คลังเก็บป้ายกำกับ: THAILAND

สยามพิวรรธน์ร่วมมือกับ AIS Business สร้างแอปเสริมประสบการณ์ช้อปปิ้งในยุคต่อไป รองรับความเปลี่ยนแปลงยุคดิจิทัล

ห้างสรรพสินค้า ICONSIAM เพิ่งเปิดตัวไปอย่างยิ่งใหญ่ แต่ภายในปีนี้สยามพิวรรธน์ ผู้จัดการโครงการห้างสรรพสินค้าชั้นนำ เช่น สยามดิสคัฟเวอรี, สยามเซ็นเตอร์, และสยามพารากอน ก็กำลังมีโครงการสำคัญคือการเปิดตัวแอปพลิเคชั่น ONE SIAM โดยเป็นความร่วมมือระหว่างสยามพิวรรธน์และ AIS Business ที่วันนี้ ได้ประกาศตัวเป็นผู้ให้บริการ ICT แก่กลุ่มลูกค้าองค์กรแบบเต็มตัว ได้นำเทคโนโลยีต่างๆ เข้ามาทำให้แอปนี้กลายเป็นการนำเสนอประสบการณ์ใหม่ให้กับการจับจ่าย

No Description

คุณสรรค์ชัย เตียวประเสริฐกุล กรรมการผู้จัดการใหญ่ (president) บริษัท สยามพิวรรธน์ จำกัด บรรยายในงาน AIS Business: The DIGITAL FUTURE 2019 ระบุว่าความเปลี่ยนแปลงในโลกดิจิทัลทุกวันนี้กำลังทำให้ธุรกิจค้าปลีกเปลี่ยนไปอย่างรุนแรงชนิดที่ไม่เคยปรากฎมาก่อน ทำให้ธุรกิจค้าปลีกอย่างสยามพิวรรธน์ต้องปรับตัวอย่างมาก โดยชี้ถึงความเปลี่ยนแปลง 10 ประการ

ประการแรกช่องทางออนไลน์อย่างเดียวไม่สมบูรณ์ แต่ผู้ซื้อต้องการเชื่อมต่อกับผู้ขายทุกช่องทาง ดังที่หลักฐานปรากฎว่าเมื่อธุรกิจอีคอมเมิร์ชเติบโตขึ้นมาแล้ว ก็จะพบว่าผู้ซื้อจำนวนมากต้องการสัมผัสสินค้า และบริษัทเหล่านี้ก็ต้องเปิดหน้าร้านอยู่ดี ขณะที่ธุรกิจร้านค้าเดิมจะรอให้ลูกค้าเข้าร้านอย่างเดียวเหมือนแต่เดิมก็ไม่ได้แล้ว หากมีลูกค้าที่ไม่สามารถเดินทางมายังหน้าร้านได้ก็ต้องปรับตัวให้พร้อมรับได้เช่นกัน
ประการที่สองช่องทางดิจิทัลเติบโตเร็วกว่าช่องทางเดิมๆ ขณะที่ช่องทางจำหน่ายเดิมๆ สามารถเติบโตได้เพียงปีละ 4-5% เท่านั้น แต่ช่องทางดิจิทัลสามารถเติบโตได้ 10-20% ต่อปี แม้ว่าตอนนี้ในสหรัฐฯ การค้าทางช่องทางดั้งเดิมจะมีส่วนแบ่งถึง 90% แต่ภายใน 3 ปีข้างหน้าศูนย์การค้าจะปิดตัวลงถึง 25% จากการเติบโตอย่างรวดเร็วในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมาจนกระทั่งเกิดโอเวอร์ซัพพลาย ซึ่งในไทยเองก็จะเกิดอาการเดียวกัน

ข้อสามแรงกดดันต้นทุนสูงขึ้นเรื่อยๆ ค่าเช่าสถานที่ในห้างสรรพสินค้าเริ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ ขณะที่ต้นทุนช่องทางการขายแต่ละช่องทางมีต้นทุนไม่เท่ากัน ร้านสะดวกซื้อขนาดเล็กอาจจะมีต้นทุนสูง ทำให้สัดส่วนกำไรอาจจะสูงถึง 35-45% ขณะที่ห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่อาจจะต้องการเพียง 25-35% แต่อีคอมเมิร์ชอาจจะต้องการไม่ถึง 15% เท่านั้น เป็นการกดดันให้ห้างสรรพสินค้าต้องลดราคาลงแม้จะมีต้นทุนสูงขึ้นก็ตาม

ข้อสี่ผู้ซื้อมีข้อมูลครบถ้วนมากขึ้น ผู้ขายไม่สามารถหลอกลูกค้าขายในราคาแพงได้อีกต่อไป แรงกดดันนี้ทำให้ธุรกิจค้าปลีกเองก็จำเป็นต้องมีข้อมูลที่สมบูรณ์เพื่อให้รู้ว่าคู่แข่งกำลังทำอะไร และผู้บริโภคได้รับข้อมูลจากที่ไหน

ข้อห้าร้านค้าขนาดใหญ่จะอยู่ยากขึ้นเรื่อยๆ แต่ร้านค้าปลีกขนาดเล็กได้รับความนิยมมากขึ้นจากความสะดวกที่อยู่ใกล้ โดยเฉพาะสินค้าในกลุ่มที่รู้ราคาอยู่แล้ว (known value item – KVI) ที่คนไม่ได้อยากเดินทางไปซื้อ ร้านค้าใกล้บ้านจึงเป็นทางเลือกสำหรับคนจำนวนมาก

No Description

ร้านค้าจำเป็นต้องมีเหตุผลให้คนเข้าร้าน เช่น แอปเปิลสโตร์ ที่วางสถานที่คล้ายศาสนสถาน เป็นเหตุผลบางอย่างที่ทำให้คนไปยังสถานที่เหล่านั้น ธุรกิจค้าปลีกเองก็ต้องสร้างเหตุผลให้คนไปยังร้านค้า ทั้งความบันเทิงหรือการเข้าถึงโลกโซเชียล

ข้อเจ็ดแบรนด์ต่างๆ กำลังทำตลาดยากขึ้น แบรนด์ใหญ่ๆ จำเป็นต้องหันมาสร้างแบรนด์ขนาดเล็กทำราคาถูกกว่าแม้คุณภาพใกล้เคียงกัน ทุกวันนี้ตลาดรับแบรนด์เล้กๆ ได้ง่ายขึ้น เช่นวงการโทรศัพท์มือถือที่มีแบรนด์เกิดใหม่ไม่กี่ปี แต่กลับครองส่วนแบ่งตลาดได้อย่างมาก

ข้อแปดการค้าปลีกจำเป็นต้องใช้ทั้งศาสตร์และศิลป์ การใช้วิทยาศาสตร์เข้ามามีความสำคัญมากขึ้น โดยเฉพาะช่วงหลังที่การวิเคราะห์ข้อมูลทำให้เราสามารถเข้าใจพฤติกรรมลูกค้ามากขึ้น

ข้อเก้าระบบไอทีแพงแต่ก็เป็นสิ่งหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะธุรกิจค้าปลีกมีความจำเป็นต้องเก็บข้อมูลลูกค้าและวิเคราะห์พฤติกรรม เช่นสยามพิวรรธน์เองมีห้างสรรพสินค้าอยู่ 4 แห่ง พื้นที่ที่มากก็มีความจำเป็นต้องลงทุนกับระบบไอทีเพื่อทำความเข้าใจลูกค้าให้มากขึ้น

สุดท้ายธุรกิจต้องรักษาคนเอาไว้ กรุงเทพฯ จะศูนย์การค้าเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วภายในไม่กี่ปีข้างหน้า ทำให้มีการชิงตัวพนักงานกันมากขึ้น องค์กรจึงต้องพยายามต่อสู้เพื่อรักษาคนเอาไว้

No Description

จากความเปลี่ยนแปลงทั้งหมด ทำให้ธุรกิจค้าปลีกจำเป็นต้องปรับตัวด้วยเทคโนโลยีจำนวนมาก คุณสรรค์ชัยสรุปไว้ ว่าเทคโนโลยีที่จำเป็นได้แก่ ระบบ CRM, การรับฟังจากสื่อสังคมออนไลน์, การจัดการข้อมูล Big Data, การปรับแต่งตามบุคคลของลูกค้า เช่นการแจกคูปองตามความต้องการลูกค้า, การนำเสนอแบบ push ที่ลูกค้าเคยซื้อสินค้าแล้วต้องนำเสนอโปรโมชั่นต่อไป,การสร้างกิจกรรมตามตำแหน่งที่ลูกค้าอยู่, และอีคอมเมิร์ชที่จะเปิดทางให้เกิดการค้าปลีกแบบหลากหลายช่องทาง

No Description

จากระบบทั้งหมดทำให้ระบบไอทีของสยามพิวรรธน์ มีระบบขนาดใหญ่ และแอปพลิเคชั่นโมบายที่ชื่อว่า One Siam กำลังเข้ามาเป็นส่วนสำคัญของภาพนี้ ทางสยามพิวรรธน์ จึงมอบหมายให้ AIS Business เป็นผู้รับผิดชอบแอปพลิเคชั่นนี้

No Description

ตัวแอปพลิเคชั่นจะทำงานแบบ location-aware นั่นคือสามารถเปลี่ยนข้อมูลตามตัวห้างสรรพสินค้าที่ลูกค้ากำลังอยู่ในห้างนั้น สามารถนำทางลูกค้าให้ไปยังร้านค้าร้านอาหารในห้าง หรือกระทั่งหาที่จอดรถที่จอดไว้ และการส่งการแจ้งเตือน

ระบบจะเชื่อมต่อกับ CRM ทำให้สามารถนำเสนอข้อมูลได้ตรงกับลูกค้า มีการเชื่อมต่อกับระบบสมาชิกสามารถแสดงคะแนนสะสมและสิทธิประโยชน์ต่างๆ ได้ทันที

นี่เป็นเพียงเฟสแรกของการทำงานร่วมกับ AIS Business ที่ตั้งใจปั้นโซลูชั่นส์ Smart Retail เป็นต้นแบบการนำเทคโนโลยีมาสร้างประสบการณ์ให้กับผู้บริโภคของธุรกิจค้าปลีกและศูนย์การค้า ซึ่งต้องมีการทำงานต่อเนื่องกันไปในอนาคต ไม่ว่าจะเป็นการสร้างช่องทางเพิ่มเติมเช่นอีคอมเมิร์ช เป็นต้น คุณสรรค์ชัยเชื่อว่าแอปตัวนี้จะเป็นแอปที่ดีที่สุดที่ช่วยให้สยามพิวรรธน์ปรับตัวภายใต้ความกดดันของตลาด

Topics: 

from:https://www.blognone.com/node/106414

Advertisements

YouTube ประเทศไทยเปิดตัว Pop-up Space ครั้งที่ 4 ณ โครงการช่างชุ่ยอย่างเป็นทางการ

ตามที่ได้ประกาศในงาน Google for Thailand ว่าจะมีการเปิดตัว YouTube Pop-up Space ครั้งที่ 4 ในประเทศไทย ล่าสุด YouTube ประเทศไทยได้เปิดตัวโครงการนี้อย่างเป็นทางการเรียบร้อย ครั้งนี้จัดขึ้นที่โครงการช่างชุ่ย ตั้งแต่วันที่ 12-17 พฤศจิกายน

No Description

คุณมุกพิม อนันตชัย หัวหน้าฝ่ายพันธมิตรธุรกิจ YouTube ประเทศไทย ได้เผยถึงจุดประสงค์ของ Pop-up Space ในครั้งนี่ว่าเป็นการเปิดพื้นที่ให้ครีเอเตอร์ของไทยได้เรียนรู้การผลิตวิดีโอ ทำความรู้จักครีเอเตอร์คนอื่นๆ และมีสตูดิโอพร้อมเครื่องมือการถ่ายทำให้ใช้ถ่ายงานได้จริง ซึ่งใน 1 สัปดาห์นี้ YouTube Pop-up Space มีกิจกรรมที่น่าสนใจให้ครีเอเตอร์ของไทยที่ได้เข้าร่วมงานเรียนรู้ไปพร้อมๆ กันได้แก่

No Description
คุณมุกพิม อนันตชัย หัวหน้าฝ่ายพันธมิตรธุรกิจ YouTube ประเทศไทย

YouTube Pop-up Space Bangkok เปิดห้องเรียนสอนการถ่ายวิดีโออย่างมืออาชีพจากผู้เชี่ยวชาญ มีสตูดิโอและอุปกรณ์ต่างๆ เปิดให้ใช้งานได้ฟรี จัดพื้นที่ส่วนกลางและห้องประชุมต่างๆ รวมไปถึงมีเวิร์คช็อปและกิจกรรมสำหรับครีเอเตอร์ที่เข้าร่วมงานได้เรียนรู้ร่วมกัน ครั้งนี้มีสตูดิโอจัดไว้ให้ในธีมงานวัด

No DescriptionNo Description

NextUp Thailand 2018 โครงการพัฒนาและส่งเสริมให้ครีเอเตอร์บน YouTube ที่โดดเด่นก้าวกระโดดมากขึ้น โดยคัดเลือกครีเอเตอร์จากทั่วประเทศจนเหลือ 12 ช่องที่ผ่านเข้ารอบและจะเข้าฝึกอบรม 5 วันกับทีมงานของ YouTube รวมถึงมีเงินทุนสนับสนุนให้กับผู้ที่เข้าร่วมโครงการนี้ สุดท้ายจะเข้าสู่การเป็น Creator Development Program อีกด้วย

No DescriptionNo Description

YouTube Creators for Change Regional Summit จัดขึ้นในวันที่ 16 พฤศจิกายน เป็น summit ที่เชิญครีเอเตอร์จากทั่วภูมิภาคแชร์ไอเดียและสร้างผลงานบน YouTube เพื่อพัฒนาสังคมในปัจจุบัน มุ่งเน้นเนื้อหาที่แก้ไขปัญหาของความอคติโดยไม่รู้ตัว ความเกลียดชังและการตรวจสอบข้อมูลก่อนแชร์

Music Sessions YouTube ประเทศไทยเล็งเห็นว่าเนื้อหาด้านดนตรีในประเทศไทยเติบโตสูงมาก จึงจัดโปรแกรมเพื่อสนับสนุนครีเอเตอร์สายศิลปินที่โดดเด่น เข้าร่วมการอบรมและผลิตผลงานถ่ายทำมิวสิควิดีโอและบันทึกเสียงกับทีมงานมืออาชีพ ครั้งนี้คัดเลือกครีเอเตอร์ศิลปิน 9 รายมาอบรมและเข้าร่วมโครงการนี้ 2 วันและจะปล่อยมิวสิควิดีโอของพวกเค้าในช่วงเดือนธันวาคม

No DescriptionNo Description

ทั้งหมดนี้เป็นกิจกรรมที่อัดแน่นตลอด 6 วันภายในโครงการ YouTube Pop-up Space ที่ประเทศไทย สามารถติดตามความเคลื่อนไหวต่างๆ ของงานรวมถึงกิจกรรมล่าสุดได้ทางแฮชแท็ก #youtubespacebkk บนโซเชียวเน็ตเวิร์คทุกช่องทาง และเรียนรู้รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับ YouTube Space ได้ที่ youtube.com/space

ที่มา – งานเปิดตัว YouTube Space Bangkok

Topics: 

from:https://www.blognone.com/node/106378

Apple Store สาขาแรกของประเทศไทยเปิดแล้ววันนี้ที่ Iconsiam

ในที่สุด Apple Store ก็ได้ฤกษ์เปิดสาขาแรกในประเทศไทยเป็นที่เรียบร้อยแล้ววันนี้ ที่ศูนย์การค้าไอคอนสยาม ซึ่งร้านดีไซน์เป็นทรงสี่เหลี่ยมคางหมู กระจกใสโดยรอบ ทำให้เห็นวิวทิวทัศน์แม่น้ำและตัวเมืองด้านนอก พร้อมทางเดินที่เป็นหินโค้งทอดยาว

บรรยากาศใน Apple Store สาขา Iconsiam นี้ ออกแบบตามแนวทางของ Apple Store ยุคใหม่ มีพื้นที่สำหรับจัดเซสชั่น Today at Apple และพื้นที่ Genuis Grove ที่มีทีมงาน Genius ของแอปเปิลให้คำแนะนำช่วยเหลือปัญหาทางเทคนิค

Apple Store สาขาแรกของไทยมีพนักงานมากกว่า 100 คน โดยในวันแรกเปิดตัว มีลูกค้านับพันคนที่มารอก่อนเปิดร้านอย่างเป็นทางการ โดยเซสชั่นแรกของกิจกรรม Today at Apple คือคอนเสิร์ตของ Polycat

Apple Store สาขา Iconsiam เปิดให้บริการเวลา 10:00-22:00น.

ที่มา: ข่าวประชาสัมพันธ์แอปเปิล

alt="Apple Store Iconsiam"

alt="Apple Store Iconsiam"

alt="Apple Store Iconsiam"

from:https://www.blognone.com/node/106353

เลขาธิการ ก.ล.ต. ระบุ ช่วงเวลา “เห่อแบบบ้าระห่ำ” คริปโตได้ผ่านไปแล้ว, การกำกับดูแลยังเป็นเรื่องท้าทาย ที่ต้องทั้งกำกับและสนับสนุน

ที่งาน Fintech Challenge 2018 โดยสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ หรือ ก.ล.ต. คุณรพี สุจริตกุล เลขาธิการ ขึ้นกล่าวเปิดงาน โดยพูดถึงตลาด ICO และเงินคริปโต ว่าได้ผ่านจุดที่ “เห่อแบบบ้าระห่ำ” ไปเรียบร้อยแล้ว โดยเป็นไปตามกระบวนการที่ตลาดจะพัฒนาไป

คุณรพีระบุว่าอีกมุมมองสุดโต่งสองด้าน ที่ด้านหนึ่งต่อต้านว่าสินทรัพย์คริปโต ว่าเป็นแหล่งการโกง น่าเกลียดน่ากลัว กับอีกด้านที่คิดว่ามันจะมาแทนที่ตลาดไปทั้งหมด นั้นหายไปเยอะแล้ว และเข้ามาอยู่ตรงกลางมากขึ้น โดยเป็นวิวัฒนาการของตัวตลาดเอง ขณะที่ตลาดก็ยังต้องเรียนรู้อีกมาก

ในแง่ของการกำกับดูแล เขาระบุว่าก.ล.ต. เป็นประเทศแรกของโลกที่ได้รับหน้าที่ให้กำกับดูแลในส่วนนี้ ที่ต้องสร้างสมดุลให้ทั้งการกำกับดูแลและการสนับสนุน

ที่มา – คำกล่าวเปิดงาน Fintech Challenge 2018 (บทถอดเทปอยู่ท้ายข่าว)

No Description

งาน FinTech Challenge ปีนี้จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 3 แล้ว เพื่อกระตุ้นความสนใจเกี่ยวกับนวัตกรรมด้านต่างๆ ทั้งการสร้างโชว์เคสสำหรับคนที่เราคิดว่าจะสามารถทำธุรกิจหรือมีไอเดีย ช่วงนี้เป็นช่วงที่เรากำลังอยู่ในโลกที่มีการเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างมาก ภายใน ก.ล.ต.เอง เราเชื่อว่าภายใน 5 ปีข้างหน้า ไม่ใช่เฉพาะธุรกิจเท่านั้นที่เราจะเปลี่ยนแปลงไปแบบคาดไม่ถึง สิ่งที่จะเปลี่ยนแปลงไปมาก คือ การใช้ชีวิตของคนเรา ซึ่งถ้าถามว่า การเปลี่ยนแปลงนี้เกิดจากอะไร แน่นอนว่า เทคโนโลยีมาแล้ว เราจะได้เห็นเทคโนโลยีรูปแบบต่างๆเข้ามาสู่ชีวิตประจำวันของเรา และเป็นตัวที่สามารถเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของคนได้สูงมาก จากโฆษณาบนรถไฟฟ้า เว็บไซต์หนึ่งทำให้คนสามารถเลือกโรงแรม ร้านอาหารได้ในราคาที่ถูกและถูกใจตัวเอง ในโฆษณายังบอกด้วยว่า คนกว่า 10 ล้านคนที่สามารถเข้าถึงรายการนั้น ๆ จึงเป็นคำถามว่าเมื่อไหร่ที่เทคโนโลยีนี้จะนำพาไปสู่การเปิดตลาดทุน เพราะตลาดทุนบ้านเรานั้นมีขนาดใหญ่มาก มี Market Cap 110% ของ GDP มูลค่าซื้อขายบางวันวิ่งไปถึง 6-7 หมื่น หรืออาจถึงแสนล้านบาทได้ แต่หากดูภาพจริงแล้วคนไทยเข้าถึงตลาดทุนน้อยมาก ถ้าดูแค่จำนวนคนจริงๆ ไม่ได้ดูแค่บัญชี คนที่ใช้งานตลาดทุนให้เป็นประโยชย์มีแค่ 3-4 ล้านคนเท่านั้นเอง ซึ่งถือว่าน้อยมากสำหรับประเทศที่มีประชาชนถึง 60 กว่าล้านคน เราเชื่อว่าเทคโนโลยีจะเป็นอะไรที่สามารถช่วยเปิดศักราชของการลงทุนให้เข้าถึงประชาชนได้ และไม่ใช่มีความสำคัญแค่ตลาดทุนเท่านั้น แต่เป็นสำคัญต่อประเทศของเรา หากประชาชนมีความรู้ในการบริหารการลงทุนของตัวเองได้ สร้างผลตอบแทนได้อย่างมีประสิทธิภาพก็จะทำให้ทุกคนเกิดอิสรภาพทางการเงิน (Financial Freedom) ใช้ตลาดทุนสร้างความมั่งคั่งของประเทศ ไม่ต้องพึ่งพากราฟอื่นๆ สร้างคุณภาพชีวิตให้ประสบความสำเร็จได้ในบั้นปลาย นี่จึงถือเป็นโจทย์ที่สำคัญ

เช้านี้เราจะได้ฟังว่าแนวร่วมต่าง ๆ ว่ามองเรื่องนี้เป็นยังไง แม้กระทั่งคนเข้าประกวด ในส่วนนี้จะเป็นเรื่องเกี่ยวกับว่าคนที่มีไอเดียพัฒนาโครงการเหล่านี้ สามารถที่จะวิเคราะห์ pain point ของผู้ใช้ได้จริงรึเปล่า และเมื่อแก้จุดนั้นสามารถที่จะทำให้คนติดใจกับระบบที่เขาพัฒนาขึ้นมาแล้วก็จะใช้แก้ปัญหาในการใช้ชีวิตประจำวันของเราได้จริงหรือไม่ ซึ่งถ้าทำได้ อาจจะไม่ใช่คนเพียง 10 ล้านคนอย่างที่เห็นในโฆษณา อาจจะมีคนเข้าถึงได้มากกว่า

อีกด้านหนึ่งก็จะเป็นเรื่องเกี่ยวกับตลาดของ ICO ซึ่งผมคิดว่าเราเพิ่งห่างจากจุดที่เราเรียกว่า การเห่อแบบบ้าระห่ำ เราผ่านจุดที่เรียกว่า ถ้าผ่านป้าย ICO คริปโตเคอร์เรนซี่ไป ก็จะมีคนเฮเข้าไปโดยที่ไม่ลืมหูลืมตา ซึ่งจุดนั้นเราได้ผ่านมันมาแล้ว ซึ่งก็เป็นไปตามกระบวนการการตลาดจะต้องมีการพัฒนา เราได้เห็นพัฒนาการทางด้านนี้ เห็นมุมมองของคนในแต่ละด้านจากการที่ยืนกันคนละจุด มีการแบ่งแยกชัดเจนยิ่งไปกว่าการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาเสียอีก ขณะที่บางรัฐมองว่าคริปโตเหล่านี้เป็นเรื่องที่น่าเกลียดน่ากลัว ไม่น่าสนับสนุน เป็นเรื่องที่เต็มไปด้วยการโกง กับอีกด้านหนึ่งคนที่มองแบบสุดโต่งว่า คริปโตจะเป็นอะไรที่เข้ามาโอเวอร์เทคตลาด Positional ทั้งหมด และในที่สุดตลาดนี้ก็ไม่สามารถจะอยู่ได้ ถือว่าทั้งสองมุมมองนี้หายไปค่อนข้างเยอะแล้วก็เข้ามาอยู่ตรงกลางมากขึ้น ในการที่ทั้งสองข้างเดินเข้ามาหาตรงกลางมากขึ้นเป็นเพราะคิดเปลี่ยนความคิดรึเปล่า ก็อาจจะไม่เชิง อาจจะเห็นว่าจริงๆ แล้วเป็นวิวัฒนาการของตัวตลาดเอง ทั้งในด้านผู้เล่นและผู้ประกอบการ รวมไปถึงผู้ลงทุนในสิ่งพวกนี้ที่มองเห็นว่าการเก็งกำไรหรือการลงทุนแบบบ้าระห่ำโดยที่ไม่มีความรู้ความเข้าใจ เป็นอะไรที่ไม่สามารถจะสร้างความยืดหยุ่นให้กับเราได้ ตลาดพวกนี้เริ่มจากขนาดกลาง เด็กเข้าสู่วัยรุ่นและก็อาจจะก้าวกระโดดไปสู่ความเป็นผู้ใหญ่มีเวลาเพียงแค่สั้นๆ ซึ่งตรงนี้เป็นเรื่องสำคัญมากที่จะทำให้ตลาดยั่งยืนแล้วก็เสริมกับองค์ประกอบในอนาคต เพราะฉะนั้นจริงๆ แล้วตลาดตรงนี้เป็นตลาดที่จะต้องเรียนรู้อีกเยอะมาก ทั้งในด้านผู้ประกอบการ ผู้ลงทุน แล้วก็คนที่มีส่วนร่วม แน่นอนที่สุดผมคิดว่าจะสามารถเปลี่ยนแปลงก็คือคนที่ทำหน้าที่ ติวเตอร์ เราเองก็ฝึกหัดเข้ามาให้จำกัดดูแลในส่วนของตลาดนี้ ก็จำเป็นมาที่จะปรับปรุงค่อนข้างเยอะ การปรับตัวไม่ใช่เพียงแค่การสร้างความรู้ลึก ต้องมี Mindset ในเรื่องของมุมมอง ต้องเข้าใจว่าสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นในตลาดมันจะนำความเปลี่ยนแปลงขอบเขตของผู้ร่วมอย่างไร ทั้งพฤติกรรมของผู้ลงทุน ผู้ประกอบการ คนที่เข้ามาเล่นใหม่ พวกนี้เป็นเรื่องในส่วนของ mindset ที่สำคัญมาก การที่เราต้องกำกับดูแลในสิ่งที่เป็น precision space เป็นเรื่องที่เราจะต้องคิดว่ามุ่งไปข้างหน้ามากน้อยแค่ไหน และเป็นเรื่องที่ Challenging มาก สำหรับร่างติวเตอร์ของเรา เพราะเป็นเรื่องใหม่ และเราเป็น กลต. ประเทศแรกของโลกเสียด้วยซ้ำ ที่ได้รับบทบาทหน้าที่ให้เข้ากำกับดูแลในส่วนนี้ ประเทศที่พัฒนาแล้วก็ยังไม่กล้าทำ แต่ของเราไม่ได้ prospect เพราะเป็นหน้าที่เราที่ต้องก้าวเข้ามา และดำเนินการภายใต้บทบาทภาระหน้าที่ ซึ่งก็มีทั้ง 2 ด้านคือด้านกิจการกำกับ และสนับสนุน ความยากก็คือการต้องบาลานซ์ทั้ง 2 ด้าน รวมทั้งทำอย่างไร ที่จะต้องมีเครื่องมือต่างๆ ในที่จะพัฒนาให้ตลาด success ได้ เรื่องการสร้าง education และการสร้าง awareness เป็นเรื่องที่สำคัญมากที่เราจะต้องมี insight และก็ต้องปรับเปลี่ยนตัวเองให้เข้ากับสถานการณ์ที่มีการเปลี่ยนแปลง

from:https://www.blognone.com/node/106337

“ปฐมา จันทรักษ์” แถลงทิศทาง ไอบีเอ็ม ประเทศไทย เน้น AI และ Blockchain

แม้จะรับตำแหน่งได้เพียง 6 อาทิตย์ สำหรับคุณปฐมา จันทรักษ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไอบีเอ็ม ประเทศไทย จำกัด และรองประธานด้านการขยายธุรกิจในกลุ่มประเทศอินโดจีน ซึ่งใช้ประเทศไทยเป็นฐานดำเนินการหลัก แต่ความเคลื่อนไหวในระดับโลกของ ไอบีเอ็ม ถือได้ว่ามีมาอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นการแถลงตัวเลขผลประกอบการที่ลดลงเล็กน้อยในไตรมาสที่ 3 ไปจนถึงข่าวใหญ่อย่าง ไอบีเอ็มเข้าซื้อ Redhat

การมาดำรงตำแหน่งในครั้งนี้ของคุณปฐมา จึงอยู่ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของบริษัทพอสมควร ซึ่งในวันนี้ทางบริษัทได้มีการแถลงข่าวและเปิดเผยวิสัยทัศน์กับสื่อมวลชนกลุ่มหนึ่ง ซึ่ง Blognone ได้มีโอกาสเข้าไปร่วมฟังการแถลงในวันนี้ด้วย

No Descriptionคุณปฐมา จันทรักษ์

AI และ Blockchain คือทิศทางที่สำคัญที่สุด

คุณปฐมาบอกว่า เธอเชื่อว่าสิ่งที่มีคุณค่าที่สุดของไอบีเอ็ม อยู่ที่ระบบ Artificial Intelligence หรือปัญญาประดิษฐ์ซึ่งพัฒนามาอย่างยาวนาน และบริษัทเรียกว่า “Cognitive Computing” โดยมีแกนกลางอยู่ที่ระบบ IBM Watson นั่นเอง เนื่องจากในอนาคตบริษัทต่างๆ เอง ก็ต้องลงทุนในระบบเหล่านี้เพื่อให้มีความสามารถในการแข่งขัน (competitive advantage) และปัจจุบัน บริษัทมีผู้ใช้บริการ IBM Watson อยู่มากถึง 16,000 ราย กว่า 80 ประเทศ ครอบคลุม 20 กลุ่มอุตสาหกรรม

No Description

ในประเทศไทยเอง มีหลายบริษัทที่ใช้เทคโนโลยี ทั้งโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ ธนาคารกสิกรไทย (ใช้ในการตรวจหาการโกงหรือฉ้อฉล) หรือ ปตท. (ใช้ในโรงแยกก๊าซที่ระยอง) และใช้ได้ผลดีอย่างยิ่ง

อย่างไรก็ตาม คุณปฐมาเชื่อว่าสิ่งที่สำคัญกว่านั้น คือการรักษาสมดุล (balance) ระหว่างคนกับปัญญาประดิษฐ์ เป็นสิ่งที่มีความสำคัญอย่างมาก และควรไปด้วยกัน ไม่แยกจากกัน

No Description

นอกจาก AI แล้ว อีกหนึ่งกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่เธอเชื่อว่าจะเข้ามาตอบโจทย์ได้ คือเรื่องของ Blockchain ซึ่งบริษัทมีการลงทุนและวิจัยไปเยอะมากในด้านนี้ หลายบริษัทเองก็มุ่งเข้าไปสู่ตลาดนี้ แต่สิ่งที่ทำให้บริษัทมีจุดแข็ง คือผลิตภัณฑ์และโซลูชั่นที่รองรับกับเทคโนโลยีดังกล่าว รวมถึงสายสัมพันธ์ที่ดีต่อลูกค้าที่ใช้ผลิตภัณฑ์มาอย่างยาวนาน อีกทั้งช่วยแก้ปัญหาของลูกค้าได้จริง อย่างเช่น การตรวจสอบข้อมูล หรือติดตามสัญญาต่างๆ

ในกรณีประเทศไทย ไอบีเอ็มเข้าไปร่วมมือกับ ธนาคารแห่งประเทศไทย ในการพัฒนาเทคโนโลยี Blockchain เพื่อใช้ในด้านต่างๆ เช่น การซื้อพันธบัตรรัฐบาล หรือการสร้างระบบหนังสือค้ำประกันบน Blockchain เป็นต้น

No Description

ยุทธศาสตร์ของ ไอบีเอ็มโดยภาพรวมจึงเป็นการรวมเอาโซลูชั่นและบริการต่างๆ เข้ากับความชำนาญเข้าด้วยกัน ซึ่งทั้งหมดอาศัย IBM Cloud เป็นฐานสำคัญ ที่ประกอบด้วยโครงสร้างพื้นฐาน ระบบ ซอฟต์แวร์ และการบริการของบริษัททั้งหมดเข้าด้วยกันนั่นเอง โดยยังคงเน้นเรื่องของความปลอดภัย และถือเป็นสิ่งพื้นฐานที่บริษัทให้ความสำคัญมาโดยตลอด

ผมสอบถามว่า ในกรณีที่รวมกับ Red Hat แล้ว ซึ่งตอนนี้ยังไม่เสร็จสิ้น ไอบีเอ็มจะได้อะไรบ้าง คุณปฐมาตอบว่า การรวมระหว่าง ไอบีเอ็มและ Red Hat ผลที่ออกมาคือบริษัทจะเป็นผู้นำในตลาด Hybrid Cloud ในทันที และนั่นจะตามมาด้วยโอกาสอีกมาก ซึ่งจะชัดเจนหลังการควบรวมกิจการเสร็จสิ้น

ประเทศไทยและอินโดจีน คือกลยุทธ์หลักในปีหน้า

No Description

คุณปฐมาระบุว่า การกลับมาประเทศไทยในครั้งนี้ เป็นการกลับมาถาวร โดยขายบ้านที่สหรัฐอเมริกาไปแล้ว เหตุผลประการหนึ่งคือเรื่องของครอบครัวที่ต้องการกลับมาดูแล แต่อีกส่วนหนึ่งคือต้องการกลับมาผลักดันวงการเทคโนโลยีและทำให้ประเทศไทยเป็นผู้นำในภูมิภาค ผ่านสองจุดที่สำคัญ คือการนำเอาโซลูชั่นระดับโลกของบริษัทเอาเข้ามาใช้ในประเทศ และการทำให้ไทยเป็นศูนย์กลางภูมิภาคอินโดจีนตอนเหนือ ที่ประกอบไปด้วย กัมพูชา ลาว และพม่า (ปกติจะต้องมีเวียดนามด้วย เรียกว่า CLMV แต่กรณีของไอบีเอ็ม เวียดนามมีการดูแลตลาดเป็นการเฉพาะอยู่แล้ว)

สำหรับประเทศไทย นอกจากจะเป็นการนำเอาโซลูชั่นทั้งหมดกลับมาผลักดันเข้าตลาด (ผมถามเรื่องของ Watson Health ในประเทศไทย ซึ่งตอนนี้มีเฉพาะโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ คุณปฐมาก็ระบุว่าในอนาคตคงมีเพิ่มต่อเนื่องแน่นอน) แล้ว ยังเป็นเรื่องของการช่วยเหลือองค์กรต่างๆ ให้เปลี่ยนผ่านไปสู่โลกดิจิทัลให้ได้ พร้อมกับส่งเสริมความร่วมมือระหว่างคู่ค้า (partner) รายต่างๆ ของบริษัทไปด้วยกัน ทั้งหมดจะถูกสนับสนุนโดยการสร้างคนผ่านโปรแกรมที่เรียกว่า PTECH

No Description

PTECH (Pathway in Technology Early College High School) ถือเป็นโครงการสำคัญของบริษัท ซึ่งตอนนี้กำลังมีการคุยกับองค์กรบางแห่งอยู่ ในการผลักดันและคัดเลือกให้นักศึกษาซึ่งเข้าข่ายโครงการ และศึกษาในสายวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (STEM: Science, Technology, Engineering, Mathematics) ได้รับโอกาสใหม่ๆ โดยบริษัทจะให้ทั้งการสนับสนุนทางการเงิน อาชีพ และการแนะนำ (mentor) ซึ่งทำให้เด็กที่จบไป สามารถมีงานทำได้ทันที โดยบริษัทเรียกคนกลุ่มนี้ว่า P-collar และปัจจุบันมีอยู่ประมาณ 50 คนในสหรัฐอเมริกา

ความท้าทายอย่างหนึ่งคือในปัจจุบัน ลูกค้ามีตัวเลือกจำนวนมาก และเธอยอมรับว่า เป้าหมายคือการทำให้ไอบีเอ็ม เป็นตัวเลือกอันดับแรกของลูกค้านั่นเอง

No Description

นอกจากประเทศไทยแล้ว คุณปฐมายังตั้งเป้าให้ ไอบีเอ็ม ประเทศไทย เป็นศูนย์กลางของภูมิภาคอินโดจีนตอนเหนือทั้งหมดด้วย สอดคล้องกับตำแหน่งรองประธานด้านการขยายธุรกิจในกลุ่มประเทศอินโดจีน ที่เธอถือไว้อีกตำแหน่งด้วย เพราะที่ผ่านมาประเทศเหล่านี้มีผลิตภัณฑ์ของบริษัทเข้าไปใช้ แต่ยังไม่มีหน่วยงานหรือแผนกใดของบริษัทเข้าไปรับผิดชอบอย่างจริงจัง เช่น ไอบีเอ็มที่สิงคโปร์ เข้าไปขายโซลูชั่นในพม่า เป็นต้น นี่จึงเป็นการจัดระบบและโครงสร้างองค์กรใหม่ ซึ่งหวังว่าจะทำให้บริษัทเติบโตขึ้นได้ และแปลงให้ไทยกลายเป็นศูนย์กลางของภูมิภาคในที่สุด

โดยตอนนี้ บริษัทเริ่มศึกษาตลาดประเทศเหล่านี้ และคาดว่าจะชัดเจนมากยิ่งขึ้นในปีหน้าเป็นต้นไป

Topics: 

from:https://www.blognone.com/node/106316

เตรียมพบกับ Netflix Original ของไทยเรื่องแรก “เคว้ง” และ “อุบัติกาล”

ในงาน “See What’s Next Asia” ของ Netflix มีประกาศสำคัญสำหรับประเทศไทยคือ เร็วๆนี้ จะ Netflix Original ของไทยครั้งแรกสองเรื่องคือ “เคว้ง” และ “อุบัติกาล”

“เคว้ง (The Stranded)” เป็นการจับมือกันกับ GMM Grammy และเป็นผลงานการกำกับของโสภณ ศักดาพิสิษฎ์ และ “อุบัติกาฬ (Shimmers)” ซีรีส์ลี้ลับชวนสยองขวัญของเด็กวัยรุ่น 5 คน ในโรงเรียนห่างไกลแห่งหนึ่งทางตอนเหนือของประเทศไทย ผลงานกำกับโดย วิศิษฏ์ ศาสนเที่ยง และสิทธิศิริ มงคลศิริ

No Description

ที่มา – Netflix Thailand

Topics: 

from:https://www.blognone.com/node/106307

Dell วางขายจอ UltraSharp รุ่นใหม่ปี 2018 ในไทย ราคาเริ่มที่ 9,900 บาท มีแบบ USB-C

Dell Thailand ประกาศวางจำหน่ายจอภาพ UltraSharp ชุดใหม่ที่เพิ่งเปิดตัวเมื่อเดือนตุลาคม พร้อมเปิดราคาขายในประเทศไทย

ตัวจอรุ่นท็อป UltraSharp 49 Curved Monitor ขนาด 49″ ยังไม่นำมาขายในไทย แต่รุ่นรองลงมาทั้งหมดก็มากันพร้อมหน้า

ตัวที่เด่นที่สุดคือ Dell UltraSharp 32 4K USB-C Monitor (U3219Q) ที่อัดฟีเจอร์สำคัญมาครบ ทั้งความละเอียด 4K, ความสว่าง 400 nits, ผ่านการรับรอง VESA DisplayHDR 400 และพอร์ต USB-C ส่วนคนที่อยากได้จอโค้งก็มี Dell UltraSharp 34 Curved USB-C Monitor (U3419W) ความละเอียด WQHD (3440×1440) สัดส่วน 21:9 พร้อมลำโพง 9 วัตต์ในตัว

No Description

Dell UltraSharp 32 4K USB-C Monitor U3219Q

ส่วนจอที่ขนาดเล็กลงมาคือ 24 และ 27 นิ้ว ก็มีทั้งแบบใช้พอร์ต USB-C และแบบพอร์ตดั้งเดิมให้เลือก (ตัวที่เป็น USB-C จะมีรหัส C ห้อยท้าย)

  • Dell UltraSharp 32 4K USB-C Monitor (U3219Q) ราคา 37,000 บาท
  • Dell UltraSharp 34 Curved USB-C Monitor (U3419W) ราคา 34,900 บาท
  • Dell UltraSharp 24 Monitor (U2419H) ราคา 9,900 บาท
  • Dell UltraSharp 24 USB-C Monitor (U2419HC) ราคา 11,900 บาท
  • Dell UltraSharp 27 Monitor (U2719D) ราคา 18,700 บาท
  • Dell UltraSharp 27 USB-C Monitor (U2719DC) ราคา 19,900 บาท

ที่มา – อีเมลประชาสัมพันธ์ Dell Thailand, Dell USA

from:https://www.blognone.com/node/106283