คลังเก็บป้ายกำกับ: Tips

หยิบ Huawei P10 / P10 Plus มาถ่ายภาพ Portrairt และ Bokeh แตกต่างกันไหม ตั้งค่ายังไง

“ถ่ายรูปให้หน่อย เอามือถือเราถ่ายนะ จะได้แชร์เลย” คำๆ นี้หลายคนคงจะได้ยินกันบ่อยมากๆ เวลาไปเที่ยวตามสถานที่ต่างๆ ถึงแม้จะมึคนสะพายกกล้องอยู่ตรงนั้น หรือแม้แต่จะมีกล้องของตัวเอง แต่ด้วยกล้องมือถือตอนนี้มันพัฒนามาจนอยู่ในจุดที่สามารถถ่ายภาพสวยๆ ได้ไม่ยาก มีเลนส์มีรูรับแสงที่เอามาถ่ายภาพ Portrait ได้ Dynamic Range ดีๆ หรือมีระบบกล้องคู่สำหรับการถ่ายภาพ Bokeh ละลายหลังได้เนียน

ช่วงนี้เห็นราคา P10, P10 Plus ลดกันกระจุยกระจาย ส่วนปัญหา UFS เรื่องนี้ในบ้านเราไม่มีปัญหาเพราะทั้ง 2 รุ่นมาเป็น UFS ทั้งคู่ ซึ่งใครที่รู้สึกเฉยๆ กับเรื่องหน่วยความจำก็น่าจะยิ้มกันใหญ่เพราะได้กล้องคู่ที่พัฒนาร่วมกับ LEICA มาในราคาคุ้มๆ ซึ่งเรื่องของความคมชัดและ dynamic range ก็ถือว่าสอบผ่านเข้ากับคอนเซปของเราพอดี ว่าแล้วก็จัดไปลุยเลยละกัน

 

การถ่ายภาพ Portrait และโหมด Portriat Style ของ P10 / P10 Plus

เริ่มจากภาพ Portrait ก่อน การถ่ายภาพในสไตล์นี้คือการเน้นให้คนเป็นจุดเด่นของภาพ บางคนอาจจะบอกว่าต้องเป็นภาพโคลสอัพใบหน้า แต่จริงๆ แล้วไม่จำเป็นเสมอไปครับ ภาพ Portrait อาจจะเป็นภาพครึ่งตัวหรือเต็มตัวก็ได้ แต่ต้องดึงเอาคนในภาพไม่ว่าจะเป็นนายแบบหรือนางแบบให้เด่นขึ้นมาเป็นจุดสนใจของภาพได้นั่นเอง

ซึ่งในการใช้ Huawei P10 หรือ P10 Plus มาเล็งนั้นในหลายๆ ช็อตพอจัดองประกอบภาพดีๆ แล้วก็สามารถกดชัตเตอร์ไปได้เลย แต่ในบางช็อตที่เราต้องการจะดึงแสงหรือเพิ่มความเด่นให้แบบนั้นก็อาจจะต้องปรับ Exposure ขึ้นมา รวมถึงสามารถใช้เพื่อปรับโทนหรืออารมณ์ของภาพได้ด้วย

ด้านบนนั้นเราหมายถึงการถ่ายภาพ Portrait ทั่วๆ ไป แต่ถ้าในมือเรามี Huawei P10 / P10 Plus มันจะมีอีกโหมดนึงที่ช่วยดึงให้แบบเด่นขึ้นมาอีก นั่นก็คือ Portrait Style ซึ่งเป็นการผสมผสานของการเบลอหลังและบิวตี้

อย่างภาพซ้ายนั่นคือเวลาเราใช้มือถือทั่วๆ ไปถ่าย ซึ่งอย่างมากเราก็เปิดบิวตี้โหมดปรับหน้าปรับผิวได้ แต่ภาพขวาคือเมื่อเราเปิดโหมด Portrait Style (ด้วยการแตะไปที่สัญญลักษณ์รูปคน) นอกจากกล้องคู่จะทำการเบลอหลังให้นางแบบเด่นออกมาแล้ว ยังเกลี่ยหน้าด้วยโหมดบิวตี้ไปในคราวเดียว ซึ่งเราสามารถจะลากปรับระดับของบิวตี้ได้ตั้งแต่ 1-10

/* PhotoSwipe Plugin */
.psgal {
margin: auto;
padding-bottom:40px;

-webkit-transition: all 0.4s ease;
-moz-transition: all 0.4s ease;
-o-transition: all 0.4s ease;
transition: all 0.4s ease;

opacity:0.1;
opacity:1; text-align:center;

}

.psgal.photoswipe_showme{
opacity:1;
}

.psgal figure {
float: left;

float:none; display:inline-block;;

text-align: center;
width: 200px;

padding:5px;
margin: 0px;
box-sizing:border-box;
}
.psgal a{
display:block;
}

.psgal img {
margin:auto;
max-width:100%;
width: auto;
height: auto;
border: 0;
}
.psgal figure figcaption{
font-size:13px;
}

.msnry{
margin:auto;
}
.pswp__caption__center{
text-align: center;
}

 

การถ่ายภาพ Bokeh ด้วยการเปิดโหมด Wide Aperture

มาถึงภาพแบบ Bokeh บ้าง คำนี้ไม่ได้หมายถึงภาพหน้าชัดหลังเบลอ แต่หมายถึงเอฟเฟคของเลนส์ที่ทำให้ภาพนอกจุดโฟกัสมีความเบลอ เอาง่ายๆ คือจะเห็นไฟเป็นวงๆ เหลี่ยมๆ ดวงๆ ซึ่งข้อจำกัดของเลนส์มือถือที่มีความยาวไม่เยอะ ก็จะไม่สามารถถ่ายภาพ Bokeh โหดๆ ได้ ก็ต้องมาใช้เทคนิคของเลนส์คู่ในการเก็บความลึก พร้อมกับใช้ software ช่วยในการถ่าย Bokeh นั่้นเอง ซึ่งการถ่ายนั้นจะมีแบบเป็นคนหรือเป็นอะไรก็ได้

ซึ่งการถ่ายภาพด้วย Huawei P10 / P10 Plus นั้นเราสามารถปรับในส่วนของรูรับแสงที่เรียกว่า Wide Aperture เพื่อให้เกิดเอฟเฟค Bokeh ในแบบที่เราชอบได้ (สัญญลักษณ์รูรับแสง) บางภาพอยากจะแค่บางๆ เอาเบลอเบาๆ ก็เลือกขนาดของค่า Aperture ได้ตามต้องการ อย่างในภาพนี้มีค่า Aperture มาตรฐานที่ 4 ก็จะได้ Bokeh มาประมาณนึง

ข้อดีของการถ่ายภาพในโหมด Aperture คือเรายังสามารถมาปรับแต่งต่อได้ในภายหลัง โดยใน Gallery จะมีสัญลักษณ์รูปรูรับแสงแบบเดียวกับตอนเปิดโหมดนั่นเอง เช่นการเลือกจุดโฟกัส เราสามารเปลี่ยนจุดโฟกัสของภาพใหม่ได้

เช่นหากในภาพเรามีวัตถุในหลายๆ ระนาบ ก็สามารถเปลี่ยนจุดโฟกัสได้เรื่อยๆ แต่ในภาพตัวอย่างเรามีแค่ 2 ระนาบคือตัวแบบกับพื้นหลังหรือ background เท่านั้น พอลองแตะไปที่พื้นหลัง แบบเราก็จะเบลออย่างที่เห็นในภาพ

นอกจากเลือกจุดโฟกัสได้แล้ว ยังปรับค่า Aperture เพื่อเลือกระดับความเบลอได้ด้วย ยิ่งค่า Aperture น้อยก็จะยิ่งเบลอมากขึ้นเรื่อยๆ

เช่นลองปรับลงมาที่ 0.95 พื้นหลังก็จะเบลอเนียนไปเลย เมื่อลองเทียบกับภาพก่อนหน้าที่ตั้งไว้ 5.6

นอกจากนั้นยังมีลูกเล่นใส่ Filter เพิ่มเติมให้กับภาพได้อีก เช่นเลือกแต่งพื้นหลังให้กลายเป็นลายเส้นดินสอ

หรือจะปรับพื้นหลังให้กลายเป็นสีขาวดำ Monochrome ไปเลยก็ได้ แบบก็จะยิ่งเด่นขึ้นมาอีก

อย่างนึงที่ผมชอบในการถ่าย Bokeh ของ Huawei คือเวลาเราปรับ Apature ไปกว้างๆ แล้วพวกแสงไฟดวงๆ นั้นเกลี่ยออกมาเป็นวงได้สวยงาม ได้อารมณ์เลนส์กล้อง

เช่นในภาพนี้ผมปรับ Aperture จากต้นฉบับมาสุดที่ 0.95 ไฟนี่เป็นดวงกลมๆ สวยงามดีครับ

/* PhotoSwipe Plugin */
.psgal {
margin: auto;
padding-bottom:40px;

-webkit-transition: all 0.4s ease;
-moz-transition: all 0.4s ease;
-o-transition: all 0.4s ease;
transition: all 0.4s ease;

opacity:0.1;
opacity:1; text-align:center;

}

.psgal.photoswipe_showme{
opacity:1;
}

.psgal figure {
float: left;

float:none; display:inline-block;;

text-align: center;
width: 200px;

padding:5px;
margin: 0px;
box-sizing:border-box;
}
.psgal a{
display:block;
}

.psgal img {
margin:auto;
max-width:100%;
width: auto;
height: auto;
border: 0;
}
.psgal figure figcaption{
font-size:13px;
}

.msnry{
margin:auto;
}
.pswp__caption__center{
text-align: center;
}

ผ่านมาแล้วกับการถ่ายภาพ 2 แบบ ซึ่งข้อแตกต่างของโหมด Portrait และ โหมด Wide Aperture ที่เห็นได้ชัดก็คือ

Portriat Style : เปิด/ปิดการเบลอพื้นหลังได้ระดับเดียว แต่เลือกปรับระดับโหมดบิวตี้ได้ ภาพที่ถ่ายไปแล้วไม่สามารถปรับแก้ได้

Wide Aperture : เลือกจุดโฟกัสปรับระดับความเบลอได้ สามารถปรับเปลี่ยนค่าได้หลังจากถ่ายเสร็จแล้ว มีฟิลเตอร์ต่างๆ เป็นลูกเล่นเพิ่มเข้ามา แต่ไม่มีโหมดบิวตี้

ถึงตรงนี้แล้วเขียนกำลังเพลิน เลยขอแถมอีกหน่อยกับการถ่ายภาพแบบเซลฟี่ และโหมดขาวดำหรือ monochrome ครับ

 

Selfie Portrait Style

ส่วนกล้องหน้าของ Huawei P10 Plus นั้นมาพร้อมกับเลนส์รองรับจาก LEICA สามารถเลือกถ่าย Selfie แนว Portriat ได้ นั่นก็คือเราสามารถเปิด Portrait Style ที่กล้องหน้าได้ด้วยนั่นเอง ซึ่งเอฟเฟคการเบลอนั้นเราสามารถเห็นได้แบบ realtime

อย่างภาพซ้ายนี่ก็เป็นการถ่ายภาพ Portrait ธรรมดา ส่วนภาพขวาคือการเปิดโหมด Portrait Style ไปด้วย ถึงแม้กล้องหน้าจะมีเลนส์เดียว แต่ระบบการจับวัตถุและเลือกพื้นที่ในการทำเอฟเฟคท์เบลอก็ถือว่าดีพอตัว ส่วนความเนียนใสของใบหน้าและผิวนั้นอยากได้ระดับไหนก็เลือกไถเอาตามสะดวกครับ

/* PhotoSwipe Plugin */
.psgal {
margin: auto;
padding-bottom:40px;

-webkit-transition: all 0.4s ease;
-moz-transition: all 0.4s ease;
-o-transition: all 0.4s ease;
transition: all 0.4s ease;

opacity:0.1;
opacity:1; text-align:center;

}

.psgal.photoswipe_showme{
opacity:1;
}

.psgal figure {
float: left;

float:none; display:inline-block;;

text-align: center;
width: 200px;

padding:5px;
margin: 0px;
box-sizing:border-box;
}
.psgal a{
display:block;
}

.psgal img {
margin:auto;
max-width:100%;
width: auto;
height: auto;
border: 0;
}
.psgal figure figcaption{
font-size:13px;
}

.msnry{
margin:auto;
}
.pswp__caption__center{
text-align: center;
}

 

Monochrome

ส่วนอีกโหมดนึงก็คือการถ่ายภาพขาวดำที่เป็น Signature หรือลายเซ็นต์ของ Huawei เพราะเป็นค่ายเดียวที่ใช้เลนขาวดำความละเอียด 20 ล้านพิกเซล เสน่ของเลนส์ขาวดำแท้ๆ คือความคมของภาพและ dynamic range ที่ให้มิติได้มากกว่าภาพสีเอาไปใส่ฟิลเตอร์หรือทำเป็นภาพขาวดำ

ซึ่งการจะเปิดโหมด monochrome ที่ถูกต้องนั้นคือปัดกล้องไปทางซ้าย แล้วเลือกโหมด Monochrome นะครับ ถึงจะได้รับพลังจากเลนส์ขาวดำแบบเต็มๆ ไม่ใช่ไปเลือก Filter

/* PhotoSwipe Plugin */
.psgal {
margin: auto;
padding-bottom:40px;

-webkit-transition: all 0.4s ease;
-moz-transition: all 0.4s ease;
-o-transition: all 0.4s ease;
transition: all 0.4s ease;

opacity:0.1;
opacity:1; text-align:center;

}

.psgal.photoswipe_showme{
opacity:1;
}

.psgal figure {
float: left;

float:none; display:inline-block;;

text-align: center;
width: 200px;

padding:5px;
margin: 0px;
box-sizing:border-box;
}
.psgal a{
display:block;
}

.psgal img {
margin:auto;
max-width:100%;
width: auto;
height: auto;
border: 0;
}
.psgal figure figcaption{
font-size:13px;
}

.msnry{
margin:auto;
}
.pswp__caption__center{
text-align: center;
}

อันนี้ก็เป็นทริคการถ่ายภาพทั้งแบบ Portrait Style, Wide Aperture ที่หลายๆ คนน่าจะสนุกกับการถ่ายในรูปแบบนี้กัน และ Huawei P10 ก็ให้ภาพที่ออกมาได้คมชัดสีสันสดใส ส่วนในโหมด Wide Aperture นั้นก็สามารถเลือกปรับความเบลอหรือ Bokeh ได้ตามต้องการโดยไม่ต้องกังวลว่าระหว่างที่กดชัตเตอร์ไปนั้นภาพดีพอหรือยัง ส่วนภาพในโหมด Monochrome หรือขาวดำนั้นเป็นเอกลักษณ์ที่ไม่มีใครเหมือน และยังให้อารมณ์คลาสสิคได้ดีจริงๆ ครับ

from:https://droidsans.com/huawei-p10-and-p10-plus-portrait-and-bokeh/

Advertisements

วิธีเปลี่ยนโทรศัพท์ Android ของคุณ ให้กลายเป็นกล้องติดรถยนต์

ความนิยมติดกล้องในรถยนต์ของประเทศไทยของเรา กำลังได้รับความนิยมสูงขึ้นมากครับ ด้วยเหตุการณ์ประหลาดๆ ที่มักจะเกิดขึ้นได้เสมอไม่ว่าจากทั้งความตั้งใจและไม่ตั้งใจ ซึ่งการบันทึกภาพเหตุการณ์เหล่านั้นไว้ถือว่าเป็นหลักฐานที่ดีที่สุดในการยืนยันสิ่งที่เกิดขึ้นในภายหลัง

ซึ่งกล้องติดรถยนต์ที่มีการเอาเข้ามาจำหน่ายในบ้านเราช่วงนี้ก็ราคาไม่แพงครับ บางตัวมีความสามารถที่ดีราคาก็แค่หลักพัน หรือบางตัวก็แค่หลักร้อยเท่าน้น แต่ถ้าวันนี้คุณยังไม่พร้อมที่จะหากล้องติดรถยนต์มาติดตั้ง ผมแนะนำให้ลองเอาสมาร์ทโฟน Android ของคุณ มาใช้แทนก่อนได้ครับ

อุปกรณ์ที่ต้องใช้

สิ่งที่เราต้องมีสำหรับการใช้เครื่อง Android ให้เป็นกล้องติดรถยนต์ ก็มีเพียงแค่เครื่องโทรศัพท์กับแอพพลิเคชั่นบางตัวเท่านั้น ยึดไว้กับขาตั้งด้านหน้าคอนโซลรถที่ทำให้กล้องของสมาร์ทโฟนเห็นภาพเหตุการณ์ด้านหน้าได้ชัดเจน

และเราควรจะเชื่อมต่อสายชาร์จเสียบไว้กับตัวโทรศัพท์เพื่อเป็นการชาร์จแบตขณะใช้งานไปด้วยในตัว ที่เหลือก็แค่เลือกติดตั้งแอพพลิเคชั่นเหล่านี้ไว้ใช้งาน เอาตัวที่คุณลองใช้แล้วชอบสักตัวหนึ่ง ซึ่งแอพเหล่านี้มีตัวชื่อดังหลายตัว ของทั้งประเทศไทยและต่างประเทศ

ศึกษาการตั้งค่าและการใช้งานของแอพพลิเคชั่นที่คุณติดตั้งให้ดี เพราะเราควรที่จะเซ็ตค่าต่างๆ เอาไว้ก่อนที่เริ่มจะขับรถ การกำหนดค่าพื้นฐานที่ควรทำก็มี

  • การกำหนดพื้นที่หน่วยความจำที่จะให้แอพใช้เพื่อการบันทึกภาพ เอาสักประมาณ 1 ใน 5 ของหน่วยความจำที่เรามีในเครื่อง หรือเอาตามที่คุณจะพอใจและไม่เดือดร้อนในการจะนำเครื่องไปใช้งานด้านอื่นๆ ได้ในภายหลัง
  • กำหนดช่วงเวลาในการบันทึก ตัวแอพจะทำการบันทึกเหตุการณ์วนลูปตามระยะเวลาที่เรากำหนด สัก 10-20 นาทีก็น่าจะนานพอที่จะไม่พลาดเหตุการณ์สำคัญ
  • กำหนดความละเอียดไม่ต้องสูงมากนัก จริงๆ ความละเอียด 480P ก็เพียงพอในความชัดเจนได้ในระดับหนึ่งแล้วครับ
  • ที่เหลือก็ขึ้นกับความสามารถของแอพ ซึ่งเราอาจจะต้องซื้อเพิ่มถ้าต้องการ เช่นการบันทึกภาพเป็นแบบ time lapses เพื่อเร่งความเร็วในการกดดูย้อนหลังและประหยัดพื้นที่จัดเก็บได้มากกว่าเป็นต้น

ก็เป็นหนึ่งคุณสมบัติหนึ่งที่เครื่องสมาร์ทโฟนของเราพอจะทำให้ได้ ในยามที่เรายังไม่มีกล้องติดรถยนต์มาติดตั้งเอาไว้ก็พอแก้ขัดได้ในยามเดินทางครับ เก็บภาพเหตุการณ์แปลกๆ ทั้งเรื่องร้ายและเรื่องดีทุกอย่างบนท้องถนนที่เราสามารถกลับมากดดูย้อนหลังได้เมื่อต้องการ อย่างไรก็ตามขับขี่รถด้วยความระมัดระวัง และงดเล่นโทรศัพท์ในขณะขับรถกันด้วยนะครับ ขอให้เดินทางปลอดภัยกันทุกๆ คน ในทุกๆ วันครับ

from:https://www.appdisqus.com/2017/06/27/how-to-turn-android-car-cam.html

ไทยจับมือเกาหลีขยายโอกาสการลงทุนสตาร์ทอัพ คาดงบทะลุ 100 ล้านบาท

(ขวาไปซ้าย) คุณพีรพงษ์ ศรีอินทราวานิช, มร. ยองฮา โค และดร. พันธุ์อาจ ชัยรัตน์

บริษัท พีเอ็นพี แมนเนจเม้นท์ จำกัด (PNP) ในฐานะบริษัทที่ปรึกษาการค้าการลงทุนในด้านเทคโนโลยีสัญชาติไทย-เกาหลี และมีความสัมพันธ์อันดีกับรัฐบาลของประเทศเกาหลี เร่งเครื่องจับมือสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA) จัดงาน Startup by PNPLets Explore the ASEAN เพื่อขยายโอกาสให้กับกลุ่มนักลงทุนและสตาร์ทอัพระหว่างไทยและเกาหลีได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์แชร์แนวคิดในการดำเนินธุรกิจสตาร์ทอัพที่ประสบผลสำเร็จและสร้างเน็ตเวิร์กกิ้งให้ระหว่าง 2 ประเทศ รวมถึงเปิดโอกาสให้ทั้ง 2 ฝ่ายได้เจรจาธุรกิจเป็นพันธมิตรร่วมกันซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการขยายตลาดสตาร์ทอัพไทยสู่ระดับอาเซียน-เอเชียตะวันออกภายใต้เศรษฐกิจยุคดิจิทัล Thailand 4.0

นายพีรพงษ์ ศรีอินทราวานิช กรรมการผู้จัดการ บริษัท พีเอ็นพี แมนเนจเม้นท์ จำกัดเปิดเผยว่า “ในฐานะผู้ก่อตั้ง PNP ซึ่งมีประสบการณ์ในการร่วมลงทุนในกลุ่มสตาร์ทอัพ เล็งเห็นว่าประเทศเกาหลีใต้เป็นอีกประเทศที่มีศักยภาพในการส่งเสริมสตาร์ทอัพได้อย่างน่าสนใจ โดยเกาหลีเป็นประเทศอันดับต้นๆ ที่ใช้วิทยาศาสตร์เทคโนโลยีขั้นสูงและนวัตกรรมในการนำพาประเทศ มีงบประมาณในการลงทุนวิจัยและพัฒนา (R&D) ที่ค่อนข้างสูงด้วยสัดส่วน 3.74% ของ GDP ในขณะที่ประเทศไทยอยู่ที่ 0.37% ของ GDP, สัดส่วนของการจดสิทธิบัตรทรัพย์สินทางปัญญาของเกาหลีในด้านนวัตกรรมสูงเป็นอันดับต้นๆ ของโลก, มีการวางกรอบนโยบายจากภาครัฐ ตั้งแต่การสนับสนุนการลงทุนในสตาร์ทอัพและการเข้าถึงเงินทุน มีการบ่มเพาะไอเดียนวัตกรรมตั้งแต่ในระดับมหาวิทยาลัยรวมถึงรัฐบาลเกาหลียังร่วมสนับสนุนเงินในลักษณะ Matching Fund ผ่านโครงการ Tech Incubator Program for Startup (TIPS) อีกด้วย จึงถือเป็นโอกาสอันดีในการสร้างคอนเนคชั่นระหว่างสตาร์ทไทยและเกาหลีในงาน Startup by PNP: Let’s Explore the ASEAN ซึ่งถือเป็นอีกกลไกหนึ่งในการขับเคลื่อนสตาร์ทอัพไทยก้าวสู่ระดับสากลมากยิ่งขึ้น”

งานนี้ถือเป็นโครงการนำร่องระหว่างไทยและเกาหลี โดย PNP ได้รับการร่วมมือจากหน่วยงาน Korea Business Angels Association ซึ่งมี Acceleratorจำนวน 29 บริษัท และ Startup อีก 250บริษัทที่ได้รับเงินทุนสนับสนุนจากรัฐบาลเกาหลีรวมถึงมีนักลงทุนจากภาคเอกชนที่เข้าร่วม อย่าง Coolidge Corner, K2 Venture Capital และ Trueincube และสตาร์ทอัพกว่า 15 ทีม อาทิ Buzzebees, Taxi Beam และ Fixzy Auto เป็นต้น โดยงานนี้ สามารถจับคู่ทางธุรกิจได้ประมาณ 5 คู่ ด้วยเม็ดเงินร่วมทุน มูลค่ากว่า 100 ล้านบาท

มร. ยองฮา โค ประธาน Korea Business Angels Association (KBAAในฐานะหน่วยงาน Non-profit ที่ได้รับเงินทุนสนับสนุนจากรัฐบาลเกาหลี เปิดเผยว่า “เนื่องด้วยระบบเศรษฐกิจของประเทศเกาหลีในช่วง 60 ปีที่ผ่านมา มีการพัฒนาเติบโตอย่างรวดเร็ว จนกระทั่งช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาเศรษฐกิจเริ่มซบเซาลง ทางรัฐบาลเกาหลีจึงมีแนวคิดที่จะพัฒนาตลาด Startup แต่ปัญหาสำคัญคือการคัดสรร Startup ที่จะประสบความสำเร็จนั้นทำได้อย่างไร จึงเป็นที่มาของโครงการ Tech Incubator Program for Startup (TIPS) ที่รัฐบาลได้มอบหมายให้ Korea Business Angels Association คัดเลือก Startup ที่รัฐบาลควรจะส่งเสริมและสนับสนุนเงินทุน รวมถึงช่วยจับคู่ทางธุรกิจโดยปัจจุบันในโครงการ TIPS มีนักลงทุน Accelerator จำนวน 29 บริษัท และ Startup ประมาณ 250 บริษัท โดย Startup ที่อยู่ในโปรแกรม TIPS รัฐบาลจะให้เงินลงทุนเริ่มต้น 100,000 เหรียญสหรัฐ และเงินลงทุนในด้านวิจัยและพัฒนาอีก 500,000 เหรียญสหรัฐ นอกจากนี้ ยังมีเงินสนับสนุนเพิ่มเติมในกรณีที่ต้องการ Fundingหรือ Angel Matching Fund หรือขยายตลาดไปยังต่างประเทศ”

ดร. พันธุ์อาจ ชัยรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ สนช. กล่าวว่า “สำหรับสตาร์ทอัพไทย รัฐบาลไทยได้มุ่งสนับสนุนมาอย่างต่อเนื่องกว่า 2 ปี และเริ่มเห็นผลชัดเจนจากความสำเร็จในงาน Startup Thailand 2016 ที่ผ่านมา โดยปี 2560 ประเทศไทยยังคงมุ่งมั่นที่จะส่งเสริมสตาร์ทอัพไทย ด้วยงบจากกระทรวงวิทยาศาสตร์มูลค่าถึง 1,000 ล้านบาท เพื่อขับเคลื่อนสตาร์ทอัพไทย พร้อมมีแผนดำเนินการต่างๆ ในหลายหน่วยงานที่พร้อมจะส่งเสริมให้เกิดจำนวนสตาร์ทอัพอย่างก้าวกระโดด จากปีที่แล้วมีประมาณ 600 ราย คาดว่าปีนี้น่าจะเพิ่มสูงถึง 1,200รายโดยจะเน้นสตาร์ทอัพในสาขาสำคัญๆ ที่มีบทบาทต่อเศรษฐกิจประเทศ อาทิ Agri Tech, Food Tech, Travel Tech, Health Tech, Fin Tech, Property Tech และ Government Tech เป็นต้น นอกจากนี้ยังแสวงหาความร่วมมือกับยักษ์ข้ามชาติเพื่อสนับสนุนสตาร์ทอัพไทยที่มีศักยภาพให้เติบโตในตลาดสากล ซึ่งหมายรวมถึงโอกาสในการขยายตลาดไปยังประเทศเกาหลีจากงานครั้งนี้ด้วยเช่นกัน

มร. ยองฮา กล่าวปิดท้ายว่า “จากความร่วมมือในการจัดงานของ PNP ในครั้งนี้ ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการคัดเลือกสตาร์พอัพไทยที่มีศักยภาพให้กับบรรดานักลงทุนของเกาหลี ภายใต้โครงการ TIPS รวมถึงขยายโอกาสให้กับสตาร์ทอัพเกาหลีได้แสดงผลงานของตนเองให้แก่บรรดานักลงทุนของไทยเช่นเดียวกัน ทุกวันนี้ตลาด Startup เกาหลี ต้องการขยายตลาดไปยังระดับอาเซียนมากกว่า 80% โดยนักลงทุนจะมองหาสตาร์ทอัพที่มีจุดเด่นในด้านความคิดสร้างสรรค์, วิสัยทัศน์ของทีมผู้บริหาร, ความเป็นไปได้ของ Business Model, เทคโนโลยีที่ลอกเลียนแบบได้ยาก และขนาดของตลาดที่ใหญ่ เป็นต้น

 
Source: thumbsup

from:http://thumbsup.in.th/2017/06/pnp-nia-collaborate-startup-networking/

รวมข้อมูลน่ารู้เกี่ยวกับการล่า Raid Boss ใน Pokemon Go

วันนี้เป็นวันแรกที่ Pokemon Go เปิด Raid Boss ที่หลายๆคนรอคอย เข้าบุกยิมต่างๆทั่วประเทศกัน เมื่อเช้าเห็นไข่มันผุดขึ้นตามยิม เหล่าเทรนเนอร์ก็ลุกขึ้นมาก็เตรียมออกไปจับกันทันควัน ซึ่งน่าจะมีข้อสงสัยหลายๆอย่างกันยามตีบอส ผมเลยไปหาข้อมูลเกี่ยวกับการตี Raid Boss เอามาแชร์ให้เพื่อนๆ ได้ทราบไปพร้อมๆกัน

ข้อมูลเบื้องต้นที่ควรทราบ

  • เทรนเนอร์ต้องมีเลเวลขั้นต่ำ 25 จึงจะสามารถร่วมล่า Raid Boss ได้
  • Raid Boss ตีได้วันละกี่ยิมกี่ฟองก็ได้ แต่จะมีบัตร Raid Pass ให้ฟรีเพียงแค่ใบเดียวต่อวัน
  • การเข้าตียิมจะไม่มีการแบ่งสีแบ่งฝ่าย ทุกคนสามารถเข้าร่วมด้วยช่วยตี Raid Boss กันได้พร้อมกัน
  • เราจะได้รับการแจ้งก่อนเสมอว่ายิมไหนจะมี Raid Boss เกิด โดยดูจากไข่
  • เมื่อไข่ฟัก จะมีเวลาล่า Raid Boss ประมาณ 1 ชม.
  • การเข้าสู้แต่ละรอบจะมีเวลาประมาณ 5 นาทีเพื่อสู้ให้ชนะ
  • ถ้าสู้แล้วแพ้สามารถออกมาเติมพลังชุบชีวิตแล้วเข้าไปลุยใหม่ได้
  • เมื่อชนะ Raid Boss แล้วเราจะได้สิทธิ์ในการจับ Raid Boss ตัวนั้นๆ
  • Raid Boss ที่จับได้จะมี IV อยู่ในช่วงดีมาก ถึงดีที่สุด
  • แนะนำว่า Raid Boss ระดับ 3-4 ดาว ควรมีเพื่อนเข้าไปลุยด้วยไม่ต่ำกว่า 10 คนนะ

ขั้นตอนการล่า Raid Boss

  1. ไข่จะขึ้นมาที่ยิมก่อนเวลาประมาณ 1 ชม.
  2. หลังจากไข่ฟัก Raid Boss จะยึดยิม เหล่าเทรนเนอร์จะมีเวลาทั้งหมดในการโค่นบอสลงภายใน 1 ชม.
  3. เมื่อเข้าลงไปร่วมล่าบอสแล้ว เราจะเลือกโปเกมอนเข้าไปตีบอสได้ๆ 6 ตัว เหมือนการตียิมตามปกติ แต่จะเห็นว่าเพื่อนร่วมล่ามีใครบ้างด้วย และจะต้องพิชิตบอสให้ได้ภายใน 5 นาที
  4. ถ้าตีบอสไม่จบภายใน 5 นาที หรือมอนเราตายหมดก่อน เกมจะจบลง บอสจะเลือดเต็มอีกครั้ง
  5. เราสามารถเข้าไปใหม่ลุยกับบอสใหม่กี่ครั้งก็ได้ภายใน 1 ชม.

    Pokemon Go Raid Battle - Raid Boss Fight

  6. ถ้าเอาชนะบอสได้จะได้ของรางวัลกลับมาเพียบ พร้อมโอกาสในการจับเจ้า Raid Boss ตัวนั้น ซึ่งจะมี Pokeball สีขาวให้ใช้
    Pokemon Go Raid Battle - Catch Raid Boss

ไข่แต่ละสีต่างกันยังไง

จะมีไข่เหรดบอสขึ้นมาทั้งหมด 3 สีแต่ละสีจะบ่งบอกถึงระดับของ Raid Boss

  • ไข่ชมพู: 1-2 ดาว
    • 1 ดาว Magikarp
  • ไข่เหลือง: 3-4 ดาว
    • 4 ดาว Lapras Dragonite
  • ไข่น้ำเงิน: 5 ดาว โปเกมอนระดับ Legendary

โปเกมอนที่เป็น Raid Boss จะมี CP มากกว่าโปเกมอนปกติราว 10 เท่า

Pokemon Go Raid Battle - CP x10 Pokemon Go Raid Battle - Raid Boss Encounter

สามารถเข้าร่วมล่า Raid Boss ได้พร้อมกันทีละกี่คน

เราสามารถมีเพื่อนเข้าร่วมลงลุยกับบอสได้สูงสุดที่ 20 คน และสามารถสร้างกลุ่มของเราเองได้ในกรณีที่มีคนเข้ามาร่วมตีเยอะมากๆ และเราต้องการเข้าสู้กันภายในกลุ่มเพื่อนๆกันเองเท่านั้น โดยจะสามารถดูว่าเราอยู่กลุ่มไหนได้จาก Group Code ซึ่งตัวเกมมีการเลือกใช้โค้ดเป็นภาพแทนตัวอักษรหรือตัวเลข

Pokemon Go Raid Battle - Group

เราจะหา Raid Pass ได้จากไหน?

อย่างที่บอกไปข้างต้นว่าเราสามารถไปปั่นโปเกสตอปบนยิมเพื่อรับ Raid Pass ได้ฟรีวันละใบอยู่แล้ว แต่ถ้าต้องการมากกว่า 1 ใบ ก็ต้องใช้ 100 เหรียญซื้อเอาจากใน Shop แทน ซึ่งอัพเดทนี้เราหาเงินได้ง่ายขึ้นจากการเอาโปเกม่อนไปแปะเอาไว้ที่ยิม ถ้าอยู่นานๆหน่อยกลับมาทีนึงก็ได้หลายสิบเหรียญอยู่นะ

Pokemon Go Raid Battle - Raid Pass Pokemon Go Raid Battle - Raid Pass Use

 ของที่ได้รับจาก Raid Battle มีอะไรบ้าง

Rare Candies – เปลี่ยนโปเกม่อนตัวที่เราใช้ลงไปให้กลายเป็นแคนดี้

Golden Razz Berries – ช่วยเพิ่มโอกาสในการจับโปเกม่อน และเติมพลังใจให้ตัวที่อยู่ในยิมแบบทีเดียวเต็ม

TMs – ไอเท็มเปลี่ยนท่าของโปเกม่อนที่เรามีอยู่ เช่น ได้ Gyarados มาแล้วได้ท่า Charged Move เป็น Twister ก็สามารถกดใช้ไอเท็มนี้เปลี่ยนเป็นท่าอื่นได้ Technical Machine (TM) มีอยู่สองแบบคือ  Fast and Charged สำหรับเปลี่ยนท่าแรกกับท่าที่สอง

Pokeball สีขาว – เป็นบอลสำหรับใช้จับ Raid Boss หลังจากเราชนะมันได้ โดยระบบจะแจกให้เราดูจากผลงานปัจจัยต่างๆ เช่น ดาเมจที่เราทำได้ เป็นยิมสีอะไร และมีคนจากสีเราร่วมล่ามากน้อยขนาดไหน ถ้าได้บอลเยอะหน่อยก็โชคดีไป เพราะจะมีโอกาสในการจับสูงขึ้น แนะนำว่าถ้าบอลเหลือน้อยๆเข้าตาจนก็ใช้ Golden Razz Berries ช่วยจะดีกว่า

Pokemon Go Raid Battle - Battle Summary

 

สามารถอ่านข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการตียิมและรักษายิม Pokemon Go เพิ่มเติมได้นะ

from:https://droidsans.com/howto-hunt-raid-boss-pokemon-go/

[Tip] Edge Lighting ของ Samsung Galaxy S8 และ S8 Plus ไม่ทำงแก้ง่ายนิดเดียว ทำตามได้เลย!

หลายๆ คนได้ Samsung Galaxy S8 หรือ Galaxy S8 Plus มาใช้กันและคงรักคงชอบมันไปต่างๆ นาๆ แล้ว แม้แต่ตัวอเล็กซ์เองที่ต้องออกตัวก่อนว่าเป็นแฟนบอย iPhone มาโดยตลอด มาเจอเจ้าตัวนี้เข้าไปยังแอบหลงรักมันเลยครับ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ในความหลงไหลใคร่รักก็ยังมีเรื่องให้น่าตีอยู่หลายเรื่องเหมือนกัน หนึ่งในนั้นคือความบั๊กสุดกวนหัวใจของ Samsung Galaxy S8 และ Galaxy S8 Plus ที่บทจะเป็นก็เป็น แถมยังไม่ได้เป็นกันทุกเครื่อง และหลายๆ ปัญหายังหาสาเหตุการเป็นไม่ได้อีกต่างหาก

หนึ่งในปัญหากวนใจใครหลายๆ คนคือการที่ Edge Lighting ของ Galaxy S8 และ S8 Plus มันไม่ทำงานนั่นเอง ให้เปิดการตั้งค่าขนาดไหนแล้วมันก็ยังไม่ทำงาน ซึ่งหากมันไม่ทำงานแบบนี้ ความแฟนซีแห่งหน้าจอโค้งของเราก็จะหายไปประมาณ 50% (ซึ่งผู้ใช้ที่เพิ่งเปลี่ยนตัวเองมาเป็น Samsung Galaxy S8 และ S8 Plus และไม่เคยใช้รุ่นก่อนหน้านี้ของ Samsung อาจไม่รู้ด้วยว่ามันมีฟังก์ชั่นนี้อยู่) ดังนั้นเรามาเอามันกลับกันดีกว่าด้วยวิธีง่ายๆ ที่ APPDISQUS เอามาฝากกัน

ก่อนอื่นขอชี้แจงก่อนว่าอะไรคือ Edge Lighting เจ้านี่คือฟังก์ชั่นการเปิดการแจ้งเตือนเป็นสีที่ขอบจอของเรานั่นเอง โดยเราสามารถตั้งค่าให้มันทำงานเฉพาะเวลาคว่ำหน้าจอเอาไว้ หรือทำงานตลอดเวลาเลยก็ได้ ซึ่งการแจ้งเตือนเป็นไฟ LED ที่ขอบจอนี้นอกจากจะทำให้เราสังเกตเห็นการแจ้งเตือนใหม่ๆ ได้มากขึ้นแล้ว มันยังสร้างความเป็นอวกาศล้ำยุคให้กับเจ้า S8 และ S8 Plus ของเราอีกด้วยนะเออ

edgelight

ภาพแสดงการทำงานของ Edge Lighting เวลาที่คว่ำหน้าจอมือถือเอาไว้

เอาล่ะ พร้อมแล้วเราก็มีดูวิธีการแก้ปัญหาหาก Edge Lighting ของเราไม่ทำงานกันดีกว่า


วิธีเปิดการใช้งาน Edge Lighting สำหรับ Samsung Galaxy S8 และ Galaxy S8 Plus

  • ตรวจสอบให้แน่ใจก่อนว่าเราเปิดใช้งาน Edge Lighting แล้วจริงๆ โดยการไปที่ การตั้งค่า > จอภาพ > หน้าจอขอบ > Edge Lighting เปิดท็อกเกิลเมนูที่ Edge Lighting ซะหากมันปิดใช้งานอยู่

edge-lighting-1

  • แตะที่เมนู Edge Lighting จากนั้นเลือกการตั้งค่าการแสดงไฟการแจ้งเตือนขอบจอตามต้องการ (ในช่วงทดสอบนี้ แนะนำให้เลือก “ตลอดเวลา”)

edge-lighting-3

  • แตะที่ “จัดการการแจ้งเตือน” จากนั้นเลือกเปิดการแจ้งเตือนไฟขอบให้กับแอพพลิเคชั่นที่ต้องการ (ในช่วงทดสอบนี้ แนะนำให้เลือก “แอพทั้งหมดที่พร้อมใช้งาน”)

edge-lighting-2

  • ลองทดสอบดูด้วยการส่งข้อความหรือ Line (หากเปิดการแจ้งเตือน Line ไว้) ไปที่เครื่องจากมือถือเครื่องอื่นดู (หากล็อกอิน Line ในคอมพิวเตอร์ไว้ให้ล็อกเอาต์จากคอมพิวเตอร์ไปก่อน เพราะไม่อย่างนั้นไลน์ในมือถือจะไม่แจ้งเตือนหากกำลังเปิดคอมพิวเตอร์เครื่องนั้นๆ ใช้งานอยู่) สังเกตว่าไฟแสดงการแจ้งเตือนหน้าจอขอบทำงานไหมด้วยการสังเกตไฟที่จะแว๊บขึ้นที่ขอบจอ หากหงายหน้าจออยู่อาจเห็นไฟแจ้งเตือนไม่ชัด ให้ลองคว่ำหน้าจอบนพื้นสีดำ หรือปิดไฟในห้องให้มืดดูเพื่อสังเกต หากเห็นไฟสีฟ้าวิ่งวนรอบขอบจอก็เป็นอันว่าใช้งานได้ หากไม่เห็น คุณต้องทำการรีคาลิเบรต Edge Lighting ใหม่ด้วยวิธีการข้างล่าง

วิธีไฟการแจ้งเตือน Edge Lighting ไม่ทำงาน ในกรณีที่เปิดการทำงานแล้ว

  • ก่อนอื่นเรามาเปลี่ยนภาษาเป็นภาษาอังกฤษกันก่อนเพื่อให้แก้ปัญหาได้อย่างสะดวกขึ้น ด้วยการไปที่ การตั้งค่า > การจัดการทั่วไป > ภาษาและการใส่ข้อมูล > ภาษา > เพิ่มภาษา English (United States) เข้าไปหากยังไม่มี หากมีอยู่แล้วเลื่อนมันขึ้นมาเป็นภาษาที่หนึ่งแล้วกด “ใช้” จากนั้นรอตัวเครื่องปรับเปลี่ยนภาษาชั่วคราว ภาษาของเครื่องจะกลายเป็นภาษาอังกฤษ
  • จากนั้นย้อนกลับมาที่หน้า Settings > Display > กดรูปแว่นขยายตรงมุมขวาบน แล้วพิมพ์ค้นหา Screen Edge Color Balance > กดเข้าเมนู Screen Edge Color Balance

edge-screen-fix-1

  • เลื่อนค่าไปทางฝั่ง Warm หรือ Cool ก็ได้ 1 ตำแหน่ง (Warm จะให้ความรู้สึกหน้าจออุ่นหรือติดเหลืองขึ้นหน่อย ส่วน Cool จะให้ความรู้สึกหน้าจอเย็นหรือติดฟ้าขึ้นหน่อยหนึ่ง) จากนั้นกด Apply

edge-screen-fix-2

  • จะมีป๊อปอัพเด้งขึ้นมาถามยืนยัน กด Yes ตัวเครื่องจะรีสตาร์ทหนึ่งครั้ง แล้วให้ลองทดสอบ Edge Lighting ดูอีกครั้งด้วยการทำตามขั้นตอนสุดท้ายของวิธีการเปิดใช้งาน Edge Lighting ตามข้างบน ตอนนี้ Edge Lighting ควรใช้งานได้ตามปกติแล้ว

edge-screen-fix-4

  • (หากต้องการ) เปลี่ยนภาษากลับเป็นภาษาไทยด้วยการไปที่ Settings > General Management > Language and input > Language > สลับเอา “ไทย(ไทย)” กลับขึ้นมาเป็นภาษาแรกแล้วกด “APPLY”

 


เพียงเท่านี้ เพื่อนๆ ก็จะได้การแจ้งเตือนขอบจอแฟนซียานอวกาศกลับมาใช้กันแล้วล่ะครับ เรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่งลูกเล่นที่แสดงความภาคภูมิใจของการเป็นจอโค้งเลยนะ ดังนั้นอย่าพลาดกันล่ะ

ติดตาม APPDISQUS ไปเรื่อยๆ แบบนี้ รับรองว่าเพื่อนๆ จะไม่พลาดเทคนิคดีๆ ของ Samsung Galaxy S8 และ S8 Plus อย่างแน่นอน!

from:https://www.appdisqus.com/2017/06/01/how-to-fix-edge-lighting-of-samsung-galaxy-s8-and-s8-plus.html

[Tips]ซ่อมระบบ แก้ไข Windows 10 ด้วย Automatic Repair ไฟล์เสีย ระบบพัง

หลายๆ คนอาจเคยเจอกับปัญหาเวลาที่เครื่องคอมทำงานผิดปกติหรือไม่สามารถใช้งานได้ชั่วขณะ หลังจากติดตั้งโปรแกรมหรือไดรเวอร์หรือเกิดจากปัญหาอื่นๆ ซึ่งมักจะเกิดซ้ำๆ ทุกครั้งที่เปิดเครื่องขึ้นมา แต่ในกรณีที่ระบบสามารถบูตเข้าวินโดวส์ได้ และยังพอทำงานต่อได้ ก็ควรจะต้องหาทางแก้ไขหรือปรับปรุงให้ระบบกลับมาทำงานได้ตามปกติ เราสามารถใช้วิธีการ Automatic Repair หรือ Repair Startup ได้ด้วยวิธีการไม่กี่ขั้นตอน

เริ่มต้นด้วยการเปิดเข้าสู่ Settings App ด้วยการกดปุ่ม Windows + I บนคีย์บอร์ด

จากนั้นให้เลือกไปที่ Update & Security เพื่อเข้าสู่โหมดการทำงาน

เลือกที่ Advance Startup ให้คลิกที่ Restart Now ระบบจะทำการรีสตาร์ท เพื่อเริ่มต้นสู่การแก้ไข

เมื่อเข้าสู่หน้า Choose Option หน้านี้ให้เลือกที่ Troubleshoot

และเลือกที่ Advance options

ในหน้านี้จะมีให้เลือกใช้งานฟังก์ชั่นต่างๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็น System Restore, System Image Recovery และอื่นๆ ให้เราเลือกที่ Startup Repair

จากนั้นระบบจะแจ้งว่ามีผู้ดูแลหรือ Administrator ซึ่งปรากฏชื่อให้เห็น หากมีหลายคน ก็จะมีชื่อเพิ่มขึ้น ในส่วนนี้ให้เราคลิกที่ชื่อได้เลย เช่นในเครื่องนี้จะเป็น CSSSD เป็นต้น

จากนั้นระบบจะให้เราใส่ Password ซึ่งก็เป็นรหัสประจำตัวที่เราใช้ในการ Log-in ปกติ

จากนั้นเมื่อระบบทำการปรับปรุงหรือแก้ไขแล้ว ก็จะรายงานข้อมูลให้เราได้ทราบ แต่ถ้าในกรณีที่ไม่มี Error ใดเกิดขึ้น ก็จะไม่มีรายงานความผิดปกติ

แต่ถ้าในกรณีที่ต้องการเปลี่ยนหรือคืนค่าเดิมทั้งหมดของระบบ ให้กลายเป็นเหมือนการติดตั้งวินโดวส์ใหม่ๆ ก็สามารถเลือก Reset this PC แต่สิ่งที่จำเป็นคือ ควรบันทึกไฟล์ข้อมูลสำคัญเอาไว้ด้วย

เมื่อเสร็จจากขั้นตอนหรือกระบวนการต่างๆ เรียบร้อยให้เลือก Continue เพื่อกลับเข้าสู่ Windows 10 อีกครั้งหนึ้ง

ด้วยขั้นตอนดังกล่าวนี้ ก็จะช่วยให้คุณสามารถแก้ไขปัญหาในการทำงานของวินโดวส์ที่ผิดปกติ ด้วยการใช้ Startup Repair หรือ Automatic Repair บน Windows 10

from:https://notebookspec.com/tips-repair-system-windows-10-automatic-repair-recovery/400605/

ทิป: มาเปลี่ยนปุ่มโฮมแบบกดของ Galaxy S7 และ S7 edge ให้เป็นแบบทัชกันดีกว่า ใช้สะดวกกว่าเดิมเยอะ!

Samsung Galaxy S7 และ S7 edge สมาร์ทโฟนเรือธงของ Samsung เมื่อปีก่อน ซึ่งเป็นรุ่นสุดท้ายของ Galaxy S ที่ยังคงใช้ปุ่มโฮมที่มาในรูปแบบของ “ปุ่มกด” ซึ่งต้องใช้การกดลงน้ำหนักของนิ้วเพื่อการสั่งงานจริงลงไปบนตัวปุ่ม ก่อนที่ Samsung จะเปลี่ยนใจมาใช้ปุ่มโฮม capacitive ที่ตอบรับกับการ “ทัช” ในรุ่น Samsung Galaxy S8 มันมีความสะดวกและรวดเร็วมากขึ้น แม้ดูเหมือนว่าจะมีความแตกต่างเพียงน้อยนิด แต่เชื่อว่าหลายคนที่เริ่มจะขี้เกียจ “กด” น่าจะถูกใจในการใช้งานมากขึ้นอย่างมหาศาลแน่นอนครับ

ข้อดีข้อแรกของการเปลี่ยนจากรูปแบบการกดเป็นเพียงแค่การทัช คือความรวดเร็ว และอีกอย่างก็คือเป็นการถนอมปุ่มโฮมที่วันนี้มันอาจจะรับภาระมาหนักมากแล้วนั้นเองครับ

ต่อไปเวลาที่เราต้องการจะออกจากหน้าแอพหรือกลับมายังหน้าแรก เราก็ไม่ต้องกดลงไปบนปุ่มโฮมจริงๆ แล้วนะครับ แค่ทัชนิ้วเบาๆ ลงบนปุ่มโฮมก็กลับมาหน้าแรกได้แล้ว

ซึ่งวิธีการสำหรับใครที่อยากจะมาลองเปลี่ยนรูปแบบการใช้งานกันก็ไม่ยาก แค่เพียงติดตั้งแอพพลิเคชั่นตัวเดียว แอพพลิเคชั่นนั้นก็คือ Fingertouch นั้นเองครับ เป็นแอพพลิเคชั่นที่มีทั้งแบบเป็นตัวฟรีและตัวโปรครับ

ในเวอร์ชั่นฟรี เราสามารถติดตั้งแอพพลิเคชั่นแล้วทำการเปิดแอพ กด “Start Fingertouch service” เพื่อเริ่มการใช้งานได้ในทันที ปุ่มโฮมของเราก็จะกลายเป็นแบบทัชแล้วครับ (จะหยุดใช้งานก็เข้ามาภายในตัวแอพแล้วเลือก Stop) โดยจะมีไอคอนของแอพพลิเคชั่น Fingertouch แสดงขึ้นในส่วนของการแจ้งเตือนด้านบนเมื่อเราเปิดใช้งาน ถ้าเราไม่ชอบไอคอนที่แจ้งเตือนอยู่ เราก็สามารถทัชค้างที่การแจ้งเตือนเพื่อซ่อนการแจ้งเตือนดังกล่าวได้ครับ

สำหรับแอพ Fingertouch ในเวอร์ชั่นโปร จะมีความสามารถเพิ่มเติม คือสามารถกำหนดให้มีการสั่นเมื่อทัชได้ กำหนดแอพที่ต้องการจะเปิดเมื่อมีการทัชค้างที่ปุ่มโฮมได้ด้วย และสามารถใส่ไอคอนคำสั่งเปิดปิดการทำงานแอพในส่วนของหน้า Quicksetting ของตัวเครื่อง Galaxy S7 และ S7 edge ได้โดยตรง ซึ่งราคาแอพจัวโปรจะอยู่ที่ประมาณ 38 บาทเท่านั้นเองครับ



ก็เป็นความสะดวกในการใช้งานที่มากขึ้นครับ แต่อาจจะสร้างความไม่คุ้นเคยได้ในการใช้แรกๆ และสำหรับใครที่มีปัญหาในเรื่องของการจับภาพหน้าจอที่ปกติเครื่อง S7 และ S7 edge จะใช้การกดปุ่มพาวเวอร์พร้อมปุ่มโฮมพร้อมกัน หลังเปิดใช้งานแอพ Fingertouch ตัวนี้ อาจจะใช้วิธีจับภาพหน้าจอแบบเดิมๆ ไม่ได้แล้วนะครับ เพราะเมื่อเราไปสัมผัสกับปุ่มโฮม มันก็จะเป็นการกลับมาหน้าโฮมในทันที ก็ใช้วิธีเปิดการตั้งค่าจับภาพหน้าจอโดยการใช้ฝ่ายมือปัดเพื่อจับภาพแทน ในการตั้งค่า “คุณสมบัติขั้นสูง” ในตัวเครื่อง S7 และ S7 edge ได้แทนนะครับ

from:https://www.appdisqus.com/2017/05/21/tip-samsung-galaxy-s7-s7edge-capacitive-home.html