คลังเก็บป้ายกำกับ: THAI

Cashless Society ในไทยเกิดยาก เหตุผู้บริโภคเรียนรู้ช้า แถมแรงจูงใจยังน้อย

ประเด็น Cashless Society กลายเป็นเรื่องที่ถูกพูดถึงตลอดในช่วงนี้ เพราะมันเป็นหนึ่งในนโยบาย 4.0 ของรัฐบาล แต่คนไทยจะก้าวไปถึงจุดนั้นได้จริงเหรอ?

ภาพ pixabay.com

ATM อีกดูดต้นทุนบริหารเงินสดของธนาคาร

ผู้อ่านบางท่านคงเห็นประโยชน์ของ Cashless Society กันไปบ้างแล้ว แต่สำหรับท่านที่นึกไม่ออก ประโยชน์ของ Cashless Society ก็ตรงกับคำแปล นั่นคือสังคมที่ไม่มีเงินสด พอไม่มีเงินสด อะไรๆ ที่แย่ๆ และมีเงินสดเข้ามาเกี่ยวข้องก็แทบจะหายไปในทันที

ยกตัวอย่างง่ายๆ คือเรื่อง “คอรัปชั่น” เพราะเมื่อไม่มีเงินสด การจะโกงกิินมันก็ยากขึ้นระดับหนึ่ง ผ่านการตรวจสอบทางการเงินที่ชัดเจน หรือไม่ก็เรื่อง “ต้นทุนบริหารจัดการเงินสด” เนื่องจากสถาบันการเงินต้องเสียค่าใช้จ่ายส่วนนี้เยอะมาก ทั้งๆ ที่ปัจจุบันก็มี Solution มากมายมาช่วยแก้ปัญหา

ฐากร ปิยะพันธ์ ประธานกรรมการ กรุงศรี คอนซูมเมอร์

ฐากร ปิยะพันธ์ ประธานกรรมการ กรุงศรี คอนซูมเมอร์ ยอมรับว่า ตู้ ATM คืออีกบริการที่มีค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง เพราะในแต่ละปีต้นทุนการบริหารจัดการเงินสด เช่นการขนส่งเงิน ก็อยู่ที่ 9,000 ล้านบาท รวมถึงประเทศไทยที่ตั้ง ATM กว่า 50,000 ตู้ ก็คิดเป็นมูลค่ากว่า 20,000 ล้านบาทเลยทีเดียว

Cash หายไป Cryptocurrency จะเข้ามาแทน

“เงินที่อยู่ในตู้ ATM ตอนนี้รวมมูลค่าราว 2 แสนล้านบาท ถือว่าเยอะมาก และจริงๆ เงินก้อนนี้มันน่าจะหมุนเวียนไปในทิศทางอื่นได้ ไม่ใช่รอแค่ผู้บริโภคมากดใช้ แต่ถ้าเงินเหล่านี้หายไป และผู้บริโภคไปใช้การโอน-จ่ายผ่าน Application ทั้งหมด โอกาสที่ Cryptocurrency จะเข้ามามีบทบาทมากขึ้นก็มีสูง”

ภาพ pixabay.com

ขณะเดียวกันการกระตุ้นผู้บริโภคให้มาใช้งานบัตรเครดิต และเดบิต เพื่อเดินหน้า Cashless ก่อนหน้านี้ก็ยังยาก เพราะถึงปัจจุบันก็มี Active Card เพียง 20 ล้านใบ แต่สัดส่วนของคนที่มีบัตรเทียบกับประชากรทั้งหมดนั้นน้อยมาก และแม้จะส่งนวัตกรรมใหม่ๆ มา เช่น Tap to Pay หรือ Scan to Pay ก็ไม่ได้จูงใจผู้บริโภคนัก

กระตุ้นให้ถูกจุด อาจเปลี่ยนพฤติกรรมได้

ส่วนตัวมองว่า Cashless Society ก็ยังมีโอกาสเกิดในประเทศไทยได้ หากหน่วยงานรัฐ และสถาบันการเงินออกนโยบายกระตุ้นให้ตรงจุด ไม่ว่าจะเป็นการสั่งให้พนักงานเข้าไปประกบกับร้านค้า เพื่อสอนการรับชำระเงินด้วยบัตร และ Application จนคุ้นชิ้นให้ได้ ส่วนฝั่งผู้บริโภคก็ต้องมีสิทธิประโยชน์ต่างๆ เข้ามาจูงใจเพื่อเปลี่ยนพฤติกรรมด้วย

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/slow-interested-cashless-in-thailand/

Advertisements

คนไทยมีช่องว่างหางานสูงมาก พนักงานออฟฟิศยังเป็นที่ต้องการ แต่ทั้งตลาดว่างงานเพิ่มเกือบแสนคน

ถ้าพูดถึงเศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งปีหลัง หลายสำนักก็จะบอกว่าดีขึ้น แต่ถ้าไปดูตัวเลขคนว่างงานทุกภาคส่วน จะพบว่าตกงานเพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว 85,000 คน ในขณะที่ JobsDB.com ระบุว่า พนักงานออฟฟิศยังเป็นที่ต้องการของตลาด

Photo: Flickr.com by David Alexander Arnavat

หลายประเทศในอาเซียนซบเซา แต่เราเติบโต

แม้ว่าตัวเลขการคาดการณ์ของธนาคารโลกจะบอกว่า เศรษฐกิจไทยปี 2560 จะดีขึ้น GDP จะอยู่ที่ 3.5% ส่วนปีที่แล้วอยู่ 3.2% แต่ตัวเลขคนว่างงานโดยสำนักงานสถิติแห่งชาติ (ในเดือนกรกฎาคม 2560) ระบุว่า คนไทยว่างงานเพิ่มขึ้น 476,000 คน เพิ่มจากปีที่แล้วกว่า 85,000 คน แต่ต้องบอกว่าตัวเลขเหล่านี้เป็นภาพรวมของตลาดแรงงานทั้งหมด ถ้าเจาะไปเฉพาะพนักงานออฟฟิศ (White Collar) จะพบว่ายังเป็นที่ต้องการของตลาดมาก เราพาไปดูผลสำรวจจาก JobsDB.com ที่ได้ศึกษาเรื่องนี้ไว้

ก่อนอื่นผลสำรวจของ JobsDB.com นี้ ทำการศึกษาตัวแทนบริษัทกว่า 1,000 คนในอาเซียนและคนหางานอีก 5,000 คน โดยการสำรวจนี้จัดทำในประเทศเวียดนาม ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย สิงคโปร์ อินโดนีเซีย และประเทศไทย

ผลสำรวจไปในทิศทางใกล้กันคือ 50% ของทุกประเทศในภูมิภาคนี้ต้องการคนมาทดแทนตำแหน่งงานที่ว่างลง ส่วนอีก 22% ต้องการขยายกิจการเพิ่ม นั่นหมายความว่าต้องการจ้างงานเพิ่มมากขึ้น โดย “ไทย” เป็นประเทศอันดับที่ 3 ที่จะมีการจ้างงานเพิ่ม (ขอย้ำว่าในหมวดพนักงานออฟฟิศเท่านั้น) รองลงมาจากเวียดนามและฟิลิปปินส์

นพวรรณ จุลกนิษฐ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท จัดหางาน จ๊อบส์ ดีบี (ประเทศไทย) จำกัด

นพวรรณ จุลกนิษฐ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท จัดหางาน จ๊อบส์ ดีบี (ประเทศไทย) จำกัด ระบุว่า “ถ้าเทียบกับค่าเฉลี่ยของอาเซียนแล้ว ไทยมีอัตราการจะจ้างงานสูงกว่า ส่วนหนึ่งมากจากเศรษฐกิจที่ดีขึ้น อีกส่วนมาจากขยายธุรกิจของผู้ประกอบการ และความเชื่อมั่นของผู้บริโภค”

“แต่ปัญหาคือในไทย ช่องว่างในการหางานยังสูงมาก คือคนหางานกับผู้ประกอบการยังไม่สอดคล้องกัน” หรือพูดอีกแบบคือ ผู้ประกอบการมีความต้องการพนักงานมาเติมเต็มในธุรกิจและกิจการที่ขยายตัวเพิ่มขึ้น แต่ในด้านคนหางานยังไม่สามารถเข้าถึงข้อมูล หรือรับรู้ รวมทั้งยังมีทัศนคติที่แตกต่างออกไปค่อนข้างมาก

ช่องว่างหางานสูง ผู้ประกอบการ vs คนหางาน

จากการสำรวจทำให้เห็นภาพชัดขึ้น ถ้าเทียบการคาดการณ์ตลาดของฝั่ง “ผู้ประกอบการ” กับ “คนหางาน” จะชัดเจนมากขึ้น

เริ่มจากภาพรวมเฉลี่ยของตลาดที่ผู้ประกอบการให้คะแนนอยู่ที่ 4.3 ส่วนทางฝั่งคนหางานให้คะแนนเพียง 3.43 จาก 7 คะแนนเต็มทั้งคู่

ผลสำรวจระบุว่า ในด้านผู้ประกอบการไทยที่ให้คะแนนภาพรวมตลาดดีขึ้นเพราะมองเศรษฐกิจเป็นบวก ยิ่งถ้าเทียบกับประเทศในอาเซียนจะชัดเจนมาก เพราะไทยเป็นประเทศที่จะขยายกิจการและจ้างงานเพิ่มที่ 43% ส่วนค่าเฉลี่ยของประเทศในอาเซียนอยู่ที่ 22% เท่านั้น

ส่วนในด้านคนหางานที่ให้คะแนนออกมาค่อนข้างต่ำ มาจากปัจจัยหลายประการด้วยกันคือ ความท้าทายจากการแข่งขันในสายงานที่เพิ่มมากขึ้น ตลาดงานที่มีความหลากหลายมากขึ้น-ต้องการทักษะที่หลากหลาย และอีกอย่างคือธุรกิจสตาร์ทอัพจะประสบความสำเร็จและเติบโตได้ดี ทำให้การทำงานในบริษัทเป็นเรื่องที่คนหางานมองว่าน่าจะมีความต้องการต่ำ

แต่ในความเป็นจริงไม่เป็นเช่นนั้น เพราะผลสำรวจของ JobsDB.com ยืนยันว่าภาคธุรกิจยังต้องการพนักงานออฟฟิศเป็นจำนวนมาก (ดูได้จากตัวเลขผลสำรวจของไทยที่พุ่งสูงขึ้นกว่าค่าเฉลี่ยอาเซียน)

ธุรกิจสายสุขภาพ-ไอที มาแรง แต่คนไทยถูกผลิตน้อยเกินไป

ผลสำรวจยังบอกอีกว่า ธุรกิจที่จะมาแรงในอนาคต (ศึกษาจากทั้งมุมผู้ประกอบการและคนหางาน) คือธุรกิจสุขภาพและไอที

สำหรับธุรกิจสุขภาพ ผลสำรวจพบว่า ผู้ประกอบการให้คะแนน 7 เต็ม 7 หมายความว่า ธุรกิจจะขยายตัวอย่างมาก ส่วนเหตุผลมาจากการที่ไทยเป็นฮับด้านสุขภาพ มีการบริการทางการแพทย์ที่ดี และราคาเหมาะสม ไม่แพงเกินไป ส่วนด้านคนหางานก็เช่นเดียวกัน ให้คะแนนถึง 6 เต็ม 7 แต่ปัญหาของประเทศไทยคือ ยังผลิตคนเหล่านี้ออกมาไม่มากพอต่อความต้องการของตลาด ส่วนสายไอที เป็นเรื่องที่เข้าเห็นแนวโน้มอย่างดีในโลกยุคดิจิทัล แต่ไทยก็ยังผลิตไม่ทัน ดูเพิ่มเติมได้ที่นี่

ทักษะที่สูงขึ้นคือสิ่งสำคัญของการหางานในอนาคต

ทักษะที่ตลาดต้องการจากคนหางานทั้งหลาย นอกจากความรู้ลึกๆ ในศาสตร์สาขานั้นแล้ว แต่การเปิดกว้างเป็นสิ่งสำคัญสูงสุด การเปิดรับสิ่งใหม่ๆ จะเป็นการต่อยอดทักษะได้อีกมาก แต่ทั้งนี้การเปิดกว้างต้องมาพร้อมกับทักษะภาษาอังกฤษที่สามารถสื่อสารได้ เพราะความรู้ในโลกยุคใหม่อยู่ในภาษาอังกฤษไม่น้อย การไม่รู้ภาษาอังกฤษจึงหมายความว่า คุณจะไม่รู้ข้อมูลอีกมากที่เป็นประโยชน์ ส่วนอย่างสุดท้ายคือ การรู้จักเทคโนโลยี คือคุณต้องก้าวข้ามการใช้โปรแกรมพื้นฐานอย่าง Microsoft Office ไปแล้ว แต่ต้องมีความสามารถในการใช้เทคโนโลยีที่หลากหลาย และพร้อมจะรับไอทีใหม่ๆ ที่จะเกิดขึ้นในสายงานของคุณด้วย

สรุป

แม้ปีนี้ภาพรวมตลาดแรงงานไทยจะตกงานเพิ่มขึ้น แต่ไทยก็เป็นประเทศที่จะมีการขยายการจ้างงานสำหรับ White Collar มากขึ้น ผู้ประกอบการให้ความเชื่อมั่นสูง นั่นหมายความว่า จะมีการจ้างงานเกิดขึ้นจำนวนมากขึ้นในคนกลุ่มนี้ แต่ปัญหาคือคนหางานทั้งหลายยังเข้าไม่ถึงสิ่งเหล่านี้

ทางออกที่เป็นไปได้ในขั้นแรกคือ เหล่าผู้ประกอบการและบริษัทที่ต้องการจ้างงานทั้งหลายต้องทำสิ่งที่เรียกว่า “Company Branding” มากกว่านี้ เพราะต่อให้คนรู้จักแบรนด์สินค้าของคุณ แต่ถ้าไม่รู้จักบริษัทของคุณ โอกาสที่จะดึงคนเก่งๆ เข้ามาในบริษัทก็จะเป็นเรื่องยาก

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/thai-job-white-collar/

ครบรอบ 5 ปี ‘Clash of Clans’ พร้อมเปิดตัวภาคภาษาไทยเป็นครั้งแรก

 

(ซ้ายไปขวา) นายกฤตธี มโนลีหกุล, อั้ม-พัชราภา ไชยเชื้อ และนาย จีฮง ลี

ซูเปอร์เซลล์ ผู้พัฒนาแอปพลิเคชันเกมจากประเทศฟินแลนด์ จับมือกับบริษัท เทนเซ็นต์ (ประเทศไทย) จำกัด จัดงานฉลองครบรอบ 5 ปี เกม Clash of Clans (เปิดตัวเป็นครั้งเเรกเมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2555) พร้อมเปิดตัวเกมเวอร์ชั่นภาษาไทยอย่างเป็นทางการครั้งเเรก ตั้งเป้าเป็นเกมยอดนิยมในดวงใจของคนไทย ด้วยกลยุทธ์การทำตลาดผ่านช่องทางออนไลน์และโซเชียลมีเดียทั้ง Facebook และ YouTube ในปีนี้

นาย จีฮง ลี โกลบอล เอ็กซ์แพนชัน เซาท์อีสเอเชีย บริษัท ซูเปอร์เซลล์ กล่าวว่า “เกม Clash of Clans เปิดให้บริการครั้งแรกในระบบ iOS เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2555 และเปิดให้บริการในระบบ Android เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2556 โดยปัจจุบันได้กลายเป็นเกมแนววางแผนธีมแฟนตาซียอดนิยมบนมือถือ และมีการแปลเป็นภาษาต่างๆ กว่า 20 ภาษา ซึ่งในวันนี้ Clash of Clans ได้แปลเป็นภาษาไทยแบบสมบูรณ์ พร้อมให้คอเกมส์ในเมืองไทยได้ประลองฝีมือ เพื่อเปิดประสบการณ์ใหม่ชาวไทย ทั้งนี้เราได้เปิด Facebook Fanpage  (www.facebook.com/clashofclansthofficial/) และช่อง YouTube เวอร์ชั่นภาษาไทย เมื่อช่วงต้นเดือนสิงหาคมที่ผ่านมาด้วย”

ด้านนายกฤตธี มโนลีหกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท เทนเซ็นต์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “อุตสาหกรรมเกมออนไลน์ในภาคพื้นเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และประเทศไทย นับเป็นกลุ่มประเทศที่มีอัตราการเติบโตอย่างรวดเร็วมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ข้อมูลจากรายงานของบริษัท Newzoo ที่จัดทำร่วมกับบริษัท Global Mobile Game Confederation เผยว่า ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นภูมิภาคที่ตลาดเกมมือถือเติบโตรวดเร็วที่สุดในโลก โดยรายได้ในอุตสาหกรรมเกมบนมือถือเติบโตกว่า 45.3% ซึ่งมากกว่า 3 เท่าของอัตราเฉลี่ยทั่วโลกที่ 14.6%

ในส่วนของการโปรโมทเกม Clash of Clans เวอร์ชั่นภาษาไทย ภายใต้การบริหารงานด้านการตลาดของเทนเซ็นต์ (ประเทศไทย) นั้น นายกฤตธีกล่าวว่า “เทนเซ็นต์ (ประเทศไทย) เป็นผู้ให้บริการด้านแพลตฟอร์มด้านข่าวและด้านเอ็นเตอร์เทนเม้นท์และมัลติมีเดีย นอกจากนี้ ยังให้บริการด้านดิจิทัลเอเจนซี่ ซึ่งถือเป็นส่วนผสมที่ดีที่จะทำให้เราสามารถโปรโมทเกม Clash of Clans ให้ประสบความสำเร็จ”

นอกจากนี้ นายจีฮง ลี ได้กล่าวถึงการเปิดตัวเกม Clash of Clans ภาคภาษาไทยด้วยว่า “ประเทศไทยเป็นตลาดที่สำคัญมากที่สุดในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เป็นประเทศที่พิเศษ คุณมีตัวอักษรของคุณเอง ได้รับอิทธิพลจากกระแสโลกน้อยมากเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ด้วยกัน ด้วยความที่ซูเปอร์เซลล์เป็นทีมงานเล็กๆ และเรามุ่งที่จะทำทุกสิ่งทุกอย่างให้ “สมบูรณ์แบบ” มันก็เลยใช้เวลานาน แต่หลังจาก 5 ปีผ่านไป เราได้มาถึงจุดๆ นี้ได้ในที่สุด”

สำหรับภายในงานฉลองครบรอบ 5 ปี ยังมีซุปตาร์สาว “อั้ม-พัชราภา ไชยเชื้อ” หัวหน้าแคลน OKS The Great หนึ่งในแฟนพันธุ์แท้ของ Clash of Clans มาร่วมโชว์แบทเทิลรอบพิเศษกับแคลชเชอร์ชื่อดัง ZatanZ ZadistiX บนเวที สร้างสีสันให้ผู้ร่วมงานด้วย

 

 
Source: thumbsup

from:http://thumbsup.in.th/2017/08/clash-of-clans-5th-anniversary-thai-version/

#ต่ำตม ควง #ป้าซุ่ม ขึ้นแท่น Hot Hashtag โลกโซเชียลไทย ยอดใช้สูงสุด 5,000 ข้อความต่อวัน

โธธ โซเซียล” โชว์สถิติน่าทึ่ง 2 ป้ายคำ Hashtag ยอดฮิตในสัปดาห์ที่ผ่านมาอย่าง #ต่ำตมไม่หยุด #ป้าซุ่มทุ่มไม่อั้น ปรากฏว่าตั้งแต่วันที่ 8-12 กรกฎาคมที่ผ่านมา มีข้อความที่พูดถึงประเด็นดราม่าทั้ง 2 เรื่องเฉลี่ยมากกว่า 5,000 ข้อความต่อวัน โดย 2 Hashtag นี้ถูกยกเป็นปรากฏการณ์กระแสยอดฮิตที่ไม่ธรรมดาของสังคมไทยเรียบร้อย

บริษัท โธธ โซเซียล จำกัด ผู้ให้บริการข้อมูลโซเชียลครบวงจร แสดงสถิติในภาพรวมว่า #ต่ำตมไม่หยุด ถูกใช้งานรวม 16,420 ครั้ง ขณะที่ #ป้าซุ่มทุ่มไม่อั้น ถูกใช้งาน 9,300 ครั้ง (สถิติถึงวันที่ 14 ก.ค.) โดยช่องทางที่มีคนติดตามข่าวสารมากที่สุดคือ Twitter 75%, Facebook 16% และช่องทางอื่นๆ Instagram และ YouTube รวมกัน 9%

ไม่เพียงบทสรุปว่าช่องทางส่วนใหญ่ที่คนใช้ติดตามข่าว 2 Hashtag นี้คือ Twitter แต่โธธ โซเซียลได้คำนวณอัตราการแพร่กระจายของข่าวหรือ Growth rate ของทั้ง 2 Hashtag พบว่า

• #ต่ำตมไม่หยุด : เริ่มมีประเด็นตั้งแต่ 8 ก.ค. และเข้าสู่ช่วงสูงสุดหรือพีคที่ 9 ก.ค. คือมีการใช้ Hashtag มากถึง 6,299 ครั้ง, 10 ก.ค. อีก 3,978 ครั้ง โดยช่วงแรกหรือ Stage I มีการทวีตข้อความชั่วโมงละ 262 ครั้ง ช่วงที่ 2 หรือ Stage II มีการทวีตข้อความชั่วโมงละ 166 ครั้ง

• #ป้าซุ่มทุ่มไม่อั้น : เริ่มมีประเด็นตั้งแต่ 11 ก.ค. 3,847 ครั้ง, 12 ก.ค. 4,247 ครั้ง ช่วงแรกหรือ Stage I มีการทวีตข้อความชั่วโมงละ 160 ครั้ง ช่วงที่ 2 หรือ Stage II มีการทวีตข้อความชั่วโมงละ 180 ครั้ง

จากอัตรา Growth rate จะเห็นได้ว่า ช่วงแรกกระแส #ต่ำตมไม่หยุด ใน Stage แรกมีการพูดถึงมากกว่า #ป้าซุ่มทุ่มไม่อั้น สาเหตุหนึ่งอาจจะเกิดจากการดาราที่มีผลต่อเรื่องนี้โดยตรงเป็นคนเริ่มต้นเรื่องราวและให้เริ่ม Hashtag นี้เอง แต่ในช่วง Stage ที่สองจะเห็นได้ว่า #ป้าซุ่มทุ่มไม่อั้น มีอัตราการถูกใช้งานมากกว่า เนื่องจากเรื่องราวของ Hashtag นี้เป็นเรื่องที่ทำให้หลายคนเซอร์ไพร์สอยู่ไม่น้อย จึงได้มีการเรียบเรียงสถานการณ์ตั้งแต่ต้นจนถึงปัจจุบันเพื่อให้ได้ไม่งงกันว่าแต่ละคนที่เกี่ยวข้องกับ Hashtag นี้มีความสำพันธ์กันอย่างไร เรียกได้ว่า มาทีหลังแต่ดังกว่า

อีกข้อมูลที่น่าสนใจจากปรากฏการณ์ #ต่ำตม และ #ป้าซุ่ม คือข้อความที่เป็น Top message ที่ถูกรีทวีตมากที่สุด โดย #ต่ำตมไม่หยุด มี 3 ข้อความที่ได้แชมป์ไป ได้แก่

1. “ยุคนั้นโฟร์ดังมากนะ ไม่แปลกที่นางจะบอกว่าตัวเองเพอร์เฟ็กต์ระดับนึง เราว่านางดังกว่าพิชมาก สิบปีผ่านไปโฟร์ก็ยังดังกว่าพิชอยู่ดี #ต่ำตมไม่หยุด” Retweet 29,588 ครั้ง จาก Account Hideko_sunshine

2. “เรื่องพิชญ์-โฟร์ นี่ทำให้รู้เลยว่าถึงเวลาจะผ่านไปนานแต่อดีตมันย้อนกลับมาได้ และพลอย หอวังไม่น่าลดตัวมาเล่นประเด็นนี้ #ต่ำตมไม่หยุด” Retweet 21,385 ครั้ง จาก Account alivegene

3. “เค้าก็พูดถึงข้อดีป่ะว่ะแกรรรรร😏 #ต่ำตมไม่หยุด” Retweet 21,173 ครั้ง จาก Account MMAYMYY

สำหรับ #ป้าซุ่มทุ่มไม่อั้น ข้อความที่เป็น Top message ที่ถูกรีทวีตมากที่สุด 3 อันดับแรกคือ

1. “มาๆ สรุปใครเป็นใครในเรื่องนี้ ตัวละครเยอะจังเลยค่ะ😂 ปวดหัวมาก555555555555555555 #ป้าซุ่มทุ่มไม่อั้น นี่ภาคต่อ #ต่ำตมไม่หยุด สินะ😂😂” Retweet 31,449 ครั้ง จาก Account aaooommm

2. “มันสนุกตรงที่คนที่ให้คำปรึกษาเรื่องค.รักคนทั้งประเทศคือคนที่เอาเงินฟาดเพื่อให้ได้ผชมาค่ะ 55555 #ป้าซุ่มทุ่มไม่อั้น” Retweet 30,215 ครั้ง จาก Account poom_kei

3. “กูว่าสะดุ้งกันทั้งตึกแกรมมี่ 55555555 #ป้าซุ่มทุ่มไม่อั้น” Retweet 29,435 ครั้ง จาก Account misslotus77

ไม่ว่าบทสรุปจากปรากฏการณ์ #ต่ำตม และ #ป้าซุ่ม จะสะท้อนมุมมองที่หลากหลายเพียงใด แต่ท้ายที่สุดแล้ว คนไทยก็จะลืมเรื่องนี้ไปและมี Hashtag ใหม่เกิดมาแทนในไม่กี่อึดใจ

ที่มา: Thoth Zocial

 
Source: thumbsup

from:http://thumbsup.in.th/2017/07/thai-hot-hashtag-thoth-zocial/

อัตราการเกิดต่ำ ทำเศรษฐกิจชะลอตัว จากสหรัฐฯ มาญี่ปุ่น ถึงไทย

เศรษฐกิจขนาดใหญ่อย่างสหรัฐอเมริกากำลังจะพบกับหายนะเหมือนกัน เพราะอัตราการเกิดมีแนวโน้มลดต่ำลงเป็นประวัติการณ์ ในขณะที่ญี่ปุ่นและไทยนำหน้าไปก่อนแล้ว แถมยังจะเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุในอีกไม่ช้า

Photo: Pixabay

อัตราการเกิดต่ำ ทำแนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐฯ แย่แน่

อ้างอิงจากศูนย์ข้อมูลการควบคุมโรคในสหรัฐอเมริกา พบว่า อัตราการเจริญพันธุ์ในสหรัฐฯ มีระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ ในปี 2016 มีอัตราการเกิดต่ำกว่าปี 2015 ถึง 1% ตัวเลขอาจดูน้อยแต่ถ้าดูที่จำนวนผู้หญิงในวัย 15 – 44 ปี พบว่า ในจำนวนนี้มีอัตราการเจริญพันธุ์อยู่ที่ 62 คน ต่อ 1,000 คนเท่านั้น

อัตราการเกิดที่ต่ำลงนี้ เป็นสัญญาณถึงเศรษฐกิจที่มีแนวโน้มจะชะลอตัว ผู้เชี่ยวชาญด้านแนวโน้มทางประชากรศาสตร์ ถึงกับบอกว่า “อัตราการเกิดที่ลดลงนี้เป็นสัญญาณถึงจุดเริ่มต้นของหายนะทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะสหรัฐฯ ที่มีเศรษฐกิจขนาดใหญ่”

ทีนี้ พอไปดูที่คนรุ่นใหม่หรือที่เรียกกันว่ากลุ่ม Millennials ในสหรัฐฯ ก็พบว่า คนกลุ่มนี้เลือกจำเป็นต้องเลือกที่จะทำงานมากกว่าจะสร้างครอบครัวและมีลูกเหมือนในอดีต นั่นเพราะว่า มีภาระที่ต้องแบกรับไม่ว่าจะเป็นความต้องการในความก้าวหน้าของอาชีพ หรือหนี้ที่มาจากการกู้ยืมเรียนในมหาวิทยาลัย ด้วยภาระเหล่านี้ทำให้คนรุ่นใหม่ในสหรัฐฯ ไม่สามารถเลือกทำทั้ง 2 อย่างคือ มีลูกและทำงานหาเงิน แต่ต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง และแน่นอนด้วยความจำเป็นทางเศรษฐกิจ “งานคือเงิน เงินคืองาน บันดาลสุข” ย่อมมาก่อนปัจจัยอื่นทั้งปวง

Photo: Pixabay

ทางออกก็ไม่ใช่อะไรอื่น นักประชากรศาสตร์ ระบุว่า “รัฐเพียงต้องส่งนโยบายที่เหมาะกับการสร้างครอบครัวมากขึ้น หากต้องการเพิ่มอัตราการเจริญพันธุ์”

Richard Jackson ประธานกลุ่สถาบันวิจัยไม่แสวงหาผลกำไร บอกไว้ว่า ประเทศที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในเรื่องการงานและครอบครัว คือการปรับบทบาทของผู้หญิง ถ้าเป็นแม่ก็สามารถทำงานได้ด้วย ประเทศที่ทำสิ่งเหล่านี้มีอัตราการเจริญพันธุ์สูงขึ้น เพราะผู้หญิงสามารถทำงานได้มากขึ้นนั่นเอง

ขยายความกันอีกสักนิดคือ ภายใต้สภาวะเศรษฐกิจที่มีความเหลื่อมล้ำสูงอย่างในสหรัฐอเมริกา ทางออกของปัญหานี้จึงต้องเป็นการให้สิทธิพิเศษบางอย่างกับผู้หญิงที่ต้องการมีลูก เช่น สิทธิการลางานไปเลี้ยงลูก สิทธิการลาคลอดที่เหมาะสม หรือในขณะเดียวกัน ในแง่นี้ก็รวมถึงผู้ชายด้วย หากผู้ชายต้องการปรับบทบาทไปเป็น “พ่อบ้านเลี้ยงลูก” ก็ต้องสามารถทำได้ในโลกศตวรรษที่ 21 แต่สิ่งสำคัญคือ รัฐต้องมองให้เห็นปัญหาการงานและการมีลูกของคนรุ่นใหม่ตรงนี้เสียก่อน

Photo: Pixabay

ไม่ใช่แค่สหรัฐฯ ญี่ปุ่น-ไทยนำมาก่อน แต่ไทยดูท่าจะแย่กว่า

ในญี่ปุ่นก็คล้ายกับไทยคือ กำลังจะเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ฉะนั้นเศรษฐกิจจะชะลอตัวลงจากการผลิตที่ต่ำลงแน่นอนอยู่แล้ว เพราะผู้สูงอายุมีจำนวนมาก ในขณะที่อัตราการเกิดน้อยลง นักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์ว่า แนวโน้มประชากรในญี่ปุ่นลักษณะนี้เปรียบเสมือนระเบิดเวลาและจะส่งผลไปในยังประเทศข้างเคียงอย่างแน่นอน

สำหรับประเทศไทย เรากำลังจะเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุในไม่ช้า อัตราการเกิดที่ต่ำของไทยส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากความจำเป็นเศรษฐกิจ ทำให้ทั้งในปัจจุบันและอนาคตอันใกล้ (อาจจะระยะยาวด้วย) เราจะขาดแคลนแรงงานรุ่นใหม่ในหลายภาคธุรกิจ โดยเฉพาะภาคการผลิต แต่ตอนนี้สิ่งที่รัฐไทยกำลังทำคือ “กีดกันแรงงานต่างชาติ” เป็นต้นว่า พ.ร.ก. การบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ. 2560 จนล่าสุดต้องออกมาใช้ ม. 44 ในการชะลอการใช้กฎหมายนี้ไป 120 วัน

สิ่งนี้สะท้อนว่ารัฐไทยมีสายตาที่สั้นและคับแคบ เพราะยังมองไม่เห็นปัญหาที่จะเกิดขึ้นจากการ(กำลังจะ)ขาดแคลนแรงงานในภาคการผลิตจากอย่างน้อยสองปัจจัยคือ อัตราการเกิดต่ำและการก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ เศรษฐกิจไทยจะไปทางไหน ถ้ารัฐไทยยังเดินหน้ากีดกันแรงงานต่างชาติ

เชื่อว่า ประชาชนชาวไทยน่าจะพอมองเห็นอนาคตของตัวเองกันแล้วใช่ไหม?

อ้างอิง – Business Insider

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/birth-rate-low-economics/

เปิดผลศึกษาจัดกลุ่มนักช้อปออนไลน์ รับมือได้ ยอดขายปัง

วันนี้เรามี Infographic น่าสนใจตัวหนึ่งจาก iPrice เว็บค้นหาสินค้าออนไลน์ยักษ์ใหญ่มาฝากกันค่ะ โดยทาง iPrice ได้ทำการศึกษาพฤติกรรมของผู้บริโภคชาวไทยและจัดกลุ่มพวกเขาตามพฤติกรรมการบริโภคสินค้าออนไลน์ เราจึงอยากชวนมาดูกันว่า iPrice พบข้อมูลที่น่าสนใจเกี่ยวกับผู้บริโภคสินค้าออนไลน์อย่างไรบ้าง

  • อีคอมเมิร์ซตอบโจทย์กลุ่มคนรักสบาย

ร้านค้าอีคอมเมิร์ซได้เข้ามาตอบโจทย์คนไทยที่รักความสบายได้อย่างดี โดยกลุ่มคนรักสบายมีสูงถึง 62.5% เลยทีเดียว รองลงมาคือกลุ่มนักล่าดีลที่มองหาสินค้าราคาถูกในโลกออนไลน์ และเปรียบเทียบราคาก่อนซื้อทุกครั้ง

  • ค้นหาข้อมูลได้ง่ายดายด้วย Google

การสำรวจนี้พบว่าผู้บริโภคใช้ Google, Yahoo, Bing ในการหาข้อมูลสูงถึง 77% อีกหนึ่งกลุ่มที่น่าสนใจก็คือกลุ่มที่เป็นแฟนคลับบรรดา Influencer ซึ่งจะเชื่อในคำโฆษณา และนำมาประกอบการตัดสินใจซื้อสินค้า โดยกลุ่มนี้มีขนาดประมาณ 21%

  • พ่อคนล้าสมัยนิยมจ่ายเงินผ่านธนาคาร

ถึงแม้ว่าประเทศไทยจะมีการพัฒนาเทคโนโลยีไปไกล แต่ถ้าหากพูดถึงการชำระค่าสินค้าออนไลน์ ผู้ซื้อชาวไทยยังคุ้นเคยกับการโอนเงินผ่านธนาคารมากกว่า 50% โดยระบุว่าการโอนเงินผ่านธนาคารนั้นมีความน่าเชื่อถือมากกว่าการชำระค่าสินค้าด้วยระบบอื่นๆ จึงทำให้การชำระค่าสินค้าผ่านทางธนาคารนั้นได้รับความนิยมเป็นอันดับหนึ่ง

ถ้าหากคุณเป็นคนหนึ่งที่ขายสินค้าออนไลน์ คำถามที่คุณจะถูกถามบ่อยที่สุดก็คือ “คุณมีบัญชีธนาคาร XXX ไหม ผมจะได้ไม่ต้องจ่ายค่าโอนต่างธนาคาร”

  • ลูกค้าชอบส่งแบบลงทะเบียน 

การจัดสั่งสินค้าให้ลูกค้าชาวไทย สิ่งที่สำคัญเป็นอันดับต้น ๆ คือ Tracking Code ที่ลูกค้าต้องการ (56%) สำหรับการติดตามสินค้าเพื่อจะได้ทราบวันที่สินค้าจะจัดส่งอย่างแน่นอน นอกจากนี้มันยังช่วยคลายกังวลว่าสินค้าจะสูญหายหรือไม่ด้วย (และจะให้ดี ทางร้านค้าควรออกค่าจัดส่งให้ด้วย)

  • ชาวเน็ตนิยมบอกเล่าหลังได้รับสินค้า

เมื่อได้รับสินค้าเป็นที่เรียบร้อยแล้ว 34% ของลูกค้าจะเขียนเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับสินค้าที่ได้ซื้อมาใน Social Media ของตนเอง ผ่านการรีวิว, ภาพถ่าย, หรือแม้กระทั่งเขียนแคปชั่นเก๋ๆ เพื่อโชว์สินค้าให้แก่คนอื่นๆ ได้รับรู้ โดยมีเพียง 17% ของคนไทยที่ซื้อสินค้ามาแล้วจะอ่านคู่มือการใช้และหาวิธีการใช้ให้แน่นอน

  • คนไทยเป็นคนตรง ชอบรีวิวแบบตรงไปตรงมา

ทั้ง 6 ข้อนี้คือบทสรุปของผลการศึกษาพฤติกรรมของผู้ซื้อสินค้าออนไลน์ชาวไทยที่ทาง iPrice นำมาฝากกัน ซึ่งก็หวังว่าร้านค้าออนไลน์จะสามารถนำไปปรับใช้กับการทำธุรกิจได้ไม่มากก็น้อยนะคะ

 
Source: thumbsup

from:http://thumbsup.in.th/2017/07/iprice-infographic-behavior-thais-online-shopper/

เตรียมพร้อม! JD.com คู่แข่ง Alibaba วางแผนบุกไทยก่อนปลายปีนี้

JD.com Inc นั้นเป็นบริษัทอีคอมเมิร์ซอันดับ 2 ของจีน ล่าสุดซีอีโอผู้ก่อตั้ง JD.com ให้สัมภาษณ์สื่อใหญ่อย่าง Reuters ว่าจะลงทุนในประเทศไทยช่วงปลายปีนี้ เบื้องต้นยังไม่เปิดเผยแผนแต่ยอมรับว่าจะเป็นเม็ดเงินที่น้อยกว่างบลงทุนในอินโดนีเซีย

ผู้เปิดเผยแผนนี้ของ JD.com คือ Richard Liu ซีอีโอผู้ก่อตั้ง JD.com Inc ที่ระบุว่า JD.com จะใช้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางในการให้บริการประเทศอื่นในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทั้งเวียดนามและมาเลเซีย โดยไม่เพียงเทเงินลงทุนจำนวนมาก แต่บริษัทจะมองหาพันธมิตรธุรกิจที่ดีที่สุดด้วย

แน่นอนว่าพันธมิตรของ JD.com ไม่มีทางเป็น Lazada เพราะ Alibaba ควักเงินซื้อกิจการ Lazada ไปแล้วตั้งแต่ปี 2016 โดยซีอีโอ JD.com เชื่อมั่นว่าบริษัทจะสามารถแข่งขันกับ Alibaba ได้แน่นอนในตลาดอาเซียน

“เมื่อครั้งบริษัทเข้าสู่วงการธุรกิจอีคอมเมิร์ซเมื่อ 12 ปีที่แล้ว Alibaba เป็นเจ้าพ่อผู้ให้บริการรายใหญ่ในขณะนั้น แต่ JD.com ก็ยังสามารถยืดหยัดให้บริการได้ดี” โดยบอกว่าหาก JD.com ไม่ได้ดำเนินกลยุทธ์ผิดพลาดระดับร้ายแรง ก็เชื่อว่าไม่มีคู่แข่งรายใดทำให้ JD.com ได้รับผลกระทบจริงจัง

การขยายธุรกิจสู่อาเซียนของ JD.com เกิดขึ้นหลังจากบริษัทพยายามขยายธุรกิจไปจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภค เช่นกลุ่มสินค้าสำหรับครัวเรือน อาหาร และเครื่องดื่ม นอกจากนี้ยังให้บริการด้านฐานข้อมูล คลาวด์ และบริการปัญญาประดิษฐ์ ตามรอยทั้ง Amazon และ Alibaba

เหตุที่ JD.com จะลงทุนในประเทศไทยน้อยกว่าอินโดนีเซีย เป็นเพราะ JD.com เน้นการสร้างเครือข่ายจัดส่งสินค้าในแดนอิเหนา เนื่องจากอินโดนีเซียถือเป็นตลาดขนาดใหญ่สำหรับ JD.com เมื่อเทียบกับตลาดนอกประเทศจีน

ที่ผ่านมา JD.com ระบุว่าสามารถทำกำไรสุทธิ 355.7 ล้านหยวนหรือประมาณ 1.7 พันล้านบาท ขณะที่รายรับรวมเพิ่มขึ้น 41% เป็น 7.62 หมื่นล้านหยวน หรือราว 3.8 แสนล้านบาท สถิติผู้ใช้รวมคือ 237 ราย

ที่มา: Reuters

 
Source: thumbsup

from:http://thumbsup.in.th/2017/06/jd-com-strategy-thai/