คลังเก็บป้ายกำกับ: THAI

ขายสินค้าออนไลน์ ทำไมต้องไม่ระบุราคา?

ทันทีที่แบไต๋ดอทคอมโพสต์ข่าวว่า “ขายสินค้าออนไลน์ไม่ระบุราคาสินค้า มีโทษปรับสูงสุด 10,000 บาท” หลังจากที่เว็บเพจ Drama Lawyer ตั้งข้อสังเกตเรื่องโทษปรับสูงสุด 10,000 บาท ชาวออนไลน์หลายคนโดยเฉพาะพ่อค้าแม่ขายพากันเซ็งพร้อมกับจุดประเด็นว่าประกาศนี้อาจทำให้ธุรกิจการค้าออนไลน์ของตัวเองเสียหายหลายแสน เพียงเพราะการ “บังคับให้ระบุราคา”

ฟังแบบนี้แล้วอาจมีบางคนไม่เห็นด้วย เพราะราคาที่ชัดเจนนั้นเป็นข้อมูลสุดพื้นฐานที่เปิดเผยได้ เรียกว่าเป็นข้อมูลอันดับต้นที่ลูกค้าต้องรู้ก่อนจะคลิกซื้อ

แต่การเปิดราคานำไปสู่การตัดราคา เรื่องนี้เป็นเรื่องเด่นในหลายความเห็นที่ระบุว่าสินค้าที่วางขายออนไลน์นั้นมีการแข่งขันสูง การแจ้งราคาทำให้คู่แข่งตัดราคาง่ายมาก เมื่อตัดกันไปมา สุดท้ายก็ “เจ๊งกันหมด” (แม้ว่าการไม่ลงราคา คู่แข่งก็สามารถปลอมเป็นลูกค้า สืบราคาได้ไม่ต่างกัน)

ประเด็นนี้ถูกถกเถียงว่านี่คือข้อดีหรือข้อเสีย ในมุมผู้ซื้อ ลูกค้าย่อมได้ประโยชน์เพราะได้รับสินค้าในราคาประหยัด เนื่องจากการเลือกซื้อสินค้าบนเว็บไซต์นั้นทำได้อิสระ ไม่ต้องคำนึงถึงการเดินทาง ส่วนในมุมผู้ค้า บางทีผู้ค้าขายสินค้าราคาต่ำแล้ว แต่พอรายอื่นมาเห็นราคา ก็ตัดให้ราคาต่ำกว่า ทำให้ธุรกิจไปได้ไม่ดีเท่าที่ควร

ผู้ค้าบางรายมองว่า การไม่บอกราคาแล้วรอให้ลูกค้าที่สนใจในสินค้านั้น ส่งข้อความส่วนตัวหรือ inbox ไปสอบถามราคาสองต่อสอง ถือเป็นเทคนิคการขายที่ให้ลูกค้ามีปฏิสัมพันธ์กับผู้ขายก่อน วิธีนี้ผู้ขายบางรายบอกว่าได้ผลดี เพราะการแซตส่วนตัวสามารถโน้มน้าวใจได้

อย่างไรก็ตาม “ประกาศล่าสุดจากคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ” แสดงว่าผู้ค้าออนไลน์ต้องปรับตัว เนื่องจากประกาศข้อ 3 เขียนชัดเจนว่าต่อจากนี้ผู้ขายสินค้าออนไลน์ต้องแสดงราคาสินค้าเป็นตัวเลขอารบิค และรายละเอียดสินค้า เช่น ขนาด น้ำหนักให้ชัดเจน โดยหากมีค่าใช้จ่ายอื่นนอกจากราคาสินค้า (เช่นค่าส่ง) ก็ต้องแสดงให้ชัดเจนด้วย จุดนี้หากไม่ทำตาม ผู้พบเห็นสามารถแจ้งข้อหาทำความผิดตาม “พระราชบัญญัติว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542” ผู้ค้าจะมีโทษปรับสูงสุด 10,000 บาท

อีกจุดน่าสนใจที่ต้องรอดูจากประกาศนี้ คือสินค้ากลุ่มอสังหาฯเช่นโครงการบ้าน คอนโด จะมีการเปลี่ยนแปลงหรือไม่ เนื่องจากที่ผ่านมา หลายโครงการแสดงเฉพาะรูป ไม่แสดงราคาเนื่องจากราคาจำหน่ายไม่คงที่ในระยะยาว รวมถึงอีกหลายปัจจัยที่ทำให้ราคาเปลี่ยนแปลงไม่แน่นอน

เหนืออื่นใด ประกาศล่าสุดยังเป็นสัญญาณบอกว่ารัฐฯกำลังเข้ามาจัดระเบียบโลกการค้าออนไลน์ของไทยอย่างจริงจังมากขึ้นอีกขั้น และเป็นการจัดระเบียบที่ทั้งผู้ซื้อและผู้ขายรู้สึกได้ทั้ง 2 ฝ่าย

 
Source: thumbsup

from:http://thumbsup.in.th/2017/03/commerce-price-thai/

Advertisements

Booking.com ชี้คนไทย 43% ยอมทิ้งงานรายได้ดี เพื่อให้มีโอกาสเดินทางท่องเที่ยวมากขึ้น

มีข้อมูลการสำรวจพฤติกรรมการท่องเที่ยวของคนไทยที่น่าสนใจตัวหนึ่งมาฝากกัน โดยผู้จัดทำคือเว็บไซต์จองโรงแรมอย่าง Booking.com ที่สำรวจพบว่า คนไทยทุกวันนี้ชื่นชอบการเดินทางท่องเที่ยวมากขึ้นเรื่อยๆ และมีถึง 43% ที่ยอมลาออกจากงานที่จ่ายผลตอบแทนงามๆ มารับรายได้ที่ต่ำกว่า เพื่อให้ตัวเองได้มีโอกาสในการเดินทาง

ที่บอกว่าข้อมูลนี้น่าสนใจเพราะ ตัวเลข 43% ที่ Booking.com รายงานนั้นเป็นตัวเลขที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศอื่นๆ ถึง 13% และยังสะท้อนให้เห็นว่า หากนายจ้างมีการปรับเปลี่ยนนโยบายในการทำงานให้ยืดหยุ่นมากขึ้น และตอบสนองความต้องการในการเดินทางของพนักงานได้ ก็อาจใช้เป็นเครื่องมือในการต่อรอง และจูงใจพนักงานให้ทำงานอยู่กับบริษัทต่อไปได้เช่นกัน

Booking.com ยังเผยด้วยว่า ในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา ชาวไทยที่ต้องเดินทางไปติดต่อธุรกิจมีการขยายทริปไปยังเมืองหรือประเทศอื่นๆ ต่อถึง 71% ซึ่งถือเป็นสถิติสูงสุดเมื่อเทียบกับประเทศที่ทำการสำรวจทั้งหมด โดย 37% ของผู้เดินทางกลุ่มนี้ เผยด้วยว่า ตั้งใจจะทำเช่นนี้อีกในปี พ.ศ. 2560 (ผู้ตอบแบบสอบถามทั้งหมด 12,781 คนที่มีอายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้น และมีการเดินทางอย่างน้อย 1 ครั้งในปี 2559 รวมถึงต้องกำลังวางแผนเดินทางอย่างน้อย 1 ทริปในปี 2560 และต้องเป็นผู้ตัดสินใจหรือมีส่วนร่วมในการตัดสินใจเกี่ยวกับทริปที่จะเดินทาง)

จากจุดนี้ สิ่งที่น่าสนใจสำหรับนักการตลาดก็คือ แนวคิดของผู้เดินทางที่มองว่าทริปธุรกิจนั้นเป็นโอกาสในการเปิดโลกทัศน์ ค้นหาแรงบันดาลใจและความก้าวหน้าในการทำงาน โดยจะเห็นได้จากพนักงานยุคดิจิทัลที่พร้อมออกเดินทางและมีความยืดหยุ่นกับแผนการเดินทางมากขึ้น อีกทั้งยังสามารถมองหาโอกาสในการผนวกทริปธุรกิจเข้ากับทริปท่องเที่ยวได้อย่างลงตัว จนสามารถทำงานพร้อมท่องเที่ยวได้ในทริปเดียวกัน

 

โดยในการนี้ Booking.com ได้เปิดโผ 10 รายชื่อเมืองที่กำลังได้รับความนิยมอย่างรวดเร็วจากผู้ใช้บริการในทริปธุรกิจ (อ้างอิงจากอัตราการจองห้องพักในช่วงเดือนพฤศจิกายน 2558 – พฤศจิกายน 2559) ได้แก่ (เรียงตามลำดับ)

1. เซี่ยงไฮ้
2. โตเกียว
3. กรุงเทพฯ
4. กว่างโจว
5. นิวยอร์ก
6. บูดาเปสต์
7. สิงคโปร์
8. ฮ่องกง
9. ปราก
10. อัมสเตอร์ดัม

ซึ่งเมืองเหล่านี้ Booking.com อ้างว่า สามารถทำให้ผู้เดินทางกว่า 50% รู้สึกเพลิดเพลิน และสามารถดึงดูดให้พวกเขายืดระยะเวลาของทริปออกไปอีกหลายวัน เพื่อออกสำรวจและใช้เวลาช่วงที่ได้เดินทางออกนอกออฟฟิศให้คุ้มค่าที่สุดด้วย

 

 
Source: thumbsup

from:http://thumbsup.in.th/2017/01/thais-people-quit-highly-paid-jobs-for-opportunity-to-travel/

ฉายภาพรถหรูไทยปีหน้าผ่านสายตา “เบนซ์” และคำตอบเรื่อง Luxury Pickup

ด้วยสภาวเศรษฐกิจชะลอตัว และปัจจัยลบอื่นๆ ทั้งในไทย รวมถึงระดับโลก ต่างทำให้กลุ่มผู้ผลิตรถยนต์หรูปวดขมับกันไปตามๆ กันเพราะก่อนหน้านี้คาดการณ์ว่าการจำหน่ายรถหรูในประเทศไทยจะมีถึง 22,000 คัน แต่ที่จะปลายปีแล้วยังไม่มีวี่แววว่าจะถึง 20,000 คัน ลองมาฟังจากปากผู้บริหารเมอร์เซเดสเบนซ์ ประเทศไทย ว่าปีนี้จะจบอย่างไร แล้วปีหน้าจะมีสัญญาณอะไรบ้าง

ภาพ pixabay.com

ฟันธงปีนี้ได้แค่ 20,000 คันยังเหนื่อย

ไมเคิล เกรเว่ ประธานบริหาร บริษัท เมอร์เซเดสเบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด ย้ำว่า ปกติแล้วช่วงไตรมาสสุดท้ายของทุกปีจะเป็นเวลาที่การจำหน่ายรถยนต์หรูเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่เมื่อสภาพเศรษฐกิจทั้งในไทย และต่างประเทศชะลอตัว กลุ่มผู้ซื้อก็เลือกที่จะไม่ใช้เงิน จนการจำหน่ายรถยนต์หรูในประเทศไทยที่คาดการณ์กันไว้ที่ 22,000 คัน อาจไม่ถึง และมีความเป็นไปได้สูงที่จะอยู่ราว 20,000 คัน หรือต่ำกว่านั้น 12 – 15% แต่ถึงตลาดหดตัว บริษัทก็ยังคงเป็นเบอร์หนึ่งในการจำหน่ายรถยนต์หรูในประเทศไทย และในปีหน้าก็ยังคงเป้าหมายนั้นไว้เหมือนเดิม

“ตอนนี้มองปีหน้าว่าทุกอย่างน่าจะดีขึ้น หลังจากสภาพเศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัวขึ้นมาบ้าง รวมถึงดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคก็ดีขึ้นเช่นเดียวกัน ดังนั้นถ้าไม่มีเหตุการณ์ไม่คาดฝัน รถยนต์หรูน่าจะกลับมาเติบโตอีกครั้ง และทางเบนซ์ก็ยังคงเป้าหมายเรื่องเบอร์หนึ่งรถยนต์หรูไว้เช่นเดิม ผ่านการใช้เรื่องโปรดักต์ที่แตกต่างเป็นตัวนำตลาด ไม่ว่าจะเป็น Compact Car, Contemporary Luxury, Dream Car และ SUV รวมถึงรถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้า หรือ EV (Electric Vehicle) ที่ได้ความสนใจมากกว่าตลาดเยอรมันเสียอีก”

ไมเคิล เกรเว่ ประธานบริหาร บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด

เดินเกมรถผลิตไทยต่อเนื่อง

ขณะเดียวกันการทำตลาดรถยนต์หรูด้วยการนำชิ้นส่วนเข้ามาประกอบในประเทศไทย ก็เป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์ในการสร้างฐานผู้ใช้งานเบนซ์ให้เติบโตอย่างรวดเร็ว ผ่านการใช้พาร์ทเนอร์ ธนบุรีประกอบยนต์ (TAAP) ที่ช่วยประกอบรถยนต์ในประเทศไทยขายมาตั้งแต่ปี 2522 หรือ 37 ปี และประกอบรถยนต์ออกมาจำหน่ายในตลาดไทยแล้ว 1 แสนคัน โดยเฉพาะปีนี้ประกอบไป 9,000 คัน ประกอบด้วยรถยนต์ 8 รุ่นหลัก กับ 16 รุ่นย่อย จากทั้งหมดที่เบนซ์ทำตลาดในระดับโลกกว่า 30 รุ่น นอกจากนี้เพื่อรองรับความต้องการในตลาด ยังมีแผนขยายโรงงานผลิตให้ใหญ่กว่าเดิม จากที่มีพื้นที่ 1.35 แสนตร.ม.

สำหรับการประกอบรถยนต์ภายในประเทศไทยของ เมอร์เซเดส-เบนซ์ จะใช้ชิ้นส่วนในประเทศไทยเกิน 40% ตามข้อตกลง และการประกอบนั้นไม่ได้ทำเพื่อส่งออก แต่มีวัตถุประสงค์จะหน่ายในประเทศไทยเท่านั้น เพราะในภูมิภาคนี้ยังมีโรงงานในอินโดนีเซีย, เวียดนาม รวมถึงอินเดียอยู่แล้ว จากโรงงานทั้งหมดที่กระจายอยู่ทั่วโลก 28 แห่ง และยังต่อสัญญากับ TAAP ไปอีก 12 ปี หรือ 2 รุ่นการผลิต เพื่อให้การทำตลาดรถยนต์ประกอบในประเทศไทยเป็นไปได้อย่างยั่งยืน และสร้างยอดจำหน่ายให้กับบริษัทเติบโต ผ่านสัดส่วน 2 ใน 3 ของยอดขายในประเทศไทยทั้งหมดด้วย

EV ต้องรอรัฐบาล ส่วน Luxury Pickup ไม่มีแผน

ไมเคิล เล่าให้ฟังต่อว่า ตัวรถยนต์ขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้า หรือ EV เป็นเรื่องที่ต้องเกิดขึ้นในอนาคต แต่ก่อนจะถึงจุดนั้น การสนับสนุนโดยภาครัฐ รวมถึงการสร้างมาตรฐานกลางของรถยนต์เป็นเรื่องที่จำเป็นที่สุด เพราะถ้าไม่เกิดสถานีชาร์จอย่างเป็นรูปธรรม ก็เสี่ยงที่ EV จะวิ่งได้แค่ระยะทางสั้นๆ นอกจากนี้ตัวปลั๊กเสียบชาร์จรถยนต์ค่ายต่างๆ ก็ยังแตกต่างกัน ที่สำคัญประเทศไทยก็มีโอกาสเป็นศูนย์กลางการผลิต EV ได้ แต่ปัจจัยทั้งหมดข้างต้นต้องเกิดขึ้นครบก่อน

ส่วนแผนการนำเข้า Luxury Pickup ในตระกูล X Class เข้ามาจำหน่ายในประเทศไทยนั้น ตอนนี้ยังไม่มีแผน ส่วนเรื่องอนาคตยังไม่สามารถตอบได้เช่นกัน

สรุป

บริษัทรถคงมองกันไปถึงปี 2560 แล้ว เพราะปีนี้วิกฤติหนักจริงๆ แต่ถ้ามองไปที่กลุ่มรถยนต์หรูแล้ว โอกาสที่ตลาดจะฟื้นตัวกลับมาก็คงไม่ใช่เรื่องยาก เพราะกลุ่มซื้อรถหรูก็มีคนที่เศรษฐกิจซบยังไงก็ไม่กระทบอยู่แล้ว ดังนั้นคงลุ้นแค่ชนชั้นกลาง หรือกลางบน ที่ถ้าเศรษฐกิจดี พวกเขาก็น่าจะยกระดับชีวิตตัวเองกันบ้าง

ส่วนเรื่อง X Class ใครอยากได้ก็เตรียมติดต่อ Grey Market ไว้เลยนะครับ

 

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/benz-eyes-on-luxury-car-2017/

อะไรนะ? ขายปลากัดไทยได้ตัวละครึ่งแสน แพงขนาดนี้ทำไมไม่ลองศึกษาดูล่ะ

เมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมาเกิดกรณีศึกษาในตลาดปลาสวยงามอีกครั้ง เมื่อนักเพาะพันธุ์ปลาสวยงาม คเชนทร์ วรชัย ได้เปิดประมูลปลากัดไทยลวดลายธงชาติไทย โดยราคาประมูลจบที่ 53,500 บาท จากราคาเริ่มต้นเพียง 99 บาท

ภาจากเพจ Shutter Prince
ภาพ // เอก นครปฐม

ย้อนรอย “ไตรรงค์” เจ้าปลากัดไทยครึ่งแสน

เว็บไซต์ The Guardian รายงานว่า การประมูลครั้งนี้ทำผ่านระบบออนไลน์ทั้งหมด โดย คเชนทร์ ลงข้อมูลปลาตัวดังกล่าวไว้ในกลุ่มบน Facebook ประมูลปลากัดไทย [ Thailand betta’s Auction] ตั้งแต่ต้นเดือนพ.ย. และมีผู้สนใจปลากัดตัวนี้จำนวนมาก เพราะด้วยลวดลายที่ไม่เหมือนใคร รวมถึงกว่าจะเพาะพันธุ์สีนี้ขึ้นมาได้ ต้องใช้ระยะเวลานาน ผ่านลวดลายบนตัวที่มีทั้งสีแดง, ขาว และน้ำเงินวางสลับกันในแนวนอนเหมือนธงชาติไทย

และนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่การประมูลปลากัดไทยราคาพุ่งสูงถึงขนาดนี้ เพราะในครั้งก่อนปลากัดไทยพันธุ์ Half Moon (มีหางแผ่ออกมาคล้ายรูปตัว D) ราคาประมูลจบที่ 23,500 บาท แต่ด้วยลักษณะเพาะพันธุ์เรื่องสีที่โอกาสมีเพียง 1 ใน 100,000 ที่สีปลากัดไทยจะออกมาเป็น 3 สี และเรียงอย่างเป็นระเบียบในแนวนอน โดยราคาปลากัดไทยในตลาดมีราคาเริ่มต้นที่ตัวละหลักสิบบาทเท่านั้น

ภาพจาก pixabay.com
ภาพจาก pixabay.com

ก็เหมือนงานศิลปะ เพราะคนไม่เข้าใจก็แค่ของธรรมดา

“ผมไม่ได้คิดว่ามูลค่าการประมูลจะเพิ่มขึ้นเร็วขนาดนี้ เพราะจากราคาเริ่มต้น 99 บาท ผ่านไปเพียง 2 วันราคาก็แตะหลักพันบาทแล้ว ซึ่งแค่ถึงจุดนั้นมันก็เกินความคาดหมายของผมแล้ว เพราะผมแค่เพาะเลี้ยงปลากัดไทยเป็นงานอดิเรก และแบ่งจำหน่ายแค่บางส่วนเท่านั้น ส่วนเรื่องราคาถ้าคนไม่ชอบก็คงมองว่าทำไมแพง แต่ถ้าคนที่รักปลากัดไทย หรือชอบงานศิลปะ ก็คงจะรู้ว่ามูลค่าของความสวยงามเป็นอย่างไร” คเชนทร์ กล่าว

สำหรับปลากัดไทยในตลาด ปัจจุบันมีการเพาะเลี้ยงกันอย่างแพร่หลาย มีฟาร์มที่เพาะจำหน่ายเป็นเชิงพาณิชย์อยู่หลายแห่ง พันธุ์ที่นิยมเลี้ยงในประเทศไทยก็มีตั้งแต่ ปลากัดหม้อ ที่มีลักษณะเป็นตัวป้อมๆ หางไม่ยาวมาก และ ปลากัดจีน ที่มีลักษณะครีบกระจายคล้าย Half Moon แต่จะมีความถี่ และกระจายตัวมากกว่า รวมถึงพันธุ์ Half Moon ที่มีข้อมูลแล้วข้างต้น โดยราคาเริ่มต้นของปลากัดไทยทั้งหมดเพียงหลักสิบบาทเท่านั้น

สรุป

ต้นทุนของปลากัดนั้นไม่ได้แพง และหลายคนคงเคยทดลองเลี้ยงกันมาบ้าง แต่โอกาสที่จะผสมพันธุ์จนได้สีที่สวยงาม หรือมีลักษณะตรงกับพันธุ์จริงๆ ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย ดังนั้นถ้าอยากทดลองก็คงต้องคิดดูให้ดี

ส่วนความต้องการของตลาด Brand Inside มองว่า ในประเทศไทยก็มีกลุ่มคนชอบปลากัดค่อนข้างเล็ก แต่ในต่างประเทศก็มีความต้องการปลากัดไทยเช่นกัน ดังนั้นหากผู้ใดสามารถแก้ปัญหาเรื่องการขนส่งนี้ได้ น่าจะกอบโกยโอกาสสร้างรายได้ไปไม่มากก็น้อย

อ้างอิง // Siamese fighting fish in colours of Thai flag sells for £1,200

ทั้งนี้เจ้าของภาพเจ้าไตรรงค์ฝากข้อความมาว่า ภาพ “เจ้าไตรรงค์” เป็นของคนไทยทุกคน หากอยากร่วมเก็บความภูมิใจ ของเจ้าไตรรงค์หากพี่น้องคนไทยท่านใดสนใจในภาพของ ” เจ้าไตรรงค์. ให้ Inbox มาที่ Facebook ชื่อ  Shutter Prince คุณเอก นครปฐม จะส่งไฟล์ภาพเต็มให้กับทุกท่านฟรี ไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/thai-fighting-fish-53500-baht/

มาตรการลดภาษีเพื่อส่งเสริมการใช้ซอฟต์แวร์ไทย

software-thai-for-sme

ในยุคเศรษฐกิจดิจิทัลนั้น ซอฟต์แวร์กลายเป็นสิ่งหนึ่งที่มีบทบาทในการขับเคลื่อนภาคธุรกิจเป็นอย่างมาก เพราะการมีซอฟต์แวร์ในภาคธุรกิจ จะทำให้เกิดการทำงานที่มีประสิทธิภาพ ช่วยลดระยะเวลาการทำงาน ทั้งยังสามารถสร้างเม็ดเงินให้หมุนเวียนในภาคธุรกิจได้อีกด้วย ภาครัฐฯ จะสนับสนุนอย่างไรกับการใช้ซอฟต์แวร์ที่ผลิตโดยคนไทยเพื่อคนไทย…

ปัจจุบันรัฐบาลมีนโยบายในการส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัลหรือ Digital Economy เพื่อเสริมสร้างศักยภาพและยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันด้านเศรษฐกิจของประเทศ และเพื่อให้การดำเนินงานตามนโยบายดังกล่าวเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ จึงเห็นควรให้กำหนดมาตรการทางภาษีเพื่อสร้างแรงจูงใจให้ผู้ประกอบการ SMEs มีการนำผลิตภัณฑ์หรือบริการด้านซอฟต์แวร์จากผู้ประกอบการซอฟต์แวร์ไทยที่จดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมายมาใช้เป็นเครื่องมือในการบริหารจัดการเพิ่มมากขึ้น

การยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับการใช้ซอฟต์แวร์

สิทธิประโยชน์ทางภาษีที่ผู้ประกอบการ SMEs จะได้จากการซื้อหรือจ้างทำซอฟต์แวร์จากผู้ประกอบการซอฟต์แวร์ ซึ่งได้รับการขึ้นทะเบียนถูกต้องจากสำนักงานส่งเสริมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ SIPA เพื่อนำมาใช้ในการประกอบกิจการในรอบระยะเวลาบัญชีที่กำหนด มีสิทธิ์นำค่าใช้จ่ายมาหักเป็นรายจ่ายในรอบระยะเวลาบัญชีดังกล่าวได้เต็มจำนวนของมูลค่าซื้อหรือจ้างทำ แต่ต้องไม่เกินค่าใช้จ่ายสูงสุดที่กระทรวงการคลังร่วมกับ SIPA ในสังกัดของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมเป็นผู้กำหนด โดยการซื้อ การจ้างทำ หรือการใช้บริการต้องไม่รวมค่าบำรุงรักษารายปีและค่าใช้จ่ายที่ไม่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการใช้ซอฟต์แวร์ โดยสามารถเลือกใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีได้เพียงครั้งเดียว ภายใน 3 รอบระยะเวลาบัญชี ซึ่งคาดว่าจะสามารถผลักดัน และเริ่มใช้ในปี 2560

ทั้งนี้ผู้ประกอบการ SMEs ที่จะได้รับสิทธิประโยชน์ทางด้านภาษีจะต้องเป็นบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่มีทุนที่ชำระแล้วในวันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชีไม่เกิน 5 ล้านบาท และมีรายได้จากการขายสินค้าและการให้บริการในรอบระยะเวลาบัญชีไม่เกิน 30 ล้านบาท หรือตามที่กรมสรรพากรกำหนด ทั้งนี้ซอฟต์แวร์หรือแอพพลิเคชันที่ซื้อ จ้างทำ หรือใช้บริการจะต้องเป็นซอฟต์แวร์ที่ใช้ในการบริหารจัดการ

ตัวอย่างการใช้สิทธิประโยชน์ของผู้ประกอบการ SMEs กรณีซื้อหรือจ้างทำซอฟต์แวร์

สมมติผู้ประกอบการ SMEs มีการซื้อหรือจ้างทำซอฟต์แวร์มูลค่า 100,000 บาท ในวันที่ 1 มกราคม 2559 รอบระยะเวลาบัญชีของกิจการคือ 1 มกราคม 2559-31 ธันวาคม 2559 คิดค่าตัดจำหน่าย (ค่าเสื่อมราคา) 10% ต่อปี เท่ากับ 10,000 บาทต่อปี โดยได้สิทธิประโยชน์ทางภาษีไม่เกิน 200,000 บาท

กรณีทั่วไป (บาท)

กรณีใช้สิทธิประโยชน์ (บาท)

รายได้

3,000,000

3,000,000

ต้นทุนขาย

2,400,000

2,400,000

กำไรขั้นต้น

600,000

600,000

ค่าใช้จ่าย ฯลฯ

300,000

300,000

ค่าตัดจำหน่ายซอฟต์แวร์

10,000

10,000

กำไรสุทธิ

290,000

290,000

หักค่าใช้จ่ายในการซื้อซอฟต์แวร์

100,000

กำไรสุทธิที่ต้องเสียภาษี

290,000

190,000

เป็นอย่างไรกันบ้างครับ เห็นตัวเลขที่ภาครัฐฯ สนับสนุนให้เราช่วยกันสนับสนุนธุรกิจซอฟต์แวร์ของบ้านเรา คงทำให้หลายๆ ท่านสนใจที่จะมองหาซอฟต์แวร์เหล่านี้มาใช้กันในภาคธุรกิจของท่านแล้วสินะครับ…

บทความนี้เป็น advertorial

 
Source: thumbsup

from:http://thumbsup.in.th/2016/10/government-support-thai-software-reduce-tax/

ไคลี่ อึ้ง กับฟองสบู่ Startup ไทย และความจำเป็นของตลาดหลักทรัพย์

เมื่อ ไคลี่ อึ้ง ผู้ร่วมก่อตั้ง 500 Startups หนึ่งใน VC ที่ใหญ่ที่สุดในโลกมาประเทศไทย ยิ่งช่วง Startup ไทยฝุ่นตลบแบบนี้ หลายคนคงอยากรู้ว่ายักษ์ใหญ่มองไทยอย่างไร วันนี้ Brand Inside ได้รวบรวมความเห็นต่างๆ ไว้แล้ว ลองมาติดตามกัน

1477823268861
ไคลี่ อึ้ง ผู้ร่วมก่อตั้ง 500 Startups ภายในงาน Creativities Unfold 2016 : EXIT สู่ความจริงรูปแบบใหม่ ที่ TCDC

ฟองสบู่คงอีกไกล แต่ลงทุนมั่วๆ คงไม่ใช่

ไคลี่ บอกว่า ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และประเทศไทยคงต้องใช้เวลาอีกระยะหนึ่งกว่าจะเกิดฟองสบู่ Startup เพราะหลายประเทศยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นของการนำเทคโนโลยีมา Disrupt (ทำลาย) ธุรกิจเก่าๆ ต่างกับภูมิภาคอื่นที่เรื่องนี้เกิดขึ้นอย่างแพร่หลาย และมีนักลงทุนหอบเงินเข้าไปเสี่ยงกับ Startup เหล่านั้นจำนวนมาก ซึ่งบางส่วนก็สำเร็จ แต่บางส่วนก็ล้มเหลว ผ่านการปั่นมูลค่าของ Startup เหล่านั้นมากเกินไป

“เข้าใจว่า VC หรือ Angel ที่เพิ่งเข้ามาระดมทุนในกลุ่ม Startup จะลงทุนตามบริษัทยักษ์ใหญ่ที่ใส่เงินกับสตาร์ทอัพเหล่านั้นมากๆ เพราะเชื่อใจในประสบการณ์ของบริษัทเหล่านั้น แต่จริงๆ แล้วก็มีบางเจ้าพลาด และทำให้ VC กับ Angel ย่อยๆ ล้มหายตายจากผ่านพิษฟองสบู่ ที่มีปัจจัยสำคัญคือการปั่น Valuation จนเกินไป ดังนั้นการลงทุนใน Startup คงมั่วไปลงตามรายใหญ่ไม่ได้ ต้องประเมิณทั้งตัวเอง และบริษัทที่ลงทุน”

ภาพจาก pixabay.com
ภาพจาก pixabay.com

ตลาดทุน Startup ก็ดี แต่ถ้าล่มก็แค่ตัวอย่างที่แย่

ขณะเดียวกันหากประเทศไทยตั้งตลาดหลักทรัพย์เฉพาะธุรกิจ Startup เข้ามาระดมทุนได้สำเร็จ ก็ถือเป็นเรื่องดี เพราะ Startup ไทยก็จะระดมทุนได้ง่ายขึ้น และเติบโตได้เร็วกว่าเดิม แต่หนึ่งในตัวแปรที่ทำให้ตลาดทุนนี้ไปได้สวย คือต้องคัดเลือก Startup ที่เข้ามาในตลาดทุนนี้อย่างเข้มข้น เพื่อการันตีนักลงทุน และทำให้ตลาดทุนนี้มีคุณภาพ ที่สำคัญหากประเทศไทยประสบความสำเร็จเรื่องนี้ ก็จะเป็นตัวอย่างที่ดีในระดับโลกด้วย

“โอกาสที่ตลาดทุนนี้สำเร็จก็มี แต่โอกาสพลาดก็เยอะ และถ้าตลาดนี้ล่ม ก็คงเป็นตัวอย่างที่แย่ในระดับโลกเช่นกัน เพราะหลายๆ ประเทศก็ยังไม่ตั้งตลาดหลักทรัพย์เพื่อ Startup โดยเฉพาะ นอกจากนี้การที่รัฐบาลไทยประกาศสนับสนุนเงิน 20,000 ล้านบาท ให้กับอุตสาหกรรม Startup ก็ไม่ควรมองแค่ในประเทศ แต่ต้องลงทุนในต่างประเทศเช่นกัน เพราะช่วยให้ระบบนิเวศของ Startup ไทยดีขึ้น”

สำหรับการลงทุนในต่างประเทศ ไคลี่ ยกตัวอย่างเช่น การลงทุนในแพลตฟอร์มเกี่ยวกับโซเชียลเน็ตเวิร์ก เพราะประเทศไทยมีการใช้บริการนี้จำนวนมาก ดังนั้นถ้าโซเชียลเน็ตเวิร์กเหล่านั้นเติบโต ก็ช่วยหนุนให้ Startup ไทยสร้างบริการที่เกี่ยวเนื้องกับเรื่องนี้ และยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้บริโภคได้

business-man-1176006_1280
ภาพจาก pixabay.com

Success ไม่เท่ากับ Exit มองถึง Unicorn น่าจะดีกว่า

ไคลี่ มองว่า ความสำเร็จในวงการสตาร์ทอัพไม่ใช่แค่ Exit หรือการขายกิจการ ไม่ก็เข้าระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ โดยเฉพาะการ Exit แบบ Startup ยังอยู่ในระยะเริ่มต้น และสามารถเติบโตได้เป็นเท่าตัว เพราะหาก Exit แล้วได้เงินกลับมาเพียงเล็กน้อย การเร่งต่อยอดธุรกิจ และระดมทุนต่อไปจนถึงระดับ Unicorn น่าจะเป็นความหมายที่แท้จริงของคำว่า สำเร็จ ในวงการ Startup มากกว่า

“ผมลงทุนมาเยอะ เห็นการเปลี่ยนแปลงมาก็มาก บางบริษัทไม่มีทุนต่อ ก็ล้มหายตายจากกันไป และความท้าทายที่สุดในตอนนี้คือ การรักษา Talent หรือบุคคลที่มีความสามารถไว้กับบริษัทให้ได้นานที่สุด เพราะหนึ่งในการไป Unicorn ได้ ทีมต้องแน่น ดังนั้นการเรียนรู้ประสบการณ์เรื่องบริหารจัดการคนของ Entrepreneur ก็จำเป็น และเรื่อง Leader ที่ดี ก็ต้องเรียนรู้เอาไว้ เพื่อสร้างบริษัทให้แข็งแกร่ง”

สรุป

เมื่ออ่านความคิดของ ไคลี่ อึ้ง จะรู้ว่า Startup ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยังมีโอกาสเติบโตได้อีกมาก แต่จะโตอย่างไรนั้น ฝั่ง Startup เองก็ต้องเพิ่มทักษะในการบริหารจัดการ และฝันให้ไกล ส่วนฝั่งนักลงทุนเอง ก็ไม่ควรลงทุนตามน้ำไปกับบริษัทใหญ่ เพื่อหวังผลกำไรที่ได้กลับมา

ที่สำคัญถ้าเจาะแค่ประเทศไทย ช่องว่างที่ Startup จะส่งบริการใหม่มาตอบโจทย์ก็ยังมี เพียงแต่ต้องจับจุดพฤติกรรมผู้บริโภคให้ได้ และต้องอาศัยทีมงานที่แข็งแกร่งในการสร้างธุรกิจให้เติบโต และก้าวสู่ Unicorn ได้เหมือนรุ่นพี่

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/500-startups-see-thai/

เริ่มมีเนื้อร้องเพลงไทยปรากฏใน Apple Music แล้ว

สำหรับ Apple Music ใน iOS 10 ที่สามารถดาวน์โหลดเนื้อเพลงมาโชว์ให้เราดูได้ด้วย ซึ่งช่วงเปิดตัวยังไม่มีเนื้อร้องภาษาไทยปรากฏขึ้นมานั้น ล่าสุดเริ่มมีเนื้อร้องของเพลงไทยขึ้นมาให้เห็นบ้างแล้ว

ค่ายเพลงในไทยเริ่มนำเนื้อร้องใส่เข้าไปในระบบของ Apple Music บ้างแล้ว ทำให้เวลาเราเลือกเล่นเพลงไทย ถ้าเพลงไหนมีเนื้อร้องก็จะมีปรากฏหัวข้อ Lyrics (เนื้อร้อง) ปรากฏขึ้นมาให้เห็นและพอเราแตะที่หัวข้อนี้ก็จะปรากฏเนื้อร้องขึ้นมาให้เห็น โดยตอนนี้ค่ายเพลง GMM GRAMMY, LOVEIS เริ่มใส่เนื้อร้องบางเพลงเข้าไปในระบบ Apple Music แล้ว อาทิ เพลงอ้าว (อะตอม ชนกันต์), อย่าให้ฉันคิด (Room 39), ปล่อย (ป็อบ ปองกูล) ที่มีเนื้อร้องเข้ามาแล้ว

thai-lyrics-on-apple-music_01
thai-lyrics-on-apple-music_02
thai-lyrics-on-apple-music_04
thai-lyrics-on-apple-music_03

ถือว่าเป็นเรื่องดีทีเดียวที่เริ่มมีเนื้อร้องเพลงไทยเข้ามาแล้ว เพลงไทยที่ฟังไม่ชัดไม่ถนัดว่าร้องคำว่าอะไรประโยคว่าอะไร ใครที่ใช้ Apple Music ลองกดเข้าไปดูกันได้เลยว่าเพลงโปรดเพลงไทยมีเนื้อร้องขึ้นมาบ้างแล้ว

from:http://www.siampod.com/2016/10/08/thai-lyrics-on-apple-music/