คลังเก็บป้ายกำกับ: THAI

อึ้งไปเลย สั่งออนไลน์ถ้วย YETI รุ่นฮิตส่งไทย บวกภาษี-ค่าส่ง ราคาทะลุ 4,800 บ.

ต้องบอกว่าเป็นบทเรียนการตลาดออนไลน์ที่น่าสนใจมากสำหรับกรณี “ถ้วย YETI” ถ้วยเก็บความเย็นชื่อดังสัญชาติอเมริกันที่ตลาดนัดเมืองไทยขายรุ่นลอกเลียนแบบถ้วนหน้าด้วยราคาหลักร้อย ล่าสุดรูปการณ์เหมือนจะดีเมื่อเว็บไซต์ yeti.com แสดงข้อความภาษาไทยและราคาเงินบาทเพื่อบอกคนไทยว่าพร้อมจัดส่งสินค้าถึงเมืองไทยแล้ว แต่ปรากฏว่าทันทีที่คลิกสั่งซื้อ ราคาแก้วจาก 1,230 บาท พุ่งกระฉูดเป็น 4,823 บาท ผลจากการคำนวณค่าจัดส่งและภาษีสุดโหด

YETI เป็นแบรนด์สินค้าเก็บความเย็นชื่อดังที่มีกลุ่มเป้าหมายดั้งเดิมคือนักตกปลา ปัจจุบันแบรนด์เริ่มเป็นที่รู้จักมากขึ้นต่อเนื่องเพราะชื่อเสียงเรื่องการเก็บความเย็นที่เหลือเชื่อและความทนทาน สำหรับคนไทย ถ้วยน้ำ YETI กลายเป็นที่หมายปองของคนดื่มเครื่องดื่ม เพราะชื่อเสียงว่าสามารถเก็บความร้อนและเย็นได้ข้ามวันข้ามคืน

แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือตลาดนัดเมืองไทยพร้อมใจขายถ้วยติดแบรนด์ YETI แบบไม่สนใจใครในราคาหลักร้อย ทั้งที่แก้ว YETI ของแท้นั้นมีราคาหลักพัน ผู้ค้าหลายรายเปิดรับสั่งทำให้บริษัทพิมพ์ลายเพื่อแจกเป็นของขวัญปีใหม่ และอีกหลายรายที่รับ “พรีออเดอร์” ลายพิเศษซึ่งยิ่งอ่านยิ่งงงว่าพรีออเดอร์จากไหน

เมื่อได้รับความนิยมเช่นนี้ แบรนด์ YETI จึงตัดสินใจประกาศบนหน้าเว็บไซต์ว่าพร้อมจัดส่งสินค้าสู่ประเทศไทยแล้วเมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยแสดงราคาเป็นเงินบาท

YETI ระบุว่าผู้สั่งซื้อสินค้าจากเว็บไซต์ของบริษัทจะได้รับการคำนวณค่าจัดส่งและภาษีในหน้าสุดท้ายเพื่อเช็กเอาท์ อัตราจัดส่งสินค้าข้ามประเทศถูกคำนวณในระดับต่ำ และการันตีว่าผู้สั่งซื้อจะไม่ถูกเรียกเก็บภาษีเพิ่มเติมอีกเมื่อรับสินค้าที่ประเทศไทย

เมื่อทดลองสั่งซื้อ RAMBLER 30 OZ TUMBLER ถ้วยน้ำเก็บความเย็นรุ่นฮิตในตลาดไทย พบว่าจากสินค้าราคา 1,230 บาท ถูกบวกเพิ่มค่าจัดส่ง 2,301 บาท และค่าภาษีอีก 1,292 บาท

ราคานี้ทำให้หลายคนตกใจ แม้แต่คนที่สั่งซื้อสินค้าออนไลน์จากต่างประเทศเป็นประจำและคุ้นเคยดีกับค่าจัดส่งรวมถึงภาษีไม่ธรรมดา แต่สำหรับกรณีของ YETI ทั้งหมดนี้สะท้อนว่าบริษัทนำราคาสินค้ามารวมกับค่าจัดส่งที่ดำเนินการผ่านบริการ Borderfree (1,230 บวกกับ 2,301) แล้วจึงนำราคานี้มาคำนวณภาษี 30% แล้วนำราคาทั้งหมดมาบวกภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% ไม่ได้คำนวณจากเฉพาะราคาสินค้า 1,230 บาท

ราคาถ้วย YETI บนเว็บไซต์อย่างเป็นทางการจึงราคาพุ่งกระฉูด 4,823 บาท เรียกว่าต้องเป็นคนที่อยากได้จริงและไม่มีโอกาสเดินทางไปหิ้วเองที่ต่างประเทศ จึงจะยอมตัดใจสั่งซื้อถ้วยน้ำมหัศจรรย์นี้

สิ่งที่เราสามารถสรุปได้จากกรณีนี้คือแบรนด์ควรใส่ใจทุกรายละเอียด การคิดให้รอบด้านจะเป็นปัจจัยสำคัญในการบุกตลาดใหม่ได้อย่างประสบความสำเร็จ กรณีของ YETI ถือว่าน่าเสียดายมากเพราะไทยเป็นตลาดที่มีความต้องการสูง และช่องทางจำหน่ายส่วนใหญ่ล้วนมีแต่สินค้าลอกเลียนแบบทั้งออนไลน์และออฟไลน์ โดยเฉพาะบนอีคอมเมิร์ซหลักอย่าง Lazada ก็ยังมีวางจำหน่ายแต่ “YETI จีน”

งานนี้ได้แต่ลุ้นว่า YETI จะหันมาปรับปรุงด้านไหนก่อนเพื่อย่อขนาดกำแพงค่าจัดส่งและภาษี ซึ่งหากทำได้ YETI อาจจะมีโอกาสทำตลาดผ่านอีคอมเมิร์ซได้มากขึ้นกว่านี้แน่นอน

ที่มา: YETI

 
Source: thumbsup

from:http://thumbsup.in.th/2017/12/yeti-thai/

Advertisements

เปิดผลสำรวจพบ”ผู้บริโภคไทย” อดทนต่ำต่อความผิดพลาดของแบรนด์

 

ผู้บริโภคยุคใหม่ความอดทนต่ำลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อความผิดพลาดของแบรนด์ ซึ่งประเด็นนี้มีการศึกษาจาก SAP ในหัวข้อ SAP Hybris Consumer Insights Report ประจำปี 2017 ที่พบว่าถ้าต้องแลกกันระหว่างให้เบอร์มือถือกับรายได้เงินเดือน ผู้บริโภคพร้อมจะตัดรำคาญด้วยการบอกรายได้เงินเดือนแทนเสียเลย

โดยการสำรวจครั้งนี้เป็นการศึกษาว่าผู้บริโภคชาวไทยพิจารณาถึงเรื่องใดบ้างเมื่อมีการติดต่อสื่อสารกับแบรนด์ต่างๆ จากผู้บริโภคกว่า 7,000 คนทั่วทั้งภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (APAC) โดยมี 1,000 คนอาศัยอยู่ในประเทศไทย และพบว่า ผู้บริโภคชาวไทยพร้อมที่จะเปลี่ยนใจไปแบรนด์อื่นได้ง่ายกว่าผู้ร่วมการสำรวจจากประเทศอื่นๆ ในอาเซียน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในกรณีที่แบรนด์นั้นๆ เกิดข้อผิดพลาดมากกว่าสองครั้ง โดย 61 เปอร์เซ็นต์ของลูกค้าชาวไทย ลงความเห็นว่าความผิดพลาดมากกว่าสองครั้งของแบรนด์อาจนำไปสู่จุดจบของความสัมพันธ์ ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่สูงกว่าผลสำรวจผู้บริโภคจากประเทศอื่นๆ

นอกจากนี้ ผู้เข้าร่วมการสำรวจจากประเทศไทยยังเป็นหนึ่งในกลุ่มลูกค้าที่เรียกร้องมากที่สุด ในแง่ของความต้องการที่จะได้รับการติดต่อกลับจากแบรนด์ โดยเกือบครึ่งหนึ่งของผู้ร่วมการสำรวจ (48 เปอร์เซ็นต์) คาดหวังการตอบกลับจากแบรนด์ภายในหนึ่งชั่วโมง ในขณะที่ 93 เปอร์เซ็นต์คาดหวังการตอบกลับภายใน 24 ชั่วโมง ซึ่ง SAP ผู้สำรวจวิเคราะห์ว่า ความคาดหวังในระดับที่สูงเช่นนี้ เพราะพวกเขาแชร์ข้อมูลส่วนบุคคลให้กับแบรนด์ ซึ่งข้อมูลในที่นี้ไม่รวมถึงหมายเลขโทรศัพท์มือถือของพวกเขา

ทั้งนี้ 90 เปอร์เซ็นต์เผยว่า พวกเขายินดีที่จะแชร์ข้อมูลกับแบรนด์ภายในประเทศ (85 เปอร์เซ็นต์ ยินดีที่จะแชร์ข้อมูลกับแบรนด์ต่างประเทศ) อย่างไรก็ดี 43 เปอร์เซ็นต์ เลือกที่จะแชร์ข้อมูลรายได้ต่อเดือนมากกว่าการให้หมายเลขโทรศัพท์มือถือของตนเองกับแบรนด์

นิโคลัส คอนโทพูลอส รองประธานฝ่ายการตลาด SAP Hybris กล่าวว่า “ลูกค้าคาดหวังให้แบรนด์ต่าง ๆ ดูแลพวกเขา เช่นเดียวกับการดูแลความสัมพันธ์ในรูปแบบอื่นๆ ทั้งการใช้เวลาในการทำความเข้าใจลูกค้า ไม่เพิกเฉยพวกเขา และแสดงให้เห็นถึงความใส่ใจ ความสัมพันธ์อันดีกับลูกค้าต้องอาศัยการดูแลเอาใจใส่ และความเชี่ยวชาญในการจัดระเบียบข้อมูลผู้บริโภคด้วยวิธีที่จะทำให้แบรนด์สามารถเข้าใจลูกค้าได้เป็นรายบุคคล แล้วตอบสนองต่อความต้องการที่แตกต่างกันของลูกค้าแต่ละคนได้อย่างเหมาะสม”

นอกจากนี้ยังพบข้อมูลเชิงลึกด้วยว่า 

  • 59% ยินดีที่จะแชร์อีเมลส่วนตัวให้กับแบรนด์ต่างๆ
  • 65% คาดหวังว่าแบรนด์ต่างๆจะปกป้องข้อมูลส่วนตัวเพื่อรักษาผลประโยชน์ของพวกเขา
  • 42% คาดหวังว่าแบรนด์ต่างๆ จะนำเสนอโปรโมชั่นทั้งออนไลน์ และออฟไลน์ ที่สอดคล้องกับความสนใจของพวกเขา
  • 47% ต้องการให้แบรนด์ต่างๆ ทำให้พวกเขาประหลาดใจ

ส่วนเหตุผลหลักที่ทำให้ลูกค้ารจบความสัมพันธ์กับแบรนด์ คือการ “ไม่พบข้อมูลผู้ใช้งาน” (77 เปอร์เซ็นต์) นั่นเองค่ะ ใครที่ยังตอบแบบนี้อยู่พึงระวังให้มากนะคะ 🙂

ที่มา :  SAP

 
Source: thumbsup

from:http://thumbsup.in.th/2017/11/sap-thai-consumer-low-patient-for-brand-mistake/

เปิดข้อมูล E-Commerce คาดปี 2025 มูลค่าตลาดไทยใหญ่เป็นอันดับสองใน SEA

บริษัท iPrice บริษัทด้าน E-Commerce ใน 7 ประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เผยผลการศึกษาที่น่าสนใจเกี่ยวกับการตลาด E-Commerce ในประเทศไทย, เวียดนาม และมาเลเซีย โดยสามารถสรุปประเด็นการศึกษาได้ดังต่อไปนี้

ปี 2015 ตลาด E-Commerce ในประเทศไทยถือเป็นตลาดที่เล็กที่สุดเมื่อเทียบกับมาเลเซียและเวียดนาม แต่จากการคาดการณ์ในอีก 8 ปีนับจากนี้ (ปี 2025) ตลาด E-Commerce ในประเทศไทยจะโตขึ้นอย่างรวดเร็วด้วยอัตราเติบโต 29% ต่อปี จนมีขนาดใหญ่กว่าตลาด E-Commerce ของประเทศมาเลเซียและเวียดนาม โดยจะขึ้นเป็นที่สองในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้รองจากประเทศอินโดนีเซียอีกด้วย ซึ่งประเทศไทยจะมีขนาดอยู่ที่ 11.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ มาเลเซีย 8.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และเวียดนาม 7.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

จากการศึกษาข้างต้นนี้ได้เผยประเด็นการศึกษาที่น่าสนใจเกี่ยวกับ E-Commerce ในสามประเทศ โดยประเด็นที่นักการตลาดต้องจับตามองเกี่ยวกับเทรนด์ที่จะเกิดขึ้นในปี 2018 นี้ก็คือ จะมีการเข้ามาแข่งขันของบริษัทยักษ์ใหญ่อีกมากมายนี้จะช่วยให้ผู้บริโภคมีตัวเลือกที่มากขึ้น อีกทั้งยังได้รับสินค้าและบริการที่ดีขึ้นด้วย

ทั้งนี้ ร้านดังอย่าง Lazada จะยังคงครองตำแหน่งผู้นำตลาดในด้านของจำนวนผู้เข้าชมเว็บไซต์ ซึ่งรองทั้ง 4 อันดับในประเทศไทยได้แก่ 11Street, Shopee, Chilindo และ NotebookSpec จากการศึกษาพบว่า Lazada ยังขึ้นครองเป็นเจ้าตลาดทั้งในมาเลเซียและเวียดนามอีกด้วย

อย่างไรก็ตามเป็นที่น่าสนใจที่จำนวนผู้เข้าชม Lazada ในไทยมีมากกว่า 50% ของร้านค้าอื่นๆ กล่าวคือ Lazada ขึ้นครองใจคนไทยตลอดระยะเวลา 4-5 ปีในการทำตลาดที่ผ่านมา ในทางตรงกันข้ามกับประเทศเวียดนามที่ Lazada มียอดผู้เข้าชมเพียง 19% หมายความว่าคนเวียดนามนั้นยังมีร้านค้าดังอีกมายมายที่เป็นสัญชาติเวียดนามเอง เช่น Thế giới di động, Sendo เป็นต้น

คนไทยซื้อสินค้าจบในร้านเดียว เนื่องจากว่าร้านค้า E-Commerce ที่ให้บริการในประเทศไทยนั้น 45% เป็นร้านค้าที่ขายสินค้าแบบทั่วไป กล่าวคือเป็นร้านขายสินค้าหลากหลายประเภทไว้ในเว็บเดียว ซึ่งต่างจากมาเลเซีย ซึ่งเน้นไปทางแฟชั่น กว่า 60% ของเว็บ E-Commerce ในประเทศมาเลเซียเป็นร้านขายสินค้าแฟชั่น เนื่องจากว่าคนดังหรือเซเลบดาราในประเทศมาเลเซียนั้นหันมาปั้นแบรนด์แฟชั่นของตัวเองจนประสบความสำเร็จ โดยเน้นไปทางเสื้อผ้าแฟชั่นแบบมุสลิมเป็นหลัก

คนไทย engage กับแฟนเพจ Fanbook มากที่สุด

จากการศึกษาร่วมกับบริษัท Socialbakers ซึ่งเป็นบริษัทชั้นนำด้าน Social Media นั้นพบว่าคนไทยมี engagement กับ Facebook Page สูงกว่าคนในประเทศมาเลเซียและเวียดนาม กล่าวคือคนไทยผูกพันกับแฟนเพจร้านขายสินค้าออนไลน์สูงกว่าเพื่อนบ้าน คนไทยนิยมกดไลค์ กดแชร์ และคอมเมนต์โพสต์ที่ทางเว็บเพจได้นำเสนอ 

โดย Interaction per 1000 fans ที่ใช้เป็นเครื่องมือวัดผล engagement นี้ ประเทศไทยมีค่าเฉลี่ยตั้งแต่ไตรมาส 3 ปี พ.ศ. 2016 – ไตรมาส 2 ปี พ.ศ. 2017 อยู่ที่ 237.6, มาเลเซีย 109 และเวียดนาม 208.9

 

 
Source: thumbsup

from:http://thumbsup.in.th/2017/11/research-ecommerce-thai-2025/

Cashless Society ในไทยเกิดยาก เหตุผู้บริโภคเรียนรู้ช้า แถมแรงจูงใจยังน้อย

ประเด็น Cashless Society กลายเป็นเรื่องที่ถูกพูดถึงตลอดในช่วงนี้ เพราะมันเป็นหนึ่งในนโยบาย 4.0 ของรัฐบาล แต่คนไทยจะก้าวไปถึงจุดนั้นได้จริงเหรอ?

ภาพ pixabay.com

ATM อีกดูดต้นทุนบริหารเงินสดของธนาคาร

ผู้อ่านบางท่านคงเห็นประโยชน์ของ Cashless Society กันไปบ้างแล้ว แต่สำหรับท่านที่นึกไม่ออก ประโยชน์ของ Cashless Society ก็ตรงกับคำแปล นั่นคือสังคมที่ไม่มีเงินสด พอไม่มีเงินสด อะไรๆ ที่แย่ๆ และมีเงินสดเข้ามาเกี่ยวข้องก็แทบจะหายไปในทันที

ยกตัวอย่างง่ายๆ คือเรื่อง “คอรัปชั่น” เพราะเมื่อไม่มีเงินสด การจะโกงกิินมันก็ยากขึ้นระดับหนึ่ง ผ่านการตรวจสอบทางการเงินที่ชัดเจน หรือไม่ก็เรื่อง “ต้นทุนบริหารจัดการเงินสด” เนื่องจากสถาบันการเงินต้องเสียค่าใช้จ่ายส่วนนี้เยอะมาก ทั้งๆ ที่ปัจจุบันก็มี Solution มากมายมาช่วยแก้ปัญหา

ฐากร ปิยะพันธ์ ประธานกรรมการ กรุงศรี คอนซูมเมอร์

ฐากร ปิยะพันธ์ ประธานกรรมการ กรุงศรี คอนซูมเมอร์ ยอมรับว่า ตู้ ATM คืออีกบริการที่มีค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง เพราะในแต่ละปีต้นทุนการบริหารจัดการเงินสด เช่นการขนส่งเงิน ก็อยู่ที่ 9,000 ล้านบาท รวมถึงประเทศไทยที่ตั้ง ATM กว่า 50,000 ตู้ ก็คิดเป็นมูลค่ากว่า 20,000 ล้านบาทเลยทีเดียว

Cash หายไป Cryptocurrency จะเข้ามาแทน

“เงินที่อยู่ในตู้ ATM ตอนนี้รวมมูลค่าราว 2 แสนล้านบาท ถือว่าเยอะมาก และจริงๆ เงินก้อนนี้มันน่าจะหมุนเวียนไปในทิศทางอื่นได้ ไม่ใช่รอแค่ผู้บริโภคมากดใช้ แต่ถ้าเงินเหล่านี้หายไป และผู้บริโภคไปใช้การโอน-จ่ายผ่าน Application ทั้งหมด โอกาสที่ Cryptocurrency จะเข้ามามีบทบาทมากขึ้นก็มีสูง”

ภาพ pixabay.com

ขณะเดียวกันการกระตุ้นผู้บริโภคให้มาใช้งานบัตรเครดิต และเดบิต เพื่อเดินหน้า Cashless ก่อนหน้านี้ก็ยังยาก เพราะถึงปัจจุบันก็มี Active Card เพียง 20 ล้านใบ แต่สัดส่วนของคนที่มีบัตรเทียบกับประชากรทั้งหมดนั้นน้อยมาก และแม้จะส่งนวัตกรรมใหม่ๆ มา เช่น Tap to Pay หรือ Scan to Pay ก็ไม่ได้จูงใจผู้บริโภคนัก

กระตุ้นให้ถูกจุด อาจเปลี่ยนพฤติกรรมได้

ส่วนตัวมองว่า Cashless Society ก็ยังมีโอกาสเกิดในประเทศไทยได้ หากหน่วยงานรัฐ และสถาบันการเงินออกนโยบายกระตุ้นให้ตรงจุด ไม่ว่าจะเป็นการสั่งให้พนักงานเข้าไปประกบกับร้านค้า เพื่อสอนการรับชำระเงินด้วยบัตร และ Application จนคุ้นชิ้นให้ได้ ส่วนฝั่งผู้บริโภคก็ต้องมีสิทธิประโยชน์ต่างๆ เข้ามาจูงใจเพื่อเปลี่ยนพฤติกรรมด้วย

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/slow-interested-cashless-in-thailand/

คนไทยมีช่องว่างหางานสูงมาก พนักงานออฟฟิศยังเป็นที่ต้องการ แต่ทั้งตลาดว่างงานเพิ่มเกือบแสนคน

ถ้าพูดถึงเศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งปีหลัง หลายสำนักก็จะบอกว่าดีขึ้น แต่ถ้าไปดูตัวเลขคนว่างงานทุกภาคส่วน จะพบว่าตกงานเพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว 85,000 คน ในขณะที่ JobsDB.com ระบุว่า พนักงานออฟฟิศยังเป็นที่ต้องการของตลาด

Photo: Flickr.com by David Alexander Arnavat

หลายประเทศในอาเซียนซบเซา แต่เราเติบโต

แม้ว่าตัวเลขการคาดการณ์ของธนาคารโลกจะบอกว่า เศรษฐกิจไทยปี 2560 จะดีขึ้น GDP จะอยู่ที่ 3.5% ส่วนปีที่แล้วอยู่ 3.2% แต่ตัวเลขคนว่างงานโดยสำนักงานสถิติแห่งชาติ (ในเดือนกรกฎาคม 2560) ระบุว่า คนไทยว่างงานเพิ่มขึ้น 476,000 คน เพิ่มจากปีที่แล้วกว่า 85,000 คน แต่ต้องบอกว่าตัวเลขเหล่านี้เป็นภาพรวมของตลาดแรงงานทั้งหมด ถ้าเจาะไปเฉพาะพนักงานออฟฟิศ (White Collar) จะพบว่ายังเป็นที่ต้องการของตลาดมาก เราพาไปดูผลสำรวจจาก JobsDB.com ที่ได้ศึกษาเรื่องนี้ไว้

ก่อนอื่นผลสำรวจของ JobsDB.com นี้ ทำการศึกษาตัวแทนบริษัทกว่า 1,000 คนในอาเซียนและคนหางานอีก 5,000 คน โดยการสำรวจนี้จัดทำในประเทศเวียดนาม ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย สิงคโปร์ อินโดนีเซีย และประเทศไทย

ผลสำรวจไปในทิศทางใกล้กันคือ 50% ของทุกประเทศในภูมิภาคนี้ต้องการคนมาทดแทนตำแหน่งงานที่ว่างลง ส่วนอีก 22% ต้องการขยายกิจการเพิ่ม นั่นหมายความว่าต้องการจ้างงานเพิ่มมากขึ้น โดย “ไทย” เป็นประเทศอันดับที่ 3 ที่จะมีการจ้างงานเพิ่ม (ขอย้ำว่าในหมวดพนักงานออฟฟิศเท่านั้น) รองลงมาจากเวียดนามและฟิลิปปินส์

นพวรรณ จุลกนิษฐ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท จัดหางาน จ๊อบส์ ดีบี (ประเทศไทย) จำกัด

นพวรรณ จุลกนิษฐ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท จัดหางาน จ๊อบส์ ดีบี (ประเทศไทย) จำกัด ระบุว่า “ถ้าเทียบกับค่าเฉลี่ยของอาเซียนแล้ว ไทยมีอัตราการจะจ้างงานสูงกว่า ส่วนหนึ่งมากจากเศรษฐกิจที่ดีขึ้น อีกส่วนมาจากขยายธุรกิจของผู้ประกอบการ และความเชื่อมั่นของผู้บริโภค”

“แต่ปัญหาคือในไทย ช่องว่างในการหางานยังสูงมาก คือคนหางานกับผู้ประกอบการยังไม่สอดคล้องกัน” หรือพูดอีกแบบคือ ผู้ประกอบการมีความต้องการพนักงานมาเติมเต็มในธุรกิจและกิจการที่ขยายตัวเพิ่มขึ้น แต่ในด้านคนหางานยังไม่สามารถเข้าถึงข้อมูล หรือรับรู้ รวมทั้งยังมีทัศนคติที่แตกต่างออกไปค่อนข้างมาก

ช่องว่างหางานสูง ผู้ประกอบการ vs คนหางาน

จากการสำรวจทำให้เห็นภาพชัดขึ้น ถ้าเทียบการคาดการณ์ตลาดของฝั่ง “ผู้ประกอบการ” กับ “คนหางาน” จะชัดเจนมากขึ้น

เริ่มจากภาพรวมเฉลี่ยของตลาดที่ผู้ประกอบการให้คะแนนอยู่ที่ 4.3 ส่วนทางฝั่งคนหางานให้คะแนนเพียง 3.43 จาก 7 คะแนนเต็มทั้งคู่

ผลสำรวจระบุว่า ในด้านผู้ประกอบการไทยที่ให้คะแนนภาพรวมตลาดดีขึ้นเพราะมองเศรษฐกิจเป็นบวก ยิ่งถ้าเทียบกับประเทศในอาเซียนจะชัดเจนมาก เพราะไทยเป็นประเทศที่จะขยายกิจการและจ้างงานเพิ่มที่ 43% ส่วนค่าเฉลี่ยของประเทศในอาเซียนอยู่ที่ 22% เท่านั้น

ส่วนในด้านคนหางานที่ให้คะแนนออกมาค่อนข้างต่ำ มาจากปัจจัยหลายประการด้วยกันคือ ความท้าทายจากการแข่งขันในสายงานที่เพิ่มมากขึ้น ตลาดงานที่มีความหลากหลายมากขึ้น-ต้องการทักษะที่หลากหลาย และอีกอย่างคือธุรกิจสตาร์ทอัพจะประสบความสำเร็จและเติบโตได้ดี ทำให้การทำงานในบริษัทเป็นเรื่องที่คนหางานมองว่าน่าจะมีความต้องการต่ำ

แต่ในความเป็นจริงไม่เป็นเช่นนั้น เพราะผลสำรวจของ JobsDB.com ยืนยันว่าภาคธุรกิจยังต้องการพนักงานออฟฟิศเป็นจำนวนมาก (ดูได้จากตัวเลขผลสำรวจของไทยที่พุ่งสูงขึ้นกว่าค่าเฉลี่ยอาเซียน)

ธุรกิจสายสุขภาพ-ไอที มาแรง แต่คนไทยถูกผลิตน้อยเกินไป

ผลสำรวจยังบอกอีกว่า ธุรกิจที่จะมาแรงในอนาคต (ศึกษาจากทั้งมุมผู้ประกอบการและคนหางาน) คือธุรกิจสุขภาพและไอที

สำหรับธุรกิจสุขภาพ ผลสำรวจพบว่า ผู้ประกอบการให้คะแนน 7 เต็ม 7 หมายความว่า ธุรกิจจะขยายตัวอย่างมาก ส่วนเหตุผลมาจากการที่ไทยเป็นฮับด้านสุขภาพ มีการบริการทางการแพทย์ที่ดี และราคาเหมาะสม ไม่แพงเกินไป ส่วนด้านคนหางานก็เช่นเดียวกัน ให้คะแนนถึง 6 เต็ม 7 แต่ปัญหาของประเทศไทยคือ ยังผลิตคนเหล่านี้ออกมาไม่มากพอต่อความต้องการของตลาด ส่วนสายไอที เป็นเรื่องที่เข้าเห็นแนวโน้มอย่างดีในโลกยุคดิจิทัล แต่ไทยก็ยังผลิตไม่ทัน ดูเพิ่มเติมได้ที่นี่

ทักษะที่สูงขึ้นคือสิ่งสำคัญของการหางานในอนาคต

ทักษะที่ตลาดต้องการจากคนหางานทั้งหลาย นอกจากความรู้ลึกๆ ในศาสตร์สาขานั้นแล้ว แต่การเปิดกว้างเป็นสิ่งสำคัญสูงสุด การเปิดรับสิ่งใหม่ๆ จะเป็นการต่อยอดทักษะได้อีกมาก แต่ทั้งนี้การเปิดกว้างต้องมาพร้อมกับทักษะภาษาอังกฤษที่สามารถสื่อสารได้ เพราะความรู้ในโลกยุคใหม่อยู่ในภาษาอังกฤษไม่น้อย การไม่รู้ภาษาอังกฤษจึงหมายความว่า คุณจะไม่รู้ข้อมูลอีกมากที่เป็นประโยชน์ ส่วนอย่างสุดท้ายคือ การรู้จักเทคโนโลยี คือคุณต้องก้าวข้ามการใช้โปรแกรมพื้นฐานอย่าง Microsoft Office ไปแล้ว แต่ต้องมีความสามารถในการใช้เทคโนโลยีที่หลากหลาย และพร้อมจะรับไอทีใหม่ๆ ที่จะเกิดขึ้นในสายงานของคุณด้วย

สรุป

แม้ปีนี้ภาพรวมตลาดแรงงานไทยจะตกงานเพิ่มขึ้น แต่ไทยก็เป็นประเทศที่จะมีการขยายการจ้างงานสำหรับ White Collar มากขึ้น ผู้ประกอบการให้ความเชื่อมั่นสูง นั่นหมายความว่า จะมีการจ้างงานเกิดขึ้นจำนวนมากขึ้นในคนกลุ่มนี้ แต่ปัญหาคือคนหางานทั้งหลายยังเข้าไม่ถึงสิ่งเหล่านี้

ทางออกที่เป็นไปได้ในขั้นแรกคือ เหล่าผู้ประกอบการและบริษัทที่ต้องการจ้างงานทั้งหลายต้องทำสิ่งที่เรียกว่า “Company Branding” มากกว่านี้ เพราะต่อให้คนรู้จักแบรนด์สินค้าของคุณ แต่ถ้าไม่รู้จักบริษัทของคุณ โอกาสที่จะดึงคนเก่งๆ เข้ามาในบริษัทก็จะเป็นเรื่องยาก

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/thai-job-white-collar/

ครบรอบ 5 ปี ‘Clash of Clans’ พร้อมเปิดตัวภาคภาษาไทยเป็นครั้งแรก

 

(ซ้ายไปขวา) นายกฤตธี มโนลีหกุล, อั้ม-พัชราภา ไชยเชื้อ และนาย จีฮง ลี

ซูเปอร์เซลล์ ผู้พัฒนาแอปพลิเคชันเกมจากประเทศฟินแลนด์ จับมือกับบริษัท เทนเซ็นต์ (ประเทศไทย) จำกัด จัดงานฉลองครบรอบ 5 ปี เกม Clash of Clans (เปิดตัวเป็นครั้งเเรกเมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2555) พร้อมเปิดตัวเกมเวอร์ชั่นภาษาไทยอย่างเป็นทางการครั้งเเรก ตั้งเป้าเป็นเกมยอดนิยมในดวงใจของคนไทย ด้วยกลยุทธ์การทำตลาดผ่านช่องทางออนไลน์และโซเชียลมีเดียทั้ง Facebook และ YouTube ในปีนี้

นาย จีฮง ลี โกลบอล เอ็กซ์แพนชัน เซาท์อีสเอเชีย บริษัท ซูเปอร์เซลล์ กล่าวว่า “เกม Clash of Clans เปิดให้บริการครั้งแรกในระบบ iOS เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2555 และเปิดให้บริการในระบบ Android เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2556 โดยปัจจุบันได้กลายเป็นเกมแนววางแผนธีมแฟนตาซียอดนิยมบนมือถือ และมีการแปลเป็นภาษาต่างๆ กว่า 20 ภาษา ซึ่งในวันนี้ Clash of Clans ได้แปลเป็นภาษาไทยแบบสมบูรณ์ พร้อมให้คอเกมส์ในเมืองไทยได้ประลองฝีมือ เพื่อเปิดประสบการณ์ใหม่ชาวไทย ทั้งนี้เราได้เปิด Facebook Fanpage  (www.facebook.com/clashofclansthofficial/) และช่อง YouTube เวอร์ชั่นภาษาไทย เมื่อช่วงต้นเดือนสิงหาคมที่ผ่านมาด้วย”

ด้านนายกฤตธี มโนลีหกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท เทนเซ็นต์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “อุตสาหกรรมเกมออนไลน์ในภาคพื้นเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และประเทศไทย นับเป็นกลุ่มประเทศที่มีอัตราการเติบโตอย่างรวดเร็วมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ข้อมูลจากรายงานของบริษัท Newzoo ที่จัดทำร่วมกับบริษัท Global Mobile Game Confederation เผยว่า ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นภูมิภาคที่ตลาดเกมมือถือเติบโตรวดเร็วที่สุดในโลก โดยรายได้ในอุตสาหกรรมเกมบนมือถือเติบโตกว่า 45.3% ซึ่งมากกว่า 3 เท่าของอัตราเฉลี่ยทั่วโลกที่ 14.6%

ในส่วนของการโปรโมทเกม Clash of Clans เวอร์ชั่นภาษาไทย ภายใต้การบริหารงานด้านการตลาดของเทนเซ็นต์ (ประเทศไทย) นั้น นายกฤตธีกล่าวว่า “เทนเซ็นต์ (ประเทศไทย) เป็นผู้ให้บริการด้านแพลตฟอร์มด้านข่าวและด้านเอ็นเตอร์เทนเม้นท์และมัลติมีเดีย นอกจากนี้ ยังให้บริการด้านดิจิทัลเอเจนซี่ ซึ่งถือเป็นส่วนผสมที่ดีที่จะทำให้เราสามารถโปรโมทเกม Clash of Clans ให้ประสบความสำเร็จ”

นอกจากนี้ นายจีฮง ลี ได้กล่าวถึงการเปิดตัวเกม Clash of Clans ภาคภาษาไทยด้วยว่า “ประเทศไทยเป็นตลาดที่สำคัญมากที่สุดในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เป็นประเทศที่พิเศษ คุณมีตัวอักษรของคุณเอง ได้รับอิทธิพลจากกระแสโลกน้อยมากเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ด้วยกัน ด้วยความที่ซูเปอร์เซลล์เป็นทีมงานเล็กๆ และเรามุ่งที่จะทำทุกสิ่งทุกอย่างให้ “สมบูรณ์แบบ” มันก็เลยใช้เวลานาน แต่หลังจาก 5 ปีผ่านไป เราได้มาถึงจุดๆ นี้ได้ในที่สุด”

สำหรับภายในงานฉลองครบรอบ 5 ปี ยังมีซุปตาร์สาว “อั้ม-พัชราภา ไชยเชื้อ” หัวหน้าแคลน OKS The Great หนึ่งในแฟนพันธุ์แท้ของ Clash of Clans มาร่วมโชว์แบทเทิลรอบพิเศษกับแคลชเชอร์ชื่อดัง ZatanZ ZadistiX บนเวที สร้างสีสันให้ผู้ร่วมงานด้วย

 

 
Source: thumbsup

from:http://thumbsup.in.th/2017/08/clash-of-clans-5th-anniversary-thai-version/

#ต่ำตม ควง #ป้าซุ่ม ขึ้นแท่น Hot Hashtag โลกโซเชียลไทย ยอดใช้สูงสุด 5,000 ข้อความต่อวัน

โธธ โซเซียล” โชว์สถิติน่าทึ่ง 2 ป้ายคำ Hashtag ยอดฮิตในสัปดาห์ที่ผ่านมาอย่าง #ต่ำตมไม่หยุด #ป้าซุ่มทุ่มไม่อั้น ปรากฏว่าตั้งแต่วันที่ 8-12 กรกฎาคมที่ผ่านมา มีข้อความที่พูดถึงประเด็นดราม่าทั้ง 2 เรื่องเฉลี่ยมากกว่า 5,000 ข้อความต่อวัน โดย 2 Hashtag นี้ถูกยกเป็นปรากฏการณ์กระแสยอดฮิตที่ไม่ธรรมดาของสังคมไทยเรียบร้อย

บริษัท โธธ โซเซียล จำกัด ผู้ให้บริการข้อมูลโซเชียลครบวงจร แสดงสถิติในภาพรวมว่า #ต่ำตมไม่หยุด ถูกใช้งานรวม 16,420 ครั้ง ขณะที่ #ป้าซุ่มทุ่มไม่อั้น ถูกใช้งาน 9,300 ครั้ง (สถิติถึงวันที่ 14 ก.ค.) โดยช่องทางที่มีคนติดตามข่าวสารมากที่สุดคือ Twitter 75%, Facebook 16% และช่องทางอื่นๆ Instagram และ YouTube รวมกัน 9%

ไม่เพียงบทสรุปว่าช่องทางส่วนใหญ่ที่คนใช้ติดตามข่าว 2 Hashtag นี้คือ Twitter แต่โธธ โซเซียลได้คำนวณอัตราการแพร่กระจายของข่าวหรือ Growth rate ของทั้ง 2 Hashtag พบว่า

• #ต่ำตมไม่หยุด : เริ่มมีประเด็นตั้งแต่ 8 ก.ค. และเข้าสู่ช่วงสูงสุดหรือพีคที่ 9 ก.ค. คือมีการใช้ Hashtag มากถึง 6,299 ครั้ง, 10 ก.ค. อีก 3,978 ครั้ง โดยช่วงแรกหรือ Stage I มีการทวีตข้อความชั่วโมงละ 262 ครั้ง ช่วงที่ 2 หรือ Stage II มีการทวีตข้อความชั่วโมงละ 166 ครั้ง

• #ป้าซุ่มทุ่มไม่อั้น : เริ่มมีประเด็นตั้งแต่ 11 ก.ค. 3,847 ครั้ง, 12 ก.ค. 4,247 ครั้ง ช่วงแรกหรือ Stage I มีการทวีตข้อความชั่วโมงละ 160 ครั้ง ช่วงที่ 2 หรือ Stage II มีการทวีตข้อความชั่วโมงละ 180 ครั้ง

จากอัตรา Growth rate จะเห็นได้ว่า ช่วงแรกกระแส #ต่ำตมไม่หยุด ใน Stage แรกมีการพูดถึงมากกว่า #ป้าซุ่มทุ่มไม่อั้น สาเหตุหนึ่งอาจจะเกิดจากการดาราที่มีผลต่อเรื่องนี้โดยตรงเป็นคนเริ่มต้นเรื่องราวและให้เริ่ม Hashtag นี้เอง แต่ในช่วง Stage ที่สองจะเห็นได้ว่า #ป้าซุ่มทุ่มไม่อั้น มีอัตราการถูกใช้งานมากกว่า เนื่องจากเรื่องราวของ Hashtag นี้เป็นเรื่องที่ทำให้หลายคนเซอร์ไพร์สอยู่ไม่น้อย จึงได้มีการเรียบเรียงสถานการณ์ตั้งแต่ต้นจนถึงปัจจุบันเพื่อให้ได้ไม่งงกันว่าแต่ละคนที่เกี่ยวข้องกับ Hashtag นี้มีความสำพันธ์กันอย่างไร เรียกได้ว่า มาทีหลังแต่ดังกว่า

อีกข้อมูลที่น่าสนใจจากปรากฏการณ์ #ต่ำตม และ #ป้าซุ่ม คือข้อความที่เป็น Top message ที่ถูกรีทวีตมากที่สุด โดย #ต่ำตมไม่หยุด มี 3 ข้อความที่ได้แชมป์ไป ได้แก่

1. “ยุคนั้นโฟร์ดังมากนะ ไม่แปลกที่นางจะบอกว่าตัวเองเพอร์เฟ็กต์ระดับนึง เราว่านางดังกว่าพิชมาก สิบปีผ่านไปโฟร์ก็ยังดังกว่าพิชอยู่ดี #ต่ำตมไม่หยุด” Retweet 29,588 ครั้ง จาก Account Hideko_sunshine

2. “เรื่องพิชญ์-โฟร์ นี่ทำให้รู้เลยว่าถึงเวลาจะผ่านไปนานแต่อดีตมันย้อนกลับมาได้ และพลอย หอวังไม่น่าลดตัวมาเล่นประเด็นนี้ #ต่ำตมไม่หยุด” Retweet 21,385 ครั้ง จาก Account alivegene

3. “เค้าก็พูดถึงข้อดีป่ะว่ะแกรรรรร😏 #ต่ำตมไม่หยุด” Retweet 21,173 ครั้ง จาก Account MMAYMYY

สำหรับ #ป้าซุ่มทุ่มไม่อั้น ข้อความที่เป็น Top message ที่ถูกรีทวีตมากที่สุด 3 อันดับแรกคือ

1. “มาๆ สรุปใครเป็นใครในเรื่องนี้ ตัวละครเยอะจังเลยค่ะ😂 ปวดหัวมาก555555555555555555 #ป้าซุ่มทุ่มไม่อั้น นี่ภาคต่อ #ต่ำตมไม่หยุด สินะ😂😂” Retweet 31,449 ครั้ง จาก Account aaooommm

2. “มันสนุกตรงที่คนที่ให้คำปรึกษาเรื่องค.รักคนทั้งประเทศคือคนที่เอาเงินฟาดเพื่อให้ได้ผชมาค่ะ 55555 #ป้าซุ่มทุ่มไม่อั้น” Retweet 30,215 ครั้ง จาก Account poom_kei

3. “กูว่าสะดุ้งกันทั้งตึกแกรมมี่ 55555555 #ป้าซุ่มทุ่มไม่อั้น” Retweet 29,435 ครั้ง จาก Account misslotus77

ไม่ว่าบทสรุปจากปรากฏการณ์ #ต่ำตม และ #ป้าซุ่ม จะสะท้อนมุมมองที่หลากหลายเพียงใด แต่ท้ายที่สุดแล้ว คนไทยก็จะลืมเรื่องนี้ไปและมี Hashtag ใหม่เกิดมาแทนในไม่กี่อึดใจ

ที่มา: Thoth Zocial

 
Source: thumbsup

from:http://thumbsup.in.th/2017/07/thai-hot-hashtag-thoth-zocial/