คลังเก็บป้ายกำกับ: THAI

เตรียมพร้อม! JD.com คู่แข่ง Alibaba วางแผนบุกไทยก่อนปลายปีนี้

JD.com Inc นั้นเป็นบริษัทอีคอมเมิร์ซอันดับ 2 ของจีน ล่าสุดซีอีโอผู้ก่อตั้ง JD.com ให้สัมภาษณ์สื่อใหญ่อย่าง Reuters ว่าจะลงทุนในประเทศไทยช่วงปลายปีนี้ เบื้องต้นยังไม่เปิดเผยแผนแต่ยอมรับว่าจะเป็นเม็ดเงินที่น้อยกว่างบลงทุนในอินโดนีเซีย

ผู้เปิดเผยแผนนี้ของ JD.com คือ Richard Liu ซีอีโอผู้ก่อตั้ง JD.com Inc ที่ระบุว่า JD.com จะใช้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางในการให้บริการประเทศอื่นในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทั้งเวียดนามและมาเลเซีย โดยไม่เพียงเทเงินลงทุนจำนวนมาก แต่บริษัทจะมองหาพันธมิตรธุรกิจที่ดีที่สุดด้วย

แน่นอนว่าพันธมิตรของ JD.com ไม่มีทางเป็น Lazada เพราะ Alibaba ควักเงินซื้อกิจการ Lazada ไปแล้วตั้งแต่ปี 2016 โดยซีอีโอ JD.com เชื่อมั่นว่าบริษัทจะสามารถแข่งขันกับ Alibaba ได้แน่นอนในตลาดอาเซียน

“เมื่อครั้งบริษัทเข้าสู่วงการธุรกิจอีคอมเมิร์ซเมื่อ 12 ปีที่แล้ว Alibaba เป็นเจ้าพ่อผู้ให้บริการรายใหญ่ในขณะนั้น แต่ JD.com ก็ยังสามารถยืดหยัดให้บริการได้ดี” โดยบอกว่าหาก JD.com ไม่ได้ดำเนินกลยุทธ์ผิดพลาดระดับร้ายแรง ก็เชื่อว่าไม่มีคู่แข่งรายใดทำให้ JD.com ได้รับผลกระทบจริงจัง

การขยายธุรกิจสู่อาเซียนของ JD.com เกิดขึ้นหลังจากบริษัทพยายามขยายธุรกิจไปจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภค เช่นกลุ่มสินค้าสำหรับครัวเรือน อาหาร และเครื่องดื่ม นอกจากนี้ยังให้บริการด้านฐานข้อมูล คลาวด์ และบริการปัญญาประดิษฐ์ ตามรอยทั้ง Amazon และ Alibaba

เหตุที่ JD.com จะลงทุนในประเทศไทยน้อยกว่าอินโดนีเซีย เป็นเพราะ JD.com เน้นการสร้างเครือข่ายจัดส่งสินค้าในแดนอิเหนา เนื่องจากอินโดนีเซียถือเป็นตลาดขนาดใหญ่สำหรับ JD.com เมื่อเทียบกับตลาดนอกประเทศจีน

ที่ผ่านมา JD.com ระบุว่าสามารถทำกำไรสุทธิ 355.7 ล้านหยวนหรือประมาณ 1.7 พันล้านบาท ขณะที่รายรับรวมเพิ่มขึ้น 41% เป็น 7.62 หมื่นล้านหยวน หรือราว 3.8 แสนล้านบาท สถิติผู้ใช้รวมคือ 237 ราย

ที่มา: Reuters

 
Source: thumbsup

from:http://thumbsup.in.th/2017/06/jd-com-strategy-thai/

Advertisements

นักท่องเที่ยวไทยซื้อของตาม “บล็อกเกอร์” มากที่สุดในเอเชีย

หนึ่งในความจริงที่สามารถสรุปได้จากการสำรวจพฤติกรรมช้อปปิ้งระหว่างท่องเที่ยวของชาวเอเชียแปซิฟิกชิ้นล่าสุด คือคนไทยเปิดรับข้อมูลจากบล็อกเกอร์เป็นอันดับ 1 ขณะที่ชาติอื่นเลือกรับข้อมูลจากเว็บไซต์ของแบรนด์โดยตรง หรือจากการรีวิวของชาวออนไลน์ทั่วไป

การสำรวจพฤติกรรมนักช้อป APAC ช่วงท่องเที่ยวนี้ดำเนินการโดย Publicis ซึ่งต้องการวิเคราะห์ปัจจัยที่ทำให้ผู้บริโภคเลือกซื้อสินค้าแบรนด์ระดับโลกหรือแบรนด์ท้องถิ่น Publicis จึงพุ่งเป้าไปที่กลุ่มนักท่องเที่ยว ว่าแต่ละคนมีช่องทางการรับข่าวสารอย่างไร เพื่อวางแผนการซื้อของฝากขณะท่องเที่ยวต่างประเทศ

ผลการสำรวจที่ได้สะท้อนว่านักการตลาดต้องปูพรมใช้สื่อดิจิทัลหลายทางหากต้องการแทรกตัวในรายการสินค้าน่าซื้อของนักท่องเที่ยว APAC เนื่องจากแต่ละชาติมีพฤติกรรมการรับข่าวสารขณะท่องเที่ยวไม่เหมือนกัน โดยเฉพาะข่าวสารที่แสดงในภาษาของชาติตัวเอง

ในขณะที่หลายประเทศเลือกติดตามข้อมูลสินค้าต่างถิ่นจากเว็บไซต์หรือโซเชียลมีเดียของแบรนด์ แต่ Publicis พบว่าคนไทยเลือกติดตามรีวิวจากบล็อกเกอร์มากที่สุด (32%) รองลงมาเป็นรีวิวจากคนทั่วไป (31%) นอกนั้นติดตามจากเพจโซเชียลของแบรนด์ (30%) เว็บไซต์ค้าปลีก (30%) และเว็บไซต์ของแบรนด์ (28%)

สรุปคือ การลงโฆษณาในนิตยสารท่องเที่ยวไม่มีผลกับคนไทย รวมถึงการให้ข้อมูลที่สนามบินก็ไม่สามารถเย้ายวนใจนักท่องเที่ยวไทยได้ ผิดกับคนสิงคโปร์หรือมาเลเซีย ดังนั้นแบรนด์ไทยที่ต้องการลูกค้าชาติไหน อาจเลือกลงโฆษณาตามผลการสำรวจนี้ได้

ในภาพรวม การสำรวจพบว่านักท่องเที่ยวเอเชีย 66% เปลี่ยนใจในนาทีสุดท้าย ตัดสินใจไม่ซื้อของตามรายการที่เตรียมไว้ ขณะที่ 65% ตัดสินใจซื้อสินค้าจากแบรนด์ที่ไม่เคยรู้จักมาก่อน

ผู้ที่ถูกสำรวจความเห็นในงานวิจัยนี้ประกอบด้วยผู้บริโภคที่จับจ่ายแบรนด์หรูจำนวน 5,800 คนใน 10 ประเทศเอเชียแปซิฟิก ได้แก่ จีน อินเดีย อินโดนีเซีย มาเลเซีย ไทย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ ฮ่องกง ไต้หวัน และเกาหลี ผลการสำรวจอื่นสามารถติดตามได้จากกราฟิกด้านล่าง

ที่มา: CampaignAsia

 
Source: thumbsup

from:http://thumbsup.in.th/2017/05/thai-shopping-habits/

CompTIA IT Fundamentals และ Cloud Essentials พร้อมสอบภาษาไทยแล้ว

ข่าวดีสำหรับชาว IT ไทยนะครับ ตั้งแต่วันนี้ (2 พฤษภาคม 2017) เป็นต้นไป CompTIA ได้เปิดสอบใบรับรอง 2 หลักสูตรระดับพื้นฐาน ได้แก่ IT Fundamentals และ Cloud Essentials เป็นภาษาไทยแล้ว บุคคลทั่วไปที่ทำงานเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์สามารถลงทะเบียนสอบวัดระดับได้ทันที

เรียกได้ว่าเป็นสถาบันทางด้าน IT ระดับโลกแห่งแรก ที่เปิดสอบใบรับรองเป็นภาษาไทย ซึ่งการสนับสนุนนี้จะช่วยขจัดปัญหาเรื่องข้อจำกัดด้านภาษาแก่ชาวไทยทุกคน และช่วยให้คนรุ่นใหม่สามารถทดสอบตนเองและใช้ใบรับรองเป็นตัวเบิกทางในการทำงานสาย IT ได้ง่ายยิ่งขึ้น

“CompTIA ต้องการพัฒนาศักยภาพบุคคลด้าน Digital Literacy เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของตลาดในยุค Thailand 4.0 จึงได้ทำการแปลหลักสูตรพื้นฐานที่สำคัญ ได้แก่ IT Fundamentals และ Cloud Essentials เป็นภาษาไทย เพื่อให้ชาวไทยทุกคนสามารถสอบวัดระดับตนเองได้โดยไม่มีกำแพงเรื่องภาษามาขัดขวาง พร้อมปูทางให้พร้อมทำงานในบริษัทยุค Digital” — Dr.h.c. Charles Singh, Country Manager, CompTIA กล่าว

หลักสูตรที่เปิดสอบเป็นภาษาไทย ณ ตอนนี้มี 2 หลักสูตร ซึ่งเป็นระดับ Entry Level เหมาะสำหรับบุคคลสาย IT และบุคคลทั่วไปที่ทำงานเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ได้แก่

  • CompTIA IT Fundamentals – ใบรับรองพื้นฐานทางด้านเครือข่ายและความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ รวมไปถึงฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์

  • CompTIA Cloud Essentials – ใบรับรองพื้นฐานทางด้านโซลูชัน Cloud Computing สำหรับธุรกิจและ IT

ทั้งนี้ ขณะสอบ ผู้เข้าสอบสามารถเลือกเปลี่ยนภาษาของโจทย์เป็นภาษาอังกฤษได้ เพื่อป้องกันความกำกวมหรือไม่ชัดเจนด้านภาษา

นอกจากการสอบใบรับรองระดับพื้นฐานเป็นภาษาไทยแล้ว CompTIA ยังได้ร่วมกับกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (DE) และสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (DEPA) จัดอบรมและสอบใบรับรองระดับสูง ได้แก่ Network+, Security+, Project+, Cloud+ และอื่นๆ ฟรีเป็นประจำทุกปี เพื่อเป็นการพัฒนาศักยภาพของบุคลากรชาว IT ไทย และกระตุ้นให้เห็นถึงความสำคัญของการมีใบรับรองระดับสากล ซึ่งจะช่วยเปิดโอกาสในการทำงานร่วมองค์กรขนาดใหญ่หรือบริษัทระดับนานาชาติได้ง่ายยิ่งขึ้น (ดูรายละเอียดหลักสูตรอบรมของปี 2017 ได้ที่ https://www.techtalkthai.com/depa-ert-comptia-and-oracle-training/ แต่คาดว่าปีนี้คนสมัครเต็มเรียบร้อยแล้ว)

“นอกจากการสอบใบรับรองทั้ง 2 สูตรนี้ ทาง CompTIA ยังมีแผนที่จะเปิดสอบหลักสูตรระดับ Entry Level อื่นๆ เป็นภาษาไทยอีก ซึ่งต้องรอดูความต้องการของตลาดในยุค Digital ต่อไป แต่หลักสูตรระดับ Professional Level เช่น Network+, Security+ หรือ CSA+ ผมแนะนำว่าควรสอบเป็นภาษาอังกฤษ เนื่องจากการทำงานในระดับที่สูงขึ้น ภาษาอังกฤษถือเป็นสิ่งสำคัญมาก” — Dr.h.c. Charles กล่าว

from:https://www.techtalkthai.com/comptia-fundamentals-and-cloud-essentials-exams-in-thai/

Netflix พร้อมให้บริการในภาษาไทยแล้ว

Netflix ผู้ให้บริการเครือข่ายทีวีทางอินเทอร์เน็ตเปิดตัวอินเทอร์เฟซภาษาไทยอย่างเต็มรูปแบบให้แก่ผู้ชมชาวไทยแล้ว พร้อมเพิ่มคำบรรยายและพากย์เสียงภาษาไทยสำหรับรายการทีวีและภาพยนตร์ ซึ่งรวมถึงรายการที่สร้างสรรค์โดย Netflix ด้วย

“เรามีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่จะนำเสนอประสบการณ์ Netflix ในรูปแบบภาษาไทยให้มากขึ้น เพื่อให้สมาชิกในประเทศไทยได้เพลิดเพลินไปกับรายการทีวีและภาพยนตร์อันหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นซีรีส์ที่สร้างสรรค์โดย Netflix ที่โด่งดังไปทั่วโลก ไปจนถึง อนิเมะ รายการสำหรับเด็ก และซีรีส์เกาหลี” เจสสิก้า ลีรองประธานฝ่ายสื่อสาร (เอเชีย) กล่าว

โดยในปัจจุบัน Netflix มีสมาชิกกว่า 100 ล้านคน จาก 190 ประเทศที่เปิดให้บริการ และมีการรับชมรายการทีวี ซีรีย์ สารคดี และภาพยนตร์รวมกันแล้วมากกว่า 125 ล้านชั่วโมงต่อวัน โดยสามารถรับชมได้ผ่านอุปกรณ์ที่เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต ทั้งยังสามารถหยุดรับชมชั่วคราว ก่อนกลับมาเปิดชมต่อได้อีกด้วย

สำหรับคอนเทนต์ที่มีให้บริการเฉพาะใน Netflix นั้น มีความคมชัดสูงถึงระดับ Ultra HD 4K และ HDR ยิ่งไปกว่านั้นยังมีภาพยนตร์ใหม่ๆ ที่สร้างสรรค์โดย Netflix รอให้รับชมอีกหลายเรื่อง อาทิ วอร์ แมชชีน (War Machine) นำแสดงโดยแบรด พิตต์ (Brad Pitt) และเซอร์เบน คิงส์ลีย์ (Sir Ben Kingsley) เรื่อง โอคจา (Okja) นำแสดงโดยเจค จิลเลนฮาล (Jake Gyllenhaal), ธิลดา สวินตัน (Tilda Swinton) และพอล ดาโน (Paul Dano) และเรื่อง ไบรท์ (Bright) นำแสดงโดยวิล สมิทธ์ (Will Smith) และโจเอล เอ็ดเกอตัน (Joel Edgerton) เป็นต้น รวมถึงซีรีส์และภาพยนตร์ที่โด่งดังสร้างปรากฏการณ์ระดับโลก เช่น 13 รีซัน วาย (13 Reasons Why) และ กิลมอร์เกิร์ลส์ (Gilmore Girls) ซึ่งผู้บริโภคสามารถรับชม Netflix บนอุปกรณ์ที่เชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ตได้กว่า 1,000 รุ่น และผู้ชมชาวไทยสามารถสมัครทดลองใช้บริการรับชมฟรี 1 เดือนได้ที่ www.netflix.com/th

 

 
Source: thumbsup

from:http://thumbsup.in.th/2017/04/netflix-ready-for-thai-language/

เจาะพฤติกรรม”นักรีวิว”ออนไลน์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ประเทศไหนใจดี – ขี้บ่น มาดูกัน

 

หากการเติบโตบนตลาด e-Commerce เป็นเป้าหมายของบริษัทแล้ว เชื่อว่าการได้รับทราบพฤติกรรมผู้บริโภคที่กว้างขึ้นย่อมต้องมีผลดีต่อธุรกิจเป็นแน่ โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศเพื่อนบ้านเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ซึ่งมักตัดสินใจซื้อได้รวดเร็ว อีกทั้งยังมีค่าจัดส่งที่ไม่สูงมากนัก 

แต่สิ่งหนึ่งที่แบรนด์ต่าง ๆ ทราบกันเป็นอย่างดีก็คือ ทุกวันนี้ผู้บริโภคมีการหาข้อมูลบนโลกออนไลน์สูง รวมถึงมีความเชื่อมั่นในรีวิวที่ตนเองพบบนโลกออนไลน์ในระดับที่สูงเช่นกัน ด้วยเหตุนี้ บริษัท iPrice ซึ่งเป็นเว็บไซต์รวบรวมร้านขายสินค้าออนไลน์ใน 7 ประเทศแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จึงได้ทำการศึกษาร่วมกับ Trusted Company ศึกษาการเขียนรีวิวของผู้บริโภคในตลาดอีคอมเมิร์ซ โดยวิเคราะห์จาก 30,000 รีวิวบนเว็บไซต์ Trusted Company ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มที่ให้ผู้บริโภคเขียนรีวิววิจารณ์ร้านค้าต่างๆ ระหว่างวันที่ 1 มกราคม 2014 ถึงวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2017 และพบว่ามีผลการศึกษาที่น่าสนใจดังต่อไปนี้

ประเทศไทย

ผู้บริโภคชาวไทยเป็นกลุ่มผู้บริโภคที่เขียนรีวิวที่เป็นกลาง กล่าวคือคนไทยนิยมใช้คำว่าดีหรือแย่เป็นส่วนใหญ่ ซึ่งต่างจากประเทศเพื่อนบ้านที่จะชอบใช้คำว่ารักหรือเกลียด ซึ่งบ่งบอกถึงการแสดงอารมณ์ในการเขียนรีวิว นอกจากนี้ เมื่อพูดถึงการให้ความสำคัญต่อร้านขายสินค้าออนไลน์ คนไทยให้ความสำคัญกับการบริการกว่า 41% รองลงมาคือการจัดส่งที่รวดเร็วโดยให้ความสำคัญกว่า 35%

ภาพรวมแล้วคนไทยรู้สึกเป็นกลางต่อร้านค้าออนไลน์ในประเทศไทย โดยให้คะแนนเรตติ้งอยู่ที่ 3.5 จาก 5 คะแนน ซึ่งนี่คงเป็นโอกาสที่ร้านค้าออนไลน์ต่างๆจะต้องศึกษาและทำความเข้าใจต่อความต้องการของผู้บริโภคเพื่อมองหากลยุทธ์ในการตอบสนองความต้องการของคนไทยต่อไป

สิงคโปร์

การเขียนรีวิวด้วยตัวอักษรพิมพ์ใหญ่ถือเป็นการตะโกนบนโลกออนไลน์ ซึ่งคนสิงคโปร์มักจะเขียนรีวิวคำติด้วยตัวอักษรพิมพ์ใหญ่มากกว่าคนมาเลเซียอยู่ 25% นอกจากนี้คนสิงคโปร์ซึ่งอาศัยอยู่ในประเทศที่พัฒนาแล้ว จึงคาดหวังต่อสินค้าบริการสูงกว่าประเทศอื่นๆในประเทศแถบเพื่อนบ้าน เมื่อความคาดหวังไม่ได้รับการตอบสนอง คนสิงคโปร์จึงผิดหวังมากกว่าคนในประเทศอื่นๆ จึงทำให้เกิดการขอ Refund มากกว่าในประเทศอื่นๆ โดยผลการศึกษาพบว่าคนสิงคโปร์ 29% ขอ Refund ถ้าหากไม่พอใจต่อสินค้าและบริการ ในทางกลับกันถ้าหากสินค้าหรือบริการสามารถตอบสนองความต้องการพวกเขาได้ คนสิงคโปร์จะแชร์เรื่องราวเหล่านี้ให้กับเพื่อนและครอบครัวของพวกเขาฟังเป็นสองเท่า และถ้าพูดถึงการให้คะแนนต่อร้านค้าในตลาดแล้ว คนสิงคโปร์ให้คะแนนเฉลี่ยร้านค้าออนไลน์เพียง 2.9 คะแนนจากคะแนนเต็ม 5 คะแนน

อินโดนีเซีย

คนอินโดนีเซียถือเป็นเชื้อชาติที่ใจดีมีพฤติกรรมที่ใกล้เคียงกับคนไทย เนื่องจากมีคอนเซ็ปการใช้ชีวิตคือการให้อภัย ดังนั้นคนอินโดนีเซียจึงไม่นิยมเขียนรีวิวในเชิงลบ ถึงแม้ว่าประเทศอินโดนีเซียจะมีการแจ้งเกี่ยวกับการโกงเงินผ่านร้านขายสินค้าออนไลน์แต่ชาวอินโดนีเซียยังคงให้คะแนนร้านค้าออนไลน์สูงกว่าประเทศเพื่อนบ้าน โดยคะแนนเฉลี่ยตกอยู่ที่ 4.2 คะแนนจาก 5 คะแนน

ฟิลิปปินส์

ตลาดฟิลิปปินส์ซึ่งเป็นตลาดอีคอมเมิร์ซที่น่าสนใจมากในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ คาดการเติบโตประมาณ 17% ในอีก 5 ปีข้างหน้า แต่เป็นที่น่าจับตามองอย่างยิ่งที่ร้านขายสินค้าออนไลน์ในตลาดฟิลิปปินส์ไม่สามารถตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคได้ จากการศึกษาพบว่า ผู้บริโภคในตลาดส่วนมากให้รีวิวในเชิงลบโดยมีรายละเอียดดังต่อไปนี้

  • 57% ของผู้บริโภคเขียนคำว่าแย่มากในรีวิวของพวกเขา
  • 12% ของผู้บริโภคเขียนคำว่าแย่ในรีวิวของพวกเขา
  • 33% ของผู้บริโภคเขียนรีวิวในเชิงด่าทอ

ซึ่งน่าจะเป็นโอกาสที่ดีสำหรับบริษัทต่างชาติที่จะเข้ามาทำตลาดในประเทศฟิลิปปินส์เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคในประเทศนี้ 

ในทางการตลาดมักจะพูดถึงคอนเซ็ปเรื่อง Expectation Gap ซึ่งเป็นความต่างระหว่างความคาดหวังของผู้บริโภคและการได้รับบริการจริง สิ่งหนึ่งที่ร้านขายสินค้าออนไลน์ได้เรียนรู้จากการศึกษาพฤติกรรมผู้บริโภคในครั้งนี้คือการตรวจสอบและวิเคราะห์ความคาดหวังของผู้บริโภคว่าอยู่ในระดับใด (Expectation Level) เมื่อเทียบกับการให้บริการจริง (Deliver Level)

ถ้าหากบริษัททราบถึงความต้องการของผู้บริโภคในตลาดและทำการลดช่องว่างระหว่างการให้บริการนั้น จะทำให้ผู้บริโภครู้สึกประทับใจต่อสินค้าและบริการ ซึ่งจะช่วยลดการเขียนตำหนิในโลก Social Media ได้ดียิ่งขึ้น ซึ่งจากการศึกษาแสดงให้เห็นว่าบริษัทในตลาด e-Commerce ยังต้องศึกษาความต้องการของผู้บริโภคในตลาดให้มากยิ่งขึ้นและที่สำคัญช่องว่างนี้ยังเป็นโอกาสให้กับบริษัทใหม่ๆ เข้ามาทำตลาดเพื่อชิงส่วนแบ่งได้อีกด้วยถ้าหากผู้ค้าปัจจุบันไม่มีการปรับตัว

 
Source: thumbsup

from:http://thumbsup.in.th/2017/04/research-reviewer-behavior-in-sea/

SMB ไทยได้เฮ Google เปิดตัวช่วยแปลใหม่ล่าสุด “Neural Machine” ทลายข้อจำกัดด้านภาษา

ออกมาเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือสำหรับภาคธุรกิจ SMB ของไทย กับบริการแปลภาษาของ Google ที่พัฒนาไปสู่การใช้ Neural System ในการแปลความหมายของประโยค ซึ่งในการเปิดตัวนี้มาจาก Google มองเห็นถึงข้อจำกัดด้านภาษาที่ทำให้ธุรกิจขนาดกลางและเล็กของไทยบางส่วนไม่อาจโกอินเตอร์ได้อย่างใจคิดนั่นเอง

สำหรับใครที่ใช้ระบบแปลภาษาของ Google มาโดยตลอดอาจพอสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงของ Google Translate กันบ้างไม่มากก็น้อย โดยสิ่งที่เปลี่ยนไปของ Google Translate คือการนำระบบ Neural Machine มาใช้ในการแปลความหมายของประโยค ซึ่งจะแปลทั้งประโยคพร้อมกันในครั้งเดียว แล้วนำมาเรียบเรียงใหม่ให้เหมือนกับภาษาพูดของมนุษย์มากที่สุด แทนที่จะแปลเป็นส่วน ๆ แล้วค่อยนำมาต่อกันแบบในอดีต และปัจจุบันมีภาษาที่ Google เปิดให้บริการผ่าน Neural Machine Translation แล้ว 12 ภาษานอกจากภาษาอังกฤษ ได้แก่ ภาษาไทย, จีน, ญี่ปุ่น, เกาหลี, รัสเซีย, ฮินดี, ฝรั่งเศส, เยอรมัน, สเปน, โปรตุเกส, ตุรกี, และเวียดนาม

นอกจากนี้ สำหรับผู้ใช้งานชาวไทยยังสามารถใช้งาน Google Translate ได้อีกหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น

  • คุณสมบัติแปลทันที ด้วยการส่องกล้องโทรศัพท์ไปที่ข้อความที่ต้องการแปล ก็จะเห็นคำแปลของข้อความนั้น ๆ ทันที โดยเปิดให้ใช้งานแล้วใน 31 คู่ภาษา และสามารถใช้งานได้แม้ไม่มีสัญญาณอินเทอร์เน็ตด้วย
  • แปลภาษาระหว่างการสนทนา รองรับได้ 32 ภาษา ทำได้โดยการเลือกภาษาที่ต้องการแปล จากนั้นแตะไปที่แท็บไมโครโฟน แอปพลิเคชันจะฟังบทสนทนาด้วย และแปลภาษาออกมาตามความเหมาะสม
  • แปลภาษาจากแอปพลิเคชันอื่น โดยไม่ต้องคัดลอกข้อความมาวางบน Google Translate คุณสมบัตินี้รองรับถึง 103 ภาษา ซึ่งผู้ใช้งานต้องเข้าไปตั้งค่าใน Google Translate เปิดโหมดการตั้งค่าในแท็บเมนู เพื่อเลือก Tap to Translate จากนั้นเมื่อใช้งานแอปพลิเคชันอื่นอยู่และต้องการแปล ก็เพียงเลือกข้อความที่ต้องการจะแปล และแตะที่ไอคอนการแปลที่จะปรากฏบนมุมนด้านขวาของหน้าจอโทรศัพท์
  • แปลภาษาได้แม้ไม่มีสัญญาณอินเทอร์เน็ต โดยดาวน์โหลดภาษาที่ต้องการลงมาเพื่อใช้งานแบบ Offline ได้

โดยในปัจจุบัน Google ระบุว่า มีผู้ใช้เครื่องมือแปลภาษาของ Google นี้ประมาณ 500 ล้านคนทั่วโลกและมีการแปลข้อมูลต่าง ๆ นับพันล้านครั้ง ซึ่งสาเหตุที่มีการใช้งานสูงนั้นส่วนหนึ่งเป็นเพราะว่าข้อมูลของเว็บทั่วโลกนั้น 50% อยู่ในภาษาอังกฤษ แต่คนบนโลกที่พูดภาษาอังกฤษนั้นมีเพียง 20% นั่นเอง ความจำเป็นของเครื่องมือแปลภาษาจึงยิ่งทวีความสำคัญและจำเป็นต้องมีความแม่นยำในการแปลมากขึ้นตามไปด้วย

ทั้งนี้ บริการ Neural Machine ของ Google Translate เป็นส่วนหนึ่งของแผนการที่ Google ประเทศไทยจะเลือกใช้เพื่อพาธุรกิจไทยสู่ยุคดิจิทัลดังที่ได้มีการประกาศไปเมื่อสองสัปดาห์ก่อนนั่นเอง โดย Google ฝากมาบอกด้วยว่า เจ้าของธุรกิจ SMB รายใดที่ไม่ถนัดภาษาอังกฤษสามารถใช้บริการนี้คุยกับลูกค้าต่างชาติได้แล้วค่ะ

ที่มา: Google ประเทศไทย

 

 

 
Source: thumbsup

from:http://thumbsup.in.th/2017/04/google-launched-neural-machine-translate-for-thais/

GroupM FOCAL 2017 ฟัง “ศิวัตร เชาวรียวงษ์” แนะกลยุทธ์ปรับตัวสำหรับนักการตลาด

ณศิวัตร เชาวรียวงษ์ และคุณนิคลาส สตอลเบิร์ก ประธานกรรมการบริหารบริษัท กรุ๊ปเอ็ม (ประเทศไทย)จบไปแล้วอย่างยิ่งใหญ่สำหรับ “FOCAL 2017” งานสัมมนาดิจิทัลจาก “GroupM” บริษัทบริหารจัดการการลงทุนสื่อในเครือ WPP ซึ่งในปีนี้ คุณศิวัตร เชาวรียวงษ์ และคุณนิคลาส สตอลเบิร์ก ประธานกรรมการบริหารบริษัท กรุ๊ปเอ็ม (ประเทศไทย) ได้จัดให้มีการนำเสนอ 6  ทิศทางการตลาดดิจิทัลที่สำคัญสำหรับนักการตลาดไทยผ่านเวทีต่าง ๆ ภายในงานด้วย

โดยภายในงานได้มีการอ้างอิงตัวเลขจาก DAAT  ในเรื่องแนวโน้มเม็ดเงินโฆษณาดิจิทัลของปี 2017 ที่จะปรับตัวสูงขึ้นอีก 24% ซึ่งจะทำให้มูลค่าตลาดสื่อโฆษณาดิจิทัลไทยมีมูลค่าแตะหนึ่งหมื่นล้านบาท (ราว 11,774 ล้านบาท) เป็นครั้งแรก

“ด้วยงบประมาณดังกล่าว น่าจะทำให้เราขึ้นมาอยู่สูสี เป็นสื่ออันดับสองรองจากทีวี ในวงเล็บด้วยว่า เงินนี้เป็นเงินที่ใช้จ่ายผ่านเอเจนซี่เท่านั้น ไม่ได้รวมเงินที่ลูกค้าจ่ายตรงไปยังสื่อดิจิทัล และเงินที่ฐานธุรกิจใหญ่ในบ้านเราอย่าง SME ใช้กัน ซึ่งเราก็กำลังหาทางอยู่ว่าจะรวมได้อย่างไร เพราะคิดว่าถ้ารวมได้แล้ว งบประมาณก้อนนี้จะเห็นได้ชัดเจนขึ้น และจะมีมูลค่ามากกว่านี้อีกมากมาย” คุณศิวัตร เชาวรียวงษ์กล่าวพร้อมให้ข้อมูลต่อว่า

“สิ่งที่จะเกิดขึ้นในปีนี้คือ การผลักเงินของงบโฆษณาบางส่วนของสื่อทีวีมาอยู่บนสื่อดิจิทัล แล้วก็มีอีกหลายแบรนด์ที่ไม่ได้โยกงบมาจากสื่อทีวี แต่เพิ่มงบในส่วนสื่อดิจิทัล ซึ่งการปรับตัวนี้น่าจะทำให้ยอดโดยรวมเติบโตขึ้น”

สำหรับหัวข้อหลักของงานในปีนี้คือพฤติกรรมของคนไทยที่ใช้โทรศัพท์มือถือจนกลายเป็นอุปกรณ์หลักของชีวิต ทั้งใช้ในการเข้าอินเตอร์เน็ต และทำให้ชีวิตสะดวกสบายขึ้นผ่านแอปพลิเคชันต่างๆ แต่ในมุมของนักการตลาดนั้นก็ต้องเตรียมตัวรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของสื่อและการหากลยุทธ์เพื่อความอยู่รอดสำหรับธุรกิจ e-Commerce เอาไว้ด้วยเช่นกัน

4 เครื่องมือสำคัญสำหรับนักการตลาดยุค 2017

โดยการจะติดอาวุธให้นักการตลาดยุค 2017 ให้ทำงานได้อย่างครบเครื่องนั้น คุณศิวัตรได้เผยว่า นักการตลาดจำเป็นต้องมีเครื่องมือสำคัญ 4 ประการ ดังนี้

  • Realtime media Dashboard, Monitoring Tools
  • Programmatic (DSP/SSP)
  • Social Listening Tool
  • Data Analytic Platform

Brand Safety ในไทยปลอดภัยหรือเปล่า

นอกจากเทรนด์เรื่องวงการ Digital Marketing แล้ว อีกหนึ่งประเด็นที่ได้รับความสนใจไม่แพ้กันจากนักการตลาดก็คือเรื่องของ Brand Safety ซึ่งในต่างประเทศกำลังมีประเด็นกับ Google และ YouTube อย่างหนัก เหตุเพราะระบบ Programmatic ของ Google มีการวางโฆษณาของแบรนด์เอาไว้กับคอนเทนต์ที่ไม่เหมาะสมนั่นเอง ในจุดนี้ เมื่อถามถึงสถานการณ์ในเมืองไทย คุณศิวัตรกล่าวว่า สำหรับประเทศไทยนั้น มีการสกรีนในระดับหนึ่งแล้ว อย่างไรก็ดี ปัญหาเรื่อง Brand Safety นั้นไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยการลดราคาอย่างแน่นอน

“บ้านเราถือว่าเคยมีการคุยกันมาแล้วในอดีต แต่เมื่อมันเป็นประเด็นขึ้นมาในระดับโลก เขาก็ต้องเข้มงวดมากกว่านี้ใช่ไหม แต่ไม่เกี่ยวกับเรื่องลดราคา เพราะเรื่อง Brand Safety ราคาเท่าไรก็เอามาแลกไม่ได้”

แอปพลิเคชันที่คนไทยใช้งานแล้วรู้สึกว่าทำให้ชีวิตสะดวกสบายมากขึ้น

ทั้งนี้ หนทางป้องกันสำหรับแบรนด์คือ การเลือกลงโฆษณากับคอนเทนต์แบบ Official ซึ่งในมุมมองของคุณศิวัตรนั้น มองว่าพฤติกรรมคนไทยเองก็มีการรับชมคอนเทนต์จากฝั่ง Media Provider ค่อนข้างมากอยู่แล้ว

หากกล่าวโดยสรุป มุมมองของ GroupM ที่นำเสนอผ่านงาน FOCAL 2017 คือการที่สื่อดิจิทัลได้เข้ามาเปลี่ยนชีวิตคนไทย ในการยกระดับชีวิตให้สะดวกมากขึ้น ทำมาหากินได้มากขึ้น แม้กระทั่งมิติของความบันเทิงก็มีตัวเลือกมากขึ้น ซึ่งถ้าหากมีอะไรที่ทำให้มันดีขึ้นได้ขนาดนี้ ก็จะทำให้ผู้บริโภคยึดติดและอยู่กับสิ่งนั้น ๆ ไปตลอดได้ในที่สุด 

 

 
Source: thumbsup

from:http://thumbsup.in.th/2017/04/group-m-focal-2017/