คลังเก็บป้ายกำกับ: Tips

รู้ไว้ใช่ว่า: 3 ข้อหัวใจ ซื้อของจาก Lazada ยังไงให้มีความปลอดภัยมากที่สุด

Lazada ปล่อยมหกรรมลดราคาอย่างโหดเพื่อเป็นการเฉลิมฉลองครบรอบ 5 ปีของ Lazada ประเทศไทยในวันนี้ ดังนั้นหลายๆ คนอาจกำลังมองหาดีลดีๆ กันอยู่ ซึ่งก็มีหลายหลากเลยทีเดียว หนึ่งในดีลที่น่าสนใจมากคือกล้อง GoPro Hero 5 Black Edition ที่ Lazada เอามาลดเหลือ 11,490 บาทเท่านั้น (จากราค 14,900 บาท) แต่ก็ต้องยอมรับว่าการซื้อของจาก Lazada นั้นบ่อยครั้งกลับเป็นเหมือนดาบสองคมให้เราได้เห็นเป็นเคสออนไลน์กันบ่อยๆ ดังนั้นวันนี้ APPDISQUS ขอสรุปวิธีการดีๆ ที่จะช่วยให้เราสามารถซื้อของจาก Lazada ได้อย่างปลอดภัยที่สุดมาฝากกันดีกว่า

แต่ทั้งนี้ขอให้พึงระลึกไว้เสมอว่า วิธีที่เรานำเสนอนี้เพียงแค่ช่วยให้คุณซื้อของจาก Lazada ได้ปลอดภัย “ขึ้น” เท่านั้น ไม่ได้ช่วยป้องกันปัญหาได้ 100% นะ ดังนั้นก่อนซื้ออะไรขอให้ตัดสินใจดีๆ เงินเป็นของเรา (จนกว่ามันจะไปอยู่ในมือเขา) ดังนั้นก็ตั้งสติกันก่อนสตาร์ททุกครั้งล่ะ จำเอาไว้

ปล.บทความนี้ไม่มีส่วนได้ส่วนเสียกับ Lazada แต่อย่างใด APPDISQUS ทำขึ้นมาเพื่อเป็นประโยชน์ต่อเพื่อนๆ ที่ติดตามให้ช็อปกันได้อย่างปลอดภัยขึ้นเท่านั้น

ปล 2. นอกจาก Lazada แล้ว วิธีการนี้ยังสามารถเอาไปประยุกต์ใช้กับเว็บไซต์ช๊อปปิ้งออนไลน์อื่นๆ ได้อีกหลายเว็บไซต์ เช่น Ebay, Amazon และ 11Street 

 


1.ตรวจสอบผู้ขายที่เชื่อถือได้

ขั้นแรกเลย ทุกครั้งที่เราทำการซื้อสินค้าจาก Lazada หรือ Online Store หลายๆ แห่ง ให้เราตรวจสอบให้แน่ใจว่าสินค้าที่เราต้องการนั้นจำหน่ายโดยผู้ขายที่เชื่อถือได้หรือไม่ จำไว้ว่า Lazada ทำหน้าที่เหมือนตลาดนัดให้เช่าพื้นที่เท่านั้น (โดยมีของบางรายการที่จัดจำหน่ายโดย Lazada เอง) และเปิดให้พ่อค้าแม่ค้าจากทุกสารทิศที่ยินดีเสียส่วนแบ่งเปอร์เซ็นให้ Lazada มาขายของในพื้นที่ตลาดนัดของตัวเองได้ ดังนั้นจึงเป็นหน้าที่การตัดสินใจของผู้ซื้อที่จะต้องตรวจสอบให้ดีว่าผู้ขายที่ขายนั้นสามารถเชื่อถือได้มากน้อยแค่ไหน ซึ่งไม่ต่างอะไรกับเวลาที่เราเดินตลาดจริงที่เราอาจเจอแผงลอยขายน้ำหอม ซึ่งเราต้องใช้วิจารณญาณเองว่าจะเป็นของแท้หรือของเทียม แต่หากเราอยากได้ของแท้จริงๆ ก็ต้องซื้อจากเคาต์เตอร์แบรนด์ ซึ่ง Lazada เองก็มีผู้ขายที่เป็นเจ้าของแบรนด์จึงๆ เช่นเดียวกัน

ยกตัวอย่างให้เห็นภาพง่ายๆ เป็น GoPro Hero 5 Black Edition จะเห็นว่าสินค้าชนิดนี้มีคนขายเยอะแยะมาก แต่ละคนก็มีโปรโมชั่นไม่เหมือนกัน

gopro-lazada

จะเห็นว่าอันนี้คือสินค้าที่ขายจาก Lazada โดยตรง และกำลังจัดโปรโมชั่นอยู่ตอนนี้ โดยลดราคาจาก 14,900 บาทเหลือ 11,490 บาท และให้ผ่อน 0% ได้เป็นระยะเวลา 10 เดือน โดยแจ้งเงื่อนไขว่าเป็นการรับประกันตรงภายในประเทศจากผู้ผลิต ในขณะที่มาดู GoPro อีกเคส

gopro-thirdparty

สินค้าตัวเดียวกันคือ GoPro Hero 5 Black Edition แต่ตัวนี้จำหน่ายโดยผู้ขายรายย่อยที่ไม่ใช่ Lazada และผู้นำเข้าโดยตรง แต่ทั้งนี้ก็มีประกันให้ 1 ปีเหมือนกัน (อย่าลืมอ่านดีๆ ว่าเป็นประกันแบบนไหน) พร้อมทั้งมีโปรโมชั่นเป็นแถมฟรี Pendrive Micro SD32GBC10 ราคา 690 บาท โดยขายที่ราคา 14,999 บาท

ทั้งนี้ยังมีสินค้าอีกจำนวนมากที่จำหน่ายโดยเจ้าของแบรนด์โดยตรง แต่ได้ราคาที่ดีกว่าซื้อผ่านเคาต์เตอร์ในห้างพอสมควร โดยเฉพาะสินค้าในหมวดหมู่ความงามทั้งหลาย ดังนั้นขอให้พึงระลึกไว้เสมอว่าสินค้าที่เราจะซื้อนั้น เรามีทั้งตัวเลือกที่ซื้อได้จากผู้จำหน่ายที่เราเชื่อถือได้ และผู้จำหน่ายรายย่อยที่อาจจัดโปรมาได้ดีเหลือเกิน แต่เราก็ต้องพินิจพิจารณาความน่าเชื่อถือดูอีกที ซึ่งขั้นตอนต่อไปเราจะมาดูวิธีการพิจารณาความน่าเชื่อถือของผู้จำหน่ายแต่ละรายบน Lazada กันต่อไป

lazada-brand

ตัวอย่างแบรนด์ที่เข้าของแบรนด์ขายเองโดยตรงด้วย และมีผู้จำหน่ายรายย่อยนำมาจำหน่ายด้วย ดูขื่อผู้ขายและตัดสินใจกันดีๆ

 

2. พิจารณาความน่าเชื่อถือของผู้ขายจากคะแนน เพื่อการเลือกซื้อสินค้าอย่างมี

ใน Lazada ผู้ซื้อจะสามารถให้คะแนนสินค้าที่ตัวเองซื้อไปได้ว่าเป็นอย่างเป็น โดยเกณฑ์การให้คะแนนของ Lazada นั้นจะรวมไปถึงการดำเนินการจากผู้ขายด้วย ซึ่งคะแนนตรงส่วนนี้ทั้งหมด Lazada จะเอามาคิดเป็นคะแนนการประเมิณผู้ขาย โดยมาจากผลคะแนนของลูกค้าให้คะแนนในแต่ละครั้งที่ซื้อสินค้านั่นเอง (ตามที่ Lazada แจ้งคือการเอาคะแนนจากการดำเนินการการส่ง มาหาผลรวมร่วมกับคะแนนเปอร์เซ็นการแจ้งยกเลิกสินค้าและการขอคืนสินค้าจากทางผู้ซื้อ) ดังนั้นจึงถือเป็นวิธีการที่ชาญฉลาดในการตรวจสอบดูคะแนนของผู้ขายก่อนการสั่งซื้อสินค้าแต่ละรายการ เพื่อลดความเสี่ยงของการโดยโกง การดำเนินการล่าช้า และการได้รับสินค้าที่ไม่มีคุณภาพ

gopro-thirdparty-score

สั่งเกตว่าจะมีการประเมิณคะแนนผู้ขายอยู่ในช่องที่ทำไฮไลท์เอาไว้

ทั้งนี้การซื้อของจาก Lazada โดยตรงก็ถือว่ามีความไม่เป็นธรรมเล็กน้อย เพราะ Lazada จะไม่มีการประเมิณคะแนนผู้ขายของตนเอง ทำให้บางทีหากเราเจอผู้ขายรายย่อยที่ได้รับคะแนนประเมิณดีๆ อาจยังน่าทำธุรกรรมด้วยมากกว่าการซื้อจาก Lazada โดยตรงเสียอีก ขึ้นอยู่ที่การตัดสินใจของเราเอง

 

3. เลือกช่องทางการชำระเงินที่ปลอดภัยกับเราที่สุด

เวลาที่เราซื้อของจาก Lazada เราจะสามารถเลือกชำระค่าสินค้าได้ผ่านทางช่องทางที่หลากหลายมากมายทีเดียว ทั้งนี้เราควรเลือกชำระค่าสินค้าผ่านทางช่องทางที่จะปลอดภัยกับเรามากที่สุด ซึ่งจากประสบการณ์แล้ว ช่องทางที่ว่านั้นคือ PayPal หรือเครดิตการ์ด (ซึ่งเราสามารถเปิดบัญชี Paypal แล้วผูกมันกับเครดิตการ์ดของเราได้เพื่อความปลอดภัยมากที่สุด)

lazada-paypal

ช่องทางการจ่ายเงินที่รองรับโดย Lazada

เหตุผลที่ต้องบอกว่า PayPal เอื้อความปลอดภัยสูงสุดนั้นเป็นเพราะว่าทุกการชำระเงินผ่านทาง PayPal หากสินค้าที่เราได้รับมีปัญหา หรือไม่ตรงตามที่ระบุไว้ในรายละเอียด เราสามารถเปิดเรื่องฟ้องร้องกับทาง PayPal ให้อายัดเงินของเราเอาไว้ได้ก่อน โดย PayPal จะทำการพิจารณา หากเห็นสมควรจะอายัดเงินเอาไว้และรอจนกว่าเคสฟ้องร้องของเราจะได้รับการแก้ไขไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ซึ่งหากผู้จำหน่ายไม่สามารถแก้ไขได้ PayPal จะทำการคืนเงินนั้นกลับเข้ามาในบัญชีของเรา ให้เราถอนออกมาได้อย่างปลอดภัยนั่นเอง โดยการจะร้องเรียนเคสนั้นคุณต้องมีหลักฐานอย่างเพียงพอว่าสินค้าไม่ตรงตามที่ผู้ขายระบุจริงๆ ซึ่งหากชี้แจงได้ส่วนใหญ่ผลการพิจารณาของแต่ละเคสก็จะยกความถูกต้องให้กับผู้ร้องเรียน ซึ่งก็คือผู้ซื้อนั่นเอง

จริงอยู่ว่า Lazada เองก็มีศูนย์ช่วยเหลือให้ลูกค้าได้ติดต่อเข้าไป แต่จากหลายๆ เคสที่ผ่านมาเราอาจเห็นได้ว่ามันอาจไม่ได้ผลลัพธ์ดังตั้งใจอยู่บ่อยๆ ดังนั้นการมีตัวช่วยเพิ่มเมื่อว่ากันที่ผลประโยชน์ของเราก็ย่อมดีกว่า APPDISQUS จึงเห็นว่าหากเป็นไปได้เราควรจ่ายเงินผ่าน PayPal หรืออย่างน้อยๆ ก็บัตรเครดิต (ซึ่งเรายังสามารถติดต่อธนาคารเพื่อขอระงับยอดได้อยู่ ส่วนจะได้ผลไหมนั้นอีกเรื่องหนึ่ง) จะเป็นการดีที่สุดนั่นเอง

ผู้ซื้อหลายๆ คนมองว่าการเก็บเงินปลายทางคือสิ่งที่ปลอดภัยที่สุด แต่เอาเข้าจริงๆ มันก็ไม่ได้เป็นเช่นนั้นเลย เพราะจากประสบการณ์ ทีมงาน APPDISQUS ไม่สามารถขอเปิดตรวจสินค้าได้ก่อน โดยขนส่งที่ Lazada เลือกใช้นั้นจะให้เราต้องจ่ายค่าสินค้าก่อนการเปิดตรวจสินค้า ซึ่งหากเปิดตรวจแล้วพบว่ามีปัญหาคุณก็ต้องติดต่อ Lazada เอาเอง ไม่สามารถเลือกไม่รับสินค้าได้ ซึ่งแน่นอนว่าเกิดปัญหาตามมาอีกมากมาย (จากที่เราเห็นเคสร้องเรียนกันอยู่) ดังนั้นการจ่ายเงินปลายทางอาจไม่ใช่วิธีที่ปลอดภัยที่สุดเสมอไป (แถมยังอาจแพงกว่าจ่ายเงินผ่านบัตรเครดิตด้วย เพราะ Lazada เองชอบมีโปรโมชั่นร่วมกับบัตรเครดิตต่างๆ มาให้เราประหยัดอีกหลายเปอร์เซ็นต์หากจ่ายผ่านบัตรเครดิต)


เอาล่ะครับ รู้แบบนี้แล้วก็ไปเตรียมตัวช็อปปิ้งอย่างปลอดภัยยิ่งขึ้นกับ Lazada กันดีกว่า แต่จำไว้ว่าไม่ว่าจะเทคนิคใดๆ ท้ายที่สุดแล้วขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของคุณเองที่จะช่วยให้คุณจับจ่ายใช้สอยออนไลน์ได้อย่างปลอดภัยและมีประสิทธิภาพสูงสุด ดังนั้นก็ควรใช้วิจารณญาณก่อนการจ่ายตังค์ทุกครั้งนะครับ จำไว้ว่าเงิน เมื่อมันออกจากตัวเราแล้ว มันจะไม่ใช่ของเราในทันที ดังนั้นควรมีสติก่อนตัดเงินทุกรอบนะ ด้วยความปราถนาดีจาก APPDISQUS.COM

from:https://www.appdisqus.com/2017/03/21/how-to-safely-buy-from-lazada.html

Advertisements

Tip: มาเปลี่ยนคีย์บอร์ด iPhone, iPad ให้มุ้งมิ้ง ฟรุิ้งฟริ้ง กันดีกว่า ในราคา 9 บาท!

วันนี้ Appdisqus มาแนะนำแอพพลิเคชั่นหนึ่งตัว ที่จะเพิ่มความมุ้งมิ้งน่าใช้ให้กับเครื่อง iPhone และ iPad ในระบบ iOS หนีความจิดชืดในแบบเดิมๆ กันสักหน่อย ซึ่งแอพพลิเคชั่นที่ว่า ก็คือ Pastel Keyboard Themes Extension แอพพลิเคชั่นคีย์บอร์ดสีหวาน ที่รองรับการใช้งานภาษาไทย ซึ่งในวันนี้จำหน่ายความหวานไว้ถูกกว่าน้ำตาล เพราะราคาแค่ 9 บาทเท่านั้น

รับประกันความหวานและน่าใช้ มีความน่ารักมากมายอยู่ภายในคีย์บอร์ดตัวนี้ พร้อมกับความสามารถแอบแฝง หลังจากซื้อแอพพลิเคชั่นติดตัิงแล้ว เราก็จะได้รับธีมคีย์บอร์ดสีน่ารักมาใช้กันในเบื้องต้นถึง 50 สี แถมยังมีธีมแถมอีกมากมายเป็นร้อยๆ แบบให้เลือกสลับใช้


ซึ่งแต่ละสีสามารถสลับได้ง่ายๆ แค่เพียงกดปุ่มไอคอน P ตรงล่างขวาคีย์บอร์ด จะเปลี่ยนไปใช้กันวันละสีก็ยังได้ มีความสามารถแฝงไว้ภายใน เป็นได้ทั้งเครื่องคิดเลข และมีฟอนท์การพิมพ์แบบน่ารักๆ ให่ใช้งานกันแบบอัตโนมัติ พิมพ์แบบเว้นระยะ พิมพ์แบบเส้นคั้น คีย์บอร์ดตัวนี้ทำให้เราได้ทั้งหมดแบบง่ายๆ เลย




Appdisqus ก็แนะนำว่าเป็นแอพพลิเคชั่นที่ดีที่น่าจะอุดหนุนหันอย่างมากเลย ลองใช้กันนะสำหรับชาว iOS (รองรับ iOS 8 ขึ้นไป)

ดาวน์โหลด <<< คลิ๊ก




from:https://www.appdisqus.com/2017/03/20/tip-pastel-keyboard-themes-extension-iphone-ipad-app.html

Tip: วิธีการเอารูปสกรีนช็อตจาก Nintendo Switch ออกมาใช้งาน

เป็นทิปเล็กๆ สำหรับผู้ใช้เครื่อง Nintendo Swtich นะครับ สำหรับการนำภาพสกรีนช็อตหรือภาพเซฟหน้าจอที่เรากดเซฟไว้ในเครื่อง ออกมาใช้งานกันในภายนอก ซึ่งจริงๆ แล้วก็พอจะมีอยู่หลายวิธีที่ทำกันได้ เช่นการแชร์ภาพที่ต้องการออกไปสู่โซเชี่ยลที่เครื่อง Switch รองรับ เช่น Facebook หรือ Twitter แล้วค่อยกดเซฟรูปนั้นลงมาใช้งานกันอีกที

แต่วิธีที่ผมจะแนะนำนี้อาจจะง่ายกว่าและเหมาะสมกว่าถ้าจะเราจะต้องการรูปสกรีนช็อตจากเครื่อง Switch ในจำนวนมากครับ โดยเราจะใช้วิธีจากการดึงภาพผ่าน Micro SD card กัน

ก่อนอื่นต้องบอกก่อนสำหรับใครที่ยังไม่รู้ว่าเครื่อง Nintendo Switch รองรับการใส่ Micro SD card เพื่อเพิ่มหน่วยความจำเครื่องได้นะครับ ซึ่งรองรับ Micro SD card ถึงขนาดความจุ 2TB กันเลยทีเดียว สามารถใส่ได้ที่พอร์ตใต้ขาตั้งเครื่องด้านหลัง

หลังจากนั้นเราก็สามารถเข้าไปกำหนดตั้งค่าตัวเครื่องให้ทำการเซฟภาพสกรีนช็อตลงใน Micro SD card ได้แล้วครับ (รวมถึงการย้ายภาพสกรีนช็อตก่อนหน้านี้ไปลงไว้ใน Micro SD card ก็ได้เช่นกัน โดยการเข้าการตั้งค่าตัวเครื่อง System Settings >> Data Management >> Manage Save Data/Screenshots

แล้วเข้าไปเลือกตำแหน่ง Save Location ให้เป็น MicroSD Card ซึ่งต่อจากนี้ไป เวลาเราเซฟภาพหน้าจอ ตัวเครื่องก็จะนำภาพไปเก็บไว้ที่หน่วยความจำของ Micro SD card ครับ (รวมทั้งไฟล์เซฟเกมด้วยเช่นกัน)

ซึ่งถ้าต้องการย้ายข้อมูลภาพสกรีนช็อตเก่าๆ ที่อยู่ในหน่วยความจำเครื่องมาไว้ใน SD card หรือจะย้ายกลับจาก SD card ไปไว้อยู่ในความจำเครื่อง ก็สามารถทำได้จากชุดคำสั่ง Copy/Delete Screenshot ที่อยู่ด้านล่างในหน้านี้ได้เช่นกันครับ

หลังจากนั้นเมื่อเราต้องการเอาภาพสกรีนช็อตออกมาใช้งาน ก็สามารถปิดเครื่อง Switch (โดยการกดปุ่มพาวเวอร์ค้างไว้ 4 วินาที แล้วเลือก Power Option >> Trun off) แล้วนำ Micro SD card ออกมาใส่การ์ดรีดเดอร์หรือพีซีโน๊ตบุ๊คของเรา เพื่อดึงภาพออกมาใช้งานได้เลยครับ (เอา Micro SD card ออกมาจากเครื่อง Swtich ด้วยการกดเข้าไปให้สปริงล็อกเด้งการ์ดออกมา ห้ามดึง)



ก็เป็นทิปเล็กๆ ที่สามารถเอาไปใช้กันได้นะครับ สำหรับผู้ใช้งานเครื่อง Nintendo Switch

from:https://www.appdisqus.com/2017/03/18/tip-coppy-screenshot-form-nintendo-switch.html

แจกฟรี!! Windows Android Launcher งานดี ฝีมือแจ่ม ไม่ดาวน์โหลดมีเชย

 

วันนี้ไปเราไปเจอ Launcher น่าสนใจมาก ๆ ตัวหนึ่งในกลุ่ม Samsung Galaxy S7/S7edge Club Thailand นั่นคือ Windows Android Launcher แค่เห็นแว็บเดียวก็ต้องรีบดาวน์โหลดมาทดลองใช้งานกันเลย ซึ่งไฟล์ที่ดาวน์โหลดมาจะเป็น .apk ใครติดตั้งแล้วก็เปิดใช้งานแอปฯ และเสพความฟินกันได้ทันที

การดาวน์โหลด ติดตั้ง และใช้งาน

การใช้งานจะเหมือนกับหน้าตาของ Windows พร้อมแทรกลูกเล่นอื่น ๆ อีกหลายอย่าง เพื่อน ๆ ลองใช้งานกันดูนะครับ ใครสนใจก็คลิกที่ลิงค์ต่อไปนี้

>> http://upfile.mobi/bO7TrVPPE8k <<

 

จากนั้นให้คลิกที่ปุ่ม Download File สีเขียว เมื่อดาวน์โหลดเสร็จแล้วให้ไปที่การตั้งค่า >> ความปลอดภัย >> แล้วกดเลือกการติดตั้งแอปฯ ภายนอกสโตร์(Unknown sources) จากนั้นกลับไปกดติดตั้ง Windows Android Launcher ได้เลย สุดท้ายก็เปิด Open เท่านี้ก็เรียบร้อยเลยครับ

 

from:https://www.appdisqus.com/2017/03/16/windows-android-launcher-download-apk.html

ผู้หารายได้ และค้าขายในโลกออนไลน์ มารู้จัก “ภาษีมูลค่าเพิ่ม” ให้ดี ก่อนที่จะสายเกินไป

ตอนนี้สรรพากรของไทย ก็เริ่มเดินเครื่องกันแล้วสำหรับการเข้าตรวจสอบและจัดเก็บภาษีของผู้ประกอบกิจการผ่านโลกออนไลน์ ตามข่าวที่หลายคนอ่าจจะเคยผ่านตากันไปบ้าง เ

ป็นเรื่องที่ผู้ทำมาค้าขายและให้บริการต่างๆ ทั้งในโลกออนไลน์ (รวมทั้งออฟไลน์) ควรทราบนะครับ เราอยู่ภายใต้กฏหมายและกฏกติกาเดียวกัน เป็นพื้นฐานและหน้าที่ของประชาชนชาวไทยทุกคนที่มีรายได้ มีหน้าที่ต้องเสียภาษีให้กับรัฐ ตามข้อแม้และกฏหมายที่ได้กำหนดไว้

ซึ่งส่วนที่สำคัญในบทความนี้ ที่ผมอยากจะมาแนะนำให้เพื่อนๆ ที่ประกอบกิจการทุกท่านได้ทราบข้อมูลของระบบ “ภาษีมูลค่าเพิ่ม” ที่หลายท่านอาจจะยังไม่รู้ ไม่เข้าใจ และยังไม่รู้ว่าต้องเตรียมการรับมือกับมันอย่างไรครับ

ก่อนอื่นมารู้จักเข้า Vat 7% หรือที่เราเรียกว่า “ภาษีมูลค่าเพิ่ม” กันครับ

“ผู้มีรายได้เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี ต้องขึ้นทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม และยื่นแบบชำระภาษีเงินได้ 7% ทุกเดือน นับตั้งแต่รายได้ถึงกำหนด 1.8 ล้านบาทในปีภาษีเดียว”

พูดง่ายๆ เจ้าตัวภาษีมูลค่าเพิ่มตัวนี้ มันจะไม่สนว่าคุณได้รายได้มาจากการค้าขายหรือให้บริการอะไร อย่างไร แต่ถ้าคุณมีรายได้เข้าครบ 1.8 ล้านบาทภายในปีเดียวเมื่อไหร่ คุณจะเข้าระบบภาษีมูลค่าเพิ่มโดยอัตโนมัติทันทีนั้นเองครับ และถ้าคุณเตรียมการไว้ก่อน เตรียมจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มเอาไว้ก่อนที่เงินได้จะครบ 1.8 ล้านบาท คุณก็จะเข้าสู่ระบบอย่างถูกต้องปลอดภัย ไม่โดนค่าปรับ ไม่โดนเรียกเก็บภาษีย้อนหลัง และจะกลายเป็นผู้ที่สามารถออกใบเสร็จรับเงินแบบบวกเพิ่มค่า Vat 7% ให้กับลูกค้าของคุณได้ด้วยนั้นเองครับ

แต่ถ้าคุณรู้ตัวช้าไป ไม่ได้เตรียมการไว้ ปล่อยรายได้เกินกำหนดและเลยระยะเวลามานานแสนนาน สิ่งที่คุณจะโดนได้เมื่อสรรพากรตรวจสอบเจอว่าเงินได้ของคุณเกิน 1.8 ล้านบาทในหนึ่งปีเมื่อไหร่ เราจะโดนค่าภาษีย้อนหลังนับตั้งแต่วันที่เงินได้เราเกินกำหนด โดยคิดภาษี 7% จากเงินได้ทั้งหมดของเราตั้งแต่วันที่เกินกำหนด บวกรวมกับเบี้ยเพิ่มหรือดอกเบี้ยอีก 1.5% ต่อเดือน และอาจจะโดนเบี้ยปรับ (สูงสุด 2 เท่า) จากภาษีมูลค่าเพิ่มที่เราไม่ได้จดทะเบียนไว้ครับ

ซึ่งตรงนี้เป็นภาษีที่ค่อนข้างจะอันตรายและหนักมากสำหรับคนที่พลาดไปหรือไม่รู้ เพราะการโดนภาษีย้อนหลัง ยิ่งนานยิ่งสะสม กลายเป็นเงินก้อนใหญ่ที่อาจจะส่งผลต่อธุรกิจของคุณได้อย่างมากเลยทีเดียวครับ

แต่ถ้าคุณรู้ตัวก่อน เตรียมความพร้อมและเข้าใจ ภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นอะไรที่ไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิดครับ แต่มันอาจจะยุ่งยากเพิ่มในชีวิตอีกสักหน่อยสำหรับคนที่ไม่ค่อยมีความรู้ในด้านนี้มาก่อนเลย


ข้อมูลเงินได้ของคุณที่สรรพากรจะตรวจสอบได้

การประกอบธุรกิจค้าปลีกค้าส่งแบบออนไลน์หรือการให้บริการแบบออนไลน์ ถ้าคุณไม่ได้เป็นบริษัทหรือร้านค้าที่มีการจดทะเบียนหรือการออกใบเสร็จรับเงินแบบเป็นระบบ สรรพากรจะรู้รายได้ของคุณคร่าวๆ จากการประเมินสภาพของธุรกิจคุณครับ จากการลงพื้นที่มาตรวจสอบ การเฝ้าดูธุรกิจ ดูจากยอดขายและยอดส่งสินค้า รวมถึงยอดเงินได้ที่คุณแจ้งไว้ในการยื่นภาษีประจำปี ถ้าเขาคิดว่าน่าสงสัยหรือถึงเวลาที่จะต้องเข้ามาดูแลและตรวจสอบธุรกิจของเราเมื่อไหร่ เขาจะมีสิทธิขอเรียกพบได้ทันทีครับ

ซึ่งเราก็ต้องเข้าไปพูดคุยและชี้แจง แต่อย่างไรก็ตาม พนักงานตรวจสอบภาษีของกรมสรรพากรก็มีขอบเขตอำนาจเบื้องต้นตามกฏหมายกำหนดไว้อยู่ครับ ในเรื่องของความเป็นส่วนตัวบางเรื่องเขาก็อาจจะขอเป็นความร่วมมือให้เราเปิดเผย ซึ่งตรงจุดนี้อยู่ที่การต่อรองและเจรจา และจะเป็นไปตามขั้นตอนของกฏหมาย ผมแนะนำว่าถ้าคุณไม่สบายใจอาจจะว่าจ้างบุคคลภายนอกที่เขาดูแลเราได้ในเรื่องของการจัดการระบบภาษี ให้เข้ามาให้คำปรึกษาและดูแลเราได้ครับ

อีกข้อมูลหนึ่งที่สรรพากรเขามีข้อมูลของเราอยู่ในมือเขาแน่ๆ ก็คือ การค้าขายและการว่าจ้างจากบริษัทที่อยู่ในระบบ จำพวกงานว่าจ้างใดๆ ที่มีการหักภาษี ณ ที่จ่ายภายใต้ชื่อผู้รับเงินที่เป็นเรา จะถูกส่งเข้าไปในระบบภาษีแจ้งเป็นรายได้ในชื่อเราครับ ซึ่งถ้าใครทำงานด้านการรับจ้าง รับเหมา รับงานจากบริษัทที่มีการออกใบหักภาษี ณ ที่จ่าย ส่วนใหญ่รายได้จะอยู่ในระบบที่สรรพากรจะตรวจสอบเจอได้ทันที ซึ่งถ้าเราไม่แน่ใจในเรื่องของยอดเงินได้ประจำปี เราอาจจะติดต่อเข้าไปที่สรรพากรพื้นที่และขอทราบยอดรายได้ของเราก็ได้นะครับ จะได้ทราบยอดเงินได้ของตัวเราเองที่อยู่ในระบบ และเตรียมความพร้อมในการดำเนินการในขั้นต่อไป

 


การเตรียมความพร้อมรับมือภาษีมูลค่าเพิ่ม

ก่อนอื่นคุณต้องรู้ตัวก่อนว่า รายได้ต่อปีภาษี (นับตั้งแต่ 1 มกราคม ถึง 31 ธันวาคมของทุกปี) รายได้รวมทั้งหมดของเรานั้นใกล้ที่จะถึง 1.8 ล้านบาทต่อปีหรือไม่ ถ้าไม่ได้ใกล้เคียงหรือไม่มีทางถึงอย่างแน่นอน เรื่องภาษีมูลค่าเพิ่มก็ยังไม่ใช่เรื่องที่คุณต้องกังวลครับ แค่ยื่นแบบเงินได้บุคคลธรรมดาประจำปีตามปกติก็พอแล้ว ซึ่งเจ้าภาษีเงินได้บุคคล จะเป็นภาษีคนละตัวกับภาษีมูลค่าเพิ่มนะครับ ไม่เกี่ยวกัน มันไม่ได้ทดแทนกันและกัน แต่เมื่อคุณมีเงินได้ถึง 1.8 ล้านบาทในหนึ่งปีภาษี จากที่ต้องยื่นภาษีเงินได้บุคคลเพียงอย่างเดียว ก็ต้องมาจดทะเบียนและยื่นภาษีมูลค่าเพิ่มอีกด้วยครับ

ถ้ารู้ตัวว่าเงินได้ในหนึ่งปีจากธุรกิจเราจะเกิน 1.8 ล้านปีในปีภาษีเดียวแน่ๆ สิ่งที่ต้องเตรียมการไว้ก็คือ

ทางเลือกที่1 การเข้าไปขอจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม

การเข้าไปขอจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มในชื่อของเราเอาไว้ก่อนครับ เป็นการพุ่งตรงเข้ารับผิดชอบกับสิ่งที่ต้องทำแบบตรงๆเลย การขอจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มนั้นไม่ยากเลยครับ ชิวๆ แค่มีเอกสารพื้นฐานของทางราชการ เช่นสำเนาทะเบียนบ้านหรือเอกสารเช่าพร้อมรูปถ่ายแสดงสถานที่อยู่อาศัยและใช้ประกอบกิจการ สำเนาบัตรประชาชน ก็ไปขอยื่นจดทะเบียนที่สรรพพากรพื้นที่ของเราได้เลยครับ ไม่เสียค่าใช้จ่าย แต่หลังจากนั้นเราจะมีภาระในการยื่นภาษีมูลค่าเพิ่มทุกๆ เดือน ซึ่งทางสรรพากรจะสามารถแนะนำและอธิบายการเตรียมพร้อมยื่นภาษีมูลค่าเพิ่มประจำเดือนให้กับเรา ซึ่งเราจะต้องทำความเข้าใจในเรื่องของภาษีซื้อและภาษีขาย เข้าใจไม่ยาก แต่อาจจะต้องเรียนรู้สักนิดครับ เพราะธุรกิจเราเริ่มที่จะใหญ่มากแล้วในกรณีมีรายได้เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี

ทางเลือกที่2 ปรึกษาผู้ดูแลบัญชีและวางแผนภาษี

ปรึกษาผู้ดูแลบัญชีและวางแผนภาษี อาจจะต้องขอความช่วยเหลือจากมืออาชีพในการเข้ามาดูแลและจัดการ ถ้าเรามีงานต้องทำและไม่อยากจะวุ่นวายกับเอกสารและการยื่นภาษี ก็จ้างบุคคลภายนอกเข้ามาดูแลครับ ซึ่งราคาค่าใช้จ่ายในการดูแลตรงจุดนี้ไม่มีตายตัว แล้วแต่ความยากง่ายของระบบบัญชีของเรา ว่าจ้างกันตั้งแต่หลักพันต้นๆ ไปจนถึงระบบใหญ่ๆ ซึ่งเริ่มต้นแนะนำว่านัดพูดคุยเจรจาอธิบายรูปแบบธุรกิจและสิ่งที่คุณต้องการก่อนได้ครับ ปกติแล้วแค่เลี้ยงน้ำเลี้ยงข้าวกันเป็นน้ำใจ พอได้คุยแล้วคุณจะสบายใจมากขึ้นเยอะครับ

ทางเลือกที่3 ทำตัวเองให้ไกลจากระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม

ถ้ารับไม่ไหว ไม่เอา ไม่อยากเจอ ไม่อยากเพิ่มภาระ ไม่อยากเข้าไปยุ่งกับระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม แม้จะดูว่าคุณกลัวเกินกว่าเหตุเกินไปแต่ผมเข้าใจครับ ก็แค่ง่ายๆ พยายามประคองรายได้ของเราเอาไว้ไม่ให้เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปีอย่างเด็ดขาด ยื่นแบบภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามปกติอย่าให้ขาด ทำหน้าที่ของพลเมืองชำระภาษีแบบถูกต้อง ตราบใดรายได้ในชื่อของคุณไม่ถึง 1.8 ล้านบาท เรื่องของภาษีมูลค่าเพิ่มก็จะยังไม่เข้ามาวุ่นวายกับคุณถ้าคุณไม่ต้องการครับ


ถ้ามารู้ตัวว่ารายได้เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี ก็เมื่อช้าเสียแล้วควรทำอย่างไร

ใจเย็นๆ แล้วลองพิจารณาทางแก้ปัญหาตามแนวทางนี้

ข้อแรกเราต้องรู้ก่อนว่าพนักงานสรรพากรไม่ใช่คนโหดร้ายครับ เป็นบุคคลที่เป็นพนักงานทำตามหน้าที่ของเขา ซึ่งเขาก็สามารถช่วยเหลือเราได้ และถ้าเรามีเจตนาที่จะเข้าไปทำให้มันถูกต้องตามกฏหมาย เริ่มต้นที่ติดต่อเจ้าหน้าที่สรรพากรในพื้นที่ ขอทราบยอดรายได้เข้าในปีภาษีที่เราสงสัยว่าจะเกิน 1.8 ล้านบาทต่อเดือนหรือไม่ การเจรจาเป็นเรื่องแรกที่ควรทำครับ จะเจรจาเองหรือจะให้มีผู้แทนเข้าไปเจรจาอันนี้ก็แล้วแต่ความสะดวก ซึ่งถ้ารายได้เราเกิน 1.8 ล้านบาทมาไม่นาน (ไม่เกินสามเดือน) ก็ยังอยู่ในกรอบที่ความเสียหายไม่ส่งผลกระทบอะไรมากนักครับ เพราะยิ่งรายได้เราเกิน 1.8 ล้านบาทผ่านมานาน ภาษีก็ยิ่งสะสมเป็นก้อนใหญ่

หลังจากนั้นถ้าเราจำเป็นต้องเข้าสู่ระบบภาษีมูลค่าเพิ่มเพราะมีรายได้เกิน 1.8 ล้านบาทจริง ก็เริ่มต้นด้วยการไปจดทะเบียนภาษ๊มูลค่าเพิ่มในชื่อเราซะก่อนครับ หลังจากนั้นก็เข้าไปเจรจารับข้อมูลค่าภาษีที่เราต้องชำระย้อนหลัง ซึ่งจะมีการคิดภาษีในอัตตรา 7% ของรายได้ทั้งหมดของเรานับตั้งแต่วันที่รายได้เราเกิน 1.8 ล้านบาทต่อปีเป็นต้นมา บวกเพิ่มกับเบี้ยเพิ่ม 1.5% ต่อเดือน สองสิ่งนี้เป็นสิ่งที่เราต้องชำระแน่ๆ ครับ หลีกเลี่ยงไม่ได้

แต่สิ่งที่พอจะคุยหรือให้ลดหย่อนลงได้ก็คือเบี้ยปรับตามกฏหมาย (สูงสุดสองเท่า) ซึ่งในส่วนนี้เป็นส่วนที่ทางสรรพากรพื้นที่จะช่วยทำเรื่องยกเว้นหรือผ่อนชำระให้กับเราได้ครับ ซึ่งแล้วแต่ความใจดีและดุลยพินิจของเจ้าพนักงานสรรพากรในพื้นที่นั้นๆ

หลังจากพูดคุยเจรจา ได้ตัวเลขมาแน่นอนแล้วเป็นจำนวนที่ต้องจ่าย นั้นก็คือหนี้ที่เราติดรัฐบาลอยู่นั่นเองครับ ซึ่งก็ต้องชำระคืนประเทศกันไปตามหน้าที่ครับ


พื้นที่สุดท้ายขอฝากเจ้าพนักงานและเจ้ากรมผู้ดูแลระบบสรรพากรโปรดเห็นใจผู้ที่ตั้งใจทำอะไรให้ถูกต้องตามกฏหมาย โลกยุคใหม่ที่เกิดการกระจายรายได้ในรูปแบบใหม่ๆ ซึ่งมาไวเปลี่ยนไวเกิดอาชีพใหม่ๆ ขึ้นมามากมาย บางครั้งอาจจะเพราะไม่รู้หรือความไม่พร้อมในความเข้าใจ และอาจด้วยสภาพคล่องของธุรกิจ ก็ช่วยกันให้เขายังสามารถทำหน้าที่ของพลเมือง เป็นผู้ชำระภาษี แต่ก็ยังประกอบธุรกิจที่ต้องเดินหน้ากันต่อไปได้ด้วยนะครับ

from:https://www.appdisqus.com/2017/03/09/online-business-to-know-vat.html

หาเกมเล่นบน Switch ! วิธีเอาเดโมเกม Dragonquest Heroes I-II และ Puyopuyo Tetris S และ SnipperClips มาลองเล่นฟรี!

ในช่วงแรกของการเปิตตัว ดูเหมือนว่าเครื่อง Switch ของ Nintendo จะมีเกมมาให้เราลองเสพน้อยกันไปสักหน่อย ระบบสโตร์หรืออะไรก็ยังไม่ค่อยจะพร้อม จะหาเกมมาลองก็มีอยู่ไม่กี่เกม ฉะนั้นผมเลยมาแนะนำสำหรับคนที่มีอาการเริ่มหิว อยากได้เกมอะไรก็ได้มารองท้อง ก็ลองเข้าไปเอาเดโมฟรีจากเกมในสโตร์ประเทศอื่นมาลองเล่นกันก่อนมั้ยครับ แม้จะเล่นกันไปได้ไม่กี่ฉาก ก็พอเป็นน้ำจิ้มให้มีอะไรกดเล่นกันไปพลางๆ ในเวลาที่เริ่มจะเบื่อๆ กับ Zelda กันแล้ว

โดยสโตร์ในตอนนี้ ที่มีเกมเยอะมากที่สุดก็คงไม่พ้นสโตร์ของประเทศญี่ปุ่นครับ ซึ่งมีการเปิดให้ดาวน์โหลดเดโมมาลองเล่นฟรีได้มากถึงสามเกม ซึ่งจะเข้าไปดาวน์โหลดมาเล่นได้นั้น ก็ต้องสร้างไอดีของประเทศญี่ปุ่นขึ้นมาซะก่อนครับ ไม่ยาก เรามีวิธีการสร้างแอคเคาท์ต่างประเทศแนะนำเอาไว้ให้แล้วในลิงก์นี้ครับ <<<

หลังจากสร้างไอดีของประเทศญี่ปุ่นเรียบร้อยแล้ว ให้กดเข้า eStore บนเครื่อง Switch แล้วเลือกไอดีที่เราสร้างขึ้นมา เข้าไปเลือกเกมที่ในตอนนี้แจกเดโมกันให้ลองเล่นฟรี ซึ่งจะมี  Dragonquest Heroes I-II และ Puyopuyo Tetris S และ SnipperClips (SnipperClips มีแจกเดโมในสโตร์หลายประเทศ รวมถึงโซนอเมริกา)



เข้าไปยังเกมดังกล่าว แล้วกดตัวเลือกดังภาพ จะเป็นการดาวน์โหลดเดโมมาลองเล่นได้ฟรีครับ

ก็แนะนำกันไว้สำหรับคนยังไม่มี ID ของประเทศญี่ปุ่นหรืออเมริกา สมัครสร้างไว้ทั้งสองแอคเคาท์เลยครับ มีประโยชน์แน่นอนในอนาคต

 

from:https://www.appdisqus.com/2017/03/07/switch-demo-estore-jap.html