คลังเก็บป้ายกำกับ: THAI

คาดอัตราการขึ้นเงินเดือนคนไทยเฉลี่ย 4.5% ปีนี้

Korn Ferry Hay Group เผยรายงานอัตราเงินเดือนทั่วโลกปี 2018 ชี้อัตราค่าจ้างในเอเชียเติบโตสูงสุดแต่ไม่แรงเท่าปี 2017 โดยอัตราการขึ้นเงินเดือนหลังหักอัตราเงินเฟ้อในแต่ละประเทศ ส่วนใหญ่เพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อย สำหรับประเทศไทย คาดว่าอัตราการขึ้นเงินเดือนหลังหักอัตราเงินเฟ้อจะสูงขึ้น 4.5 % ต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ที่ 5.6 % ในปีที่แล้ว

อัตราการขึ้นเงินเดือนของคนไทยที่ต่ำกว่าที่คาดการณ์ ถือว่าสูงกว่าอัตราฯ ปรับเพิ่มขึ้นเฉลี่ยทั่วโลกเพียง 1.5% ตามค่าเงินเฟ้อ โดยอัตราการขึ้นเงินเดือนหลังหักอัตราเงินเฟ้อในสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นเพียงครึ่งหนึ่งของปีที่ผ่านมา

ด้านสหราชอาณาจักร อาหรับเอมิเรตส์ และอียิปต์ มีอัตราฯ ที่ปรับตัวต่ำลง

หากเจาะที่ผลสำรวจของภูมิภาคเอเชีย Korn Ferry Hay Group ชี้ว่าหากยังไม่หักอัตราเงินเฟ้อ (Real wage) สูงสุด อัตราเงินเดือนในเอเชียจะเพิ่มขึ้นราว 5.4% ซึ่งลดลงจากที่คาดการณ์ไว้ว่าจะเพิ่มขึ้น 6.1% จากเมื่อปีก่อน แต่หากหัก Real wage แล้วจะอยู่ที่ราว 2.8% ซึ่งถือว่าเป็นอัตราสูงที่สุดในโลก

สำหรับจีน มีการคาดการณ์ว่าสัดส่วนเงินเดือนจะเพิ่มขึ้นที่ 4.2% ในปี 2018 ใกล้เคียงกับที่คาดการณ์ไว้ในปีก่อนว่าจะเพิ่มขึ้น 4% ทั้งนี้ ขณะที่ประเทศส่วนใหญ่ในเอเชียมีสัดส่วนมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่องทุกปี อาทิ เวียดนามคาดการณ์ที่ 4.6% ลดลงจาก 7.2% ของปีก่อน สิงคโปร์ที่ 2.3% ลดจาก 4.7% ญี่ปุ่นที่ 1.6% ลดลงจาก 2.1% ของปีก่อน

ส่วนประเทศไทย คาดการณ์ว่าอัตราการขึ้นเงินเดือนหลังหักอัตราเงินเฟ้อจะสูงขึ้น 4.5 % ซึ่งยังต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ที่ 5.6 % ในปีที่แล้ว

เมื่อพิจารณาการปรับขึ้นตามภาวะเงินเฟ้อ คาดการณ์ว่าลูกจ้างทั่วโลกจะได้รับสัดส่วนการขึ้นเงินเดือนเฉลี่ยเพียง 1.5% ซึ่งลดลงจากที่คาดการณ์ปี 2017 ที่ 2.3% และ 2.5% ของปี 2016

ทั้งหมดนี้ Korn Ferry Hay Group ให้เหตุผลว่าเพราะภาวะเงินเฟ้อที่พุ่งสูงขึ้นในแต่ละประเทศ จึงทำให้เห็นการลดลงของอัตราการขึ้นเงินเดือนหลังหักอัตราเงินเฟ้อ ซึ่งแม้สัดส่วนการเพิ่มหรือลดเงินเดือนจะแตกต่างไปตามตำแหน่งงาน อุตสาหกรรม ประเทศ และภูมิภาค แต่ประเด็นสำคัญที่เห็นชัดเจนคือ พนักงานกินเงินเดือน “จะไม่สามารถรู้ได้ถึงการเพิ่มขึ้นของค่าตอบแทนที่แท้จริง เมื่อเปรียบเทียบกับปีที่ผ่านมา”

ผู้สนใจข้อมูลผลการสำรวจเงินเดือนพนักงานทั่วโลกเพิ่มเติม สามารถอ่านรายละเอียดได้จากที่มา

ที่มา: BW, MalaysianDigest

 
Source: thumbsup

from:http://thumbsup.in.th/2018/01/thai-salary-2018/

Advertisements

4 ความจริงจากกระแสโซเชียล “Mazda ไทย แบรนด์พัง” ?

แม้จะยังไม่สามารถนับศพทหารเพราะศึกยังไม่จบ แต่การตามไปไล่ดูเพจ “Mazda Thailand Official” และความเห็นมากมายบนโลกโซเชียลในช่วง 1-2 วันที่ผ่านมา นั้นถือว่าเป็นบทเรียนที่ล้ำค่ามากสำหรับนักการตลาดทุกคน โดยเฉพาะ 4 ประเด็นนี้ที่เห็นได้ชัดมากจากกรณีที่เกิดขึ้น

ก่อนจะไปถึง 4 บทสรุปความจริงนี้ เราควรจะรู้ไทม์ไลน์เกี่ยวกับกรณีที่บริษัท มาสด้า เซลล์ (ประเทศไทย) ตัดสินใจฟ้องลูกค้าเรียกค่าเสียหาย 95 ล้านบาทก่อน โดยข้อมูลจากหมายศาลแสดงว่า Mazda Thailand ฟ้องลูกค้า 3 คนที่เป็นแกนนำประท้วงปัญหาการใช้งานของรถ CX-5 ลงวันที่ 21 ธันวาคม 2017 ที่ผ่านมา

การฟ้องนี้เกิดขึ้นหลังจากมหกรรมยานยนต์ Motor Expo 2017 วันที่ 30 พ.ย. – 11 ธ.ค. 2560 ในงานนี้มีการประท้วงปัญหารถ CX-5 จนมีความเห็นว่าน่าเสียดายแทน Mazda เพราะจังหวะงาน Motor Expo ถือเป็นโอกาสที่จะกวาดยอดจองไปได้มาก โดยเฉพาะ CX-5 ที่เปิดตัวได้ตรงจังหวะ ซึ่งผลคือ Mazda ทำยอดจองจากงานนี้ไปได้ 5,015 คัน คิดเป็นอันดับ 3 จากกลุ่ม Top 5 บนยอดจองรถยนต์จาก 35 ผู้ผลิต จำนวนทั้งสิ้น 39,832 คันในงานนี้ (อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่)

1 ถ้าไม่ฟ้อง แบรนด์ก็พังอยู่ดี

จากการติดตามเพจ “Mazda Thailand Official” พบว่าความเห็นที่ต่อท้ายแทบทุกโพสต์บน Facebook ช่วงเดือนธันวาคมล้วนมีผู้ใช้เข้ามา “ประกาศข่าวเรื่องน้ำดัน เร่งไม่ขึ้น” ของรถ Mazda ไม่ว่าโพสต์นั้นจะให้ความรู้เรื่องเตรียมความพร้อมก่อนเดินทางไกล หรือขับรถอย่างไรให้ประหยัดน้ำมัน โดยความเห็นต่อว่าจะร้อนแรงเป็นพิเศษ ในทุกโพสต์ที่เกี่ยวกับรถ CX-5 โฉมงาม

สรุปคือหากไม่นับในงาน Motor Expo แล้วประเมินเฉพาะบนช่องทางออนไลน์ จะพบว่าในช่วงก่อนที่ Mazda ยังไม่ตัดสินใจฟ้องกลับลูกค้า Mazda ก็แทบไม่สามารถทำการตลาด CX-5 รุ่นใหม่ All new ได้เลย แถมบางความเห็นไม่มีระบุว่า CX-5 ที่มีปัญหานั้นเป็นรุ่นใด ทำให้ผู้อ่านเข้าใจผิดได้ง่ายโดยเหมารวม CX-5 ทั้งหมด

ช่วงเดือน พ.ย. แอดมินเพจ Mazda ยังโพสต์ตามธรรมเนียมว่า “ช่วยส่งรายละเอียดเข้ามาให้เรานะครับ ทางเราจะนำข้อมูลส่งต่อเพื่อตรวจสอบและแก้ไขปัญหาต่อไปครับ” แต่เข้าสู่ ธ.ค. พบว่าแอดมินเพจถอดใจ ไม่ตอบโต้ใดกับความเห็นสะท้อนปัญหาและบริการของ Mazda เลยแม้แต่ข้อความเดียว

ยังไม่นับการจัดตั้งกลุ่ม “อำนาจผู้บริโภค(ช่วยเหลือผู้ใช้ Mazda Skyactiv เครื่องสั่น เร่งไม่ขึ้น ฯลฯ)” กลุ่มสาธารณะบน Facebook ที่ตั้งขึ้นมาเมื่อ 11 เดือนที่แล้ว ซึ่งระบุจุดประสงค์ของกลุ่มไว้ 2 ส่วน คือ “เพื่อช่วยเหลือเพื่อนผู้บริโภคด้วยกัน และเพื่อแนะนำผู้ที่จะซื้อใหม่ ให้รอการแก้ปัญหาให้หายถาวรจากผู้ผลิตและผู้จำหน่ายเสียก่อนจะตัดสินใจซื้อ”

ความเป็นมาของกลุ่มนี้ ระบุว่าความตั้งใจแรกที่รวมตัว ไม่ได้ตั้งใจร้องเรียนผู้ผลิตและผู้จำหน่าย แค่เพียงอยากจะรวมตัวเสนอแนวทางการแก้ปัญหา แต่ปัญหาคือ “นอกจากนิ่งเฉยต่อข้อเสนอให้ชี้แจงปัญหาและสาเหตุ และแนวทางแก้ไขให้หายจนเป็นปกติจนสิ้นสงสัย ใครมีปัญหารายใหม่ก็จับเปลี่ยนสปริงวาร์ว เลี้ยงไข้ต่อไป พวกเรารู้อยู่แล้วว่ามันไม่หาย เพราะคนแรกที่เปลี่ยนหลังจากนั่นก็มีอาการเป็นซ้ำๆ ล้างระบบเขม่า เปลี่ยนหัวฉีด ลงโปรแกรม MSP วนไป จากนั้นจึงเปลี่ยนจากการยื่นแนะนำแนวทาง เป็นร้องเรียนแทน”

ทั้งหมดนี้มีความเป็นไปได้ว่า Mazda Thailand ต้องการผ่าทางตัน เพราะกรณีนี้ Mazda ชี้แจงว่าการฟ้องร้องเกิดขึ้นเพื่อให้ลูกค้ายุติการกระทำที่ส่งผลกระทบต่อลูกค้ารายอื่น ซึ่งเป็นไปได้ว่าในช่วงก่อนพิจารณาคดี ทีมแกนนำอาจไม่สามารถเคลื่อนไหวบนโลกออนไลน์ได้เต็มที่ ทำให้ Mazda อาจมีโอกาสทำการตลาด CX-5 ใหม่แบบไม่มีใคร “ด่า” ได้บ้าง

แต่ปัญหาคือ วิธีผ่าทางตันด้วยการฟ้องลูกค้าถือเป็นความใจกล้าที่ไม่มีใครชื่นชม

2 ต้นเหตุคือ “ข้อเรียกร้องที่ไม่สามารถเป็นไปได้”

Mazda ใช้คำว่า “ข้อเรียกร้องที่ไม่สามารถเป็นไปได้” กรณีที่ลูกค้ายื่นข้อเรียกร้องให้ Mazda รับประกันรถเป็นเวลา 10 ปี หรือระยะทาง 500,000 กิโลเมตร โดย Mazda ระบุว่าได้เจรจาหลายครั้งและแก้ปัญหาเกี่ยวกับรถเป็นที่เรียบร้อยแล้ว พร้อมยื่นข้อเสนอรับประกันเป็นเวลา 6 ปี หรือระยะทาง 180,000 กิโลเมตร

Mazda ระบุว่าทั้งหมดนี้เป็นสิ่งที่ Mazda ให้กับลูกค้าได้มากที่สุด แต่ลูกค้ายังไม่ยอมรับ

กระแสที่ไม่เห็นด้วยกับ Mazda นั้นมองว่าเงื่อนไขการรับประกันที่ Mazda เสนอนั้นเหมือนจะดี คือ 6 ปี หรือ 180,000 กิโลเมตร ผู้ใช้รถน้อยอาจมองว่าดีแล้ว เพราะได้ประกัน 6 ปี แต่ผู้ที่ใช้รถบ่อย เลขไมล์อาจจะถึง 180,000 กิโลเมตรภายในไม่กี่ปี

ที่สำคัญคือจนบัดนี้ ไม่มีใครจากบริษัทรถชี้แจงถึงสาเหตุของปัญหาที่เกิดขึ้น รถบางคันเมื่อเปลี่ยนเครื่องแล้ว ก็ยังเกิดปัญหาซ้ำ หรือเมื่อเปลี่ยนชิ้นส่วนใหม่แล้ว ก็ยังมีปัญหา ทั้งหมดนี้แสดงให้เห็นว่าผู้ผลิตยังแก้ไขปัญหาไม่ได้ ดังนั้น ผู้ใช้รถที่มีปัญหาจึงขาดความมั่นใจ เพราะต่อให้เปลี่ยนเครื่องกี่รอบ ก็ยังมีโอกาสเกิดปัญหาซ้ำ

ปัญหาที่ว่านี้คือน้ำดัน และน้ำมันเชื้อเพลิงเข้ามาปะปนกับน้ำมันเครื่องทำให้รถได้รับความเสียหาย ตั้งแต่เมื่อปลายปีที่แล้ว แต่ยังไม่ได้ข้อยุติ

บางกระแสบนโซเชียลระบุว่า สื่งที่ผู้ผลิตรถควรทำคือหาทางแก้ไขปัญหาให้ได้ และชี้แจงต่อสื่อให้ลูกค้ารับทราบและมั่นใจ โดยการรับประกันที่ถูกต้อง ควรจะปรับให้ระยะเวลาประกันเริ่มนับใหม่ทุกครั้งหลังเปลี่ยนเครื่อง ซึ่งหาก Mazda เลือกทางนี้ ก็จะได้ตำแหน่ง “แบรนด์ใจป๋า” ไปเพราะยอมเฉือนเนื้อตัวเอง

3 ลูกค้าต้องการให้แบรนด์เข้าใจ

ประเด็นของมหากาพย์นี้ คือสินค้ามีปัญหาจริง ผู้ผลิตลงมือซ่อมแล้วจริง แต่ปัญหายังมีอยู่

ผู้ใช้ Facebook รายหนึ่งชื่อ Jirapa Aime Sirtatdhamrong ระบุว่าเป็นผู้ใช้รถ CX-5 Diesel 2.2 แล้วพบปัญหาตลอด 3 ปีกว่าที่ใช้งานระยะทางประมาณ 80,000 กิโลเมตร โพสต์ไว้ที่เพจของ “แหม่ม โพธิ์ดำ” ว่าอยากให้ค่ายรถซื้อรถคืนไปในราคาที่ซื้อมา จะหักค่าเสื่อมก็ได้ โดยบอกว่าชอบรถ Mazda มาก ซื้อเพราะมั่นใจ รักสมรรถนะของรถคันนี้ แต่ “เราซ่อมไม่ไหวอ้ะ” พร้อมกับลงท้ายว่า #เข้าใจเราด้วยเถอะ

https://www.facebook.com/plugins/comment_embed.php?href=https%3A%2F%2Fwww.facebook.com%2Fqueentogetherisone%2Fposts%2F1161991853903981%3Fcomment_id%3D1162000653903101&include_parent=false

4 คนไทยอ่อนไหวกับตัวเลข

ตัวเงิน 95 ล้านบาทที่เป็นค่าเสียหายของคดีนี้ Mazda ระบุว่าเป็นการประเมินมูลค่า ความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการเสียโอกาสในการขายรถ ซึ่งแม้ Mazda จะยืนยันว่าไม่ใช่ประเด็นสำคัญที่จะเรียกเงินจากลูกค้า เป็นเพียงเงื่อนไขตามกฎหมายของไทยที่ต้องมีมูลหนี้ในการฟ้องร้องดำเนินคดี แต่คนไทยจำนวนมากมองว่า Mazda จงใจเหยียบย่ำ “ลูกค้าผู้มีอุปการะคุณ”

ผลจากตัวเลข 95 ล้านบาทยังทำให้ข่าวนี้ได้รับความสนใจสูงมาก ยอดผู้ติดตามข่าวนี้พุ่งกระฉูดเป็นไฟลามทุ่งเมื่อหลายสื่อหยิบตัวเลขนี้ไปพาดหัว ท่ามกลางชาวโซเชียลที่ชูตัวเลขนี้ไปเป็นประเด็นเล่นงาน Mazda

ถึงบรรทัดนี้ สิ่งที่เราเห็นชัดเจนคือไม่มีใครได้ประโยชน์จากกรณีที่เกิดขึ้นเลย เป็นฝันร้ายที่ทุกฝ่ายเจ็บตัว เจ็บใจ เจ็บหน้า และเจ็บแค้นเคืองโกรธแบบสุดขีด ดังนั้นขอเพียงรอดูผลหลังจากทั้งคู่ขึ้นศาลเดือนมีนาคมนี้ เราจะได้รู้กันว่าตำราการบริหารวิกฤติธุรกิจเล่มใหม่ จะแจ้งเกิดในปฐพีนี้หรือไม่.

 
Source: thumbsup

from:http://thumbsup.in.th/2018/01/mazda-thai/

Samsung ประกาศแต่งตั้งประธานบริษัทไทยซัมซุงคนใหม่ “ซองฮวาน คิม” นั่งแท่นประธานไทยอย่างเป็นทางการ

ซัมซุง ประกาศแต่งตั้ง มร. ซองฮวาน คิม ดำรงตำแหน่ง “ประธานบริษัท” คนใหม่ของ บริษัท ไทยซัมซุง อิเลคโทรนิคส์ จำกัด

มร. ซองฮวาน คิม ได้เข้ารับหน้าที่บริหารและรับผิดชอบงานภาพรวมขององค์กร พร้อมขานรับความตั้งใจในการขับเคลื่อน ไทยซัมซุง อิเลคโทรนิคส์ ให้โลดแล่นในฐานะผู้นำทางด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยี มร. คิม เตรียมเดินหน้าพัฒนาและสร้างความเติบโตในทุกกลุ่มธุรกิจ อาทิ ผลิตภัณฑ์ภาพและเสียง เครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้าน โซลูชั่นสำหรับองค์กร และสมาร์ทโฟนและสมาร์ทดีไวซ์ รวมถึงสานต่อความตั้งใจที่มีมาอย่างยาวนานของ      ซัมซุงด้านการสร้างคุณประโยชน์และยกระดับคุณภาพชีวิตของคนทั้งภายในและภายนอกองค์กร เพื่อสร้างความเท่าเทียมให้กับคนในสังคม

ตลอดระยะเวลากว่า 17 ปี ในการทำงานร่วมกับซัมซุง มร. ซองฮวาน คิม ได้สร้างผลงานอันโดดเด่นไว้มากมาย โดยก่อนมารับตำแหน่งในเมืองไทย มร. คิม ดำรงตำแหน่งหัวหน้าฝ่ายนวัตกรรมการขาย กลุ่มธุรกิจโทรคมนาคมและไอที ระดับโลก (Head of IM Global Sales Innovation) ระหว่างปี 2558 – 2560 หลังนั่งแท่นประธานบริษัท ซัมซุง อิเลคโทรนิคส์ เม็กซิโก ในปี 2557 – 2558 และเป็นหนึ่งกำลังสำคัญที่ช่วยผลักดันให้     ซัมซุงเติบโตในหลายประเทศในทวีปอเมริกาใต้

มร. คิม จบปริญญาโทสาขาวิศกรรมเครื่องกล จากมหาวิทยาลัยเกาหลี ผนวกกับประสบการณ์ในการทำงานทางด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยีอย่างยาวนาน มร. ซองฮวาน คิม พร้อมเริ่มต้นก้าวย่างสำคัญอีกครั้งที่ไทยซัมซุง เพื่อนำเสนอผลิตภัณฑ์อันล้ำหน้าที่จะสร้างความสะดวกสบายและตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคที่มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา

from:https://www.appdisqus.com/2017/12/12/samsung-thai-announce-ceo.html

อึ้งไปเลย สั่งออนไลน์ถ้วย YETI รุ่นฮิตส่งไทย บวกภาษี-ค่าส่ง ราคาทะลุ 4,800 บ.

ต้องบอกว่าเป็นบทเรียนการตลาดออนไลน์ที่น่าสนใจมากสำหรับกรณี “ถ้วย YETI” ถ้วยเก็บความเย็นชื่อดังสัญชาติอเมริกันที่ตลาดนัดเมืองไทยขายรุ่นลอกเลียนแบบถ้วนหน้าด้วยราคาหลักร้อย ล่าสุดรูปการณ์เหมือนจะดีเมื่อเว็บไซต์ yeti.com แสดงข้อความภาษาไทยและราคาเงินบาทเพื่อบอกคนไทยว่าพร้อมจัดส่งสินค้าถึงเมืองไทยแล้ว แต่ปรากฏว่าทันทีที่คลิกสั่งซื้อ ราคาแก้วจาก 1,230 บาท พุ่งกระฉูดเป็น 4,823 บาท ผลจากการคำนวณค่าจัดส่งและภาษีสุดโหด

YETI เป็นแบรนด์สินค้าเก็บความเย็นชื่อดังที่มีกลุ่มเป้าหมายดั้งเดิมคือนักตกปลา ปัจจุบันแบรนด์เริ่มเป็นที่รู้จักมากขึ้นต่อเนื่องเพราะชื่อเสียงเรื่องการเก็บความเย็นที่เหลือเชื่อและความทนทาน สำหรับคนไทย ถ้วยน้ำ YETI กลายเป็นที่หมายปองของคนดื่มเครื่องดื่ม เพราะชื่อเสียงว่าสามารถเก็บความร้อนและเย็นได้ข้ามวันข้ามคืน

แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือตลาดนัดเมืองไทยพร้อมใจขายถ้วยติดแบรนด์ YETI แบบไม่สนใจใครในราคาหลักร้อย ทั้งที่แก้ว YETI ของแท้นั้นมีราคาหลักพัน ผู้ค้าหลายรายเปิดรับสั่งทำให้บริษัทพิมพ์ลายเพื่อแจกเป็นของขวัญปีใหม่ และอีกหลายรายที่รับ “พรีออเดอร์” ลายพิเศษซึ่งยิ่งอ่านยิ่งงงว่าพรีออเดอร์จากไหน

เมื่อได้รับความนิยมเช่นนี้ แบรนด์ YETI จึงตัดสินใจประกาศบนหน้าเว็บไซต์ว่าพร้อมจัดส่งสินค้าสู่ประเทศไทยแล้วเมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยแสดงราคาเป็นเงินบาท

YETI ระบุว่าผู้สั่งซื้อสินค้าจากเว็บไซต์ของบริษัทจะได้รับการคำนวณค่าจัดส่งและภาษีในหน้าสุดท้ายเพื่อเช็กเอาท์ อัตราจัดส่งสินค้าข้ามประเทศถูกคำนวณในระดับต่ำ และการันตีว่าผู้สั่งซื้อจะไม่ถูกเรียกเก็บภาษีเพิ่มเติมอีกเมื่อรับสินค้าที่ประเทศไทย

เมื่อทดลองสั่งซื้อ RAMBLER 30 OZ TUMBLER ถ้วยน้ำเก็บความเย็นรุ่นฮิตในตลาดไทย พบว่าจากสินค้าราคา 1,230 บาท ถูกบวกเพิ่มค่าจัดส่ง 2,301 บาท และค่าภาษีอีก 1,292 บาท

ราคานี้ทำให้หลายคนตกใจ แม้แต่คนที่สั่งซื้อสินค้าออนไลน์จากต่างประเทศเป็นประจำและคุ้นเคยดีกับค่าจัดส่งรวมถึงภาษีไม่ธรรมดา แต่สำหรับกรณีของ YETI ทั้งหมดนี้สะท้อนว่าบริษัทนำราคาสินค้ามารวมกับค่าจัดส่งที่ดำเนินการผ่านบริการ Borderfree (1,230 บวกกับ 2,301) แล้วจึงนำราคานี้มาคำนวณภาษี 30% แล้วนำราคาทั้งหมดมาบวกภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% ไม่ได้คำนวณจากเฉพาะราคาสินค้า 1,230 บาท

ราคาถ้วย YETI บนเว็บไซต์อย่างเป็นทางการจึงราคาพุ่งกระฉูด 4,823 บาท เรียกว่าต้องเป็นคนที่อยากได้จริงและไม่มีโอกาสเดินทางไปหิ้วเองที่ต่างประเทศ จึงจะยอมตัดใจสั่งซื้อถ้วยน้ำมหัศจรรย์นี้

สิ่งที่เราสามารถสรุปได้จากกรณีนี้คือแบรนด์ควรใส่ใจทุกรายละเอียด การคิดให้รอบด้านจะเป็นปัจจัยสำคัญในการบุกตลาดใหม่ได้อย่างประสบความสำเร็จ กรณีของ YETI ถือว่าน่าเสียดายมากเพราะไทยเป็นตลาดที่มีความต้องการสูง และช่องทางจำหน่ายส่วนใหญ่ล้วนมีแต่สินค้าลอกเลียนแบบทั้งออนไลน์และออฟไลน์ โดยเฉพาะบนอีคอมเมิร์ซหลักอย่าง Lazada ก็ยังมีวางจำหน่ายแต่ “YETI จีน”

งานนี้ได้แต่ลุ้นว่า YETI จะหันมาปรับปรุงด้านไหนก่อนเพื่อย่อขนาดกำแพงค่าจัดส่งและภาษี ซึ่งหากทำได้ YETI อาจจะมีโอกาสทำตลาดผ่านอีคอมเมิร์ซได้มากขึ้นกว่านี้แน่นอน

ที่มา: YETI

 
Source: thumbsup

from:http://thumbsup.in.th/2017/12/yeti-thai/

เปิดผลสำรวจพบ”ผู้บริโภคไทย” อดทนต่ำต่อความผิดพลาดของแบรนด์

 

ผู้บริโภคยุคใหม่ความอดทนต่ำลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อความผิดพลาดของแบรนด์ ซึ่งประเด็นนี้มีการศึกษาจาก SAP ในหัวข้อ SAP Hybris Consumer Insights Report ประจำปี 2017 ที่พบว่าถ้าต้องแลกกันระหว่างให้เบอร์มือถือกับรายได้เงินเดือน ผู้บริโภคพร้อมจะตัดรำคาญด้วยการบอกรายได้เงินเดือนแทนเสียเลย

โดยการสำรวจครั้งนี้เป็นการศึกษาว่าผู้บริโภคชาวไทยพิจารณาถึงเรื่องใดบ้างเมื่อมีการติดต่อสื่อสารกับแบรนด์ต่างๆ จากผู้บริโภคกว่า 7,000 คนทั่วทั้งภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (APAC) โดยมี 1,000 คนอาศัยอยู่ในประเทศไทย และพบว่า ผู้บริโภคชาวไทยพร้อมที่จะเปลี่ยนใจไปแบรนด์อื่นได้ง่ายกว่าผู้ร่วมการสำรวจจากประเทศอื่นๆ ในอาเซียน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในกรณีที่แบรนด์นั้นๆ เกิดข้อผิดพลาดมากกว่าสองครั้ง โดย 61 เปอร์เซ็นต์ของลูกค้าชาวไทย ลงความเห็นว่าความผิดพลาดมากกว่าสองครั้งของแบรนด์อาจนำไปสู่จุดจบของความสัมพันธ์ ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่สูงกว่าผลสำรวจผู้บริโภคจากประเทศอื่นๆ

นอกจากนี้ ผู้เข้าร่วมการสำรวจจากประเทศไทยยังเป็นหนึ่งในกลุ่มลูกค้าที่เรียกร้องมากที่สุด ในแง่ของความต้องการที่จะได้รับการติดต่อกลับจากแบรนด์ โดยเกือบครึ่งหนึ่งของผู้ร่วมการสำรวจ (48 เปอร์เซ็นต์) คาดหวังการตอบกลับจากแบรนด์ภายในหนึ่งชั่วโมง ในขณะที่ 93 เปอร์เซ็นต์คาดหวังการตอบกลับภายใน 24 ชั่วโมง ซึ่ง SAP ผู้สำรวจวิเคราะห์ว่า ความคาดหวังในระดับที่สูงเช่นนี้ เพราะพวกเขาแชร์ข้อมูลส่วนบุคคลให้กับแบรนด์ ซึ่งข้อมูลในที่นี้ไม่รวมถึงหมายเลขโทรศัพท์มือถือของพวกเขา

ทั้งนี้ 90 เปอร์เซ็นต์เผยว่า พวกเขายินดีที่จะแชร์ข้อมูลกับแบรนด์ภายในประเทศ (85 เปอร์เซ็นต์ ยินดีที่จะแชร์ข้อมูลกับแบรนด์ต่างประเทศ) อย่างไรก็ดี 43 เปอร์เซ็นต์ เลือกที่จะแชร์ข้อมูลรายได้ต่อเดือนมากกว่าการให้หมายเลขโทรศัพท์มือถือของตนเองกับแบรนด์

นิโคลัส คอนโทพูลอส รองประธานฝ่ายการตลาด SAP Hybris กล่าวว่า “ลูกค้าคาดหวังให้แบรนด์ต่าง ๆ ดูแลพวกเขา เช่นเดียวกับการดูแลความสัมพันธ์ในรูปแบบอื่นๆ ทั้งการใช้เวลาในการทำความเข้าใจลูกค้า ไม่เพิกเฉยพวกเขา และแสดงให้เห็นถึงความใส่ใจ ความสัมพันธ์อันดีกับลูกค้าต้องอาศัยการดูแลเอาใจใส่ และความเชี่ยวชาญในการจัดระเบียบข้อมูลผู้บริโภคด้วยวิธีที่จะทำให้แบรนด์สามารถเข้าใจลูกค้าได้เป็นรายบุคคล แล้วตอบสนองต่อความต้องการที่แตกต่างกันของลูกค้าแต่ละคนได้อย่างเหมาะสม”

นอกจากนี้ยังพบข้อมูลเชิงลึกด้วยว่า 

  • 59% ยินดีที่จะแชร์อีเมลส่วนตัวให้กับแบรนด์ต่างๆ
  • 65% คาดหวังว่าแบรนด์ต่างๆจะปกป้องข้อมูลส่วนตัวเพื่อรักษาผลประโยชน์ของพวกเขา
  • 42% คาดหวังว่าแบรนด์ต่างๆ จะนำเสนอโปรโมชั่นทั้งออนไลน์ และออฟไลน์ ที่สอดคล้องกับความสนใจของพวกเขา
  • 47% ต้องการให้แบรนด์ต่างๆ ทำให้พวกเขาประหลาดใจ

ส่วนเหตุผลหลักที่ทำให้ลูกค้ารจบความสัมพันธ์กับแบรนด์ คือการ “ไม่พบข้อมูลผู้ใช้งาน” (77 เปอร์เซ็นต์) นั่นเองค่ะ ใครที่ยังตอบแบบนี้อยู่พึงระวังให้มากนะคะ 🙂

ที่มา :  SAP

 
Source: thumbsup

from:http://thumbsup.in.th/2017/11/sap-thai-consumer-low-patient-for-brand-mistake/

เปิดข้อมูล E-Commerce คาดปี 2025 มูลค่าตลาดไทยใหญ่เป็นอันดับสองใน SEA

บริษัท iPrice บริษัทด้าน E-Commerce ใน 7 ประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เผยผลการศึกษาที่น่าสนใจเกี่ยวกับการตลาด E-Commerce ในประเทศไทย, เวียดนาม และมาเลเซีย โดยสามารถสรุปประเด็นการศึกษาได้ดังต่อไปนี้

ปี 2015 ตลาด E-Commerce ในประเทศไทยถือเป็นตลาดที่เล็กที่สุดเมื่อเทียบกับมาเลเซียและเวียดนาม แต่จากการคาดการณ์ในอีก 8 ปีนับจากนี้ (ปี 2025) ตลาด E-Commerce ในประเทศไทยจะโตขึ้นอย่างรวดเร็วด้วยอัตราเติบโต 29% ต่อปี จนมีขนาดใหญ่กว่าตลาด E-Commerce ของประเทศมาเลเซียและเวียดนาม โดยจะขึ้นเป็นที่สองในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้รองจากประเทศอินโดนีเซียอีกด้วย ซึ่งประเทศไทยจะมีขนาดอยู่ที่ 11.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ มาเลเซีย 8.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และเวียดนาม 7.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

จากการศึกษาข้างต้นนี้ได้เผยประเด็นการศึกษาที่น่าสนใจเกี่ยวกับ E-Commerce ในสามประเทศ โดยประเด็นที่นักการตลาดต้องจับตามองเกี่ยวกับเทรนด์ที่จะเกิดขึ้นในปี 2018 นี้ก็คือ จะมีการเข้ามาแข่งขันของบริษัทยักษ์ใหญ่อีกมากมายนี้จะช่วยให้ผู้บริโภคมีตัวเลือกที่มากขึ้น อีกทั้งยังได้รับสินค้าและบริการที่ดีขึ้นด้วย

ทั้งนี้ ร้านดังอย่าง Lazada จะยังคงครองตำแหน่งผู้นำตลาดในด้านของจำนวนผู้เข้าชมเว็บไซต์ ซึ่งรองทั้ง 4 อันดับในประเทศไทยได้แก่ 11Street, Shopee, Chilindo และ NotebookSpec จากการศึกษาพบว่า Lazada ยังขึ้นครองเป็นเจ้าตลาดทั้งในมาเลเซียและเวียดนามอีกด้วย

อย่างไรก็ตามเป็นที่น่าสนใจที่จำนวนผู้เข้าชม Lazada ในไทยมีมากกว่า 50% ของร้านค้าอื่นๆ กล่าวคือ Lazada ขึ้นครองใจคนไทยตลอดระยะเวลา 4-5 ปีในการทำตลาดที่ผ่านมา ในทางตรงกันข้ามกับประเทศเวียดนามที่ Lazada มียอดผู้เข้าชมเพียง 19% หมายความว่าคนเวียดนามนั้นยังมีร้านค้าดังอีกมายมายที่เป็นสัญชาติเวียดนามเอง เช่น Thế giới di động, Sendo เป็นต้น

คนไทยซื้อสินค้าจบในร้านเดียว เนื่องจากว่าร้านค้า E-Commerce ที่ให้บริการในประเทศไทยนั้น 45% เป็นร้านค้าที่ขายสินค้าแบบทั่วไป กล่าวคือเป็นร้านขายสินค้าหลากหลายประเภทไว้ในเว็บเดียว ซึ่งต่างจากมาเลเซีย ซึ่งเน้นไปทางแฟชั่น กว่า 60% ของเว็บ E-Commerce ในประเทศมาเลเซียเป็นร้านขายสินค้าแฟชั่น เนื่องจากว่าคนดังหรือเซเลบดาราในประเทศมาเลเซียนั้นหันมาปั้นแบรนด์แฟชั่นของตัวเองจนประสบความสำเร็จ โดยเน้นไปทางเสื้อผ้าแฟชั่นแบบมุสลิมเป็นหลัก

คนไทย engage กับแฟนเพจ Fanbook มากที่สุด

จากการศึกษาร่วมกับบริษัท Socialbakers ซึ่งเป็นบริษัทชั้นนำด้าน Social Media นั้นพบว่าคนไทยมี engagement กับ Facebook Page สูงกว่าคนในประเทศมาเลเซียและเวียดนาม กล่าวคือคนไทยผูกพันกับแฟนเพจร้านขายสินค้าออนไลน์สูงกว่าเพื่อนบ้าน คนไทยนิยมกดไลค์ กดแชร์ และคอมเมนต์โพสต์ที่ทางเว็บเพจได้นำเสนอ 

โดย Interaction per 1000 fans ที่ใช้เป็นเครื่องมือวัดผล engagement นี้ ประเทศไทยมีค่าเฉลี่ยตั้งแต่ไตรมาส 3 ปี พ.ศ. 2016 – ไตรมาส 2 ปี พ.ศ. 2017 อยู่ที่ 237.6, มาเลเซีย 109 และเวียดนาม 208.9

 

 
Source: thumbsup

from:http://thumbsup.in.th/2017/11/research-ecommerce-thai-2025/

Cashless Society ในไทยเกิดยาก เหตุผู้บริโภคเรียนรู้ช้า แถมแรงจูงใจยังน้อย

ประเด็น Cashless Society กลายเป็นเรื่องที่ถูกพูดถึงตลอดในช่วงนี้ เพราะมันเป็นหนึ่งในนโยบาย 4.0 ของรัฐบาล แต่คนไทยจะก้าวไปถึงจุดนั้นได้จริงเหรอ?

ภาพ pixabay.com

ATM อีกดูดต้นทุนบริหารเงินสดของธนาคาร

ผู้อ่านบางท่านคงเห็นประโยชน์ของ Cashless Society กันไปบ้างแล้ว แต่สำหรับท่านที่นึกไม่ออก ประโยชน์ของ Cashless Society ก็ตรงกับคำแปล นั่นคือสังคมที่ไม่มีเงินสด พอไม่มีเงินสด อะไรๆ ที่แย่ๆ และมีเงินสดเข้ามาเกี่ยวข้องก็แทบจะหายไปในทันที

ยกตัวอย่างง่ายๆ คือเรื่อง “คอรัปชั่น” เพราะเมื่อไม่มีเงินสด การจะโกงกิินมันก็ยากขึ้นระดับหนึ่ง ผ่านการตรวจสอบทางการเงินที่ชัดเจน หรือไม่ก็เรื่อง “ต้นทุนบริหารจัดการเงินสด” เนื่องจากสถาบันการเงินต้องเสียค่าใช้จ่ายส่วนนี้เยอะมาก ทั้งๆ ที่ปัจจุบันก็มี Solution มากมายมาช่วยแก้ปัญหา

ฐากร ปิยะพันธ์ ประธานกรรมการ กรุงศรี คอนซูมเมอร์

ฐากร ปิยะพันธ์ ประธานกรรมการ กรุงศรี คอนซูมเมอร์ ยอมรับว่า ตู้ ATM คืออีกบริการที่มีค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง เพราะในแต่ละปีต้นทุนการบริหารจัดการเงินสด เช่นการขนส่งเงิน ก็อยู่ที่ 9,000 ล้านบาท รวมถึงประเทศไทยที่ตั้ง ATM กว่า 50,000 ตู้ ก็คิดเป็นมูลค่ากว่า 20,000 ล้านบาทเลยทีเดียว

Cash หายไป Cryptocurrency จะเข้ามาแทน

“เงินที่อยู่ในตู้ ATM ตอนนี้รวมมูลค่าราว 2 แสนล้านบาท ถือว่าเยอะมาก และจริงๆ เงินก้อนนี้มันน่าจะหมุนเวียนไปในทิศทางอื่นได้ ไม่ใช่รอแค่ผู้บริโภคมากดใช้ แต่ถ้าเงินเหล่านี้หายไป และผู้บริโภคไปใช้การโอน-จ่ายผ่าน Application ทั้งหมด โอกาสที่ Cryptocurrency จะเข้ามามีบทบาทมากขึ้นก็มีสูง”

ภาพ pixabay.com

ขณะเดียวกันการกระตุ้นผู้บริโภคให้มาใช้งานบัตรเครดิต และเดบิต เพื่อเดินหน้า Cashless ก่อนหน้านี้ก็ยังยาก เพราะถึงปัจจุบันก็มี Active Card เพียง 20 ล้านใบ แต่สัดส่วนของคนที่มีบัตรเทียบกับประชากรทั้งหมดนั้นน้อยมาก และแม้จะส่งนวัตกรรมใหม่ๆ มา เช่น Tap to Pay หรือ Scan to Pay ก็ไม่ได้จูงใจผู้บริโภคนัก

กระตุ้นให้ถูกจุด อาจเปลี่ยนพฤติกรรมได้

ส่วนตัวมองว่า Cashless Society ก็ยังมีโอกาสเกิดในประเทศไทยได้ หากหน่วยงานรัฐ และสถาบันการเงินออกนโยบายกระตุ้นให้ตรงจุด ไม่ว่าจะเป็นการสั่งให้พนักงานเข้าไปประกบกับร้านค้า เพื่อสอนการรับชำระเงินด้วยบัตร และ Application จนคุ้นชิ้นให้ได้ ส่วนฝั่งผู้บริโภคก็ต้องมีสิทธิประโยชน์ต่างๆ เข้ามาจูงใจเพื่อเปลี่ยนพฤติกรรมด้วย

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/slow-interested-cashless-in-thailand/