คลังเก็บป้ายกำกับ: THAILAND

รีวิวการใช้สถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค

ขณะที่รถยนต์ไฟฟ้าเริ่มเข้ามาในไทย เราเห็นเอกชนหลายเจ้าเริ่มขยายโครงสร้างพื้นฐานอย่างสถานีชาร์จอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ภาครัฐเองก็ใช่ว่าจะไม่สนใจเสียทีเดียว อย่างน้อยก็มีการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) ที่มี PEA Volta Platform โครงการสถานีอัดประจุไฟฟ้าสำหรับรถไร้คนขับ

โครงการ PEA Volta Platform มีแผนจะติดตั้งสถานีทั้งหมด 11 สถานีตามเส้นทางท่องเที่ยวสำคัญ (มีเสร็จไปบ้างแล้ว) แบ่งเป็นที่สำนักงานใหญ่ กฟภ. 1 สถานี, อยุธยา 1 สถานี, หัวหิน 3 สถานี, พัทยา 2 สถานี, โคราช 2 สถานีและนครปฐม 1 สถานี

จากการทดลองขับ BYD e6 ผมตั้งใจขับไปแถวชลบุรี เพื่อทดสอบสถานีชาร์จของเอกชนเจ้าหนึ่ง ซึ่งมีแอปเป็นของตัวเองด้วย ทว่าไปถึงแล้วพบแต่หัวจ่ายไฟแต่ไม่มีสายไฟให้บริการ (ไป 2 ที่เป็นทั้ง 2 ที่) เลยตัดสินใจค้นหาที่อื่นเพิ่มเติม ก่อนจะพบว่ามีของ กฟภ. อยู่บนถนนพัทยาใต้ ซึ่งเพิ่งเปิดตัวไปเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา

No Description

สถานีที่พัทยาใต้มีจุดจอดรถได้ 2 คัน มีตู้จ่ายไฟ 1 ตู้ของ ABB มี 3 หัวจ่าย แบ่งเป็นหัว Type 2 กระแสสลับ กำลังไฟ 43 kW (ผมใช้อันนี้ชาร์จ BYD e6), หัวที่ 2 มาตรฐาน CHAdeMO ของรถญี่ปุ่น จ่ายไฟกระแสตรง กำลังไฟ 50 kW และมาตรฐาน CCS ที่รถสหรัฐและเยอรมันใช้ เป็นกระแสสลับ กำลังไฟ 50 kW ซึ่งสองหัวหลังจะเป็น Fast Charge

No Description

No Description

ตอนนี้สถานีชาร์จของ กฟภ. ยังเปิดให้ใช้งานฟรี แค่นำบัตรคีย์การ์ดที่เขาวางเอาไว้ให้แตะที่เครื่อง เลือกหัวชาร์จ เอาหัวชาร์จเสียบเข้าตัวรถ รอให้ตัวรถเชื่อมต่อกับหัวชาร์จ ก็เป็นอันเสร็จสิ้น โดยหน้าจอจะบอกระยะเวลาและปริมาณไฟที่จ่ายไปให้

No Description

No Description

แต่เมื่อเปิดใช้บริการจริง เจ้าหน้าที่ กฟภ. พัทยาใต้ระบุว่าจะมีแอปของ PEA Volta ให้ดาวน์โหลดเอาไว้คิดค่าใช้จ่าย ซึ่งก็คาดว่าจะคิดราคาที่ราวๆ 4 บาท (หรือถูกกว่า) ต่อกิโลวัตต์ (ส่วนคีย์การ์ดตอนเปิดให้บริการจริงจะเป็นยังไง รับที่ไหน เจ้าหน้าที่ยังไม่มีข้อมูล)

No Description

ที่สถานี กฟภ. พัทยาใต้มีที่พักรับรองสำหรับคนที่มาชาร์จไฟให้ด้วย มีแอร์ มีเครื่องดื่ม น้ำ ชากาแฟรับรองให้หมด (เดาว่าที่อื่นก็น่าจะมีให้ด้วย) ขณะที่พัทยาใต้ เจ้าหน้าที่บอกว่ามีคนมาใช้บริการแค่ไม่กี่คนเท่านั้น ตั้งแต่เปิดบริการมา

from:https://www.blognone.com/node/102577

Advertisements

รายละเอียด จองคิวทําใบขับขี่ ออนไลน์ กับกรมขนฯส่งได้ทั้งกรุงเทพ และต่างจังหวัด !

กรมการขนส่งทางบกพัฒนาเว็บไซต์ DLT e-Booking ให้สามารถจองคิวอบรมภาคทฤษฎีล่วงหน้ากับสำนักงานขนส่งได้ทั่วประเทศ ทั้งในกรุงเทพมหานครและต่างจังหวัด รองรับสำหรับผู้ประสงค์ขอรับใบอนุญาตขับรถยนต์, รถจักรยานยนต์, รถยนต์สามล้อ ทั้งชนิดชั่วคราว (รายใหม่), และการต่ออายุใบอนุญาตขับรถที่ขาดต่อเกิน 1 ปี หรือขาดต่อเกิน 3 ปี โดยพัฒนาเว็บไซต์ให้ตอบโจทย์การใช้งานที่ไม่ซับซ้อน เข้าถึงง่าย เพียงแค่เข้าสู่เว็บไซต์ http://ebooking.dlt.go.th/ebooking/ หรือเว็บไซต์กรมฯ, แอพพลิเคชั่น DLT eForm หรือเพียงแค่สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อนำเข้าสู่เว็บไซต์ ก็สามารถเลือกสำนักงานขนส่งและวันที่ต้องการเข้าอบรมได้ด้วยตนเอง

ขั้นตอนการจองห้องอบรมขอรับใบอนุญาตขับรถ
1. เปิดจองคิวสำหรับผู้ประสงค์ขอใบอนุญาตขับรถ
– ใบอนุญาตขับรถใหม่
– ใบอนุญาตขับรถส่วนบุคคลชั่วคราว และ ใบอนุญาตขับรถส่วนบุคคล (ขาดเกิน 1 ปี และขาดเกิน 3 ปี)2. กรุณากรอกข้อมูลให้ครบถ้วนทุกช่อง เมื่อกรอกข้อมูลเรียบร้อยแล้ว ระบบจะแสดงข้อมูลการจอง ท่านควรจด หมายเลข Ticket ID และ หมายเลขจองที่ เพื่อใช้ติดต่อกับเจ้าหน้าที่ ในวันที่มาอบรมและทดสอบ
3. ต้องมารายงานตัวก่อนเวลา 07.45 น. เพื่อทดสอบสมรรถภาพร่างกายก่อนเข้ารับการอบรมมิฉะนั้นระบบจะตัดสิทธิ์การจอง
4. ท่านสามารถจองได้แค่ 1 ครั้งภายในวันดังกล่าว กรุณาติดต่อสำนักงานขนส่งนั้นๆ ที่ท่านได้ทำการจองเท่านั้น
5. ถ้าหากท่านต้องการเปลี่ยนแปลง วัน เวลา สถานที่การอบรม ให้ไปที่เมนูแก้ไขข้อมูลการจองที่นั่งอบรม โดยอนุญาตให้แก้ไขก่อนล่วงหน้า 2 วัน ของวันที่ทำการจอง
6. ขั้นตอนการดำเนินการใช้เวลา 2 วันทำการ

กรณีขอรับใบอนุญาตขับรถใหม่ และใบอนุญาตขับรถส่วนบุคคลชั่วคราว (ขาดเกิน 1 ปี และขาดเกิน 3 ปี)
– วันที่ 1 ทดสอบสมรรถภาพทางร่างกาย ,อบรมจำนวน 5 ชั่วโมง, ทดสอบข้อเขียน ทดสอบข้อเขียนผ่านจองคิวขับรถยนต์ (กรณีใบอนุญาตขับรถส่วนบุคคลชั่วคราว ขาดเกิน 1 ปี ไม่ต้องทดสอบขับรถ)
– วันที่ 2 ทดสอบขับรถ , รับใบอนุญาตขับรถ (สำหรับท่านที่ทดสอบข้อเขียนและทดสอบขับรถผ่าน)
กรณีต่ออายุใบอนุญาตขับรถส่วนบุคคล (ขาดเกิน 1 ปี)
– วันที่ 1 ทดสอบสมรรถภาพทางร่างกาย ,อบรมไม่น้อยกว่า 2 ชั่วโมง, ทดสอบข้อเขียน ทดสอบข้อเขียนผ่านรับใบอนุญาตขับรถในวันดังกล่าว
– วันที่ 2 ทดสอบขับรถ สำหรับท่านที่ใบอนุญาตขับรถส่วนบุคคล ขาดเกิน 3 ปี, รับใบอนุญาตขับรถ (สำหรับท่านที่ทดสอบข้อเขียนและทดสอบขับรถผ่าน)

เอกสารประกอบการดำเนินการ

1. บัตรประจำตัวประชาชนฉบับจริง (ข้อมูลในบัตรและรูปหน้าในบัตร ต้องชัดเจน)
2. ใบรับรองแพทย์แสดงว่าผู้ขอไม่มีโรคประจำตัว อันอาจเป็นอันตรายขณะขับรถ และไม่เป็นคนวิกลจริตหรือจิตฟั่นเฟือน ซึ่ง มีอายุใช้ได้ตามที่แพทย์ผู้รับรองกำหนด (มีที่อยู่และตราประทับสถานสถานพยาบาลให้ชัดเจน) สำหรับผู้ขอรับใบอนุญาต ขับรถใหม่ และใบอนุญาตขับรถส่วนบุคคลชั่วคราว ขาดเกิน 1 ปี / ขาดเกิน 3 ปี และใบอนุญาตขับรถส่วนบุคคล ขาดเกิน 3 ปี)
3. ใบอนุญาตขับรถฉบับเดิม (ถ้ามี)หมายเหตุ

– โปรดแต่งกายสุภาพ ในวันที่นัดอบรม กรุณางดใส่เสื้อแขนกุด กางเกงขาสั้น รองเท้าแตะ
– กรุณามาก่อนเวลานัด 30 นาที หากไม่มาติดต่อภายในเวลาที่กำหนดถือว่าท่าน สละสิทธิ์ และต้องทำการจองคิวใหม่

from:http://www.9tana.com/node/ebooking-dlt/

ใช้ twitter สื่อสารแบรนด์อย่างไรให้ปัง

เมื่อไม่นานมานี้ ทาง thumbsup ได้เข้าร่วมอัพเดทเทรนด์และเครื่องมือใหม่ของทาง Twitter สื่อสังคมออนไลน์อีกหนึ่งช่องทาง ที่ยอดนิยมมากในไทย เพราะ twitter ถือว่าเป็นที่บ่นที่ดีที่สุด เพราะคุณจะบ่นอะไรก็ได้ โดยไม่ต้องเปิดเผยตัวตน หรือจะเป็นติ่งใครก็ได้ด้วยความพอใจ และป็อปมากเพราะน้องๆ แฟนคลับเกาหลีส่งข่าวเกี่ยวกับศิลปินของตัวเองด้วยช่องทางนี้ ซึ่งถ้าใครโลกสวยชีวิตโอบล้อมด้วยยูนิคอร์น จะอยู่ในโลกของ twitter ยากมาก เพราะในช่องทางนี้เรียกว่า ถ้าก้าวพลาดจะโดนเหยียบแบบถอนรากถอนโคน

ที่พูดมาทั้งหมดด้านบนนั้น ไม่ได้หมายความว่า twitter นั้น เป็นช่องทางที่ไม่ดีนะคะ twitter ยังคงเป็นช่องทางที่ดีมาก หากแบรนด์สื่อสารได้โดนใจ ไม่รบกวนและเปรี้ยวพอ คุณจะเป็นที่ยอมรับและคนในโลก twitter จะเชื่อข้อมูลและข่าวสารที่คุณส่งต่อออกมาแบบไม่มีข้อสงสัยเลย

ทาง twitter เองก็มองว่า ไม่ใช่แค่ในไทยแต่ทั่วโลก จำนวนของ creater ใน twitter นั้นเกิดขึ้นทุกวัน และพร้อมกระจายคอนเทนต์ต่ออย่างง่ายดาย แต่คอนเทนต์นั้นต้องดีและน่าสนใจมากพอ โดยตอนนี้มีบัญชีผู้ใช้งานในไทยอยู่ที่ 7.5 ล้านบัญชีแล้ว ถือว่าเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในแต่ละปี สำหรับอายุผู้ใช้งานเฉลี่ยอยู่ที่ 16-24 ปี เป็นการใช้งานผ่านมือถือ ดังนั้น หากแบรนด์ที่ต้องการเจาะกลุ่มลูกค้าที่มีอายุเฉลี่ยเท่านี้ ก็สามารถทำแคมเปญได้

ผลสำรวจกลุ่มคนต่างๆ เลือกติดตามเพราะเหตุผลใด

ด้วยความที่ twitter เข้ามามีบทบาทกับนักการตลาดแบบกะทันหัน ทำให้ยังเดาทางกันไม่ถูกว่าควรทำอย่างไรถึงจะไม่ตกยุคและสื่อสารได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดย twitter มีลูกเล่นเกือบครบทุกอย่างกับที่ผู้ใช้งานโซเชียลมีเดียต้องการ เช่น ถ่ายภาพ, แนบคลิป, Live, ทำโพลหรือกดเช็คอิน แต่ก็ต้องยอมรับว่า คุณจะเป็นคนที่ใช้งานสม่ำเสมอหรือไม่ก็ตาม ย่อมใช้งานได้ไม่ครบทุกเครื่องมือแน่นอน

น้อยคนนักที่จะทราบว่า VDO บน twitter นั้น มีการใช้งานมากที่สุดเป็นอันดับ 3 ของโลก เรียกได้ว่าเกาะสถานการณ์ทุกอย่างได้แบบทันท่วงที เรียกได้ว่าหนังสือพิมพ์หน้า 1 แบบตีพิมพ์อาจทำได้ไม่รวดเร็วเท่ากับเรา เพราะวีดีโอบนทวิตเตอร์จะเก็บทุกซอกมุมที่มีคนถ่ายและแชร์ไว้มารวมกันบนดิจิทัลคอนเทนต์แห่งนี้ ซึ่งแน่นอนว่าเรื่องเล็กหรือใหญ่ก็อาจะเปลี่ยนชีวิตของบางคนได้เลยทีเดียว

มาทำความรู้จักเครื่องมือที่โดดเด่นของ twitter กันสักหน่อยไหมคะ ว่ามีอันไหนที่น่าสนใจและนักการตลาดสามารถนำไปใช้สร้างกระแสความสนใจจากผู้ใช้งานได้บ้าง

  1. แม้ว่าจะมีการขยายจำนวนตัวอักษรให้พิมพ์ได้ถึง 220 ตัวอักษรแล้วก็ตาม แต่ค่าเฉลี่ยจำนวนคำที่คนพิมพ์เยอะสุดก็ยังมีแค่เพียง 125 ตัวอักษรเท่านั้น
  2. เนื้อหาและแฮชแท็กบน twitter จะอยู่นานสุด 2 วัน เพราะคนจะไม่คุยซ้ำเรื่องเดิมนานๆ บน twitter นอกจากเรื่องดราม่าที่มีการ war หรือสืบหาข้อเท็จจริงกัน
  3. หากคุณต้องการให้คนแบรนด์ของคุณ จำไว้ว่าใน 30 วินาทีแรกสร้างการจดจำได้ดีสุด ดังนั้นแบรนด์สามารถโปรโมทสินค้าต่างๆ ได้

  4. คุณสามารถ Live เพื่อโปรโมทสินค้าได้ เล่าเรื่องราวได้ ขายของได้ รวมทั้งถ้ามุมมองกล้องของคุณเป็นแบบ 360 องศา ก็ใช้งานได้เช่นกัน
  5. ถ้าโฆษณาของคุณใช้เวลาน้อยกว่า 6 วินาที ระบบจะ skip อัตโนมัติ แต่ต้องจำไว้ว่า คนเรา follow สิ่งต่างๆ ที่ไม่เหมือนกัน ดังนั้น หากคุณทำคอนเทนต์ออกมาไม่เข้ากับ pre-roll ก็อาจจะไม่ดึงดูดให้คนรีทวิตหรือกดเข้าไปดู ดังนั้นควรเลือก twitt ให้เหมาะกับคอนเทนท์

  6. การทำคอนเทนท์ได้ถูกจังหวะ ถือว่าเป็นจุดเด่นของทวิตเตอร์ที่สามารถกำหนดเป้าหมายได้อย่างเจาะจง

 
Source: thumbsup

from:http://thumbsup.in.th/2018/05/twitter-in-thailand/

เปิด 10 ไอเดียเพื่อสังคม ที่เข้ารอบการระดมทุนออนไลน์ผ่านโครงการดีแทคพลิกไทย

โครงการ ดีแทคพลิกไทย แพลตฟอร์มระดมทุนออนไลน์เพื่อสังคมไปก่อนหน้านี้ เป็นโครงการที่ร่วมกับมูลนิธิกองทุนไทยและ meefund.com เว็บไซต์ระดมทุนออนไลน์เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน รับสมัครคนทั่วไปที่มีไอเดียอยากแก้ปัญหาสังคม ล่าสุดได้ผู้ที่ผ่านการคัดเลือก 10 ทีม ที่จะเข้าสู่รอบระดมทุนต่อไป คือ

  • ไม้เท้าปรับระดับ โดย อ.พญ.โสฬพัทธ์ เหมรัญช์โรจน์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นไม้เท้าที่ปรับระดับตามขั้นบันได มีระบบติดตามตำแหน่ง ช่วยให้ผู้สูงอายุได้ใช้ไม้เท้าออกมาข้างนอกมากขึ้น ไม่ต้องอยู่แต่ในบ้าน
  • เครื่องช่วยสอนพิมพ์อักษรเบรลล์ขั้นพื้นฐาน โดยนางสุภาธิณี กรสิงห์ จากสถาบันเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน ตัวเครื่องเป็นเหมือนเกม ที่สอนเด็กๆ เรียนรู้อักษรเบรลล์พื้นฐาน เพื่อให้ควาพิการทางสายตาไม่เป็นอุปสรรคต่อการศึกษา
  • ซูเปอร์ตะบันน้ำ 4.0 โดยนายจีระศักดิ์ ตรีเดช จากสมาคมเพื่อการอนุรักษ์และพัฒนาเทือกเขาเพชรบูรณ์ เป็นเครื่องสูบน้ำจากที่ต่ำขึ้นสู่ที่สูง ลดปัญหาน้ำท่วม และให้คนบนพื้นที่สูงมีน้ำใช้ทำการเกษตร
  • โปลิศน้อย เพื่อนหุ่นยนต์เพื่อผู้หญิง โดยพันตำรวจตรีหญิงเพียบพร้อม เมฆิยานนท์ จากสถาบันส่งเสริมงานสอบสวน สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เป็นแชทบ็อตช่วยผู้หญิงที่เป็นเหยื่อความรุนแรงในครอบครัวได้พูดคุย ให้คำแนะนำเรื่องการแจ้งความ
  • ภารกิจหาบ้านให้คนไร้บ้าน โดยนางลมุลจิต วิเชียรศรี กลุ่มสวนเกษตรชุมชน ผักไร้สารบ้านพูนทรัพย์ ต้องการระดมทุนเพื่อนำเงินไปสร้างโรงเพาะเห็ดจำนวน 2 โรงในสวนเกษตรของชุมชน นำผลผลิตไปจำหน่าย และพัฒนาเป็นวิสาหกิจชุมชนต่อไป เพื่อสร้างรายได้และเงินออมให้แก่สมาชิกในชุมชน เป็นหลักประกันการกู้เงินเพื่อซื้อที่จากการเคหะเพื่อสร้างที่อยู่อาศัย
  • แปรงฟันให้เด็ก โดย ผศ.ทพญ.จรัญญา หุ่นศรีสกุล คณะทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ต้องการระดมทุน เพื่อนำเงินไปผลิตสื่อเรื่องการดูแลรักษาฟันในเด็กเล็ก โดยใช้สื่อการสอน online content ส่งทาง LINE และสื่อสังคมอื่นๆ ตลอดจนโปสเตอร์สำหรับสถานีอนามัยต่างๆ
  • โคมไฟแสงอาทิตย์ โดยนางสาวกรรณิการ์ ศรีธัญญลักษณา จากมูลนิธิพลังงานเพื่อสิ่งแวดล้อม ต้องการที่จะระดมทุน เพื่อนำเงินไปจัดซื้อโคมไฟพลังงานแสงอาทิตย์แล้วนำไปมอบให้แก่หมู่บ้านใน จ.แม่ฮ่องสอน ที่ยังไม่มีไฟฟ้าใช้
  • Inskru พื้นที่แบ่งปันเคล็ดลับการสอนออนไลน์ โดยนายสรวิศ ไพบูลย์รัตนากร มูลนิธิ Teach for Thailand ต้องการนำเงินไปสร้างออนไลน์แพลทฟอร์มสำหรับครูเพื่อแลกเปลี่ยนหลักสูตร แผนการสอน และกิจกรรมส่งเสริมการเรียนรู้
  • เปลี่ยนเศษอาหารให้เป็นกระดาษคุณภาพสูง โดยนายพีรวัฒน์ ขันเงิน โรงเรียนมีชัยพัฒนา ต้องการระดมทุนเพื่อนำเงินไปศึกษาหารูปแบบสร้างสินค้าจากกระดาษที่โรงเรียนผลิตจากเปลือกผักผลไม้ และพัฒนาให้เป็นธุรกิจสร้างรายได้ให้แก่โรงเรียน จ.บุรีรัมย์
  • พิพิธภัณฑ์ของเล่นพื้นบ้านออนไลน์ โดยนายวีรวัฒน์ กังวานนวกุล จากพิพิธภัณฑ์เล่นได้ ต้องการระดมทุนเพื่อนำเงินไปจัดทำ online content เกี่ยวกับการออกแบบและผลิตของเล่นพื้นบ้าน ที่ส่งเสริมการเรียนรู้ในเด็ก จ.เชียงราย

No Description

ข้อมูลจากเว็บไซต์โครงการระบุว่า ในเดือน พ.ค.จะเป็นขั้นตอนเริ่มดำเนินโครงการใน 10 ชุมชน ควบคู่กับการติดตามและประเมินผล และจัดหาอาสาสมัครร่วมกิจกรรมและระดมเงินบริจาคเพื่อต่อยอดโครงการ

ดีแทคเพิ่มเงินระดมทุนก้อนแรก 100,000 บาทให้โครงการที่ผ่านการคัดเลือก และเชิญชวนให้ลูกค้าดีแทคที่ระดมทุนเกิน 2,000 บาท ได้สิทธิ์ปรับสถานะ dtac Reward ให้เป็นสถานะ Blue Member นาน 1 เดือน โดยผู้บริจาคจะได้รับสิทธิ์ภายใน 3 สัปดาห์หลังการบริจาคผ่าน SMS

from:https://www.blognone.com/node/102544

จ่าย กยศ. ผ่าน KTB Netbank ไม่เสียค่าธรรมเนียมแล้ว !

ข่าวดีสำหรับคนที่ต้องชำระหนี้ให้ กยศ. หรือ กรอ. ตอนนี้ทางธนาคารกรุงไทยได้ประกาศฟรีค่าธรรมเนียมแล้ว เมื่อชำระผ่านทาง KTB Netbank ซึ่งก่อนหน้านี้จะต้องเสียค่าธรรมเนียมครั้งละ 10 บาท สามารถชำระได้ในเวลา 7.00 – 20.30 น. ตรวจสอบรายการชำระได้ที่ https://goo.gl/92bLVW

ที่มา : กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา

4 ขั้นตอนง่ายๆ ในการโอนเงินชำระ กยศ. ผ่าน KTBnetbank
Step1 : Login เข้า KTBnetbank
Step2 : เลือกไอคอน “จ่ายบิลอื่นๆ” เลือกหน่วยงานรับชำระ EDU
Step3 : กรอกรายละเอียดการทำรายการ
Step4 : ยืนยันการทำรายการด้วยรหัส TOP ที่ได้รับทางมือถือ

from:http://www.9tana.com/node/ktb-netbank-studentloan/

รู้จักกับ “วิทยาการคำนวณ” วิชาบังคับพื้นฐานตัวใหม่ของไทย สอนเขียนโปรแกรม เริ่มเรียนตั้งแต่ ป. 1

อาจจะต้องย้อนความทรงจำกันหน่อย ว่าผู้อ่าน Blognone ได้เริ่มเรียนวิชาที่เกี่ยวข้องกับคอมพิวเตอร์ ในหลักสูตรการศึกษาพื้นฐานภาคบังคับ (ป. 1 – ม. 6) ในตอนไหน? ความทรงจำวิชาด้านคอมพิวเตอร์ของแต่ละคนอาจไม่เหมือนกัน

เดิมวิชาด้านคอมพิวเตอร์เทคโนโลยีสารสนเทศนั้น เป็นวิชาหนึ่งในกลุ่มสาระการงานพื้นฐานอาชีพ แต่ด้วยกระแสดิจิทัลที่เปลี่ยนแปลงในช่วงที่ผ่านมา จนเรียกได้ว่าดิจิทัลเข้ามามีบทบาทในชีวิตมากขึ้น Computer Science กลายเป็นวิชาพื้นฐานที่จำเป็น กระทรวงศึกษาธิการ และความร่วมมือในการปรับปรุงหลักสูตรจาก สสวท. (สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี) ได้ประกาศให้หัวข้อด้านคอมพิวเตอร์ในชื่อวิชา วิทยาการคำนวณ ย้ายมาเป็นวิชาในกลุ่มสาระวิทยาศาสตร์ เป็นวิชาบังคับในหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ.2551 (ฉบับปรับปรุง พ.ศ.2560) โดยเริ่มเรียนกันตั้งแต่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ไปจนถึงมัธยมศึกษาปีที่ 6 ซึ่งมีผลกับนักเรียน ป. 1, ป. 4, ม. 1 และ ม. 4 รุ่นนี้เป็นรุ่นแรก

alt="วิทยาการคำนวณ"

เชื่อว่าหลายคนอาจตั้งคำถามเมื่อพูดถึงเรื่องนี้ก็คือ เร็วไปหรือไม่? ที่จะเรียนวิชาแบบนี้ตั้งแต่ประถม 1 ก็ต้องย้อนมาดูหลักการและที่มาก่อน

เปลี่ยนจากเรียนไปเป็นผู้ใช้ มาเป็นผู้เขียน ผู้คิด

วิชาคอมพิวเตอร์และการเขียนโปรแกรมไม่ใช่ของใหม่ในหลักสูตรการศึกษาไทย หลายคนอาจเคยเรียนภาษาเต่าโลโก้ แต่ไม่ใช่ทุกโรงเรียนที่มีการสอน เนื้อหาหลักสูตรคอมพิวเตอร์เทคโนโลยีเดิมนั้น เน้นให้ผู้เรียนมีความเข้าใจในฐานะผู้ใช้ รู้จักซอฟต์แวร์ต่างๆ ตัวเนื้อหาวิชาเองก็มีความเสี่ยงต่อความล้าสมัย แต่ในหลักสูตรใหม่วิทยาการคำนวณนี้ จะสอนให้นักเรียนเป็นผู้เขียน ผู้พัฒนา และได้ฝึกหัดคิดอย่างเป็นระบบแบบคอมพิวเตอร์มากขึ้น

alt="เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร"เดิมหัวข้อคอมพิวเตอร์ อยู่ในวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศฯ กลุ่มสาระการงานพื้นฐานอาชีพ

เป้าหมายของวิชานี้ไม่ได้ต้องการให้ทุกคนที่เรียนจะต้องไปเป็นคนเขียนโปรแกรม หรือโปรแกรมเมอร์ แต่ต้องการเพิ่มทักษะคิดเชิงคำนวณสำหรับแก้ปัญหาในชีวิตประจำวัน, สามารถมองได้ว่าปัญหาใดแก้ด้วยระบบอัตโนมัติได้, ทำความเข้าใจว่าระบบอัตโนมัติเพิ่มประสิทธิภาพงานได้ และที่สุดคือมีความรู้ที่จะควบคุมระบบอัตโนมัติได้ในเบื้องต้น ซึ่งทักษะที่ว่ามานี้ เป็นสิ่งจำเป็นและสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้ ไม่ว่าจะไปเป็นคนในสายวิทยาศาสตร์ ศิลปะ ดนตรี หรือแม้แต่วรรณกรรม

โครงสร้างของหลักสูตร วิทยาการคำนวณ

เนื้อหาวิชาวิทยาการคำนวณ แบ่งออกเป็น 3 ส่วนหลักคือ

  1. Computer Science (วิทยาการคอมพิวเตอร์) หัวใจหลักของวิชานี้ ให้ผู้เรียนสามารถคิดได้เป็นขั้นตอน นำการเขียนโปรแกรมมาเป็นเครื่องมือในการฝึกคิดเป็นขั้นตอน ตามแนวทาง Computational Thinking
  2. ICT (เทคโนโลยีสารสนเทศ) ให้ผู้เรียนสามารถรวบรวมข้อมูล จัดการข้อมูล นำข้อมูลมาประมวลผล และทำการตัดสินใจจากพื้นฐานของข้อมูลได้
  3. Digital Literacy (รู้เท่าทันดิจิทัล) ให้ผู้เรียนรู้ทันเทคโนโลยี ไม่ตกเป็นทาสเทคโนโลยี สามารถสร้างสรรค์ผลงานบนเทคโนโลยีได้

เนื้อหาที่ปรับขึ้นในแต่ละช่วงระดับ

ถึงตรงนี้อาจมีคำถามว่านักเรียนในระดับ ป. 1 จะเรียนเขียนโปรแกรมอะไรได้ ในหลักสูตรวิทยาการคำนวณนี้ ก็มีการปรับเนื้อหาให้เหมาะสมกับแต่ละช่วงระดับ โดยจะยกตัวอย่างเนื้อหาส่วนวิทยาการคอมพิวเตอร๋ ในหัวข้อที่เกี่ยวกับการเขียนโปรแกรม ซึ่งจะแตกต่างในแต่ละระดับ โดยในระดับ ป. 1 จะเป็นการเขียนโปรแกรมแบบไม่ต้องใช้คอมพิวเตอร์ (Unplugged) เป็นการฝึกใช้บัตรคำสั่งเดินขึ้น-ลง-ซ้าย-ขวา

alt="ป. 1"ตัวอย่างบัตรคำสั่ง จากหนังสือเรียน ป. 1

ในระดับ ป. 4 การเขียนโปรแกรมก็ยังเน้นแบบ Unplugged แต่พื้นที่ในการใช้คำสั่งจะใหญ่มากขึ้น ซับซ้อนมากขึ้น และต้องจัดลำดับความคิดที่ยากขึ้น โดยเริ่มมีการเขียนโปรแกรมบนคอมพิวเตอร์แบบ Block Programming ใช้วิธีลากบล็อกคำสั่งบนจอ ไม่มีการเขียนโค้ด ใช้โปรแกรม Scratch ของ MIT ประกอบการสอน

alt="ป. 4"โปรแกรม Scratch ใช้เรียนรู้การเขียนโปรแกรม ผ่านการต่อบล็อกคำสั่ง

มาถึงในระดับมัธยมศึกษา จะเริ่มเขียนโปรแกรมแล้วตั้งแต่ชั้น ม. 1 โดยภาษาที่แนะนำในการเรียนการสอนคือ Python ส่วนในชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายที่ ม. 4 จะเน้นไปที่การบูรณาการองค์ความรู้เพื่อทำโครงงาน ตัวอย่างที่พูดถึงในหนังสือเรียน เช่น โครงงานอุปกรณ์รดน้ำอัตโนมัติ, การเขียน sort, โปรแกรมคำนวณค่าที่จอดรถยนต์ ฯลฯ

alt="ม. 4"ในระดับ ม. 4 จะพูดถึงการทำโครงงานมากขึ้น

การอบรมครูสำหรับการสอน

อีกหนึ่งประเด็นที่น่าจะมีหลายคนสงสัยเมื่ออ่านถึงตรงนี้ ก็คือแล้วเรามีบุคลากรครูที่เป็นผู้สอนในโรงเรียนที่พอและพร้อมหรือยัง? ในช่วงปี 2560 ที่ผ่านมา สสวท. ได้จัดอบรมครูแกนนำคอมพิวเตอร์ไปแล้ว มีการทดลองทำกิจกรรมในหลักสูตร เพื่อให้นำไปเผยแพร่กับเพื่อนครูคนอื่นต่อไปได้ จากนั้นก็มีอบรมต่อเนื่องผ่านช่องทางทั้งออฟไลน์ และออนไลน์ (สามารถดูเพิ่มเติมได้ที่ Facebook: สาขาคอมพิวเตอร์ สสวท.)

alt="การอัพเดตใน Facebook คอมพิวเตอร์ สสวท."

การจัดอบรมและวิจัยนั้น สสวท. ได้มีการลงพื้นที่ร่วมกับครูเครือข่าย นำวิชาไปทดลองสอนในโรงเรียนจริงๆ ตามจังหวัดต่างๆ รวมทั้งในพื้นที่ธุรกันดาร ไม่มีคอมพิวเตอร์ใช้ในการเรียนการสอน เพื่อดูว่ากิจกรรมแบบ Unplugged นั้นได้เป็นอย่างไร ซึ่งผลตอบรับออกมาดี นักเรียนมีความสนุก ได้ฝึกหัดคิดแบบเป็นขั้นตอน

ที่น่าสนใจมาก คือการเรียนการสอนด้านวิชาเขียนโปรแกรมนี้ ประเทศไทยถือเป็นประเทศกลุ่มแรกๆ ในโลก ที่มีการเรียนสอนในหลักสูตรพื้นฐาน อังกฤษเริ่มการสอนเมื่อ 5 ปีที่แล้ว ส่วนสิงคโปร์เพิ่งเริ่มสอนมา 2 ปี จึงอาจมองได้ว่าเป็นโอกาสในการต่อยอดพัฒนาความพร้อมบุคลากรสำหรับอนาคตในระยะ 10 ปีข้างหน้าของประเทศไทยได้

เนื้อหาเรียบเรียงจาก Dek-d Live สอนเขียนโปรแกรมตั้งแต่ป. 1 เหมาะสมหรือยังกับประเทศไทย 4.0 (ได้รับอนุญาตแล้ว), และหนังสือเรียนรายวิชาพื้นฐานวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี (การคำนวณ) ระดับชั้น ป. 1, ป. 4, ม. 1 และ ม. 4 ของ สสวท.

from:https://www.blognone.com/node/102435

กระทรวงดีอีเผย เตรียมตั้งคณะกรรมการด้านการคุ้มครองข้อมูล ระหว่างรอกฎหมายบังคับใช้

ดร. พิเชษฐ ดุรงคเวโรจน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เผยในงานสัมมนา “ร่างกฎหมายคุ้มครองส่วนบุคคล ผลกระทบจาก GDPR” วันนี้ (18 พฤษภาคม) ว่า ระหว่างที่ประเทศไทยยังอยู่ระหว่างร่างกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ทางกระทรวงดีอีก็ได้หารือกับ ETDA หรือ สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ จัดตั้งคณะกรรมการด้านการคุ้มครองข้อมูลขึ้นมาชุดหนึ่ง ทำหน้าที่ดูแลเรื่องนี้โดยเฉพาะระหว่างรอสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลตามกฎหมาย

เป้าหมายของการตั้งคณะกรรมการชุดนี้คือรับมือหากมีปัญหาเรื่องข้อมูลส่วนบุคคล ทางหน่วยงานอื่นสามารถเข้ามาขอคำปรึกษาคณะกรรมการได้ และคณะกรรมการจะทำงานล่วงหน้าได้เลย โดย ดร. พิเชษฐ บอกว่า ถ้ารอให้มีกฎมายคุ้มครองส่วนบุคคลบังคับใช้จะเป็นการใช้เวลาโดยเปล่าประโยชน์ อย่างไรก็ตาม ดร. พิเชษฐ ไม่ได้ระบุว่า คณะกรรมการชุดนี้เป็นใครบ้าง มีกี่คน

ด้านความคืบหน้าของกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลในไทย ตอนนี้อยู่ระหว่างส่งให้คณะรัฐมนตรีเห็นชอบ และจะเข้าสู่กระบวนการนิติบัญญัติต่อไป (ประเทศไทยพยายามร่างกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลมากว่าสิบปีแล้ว) และกฎใม่คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของยุโรปหรือ GDPR ก็กำลังจะบังคับใช้ในวันที่ 25 พฤษภาคมนี้

No Description
ภาพจาก Facebook ดร.พิเชฐ ดุรงคเวโรจน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

Topics: 

from:https://www.blognone.com/node/102403