาอยู่บนสื่อดิจิทัล แล้วก็มีอีกหลายแบรนด์ที่ไม่ได้โยกงบมาจากสื่อทีวี แต่เพิ่มงบในส่วนสื่อดิจิทัล ซึ่งการปรับตัวนี้น่าจะทำให้ยอดโดยรวมเติบโตขึ้น”

สำหรับหัวข้อหลักของงานในปีนี้คือพฤติกรรมของคนไทยที่ใช้โทรศัพท์มือถือจนกลายเป็นอุปกรณ์หลักของชีวิต ทั้งใช้ในการเข้าอินเตอร์เน็ต และทำให้ชีวิตสะดวกสบายขึ้นผ่านแอปพลิเคชันต่างๆ แต่ในมุมของนักการตลาดนั้นก็ต้องเตรียมตัวรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของสื่อและการหากลยุทธ์เพื่อความอยู่รอดสำหรับธุรกิจ e-Commerce เอาไว้ด้วยเช่นกัน

4 เครื่องมือสำคัญสำหรับนักการตลาดยุค 2017

โดยการจะติดอาวุธให้นักการตลาดยุค 2017 ให้ทำงานได้อย่างครบเครื่องนั้น คุณศิวัตรได้เผยว่า นักการตลาดจำเป็นต้องมีเครื่องมือสำคัญ 4 ประการ ดังนี้

  • Realtime media Dashboard, Monitoring Tools
  • Programmatic (DSP/SSP)
  • Social Listening Tool
  • Data Analytic Platform

Brand Safety ในไทยปลอดภัยหรือเปล่า

นอกจากเทรนด์เรื่องวงการ Digital Marketing แล้ว อีกหนึ่งประเด็นที่ได้รับความสนใจไม่แพ้กันจากนักการตลาดก็คือเรื่องของ Brand Safety ซึ่งในต่างประเทศกำลังมีประเด็นกับ Google และ YouTube อย่างหนัก เหตุเพราะระบบ Programmatic ของ Google มีการวางโฆษณาของแบรนด์เอาไว้กับคอนเทนต์ที่ไม่เหมาะสมนั่นเอง ในจุดนี้ เมื่อถามถึงสถานการณ์ในเมืองไทย คุณศิวัตรกล่าวว่า สำหรับประเทศไทยนั้น มีการสกรีนในระดับหนึ่งแล้ว อย่างไรก็ดี ปัญหาเรื่อง Brand Safety นั้นไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยการลดราคาอย่างแน่นอน

“บ้านเราถือว่าเคยมีการคุยกันมาแล้วในอดีต แต่เมื่อมันเป็นประเด็นขึ้นมาในระดับโลก เขาก็ต้องเข้มงวดมากกว่านี้ใช่ไหม แต่ไม่เกี่ยวกับเรื่องลดราคา เพราะเรื่อง Brand Safety ราคาเท่าไรก็เอามาแลกไม่ได้”

แอปพลิเคชันที่คนไทยใช้งานแล้วรู้สึกว่าทำให้ชีวิตสะดวกสบายมากขึ้น

ทั้งนี้ หนทางป้องกันสำหรับแบรนด์คือ การเลือกลงโฆษณากับคอนเทนต์แบบ Official ซึ่งในมุมมองของคุณศิวัตรนั้น มองว่าพฤติกรรมคนไทยเองก็มีการรับชมคอนเทนต์จากฝั่ง Media Provider ค่อนข้างมากอยู่แล้ว

หากกล่าวโดยสรุป มุมมองของ GroupM ที่นำเสนอผ่านงาน FOCAL 2017 คือการที่สื่อดิจิทัลได้เข้ามาเปลี่ยนชีวิตคนไทย ในการยกระดับชีวิตให้สะดวกมากขึ้น ทำมาหากินได้มากขึ้น แม้กระทั่งมิติของความบันเทิงก็มีตัวเลือกมากขึ้น ซึ่งถ้าหากมีอะไรที่ทำให้มันดีขึ้นได้ขนาดนี้ ก็จะทำให้ผู้บริโภคยึดติดและอยู่กับสิ่งนั้น ๆ ไปตลอดได้ในที่สุด 

 

 
Source: thumbsup

from:http://thumbsup.in.th/2017/04/group-m-focal-2017/

ขายสินค้าออนไลน์ ทำไมต้องไม่ระบุราคา?

ทันทีที่แบไต๋ดอทคอมโพสต์ข่าวว่า “ขายสินค้าออนไลน์ไม่ระบุราคาสินค้า มีโทษปรับสูงสุด 10,000 บาท” หลังจากที่เว็บเพจ Drama Lawyer ตั้งข้อสังเกตเรื่องโทษปรับสูงสุด 10,000 บาท ชาวออนไลน์หลายคนโดยเฉพาะพ่อค้าแม่ขายพากันเซ็งพร้อมกับจุดประเด็นว่าประกาศนี้อาจทำให้ธุรกิจการค้าออนไลน์ของตัวเองเสียหายหลายแสน เพียงเพราะการ “บังคับให้ระบุราคา”

ฟังแบบนี้แล้วอาจมีบางคนไม่เห็นด้วย เพราะราคาที่ชัดเจนนั้นเป็นข้อมูลสุดพื้นฐานที่เปิดเผยได้ เรียกว่าเป็นข้อมูลอันดับต้นที่ลูกค้าต้องรู้ก่อนจะคลิกซื้อ

แต่การเปิดราคานำไปสู่การตัดราคา เรื่องนี้เป็นเรื่องเด่นในหลายความเห็นที่ระบุว่าสินค้าที่วางขายออนไลน์นั้นมีการแข่งขันสูง การแจ้งราคาทำให้คู่แข่งตัดราคาง่ายมาก เมื่อตัดกันไปมา สุดท้ายก็ “เจ๊งกันหมด” (แม้ว่าการไม่ลงราคา คู่แข่งก็สามารถปลอมเป็นลูกค้า สืบราคาได้ไม่ต่างกัน)

ประเด็นนี้ถูกถกเถียงว่านี่คือข้อดีหรือข้อเสีย ในมุมผู้ซื้อ ลูกค้าย่อมได้ประโยชน์เพราะได้รับสินค้าในราคาประหยัด เนื่องจากการเลือกซื้อสินค้าบนเว็บไซต์นั้นทำได้อิสระ ไม่ต้องคำนึงถึงการเดินทาง ส่วนในมุมผู้ค้า บางทีผู้ค้าขายสินค้าราคาต่ำแล้ว แต่พอรายอื่นมาเห็นราคา ก็ตัดให้ราคาต่ำกว่า ทำให้ธุรกิจไปได้ไม่ดีเท่าที่ควร

ผู้ค้าบางรายมองว่า การไม่บอกราคาแล้วรอให้ลูกค้าที่สนใจในสินค้านั้น ส่งข้อความส่วนตัวหรือ inbox ไปสอบถามราคาสองต่อสอง ถือเป็นเทคนิคการขายที่ให้ลูกค้ามีปฏิสัมพันธ์กับผู้ขายก่อน วิธีนี้ผู้ขายบางรายบอกว่าได้ผลดี เพราะการแซตส่วนตัวสามารถโน้มน้าวใจได้

อย่างไรก็ตาม “ประกาศล่าสุดจากคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ” แสดงว่าผู้ค้าออนไลน์ต้องปรับตัว เนื่องจากประกาศข้อ 3 เขียนชัดเจนว่าต่อจากนี้ผู้ขายสินค้าออนไลน์ต้องแสดงราคาสินค้าเป็นตัวเลขอารบิค และรายละเอียดสินค้า เช่น ขนาด น้ำหนักให้ชัดเจน โดยหากมีค่าใช้จ่ายอื่นนอกจากราคาสินค้า (เช่นค่าส่ง) ก็ต้องแสดงให้ชัดเจนด้วย จุดนี้หากไม่ทำตาม ผู้พบเห็นสามารถแจ้งข้อหาทำความผิดตาม “พระราชบัญญัติว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542” ผู้ค้าจะมีโทษปรับสูงสุด 10,000 บาท

อีกจุดน่าสนใจที่ต้องรอดูจากประกาศนี้ คือสินค้ากลุ่มอสังหาฯเช่นโครงการบ้าน คอนโด จะมีการเปลี่ยนแปลงหรือไม่ เนื่องจากที่ผ่านมา หลายโครงการแสดงเฉพาะรูป ไม่แสดงราคาเนื่องจากราคาจำหน่ายไม่คงที่ในระยะยาว รวมถึงอีกหลายปัจจัยที่ทำให้ราคาเปลี่ยนแปลงไม่แน่นอน

เหนืออื่นใด ประกาศล่าสุดยังเป็นสัญญาณบอกว่ารัฐฯกำลังเข้ามาจัดระเบียบโลกการค้าออนไลน์ของไทยอย่างจริงจังมากขึ้นอีกขั้น และเป็นการจัดระเบียบที่ทั้งผู้ซื้อและผู้ขายรู้สึกได้ทั้ง 2 ฝ่าย

 
Source: thumbsup

from:http://thumbsup.in.th/2017/03/commerce-price-thai/

Booking.com ชี้คนไทย 43% ยอมทิ้งงานรายได้ดี เพื่อให้มีโอกาสเดินทางท่องเที่ยวมากขึ้น

มีข้อมูลการสำรวจพฤติกรรมการท่องเที่ยวของคนไทยที่น่าสนใจตัวหนึ่งมาฝากกัน โดยผู้จัดทำคือเว็บไซต์จองโรงแรมอย่าง Booking.com ที่สำรวจพบว่า คนไทยทุกวันนี้ชื่นชอบการเดินทางท่องเที่ยวมากขึ้นเรื่อยๆ และมีถึง 43% ที่ยอมลาออกจากงานที่จ่ายผลตอบแทนงามๆ มารับรายได้ที่ต่ำกว่า เพื่อให้ตัวเองได้มีโอกาสในการเดินทาง

ที่บอกว่าข้อมูลนี้น่าสนใจเพราะ ตัวเลข 43% ที่ Booking.com รายงานนั้นเป็นตัวเลขที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศอื่นๆ ถึง 13% และยังสะท้อนให้เห็นว่า หากนายจ้างมีการปรับเปลี่ยนนโยบายในการทำงานให้ยืดหยุ่นมากขึ้น และตอบสนองความต้องการในการเดินทางของพนักงานได้ ก็อาจใช้เป็นเครื่องมือในการต่อรอง และจูงใจพนักงานให้ทำงานอยู่กับบริษัทต่อไปได้เช่นกัน

Booking.com ยังเผยด้วยว่า ในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา ชาวไทยที่ต้องเดินทางไปติดต่อธุรกิจมีการขยายทริปไปยังเมืองหรือประเทศอื่นๆ ต่อถึง 71% ซึ่งถือเป็นสถิติสูงสุดเมื่อเทียบกับประเทศที่ทำการสำรวจทั้งหมด โดย 37% ของผู้เดินทางกลุ่มนี้ เผยด้วยว่า ตั้งใจจะทำเช่นนี้อีกในปี พ.ศ. 2560 (ผู้ตอบแบบสอบถามทั้งหมด 12,781 คนที่มีอายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้น และมีการเดินทางอย่างน้อย 1 ครั้งในปี 2559 รวมถึงต้องกำลังวางแผนเดินทางอย่างน้อย 1 ทริปในปี 2560 และต้องเป็นผู้ตัดสินใจหรือมีส่วนร่วมในการตัดสินใจเกี่ยวกับทริปที่จะเดินทาง)

จากจุดนี้ สิ่งที่น่าสนใจสำหรับนักการตลาดก็คือ แนวคิดของผู้เดินทางที่มองว่าทริปธุรกิจนั้นเป็นโอกาสในการเปิดโลกทัศน์ ค้นหาแรงบันดาลใจและความก้าวหน้าในการทำงาน โดยจะเห็นได้จากพนักงานยุคดิจิทัลที่พร้อมออกเดินทางและมีความยืดหยุ่นกับแผนการเดินทางมากขึ้น อีกทั้งยังสามารถมองหาโอกาสในการผนวกทริปธุรกิจเข้ากับทริปท่องเที่ยวได้อย่างลงตัว จนสามารถทำงานพร้อมท่องเที่ยวได้ในทริปเดียวกัน

 

โดยในการนี้ Booking.com ได้เปิดโผ 10 รายชื่อเมืองที่กำลังได้รับความนิยมอย่างรวดเร็วจากผู้ใช้บริการในทริปธุรกิจ (อ้างอิงจากอัตราการจองห้องพักในช่วงเดือนพฤศจิกายน 2558 – พฤศจิกายน 2559) ได้แก่ (เรียงตามลำดับ)

1. เซี่ยงไฮ้
2. โตเกียว
3. กรุงเทพฯ
4. กว่างโจว
5. นิวยอร์ก
6. บูดาเปสต์
7. สิงคโปร์
8. ฮ่องกง
9. ปราก
10. อัมสเตอร์ดัม

ซึ่งเมืองเหล่านี้ Booking.com อ้างว่า สามารถทำให้ผู้เดินทางกว่า 50% รู้สึกเพลิดเพลิน และสามารถดึงดูดให้พวกเขายืดระยะเวลาของทริปออกไปอีกหลายวัน เพื่อออกสำรวจและใช้เวลาช่วงที่ได้เดินทางออกนอกออฟฟิศให้คุ้มค่าที่สุดด้วย

 

 
Source: thumbsup

from:http://thumbsup.in.th/2017/01/thais-people-quit-highly-paid-jobs-for-opportunity-to-travel/

ฉายภาพรถหรูไทยปีหน้าผ่านสายตา “เบนซ์” และคำตอบเรื่อง Luxury Pickup

ด้วยสภาวเศรษฐกิจชะลอตัว และปัจจัยลบอื่นๆ ทั้งในไทย รวมถึงระดับโลก ต่างทำให้กลุ่มผู้ผลิตรถยนต์หรูปวดขมับกันไปตามๆ กันเพราะก่อนหน้านี้คาดการณ์ว่าการจำหน่ายรถหรูในประเทศไทยจะมีถึง 22,000 คัน แต่ที่จะปลายปีแล้วยังไม่มีวี่แววว่าจะถึง 20,000 คัน ลองมาฟังจากปากผู้บริหารเมอร์เซเดสเบนซ์ ประเทศไทย ว่าปีนี้จะจบอย่างไร แล้วปีหน้าจะมีสัญญาณอะไรบ้าง

ภาพ pixabay.com

ฟันธงปีนี้ได้แค่ 20,000 คันยังเหนื่อย

ไมเคิล เกรเว่ ประธานบริหาร บริษัท เมอร์เซเดสเบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด ย้ำว่า ปกติแล้วช่วงไตรมาสสุดท้ายของทุกปีจะเป็นเวลาที่การจำหน่ายรถยนต์หรูเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่เมื่อสภาพเศรษฐกิจทั้งในไทย และต่างประเทศชะลอตัว กลุ่มผู้ซื้อก็เลือกที่จะไม่ใช้เงิน จนการจำหน่ายรถยนต์หรูในประเทศไทยที่คาดการณ์กันไว้ที่ 22,000 คัน อาจไม่ถึง และมีความเป็นไปได้สูงที่จะอยู่ราว 20,000 คัน หรือต่ำกว่านั้น 12 – 15% แต่ถึงตลาดหดตัว บริษัทก็ยังคงเป็นเบอร์หนึ่งในการจำหน่ายรถยนต์หรูในประเทศไทย และในปีหน้าก็ยังคงเป้าหมายนั้นไว้เหมือนเดิม

“ตอนนี้มองปีหน้าว่าทุกอย่างน่าจะดีขึ้น หลังจากสภาพเศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัวขึ้นมาบ้าง รวมถึงดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคก็ดีขึ้นเช่นเดียวกัน ดังนั้นถ้าไม่มีเหตุการณ์ไม่คาดฝัน รถยนต์หรูน่าจะกลับมาเติบโตอีกครั้ง และทางเบนซ์ก็ยังคงเป้าหมายเรื่องเบอร์หนึ่งรถยนต์หรูไว้เช่นเดิม ผ่านการใช้เรื่องโปรดักต์ที่แตกต่างเป็นตัวนำตลาด ไม่ว่าจะเป็น Compact Car, Contemporary Luxury, Dream Car และ SUV รวมถึงรถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้า หรือ EV (Electric Vehicle) ที่ได้ความสนใจมากกว่าตลาดเยอรมันเสียอีก”

ไมเคิล เกรเว่ ประธานบริหาร บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด

เดินเกมรถผลิตไทยต่อเนื่อง

ขณะเดียวกันการทำตลาดรถยนต์หรูด้วยการนำชิ้นส่วนเข้ามาประกอบในประเทศไทย ก็เป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์ในการสร้างฐานผู้ใช้งานเบนซ์ให้เติบโตอย่างรวดเร็ว ผ่านการใช้พาร์ทเนอร์ ธนบุรีประกอบยนต์ (TAAP) ที่ช่วยประกอบรถยนต์ในประเทศไทยขายมาตั้งแต่ปี 2522 หรือ 37 ปี และประกอบรถยนต์ออกมาจำหน่ายในตลาดไทยแล้ว 1 แสนคัน โดยเฉพาะปีนี้ประกอบไป 9,000 คัน ประกอบด้วยรถยนต์ 8 รุ่นหลัก กับ 16 รุ่นย่อย จากทั้งหมดที่เบนซ์ทำตลาดในระดับโลกกว่า 30 รุ่น นอกจากนี้เพื่อรองรับความต้องการในตลาด ยังมีแผนขยายโรงงานผลิตให้ใหญ่กว่าเดิม จากที่มีพื้นที่ 1.35 แสนตร.ม.

สำหรับการประกอบรถยนต์ภายในประเทศไทยของ เมอร์เซเดส-เบนซ์ จะใช้ชิ้นส่วนในประเทศไทยเกิน 40% ตามข้อตกลง และการประกอบนั้นไม่ได้ทำเพื่อส่งออก แต่มีวัตถุประสงค์จะหน่ายในประเทศไทยเท่านั้น เพราะในภูมิภาคนี้ยังมีโรงงานในอินโดนีเซีย, เวียดนาม รวมถึงอินเดียอยู่แล้ว จากโรงงานทั้งหมดที่กระจายอยู่ทั่วโลก 28 แห่ง และยังต่อสัญญากับ TAAP ไปอีก 12 ปี หรือ 2 รุ่นการผลิต เพื่อให้การทำตลาดรถยนต์ประกอบในประเทศไทยเป็นไปได้อย่างยั่งยืน และสร้างยอดจำหน่ายให้กับบริษัทเติบโต ผ่านสัดส่วน 2 ใน 3 ของยอดขายในประเทศไทยทั้งหมดด้วย

EV ต้องรอรัฐบาล ส่วน Luxury Pickup ไม่มีแผน

ไมเคิล เล่าให้ฟังต่อว่า ตัวรถยนต์ขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้า หรือ EV เป็นเรื่องที่ต้องเกิดขึ้นในอนาคต แต่ก่อนจะถึงจุดนั้น การสนับสนุนโดยภาครัฐ รวมถึงการสร้างมาตรฐานกลางของรถยนต์เป็นเรื่องที่จำเป็นที่สุด เพราะถ้าไม่เกิดสถานีชาร์จอย่างเป็นรูปธรรม ก็เสี่ยงที่ EV จะวิ่งได้แค่ระยะทางสั้นๆ นอกจากนี้ตัวปลั๊กเสียบชาร์จรถยนต์ค่ายต่างๆ ก็ยังแตกต่างกัน ที่สำคัญประเทศไทยก็มีโอกาสเป็นศูนย์กลางการผลิต EV ได้ แต่ปัจจัยทั้งหมดข้างต้นต้องเกิดขึ้นครบก่อน

ส่วนแผนการนำเข้า Luxury Pickup ในตระกูล X Class เข้ามาจำหน่ายในประเทศไทยนั้น ตอนนี้ยังไม่มีแผน ส่วนเรื่องอนาคตยังไม่สามารถตอบได้เช่นกัน

สรุป

บริษัทรถคงมองกันไปถึงปี 2560 แล้ว เพราะปีนี้วิกฤติหนักจริงๆ แต่ถ้ามองไปที่กลุ่มรถยนต์หรูแล้ว โอกาสที่ตลาดจะฟื้นตัวกลับมาก็คงไม่ใช่เรื่องยาก เพราะกลุ่มซื้อรถหรูก็มีคนที่เศรษฐกิจซบยังไงก็ไม่กระทบอยู่แล้ว ดังนั้นคงลุ้นแค่ชนชั้นกลาง หรือกลางบน ที่ถ้าเศรษฐกิจดี พวกเขาก็น่าจะยกระดับชีวิตตัวเองกันบ้าง

ส่วนเรื่อง X Class ใครอยากได้ก็เตรียมติดต่อ Grey Market ไว้เลยนะครับ

 

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/benz-eyes-on-luxury-car-2017/