คลังเก็บป้ายกำกับ: Tips

รวมข้อมูล Tips & Tricks น่ารู้ของ Samsung Galaxy Note 8

เปิดตัวและวางจำหน่ายไปได้ประมาณ 2 -3 เดือนแล้ว กับ Galaxy Note 8 มือถือเรือธงรุ่นล่าสุดพร้อมฟีเจอร์เด็ดไม่เหมือนใครอย่างปากกา S-Pen ที่ทำให้มือถือในตระกูล Galaxy Note ทั้งหลายโดดเด่นจากมือถือเรือธงรุ่นอื่นๆ และหลังจากที่ได้ลองใช้งานตั้งแต่ตอนเปิดตัว และสุดท้ายก็ได้เป็นเจ้าของมา ก็เลยขอรวบรวมข้อมูลและ Tips & Tricks ต่างๆของ Galaxy Note 8 มาไว้ให้ในนี้เลย

สเปคโดยละเอียดของ Galaxy Note 8

  • หน้าจอ SAMOLED ขนาด 6.3 นิ้ว ความละเอียด 1440 x 2960 (521 ppi)
  • CPU : Exynos 8895 Octa-core (4×2.3 GHz & 4×1.7 GHz) / Snapdragon 835 Octa-core (4×2.35 GHz Kryo & 4×1.9 GHz Kryo) (รุ่นที่ขายในอเมริกาและจีน)
  • GPU : Mali-G71 MP20 / Adreno 540 (รุ่นที่ขายในอเมริกาและจีน)
  • RAM : 6GB (LPDDR4)
  • ความจุ : 64GB / 128, 256GB ในบางประเทศ (UFS 2.1 2-LANE)
  • กล้องหลัง : เลนส์ wide 12MP, f/1.7, ขนาดเซ็นเซอร์ 1/2.55 นิ้ว + เลนส์ tele 12MP f/2.4, ขนาดเซ็นเซอร์ 1/3.6 นิ้ว
    • Dual OIS
    • Optical zoom at 2X
    • Digital zoom 10X
    • โหมด Live Focus หน้าชัดหลังเบลอ
    • Dual Capture ถ่ายทีเดียวได้ภาพ portrait พร้อม wide angle
    • HDR
    • Motion Photo ถ่ายภาพเคลื่อนไหวก่อนถ่ายจริง 2 -3 วินาที
  • กล้องหน้า : 8MP f/1.7 ขนาดเซ็นเซอร์ 1/3.6 นิ้ว, มุมกว้าง 80 องศา
  • การเชื่อมต่อ : Wi-Fi 802.11 a/b/g/n/ac, dual-band, Wi-Fi Direct, hotspot, Bluetooth 5.0
  • เซ็นเซอร์ : Iris scanner, fingerprint (ด้านหลัง), accelerometer, gyro, proximity, compass, barometer, heart rate, SpO2
  • NFC
  • USB 3.1 Type-C
  • GPS : A-GPS, GLONASS, BDS, GALILEO
  • ชิปเสียง : UHQ 32-bit & DSD support, ระบบเสียงปรับแต่งโดย AKG
  • แบตเตอรี่ : 3300 mAh รองรับ Quick Charge 2.0 / Wireless Charge
  • ระบบ Android 7.1 รออัพเดทเป็น Android 8.0 Oreo
  • ขนาดตัวเครื่อง : 162.5 x 74.8 x 8.6 มม.
  • น้ำหนัก : 195 กรัม
  • กันน้ำกันฝุ่นมาตรฐาน IP68
  • สีที่วางจำหน่ายในประเทศไทย : Midnight Black, Maple Gold, Orchid Grey, Deepsea Blue

สำหรับใครที่อยากอ่านรีวิวเต็มๆ และคำถามต่างๆของ Galaxy Note 8 ก็จิ้มดูที่ลิ้งค์ด้านล่างได้เลย

ฟีเจอร์ใหม่ที่น่าสนใจ

กล้องหลังคู่

Galaxy Note 8 ถือเป็นมือถือเรือธงรุ่นแรกของ Samsung ที่มาพร้อมกับกล้องหลังคู่ ที่มาพร้อมกับเลนส์ซูมออพติคอล 2 เท่า พร้อมฟีเจอร์ Dual 4 คือ

  • Dual Pixel ระบบโฟกัสที่เร็วที่สุดบนกล้องมือถือ แน่นอนว่าหลายๆ คนน่าจะติดใจกันมาตั้งแต่ S7
  • Dual Clear Zoom เลนส์ซูม 2X ที่รูรับแสง 2.4 และซูมดิจิตอลได้ถึง 10x
  • Dual OIS เป็นมือถือกล้องคู่รายแรกที่มีกันสั่นทั้ง 2 เลนส์ คือมี OIS ทั้งในเลนส์ไวด์และเลนส์เทเล
  • Dual Capture ถ่ายภาพ Wide และภาพ Portrait ได้พร้อมๆ กัน

Dual Clear Zoom

กล้องคู่ของ Samsung นั้นมาพร้อมกับการซูม Optical 2X โดยแตะสลับเลนส์ได้บนหน้าจอ ถ้าอยากจะซูมมากกว่านี้ก็ต้องถ่างนิ้วเข้าไป แต่มันจะเป็น digital สูงสุดที่ 10x

Dual Capture

ที่ชอบมากชอบที่สุดคือ Dual Capture ที่เราสามารถถ่ายภาพ Portrait และภาพจากเลนส์หลักแบบ Wide ไปได้พร้อมๆ กัน โดยขั้นแรกต้องเปิดโหมดถ่ายภาพแบบ Live Focus ก่อน สำหรับการถ่ายภาพแบบหน้าชัดหลังเบลอ แล้วก็เลือก Dual Capture

ภาพ Portrait โหมด Live Focus

ภาพ Wide angle ที่ถ่ายมาพร้อมกันด้วยเลนส์อีกตัว

3D Sticker

กล้องพร้อม sticker นี่หลายๆคนน่าจะชอบอยู่แล้ว แต่ปกตืมันจะเป็นแบนๆ เวลาหันหน้าไปมานี่มันไม่ค่อยจะเป๊ะ หรือบางทีก็หายไปเลย แต่ 3D sticker นี่เราจะเหมือนกับใส่มันอยู่จริงๆ เช่นหมวกมันก็จะหมุนตามเรา หรือแว่นตาหันข้างก็จะมีขาแว่นออกมาด้วย เรียกว่ามาเป็น 3D กันเลย

ถ่ายวิดีโอความละเอียด 4K 60fps

ฟีเจอร์ถ่ายวิดีโอความละเอียดและเฟรมเรทสูงที่ต้องรอทาง Samsung อัพเดทกันก่อน ซึ่งตอนนี้ก็ยังไม่รู้ว่าจะปล่อยออกมาให้อัพเดทกันตอนไหน เพราะตอนที่ Samsung แปะฟีเจอร์นี้เอาไว้ในหน้าหลักของ Note 8 ดูเหมือนว่าจะรีบออกมาแข่งกับ iPhone 8 / 8 Plus ตอนเปิดตัวนั่นเอง

App Pair จับคู่แอปที่ต้องเปิดคู่กันบ่อยๆ

ระบบ Multi windows ที่เหนือไปอีกขั้น แต่เดิมเราต้องมาคอยจับคู่แอปทำ Multi Windows เอง ซึ่งใช้เวลาหลายเสต็ป Samsung เลยพัฒนาปุ่มลัด เปิดมันทีเดียว 2 แอปพร้อมกันเลย โดยจะเป็นการเลือกแอปที่เราต้องการใช้พร้อมๆ กันเอาไปเก็บไว้ใน Edge Screen

Live Message สร้างข้อความดุ๊กดิ๊กด้วย S pen

สร้าง GIF Animation เองได้ง่ายๆ สวยๆ ด้วย Live Message ที่สามารถวาดภาพหรือข้อความดุ๊กดิ๊ก แล้วส่งผ่าน Social ได้ เป็นภาพออริจินอลที่เราสร้างขึ้นมาเอง

Screen of Memo จดโน้ตได้แม้ไม่เปิดจอ

การจดบันทึกแม้ไม่ได้เปิดหน้าจอ เป็นหนึ่งในฟีเจอร์ที่ทุกคนว้าวมากเมื่อตอน Note 5 มา Note 8 จะยิ่งปลื้มขึ้นไปอีก เพราะสามารถเขียนได้ยาวๆ ถึง 100 หน้า แถมยังสามารถปักหมุดบนหน้า Always On Display ได้เพื่อเตือนความจำ เหมือนเปลี่ยนหน้าจอ Note ให้เป้นตู้เย็นแล้วเอา magnet หรือกระดาษ post it มาแปะ

Glance ย่อแอปไปหลบที่มุมจอ

แอบชำเลืองมอง อันนี้คงเป็นชื่อไทยที่เหมาะกับฟีเจอร์นี้ที่สุดแล้ว เพราะมันคือการย่อเอาหน้าข้อมูลที่เราต้องใช้งานหรือยังใช้อยู่ ย่อขนาดลงไปเป็นเก็บไว้ที่มุมเพื่อให้เรียกใหม่ขึ้นมาดูง่ายๆ

Tips & Tricks น่ารู้ของ Note 8

ปิดการใช้งานปุ่ม Bixby

เชื่อว่ามีหลายคนที่ต้องรำคาญเจ้าปุ่ม Bixby ที่อยู่ถัดลงมาจากปุ่มปรับเสียงกันบ้างแน่นอน เพราะชอบกดผิด หรือกดไปโดน เวลาที่จะลดเสียง พอกดไปโดนมันก็จะเข้าหน้า Bixby Home ให้ทันที แต่ตอนนี้ Samsung ก็ได้อัพเดทให้เราสามารถปิดการใช้งานปุ่ม Bixby ได้แล้ว ทำได้โดยเข้าไปในหน้า Bixby Home เลือกที่เมนู (สามจุดมุมขวาบน) เลือก Settings แล้วเลื่อนลงมาล่างสุด จะมีตัวเลือกให้กดปิดการใช้งานปุ่ม Bixby อยู่

สร้างไฟล์ GIF จากภาพบนหน้าจอ

เราสามารถสร้างภาพเคลื่อนไหว (GIF) สูงสุด 15 วินาที ได้จากวิดีโอ ด้วยการดึง S pen ออกมา แล้วเลือกที่ Smart Select จากนั้นเลือกที่ Animation และกด Record

เมื่อกด Record แล้วก็จะได้ออกมาแบบนี้

ตัดต่อภาพง่ายๆ ด้วย S pen

เราสามารถตัดต่อภาพได้ง่ายๆ เช่นตัดหน้าคนนี้ไปแปะหน้าคนโน้น โดยเปิดภาพที่ต้องการตัดขึ้นมา จากนั้นก็ดึง S pen ออกมาและเลือกที่ Smart Select > Lasso และใช้ S pen ลากตรงส่วนที่เราต้องการตัดออกมา จากนั้นก็กด Save เอาไว้ใน Gallery

จากนั้นกดเลือกภาพที่เราต้องการจะแปะ เลือกที่เมนู (3 จุด มุมขวาบน) เลือกที่ Open in Photo Editor Pro จากนั้นเลือกที่ Decoration ที่แถบเมนูด้านล่าง และเลือก Images เลือกภาพที่เราตัดเอาไว้เมื่อกี๊ แล้วเอาไปแปะตรงที่ที่เราต้องการ ปรับขนาด ปรับองศา ได้ตรงกรอบของภาพที่ตัดมาได้เลย

แปลภาษาด้วย S pen

แปลภาษาได้ง่ายๆทั้งจากหน้าเว็บไซท์ หรือแอปต่างๆ ด้วยการดึง S pen ออกมาแล้วเลือกที่ Translate เสร็จแล้วใช้ S pen จ่อไปที่คำศัพท์ที่เราต้องการ ก็จะมีคำแปลเด้งขึ้นมาทันที

ใช้งาน 2 แอปแบบหน้าต่าง Pop-Up

นอกจากจะแบ่งการใช้งานได้ 2 แอป แล้ว Note 8 ยังสามารถทำให้แอปเป็นหน้าต่างแบบ Pop-up เล็กๆ ได้อีกด้วย ทำได้โดยการเข้าไปที่ Settings > Advance Features > Multi Window > Pop-up view action ซึ่งภาพสอนการใช้งานจากหน้าจอ Note 8 ยังไม่ได้อัพเดทนะครับ ทำเอาผมงงเป็นอาทิตย์เหมือนกันกว่าจะรู้ว่ามันไม่ได้ใช้การลากจากมุมจอเหมือนในรูปแล้ว

แต่ใช้การกดปุ่ม Recent app เพื่อเลือกแอปที่เราต้องการ จากนั้นกดค้างเอาไว้ และลากไปที่กรอบ Drop here for pop-up view ก็เรียบร้อย โดยที่เราสามารถปรับขนาดและย้ายตำแหน่งของหน้าต่างแอปนั้นได้ด้วย

ใช้ Note 8 เป็น Graphic Tablet รับแรงกด วาดรูปในคอม

เราสามารถใช้ Note 8 เพื่อวาดรูปในโปรแกรม Photoshop, Illustrator หรืออื่นๆได้ด้วยแอป Virtual Tablet แถมแอปนี้ยังใช้งานความสามารถในการรับแรงกดกว่า 4,000 ระดับ ของ S pen ได้อีกด้วย เข้าไปดูรายละเอียดและวิธีใช้ได้ในนี้เลย

เปรียบเทียบสเปค และฟีเจอร์ต่างๆ ของ Galaxy Note 8 กับมือถือเรือธงรุ่นอื่นๆ

เปรียบเทียบสเปค Note 8 กับมือถือเรือธงรุ่นอื่นๆ

เปรียบเทียบสเปคแบบเต็มๆทั้งหมดของ Note 8, iPhone X, iPhone 8, Galaxy S8+, U11, XZ Premium, V30 และ Mi Mix 2 ว่าแต่ละรุ่นมีอะไรเด่นไปกว่ากัน

จากการเปรียบเทียบสเปคของมือถือเรือธงที่ยกมาทั้งหมด ก็ต้องอยู่ที่ความชอบของแต่ละคนอย่างเดียวเลย เพราะสเปคหลักๆของทุกรุ่นก็จะจัดเต็มเหมือนกันหมดอยู่แล้ว จะต่างกันก็คือฟีเจอร์เด็ดๆของแต่ละรุ่น ซึ่ง Note 8 ก็จะเหมาะกับผู้ที่ต้องการใช้ประโยชน์จาก S pen ที่สามารถใช้ขีดๆเขียนๆ และจดโน้ตได้แบบสะดวกมากๆ เพราะไม่ต้องเปิดหน้าจอก็จดได้แล้ว

Galaxy Note 8 vs Galaxy Note FE

Galaxy Note FE หรือ Galaxy Note 7 รุ่น Fan Edition ที่นำเอา Note 7 มาเปลี่ยนแบตให้สามารถใช้งานได้อย่างปลอดภัย ไร้ปัญหาระเบิดนี้เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจมากๆสำหรับคนที่เล็ง Galaxy Note 8 อยู่ ด้วยราคาที่ประหยัดลงกว่า 10,000 บาท แต่ความสามารถทั่วๆไปแทบจะเหมือนกันเลยก็ว่าได้ บางคนก็หนักใจว่าจะเลือกตัวไหนดี แต่บางคนก็ตัดสินใจหันไปคบหากับ Note FE แบบไม่ลังเลยใจเลยก็ไม่น้อยด้วยเหตุผลหลักๆคือ

  1. ราคาถูกกว่ามาก
  2. ยังมีปุ่ม Home เหมือนเดิม
  3. หน้าจอไม่โค้งเกินไป
  4. ขนาดเครื่องที่ยาวน้อยกว่า
  5. กล้องหน้ากว้างกว่า

ส่วนว่าสองรุ่นนี้ต่างกันละเอียดๆที่อะไรบ้างนั้น ทางเราเคยรวบรวมเอาไว้ให้แล้ว ไปติดตามอ่านกันได้ที่นี่เลยครับ

เปรียบเทียบกล้อง Galaxy Note 8 กับมือถือรุ่นอื่นๆ

กล้องของ Galaxy Note 8 ได้รับการยกย่องชื่นชมจากแฟนๆทั่วโลก (รวมถึงเหล่าสาวก iPhone เองก็ยอมใจ) ว่าสามารถถ่ายภาพได้สวยงาม ทั้งกลางวันและกลางคืน จบได้หลังกล้องไม่ต้องเอาไปตกแต่งอะไรเพิ่มเติมมากมาย ซึ่งทาง droidsans ก็ได้ทำการทดสอบชนกับรุ่นท็อปอื่นๆ เช่น iPhone X, Huawei Mate 10Pro, และ Pixel 2 XL อย่างละเอียดไปเรียบร้อย รวมถึงลองนำเอาไปชนเทียบกับกล้อง Mirrorless Fullframe แล้วด้วยเช่นกัน ซึ่งผลการทดสอบออกมา Galaxy Note 8 ก็ถูกจัดให้อยู่ในระดับที่ไม่แพ้ใครเลยจริงๆ ไปลองดูการทดสอบเพิ่มเติมกันได้

เปรียบเทียบกล้อง Note 8, iPhone 8 Plus และ iPhone 7 Plus

เปรียบเทียบภาพถ่ายจากกล้องของมือถือเรือธงที่เปิดตัวในเวลาไล่เลี่ยกันอย่าง iPhone 8 Plus และเรือธงของปีที่แล้วอย่าง iPhone 7 Plus

ผลสรุปของการเปรียบเทียบกล้องของทั้ง 3 รุ่นนี้ ผลสรุปออกมาว่า (เป็นความเห็นจากทางผู้ทดสอบ) iPhone 8 Plus ทำกล้องได้ดีขึ้นกว่า iPhone 7 Plus ในทุกด้านของการทดสอบ แต่ว่า Note 8 ก็ทำการบ้านมาได้ดีมาก และทำได้ดีกว่า iPhone 8 Plus ในแทบจะทุกการทดสอบเช่นกัน

 

ทดสอบถ่ายวิดีโอ Galaxy Note 8 vs iPhone 8 Plus พร้อมพาทัวร์ Harry Potter Studio

เปรียบเทียบประสิทธิภาพการถ่ายวิดีโอของ Note 8 และ iPhone 8 Plus ทั้งประสิทธิภาพในสภาวะแสงน้อย และระบบกันสั่นของทั้ง 2 รุ่น

Video Compare : iPhone 8 Plus vs Galaxy Note 8

จากการเปรียบเทียบก็พบว่าทั้งคู่สามารถถ่ายวิดีโอออกมาได้สูสีคู่คี่กันจริงๆ ทั้งระบบกันสั่นและการเก็บรายละเอียดของสีในที่มืด

 

ทดสอบถ่าย Portrait จับชน iPhone 8 Plus และ Galaxy Note 8 เปรียบเทียบกับกล้อง Full Frame

เปรียบเทียบภาพถ่ายของ Note 8 กับ iPhone 8 Plus และกล้อง Full Frame ว่ามือถือเรือธงในยุคนี้ถ้าเทียบประสิทธิภาพกับกล้อง DSLR แบบจริงจัง จะอยู่ในระดับไหน

สรุปแล้วยังไงคุณภาพของภาพถ่ายกล้องมือถือก็ยังไม่สามารถสู้กล้อง DSLR ได้อยู่ดี แต่ถึงจะถ่ายออกมาไม่ได้สวยเท่า (แต่ก็ยังสวย) ก็ยังได้เปรียบในเรื่องของความสะดวกสบายในการพกพาไปแบบเต็มๆ

 

เปรียบเทียบกล้องสมาร์ทโฟนเรือธงแห่งปี 2017 ทั้ง Note 8, iPhone X, Pixel 2 XL และ Huawei Mate 10 Pro

การเปรียบเทียบสุดยอดมือถือเรือธงเน้นกล้องก่อนสิ้นปี 2017 โดยคัดเอามือถือที่ได้คะแนนภาพถ่ายระดับท็อปๆ มาเปรียบเทียบกันแบบละเอียดยิบ

ผลสรุปแล้วมือถือที่ชนะเลิศได้คะแนนกล้องเป็นอันดับ 1 จากเว็บ Droidsans ก็คือมือถือกล้องเดี่ยว + ระบบ AI สุดเทพอย่าง Google Pixel 2 XL นั่นเอง แต่ก็ตามมาติดๆในอันดับที่ 2 ด้วย Galaxy Note 8 นั่นเอง

 

ปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้นกับ Galaxy Note 8

หน้าจอ Note 8 มีเส้นพาดกลาง

เกิดปัญหาจนได้กับหน้าจอของ Note 8 ที่ผลิตโดย Samsung เอง ซึ่งปัญหานี้ก็เคยเกิดขึ้นมาแล้วกับเรือธงรุ่นที่แล้วอย่าง Galaxy S8+ และ iPhone X ที่ใช้หน้าจอผลิตโดย Samsung ก็โดนหางเลขไปด้วยเหมือนกัน

แต่ถ้าใครเจอปัญหาหน้าจอขึ้นเส้นแบบนี้ก็ไม่ต้องห่วงนะ เพราะเราสามารถเอาไปเปลี่ยนเครื่องใหม่ได้ที่ศูนย์ Samsung แบบไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ

 

โปรโมชั่นต่างๆของ Galaxy Note 8 ตั้งแต่เปิดจอง (บางโปรฯอาจหมดเขตไปแล้ว)

 

การเปลี่ยนจอ Galaxy Note 8, S8 และ S8+ ที่ต้องเปลี่ยนพร้อมแบตเตอรี่

พบว่าการเปลี่ยนหน้าจอของ Galaxy Note 8, S8 และ S8+ นั้น ไม่ได้เปลี่ยนแค่หน้าจอเท่านั้นนะ แต่เนื่องจากตัวหน้าจอมันติดอยู่กับแบตเตอรี่ ทำให้การเปลี่ยนหน้าจอต้องเปลี่ยนแบตเตอรี่ไปด้วยเลย แต่ถ้าต้องการเปลี่ยนเฉพาะแบตเตอรี่ทาง Samsung ยืนยันว่าสามารถเปลี่ยนแยกได้นะ ไม่ต้องเปลี่ยนจอด้วย

 

ก็น่าจะช่วยประกอบการตัดสินใจ หรือเป็นข้อมูลที่ดีสำหรับคนที่ใช้งานอยู่ไม่น้อยนะครับ ไว้มีอะไรเพิ่มเติม ยังไงจะค่อยๆมาเสริมให้อ่านกันเรื่อยๆนะครับ หรือถ้าใครมีเรื่องไหนอยากจะให้เสริมเข้าไปก็มาบอกใน comment ได้เลยเช่นกันครับ

from:https://droidsans.com/galaxy-note-8-wiki/

Advertisements

Waze ออกอัพเดต รองรับการนำทางให้คนขี่มอเตอร์ไซค์แล้ว พร้อมวิธีตั้งค่า

Waze ระบบการนำทางที่ทำตัวเป็นโซเชียลสำหรับผู้ขับขี่ที่มีผู้นิยมใช้งานทั่วโลก รวมถึงในประเทศไทยเรานั้นได้ปล่อยอัพเดตเช้านี้บนระบบ iOS และ Android รองรับการนำทางโดยเลือกเส้นทางสำหรับผู้ขับขี่มอเตอร์ไซค์ พร้อมระบบการประมวลผลเวลาในการถึงที่หมายใหม่สำหรับการขับขี่ด้วยมอเตอร์ไซค์โดยเฉพาะ

การเดินทางโดยเส้นทางรถจักรยานยนต์ของ Waze นั้นจะเป็นการคัดกรองเส้นทางที่แตกต่างจากการเดินทางโดยรถยนต์ส่วนบุคคล โดยจะเลือกเส้นทางที่รถจักรยานยนต์สามารถขับลัดเลาะไปได้มาใช้เป็นเส้นทางหลัก ซึ่งเส้นทางเหล่านี้อาจไม่สามารถไปได้โดยรถยนต์ส่วนบุคคลนั่นเอง

ทั้งนี้ผู้ใช้งานสามารถเปิดใช้งานได้การนำทางโดยใช้เส้นทางรถจักรยานยนต์ได้โดยการทำตามขั้นตอนดังต่อไปนี้

  • เปิดแอพพลิเคชั่น Waze ขึ้นมา จากนั้นกดตรงเครื่องหมายค้นหาเพื่อเปิดเมนูหลัก


  • กดที่ชื่อของคุณเพื่อเข้าเมนูการตั้งค่า



  • เลือก Go to Settings > Navigation > Vehicle Type > Motorcycle (เปลี่ยนจาก Private ของเดิมที่เป็นรถยนต์ส่วนบุคคล)

เพียงเท่านี้ Waze ก็จะนำทางโดยการใช้เส้นทางของผู้ขับขี่มอเตอร์ไซค์โดยเฉพาะเพื่อให้คุณมีเส้นทางที่สะดวกและรวดเร็วมากกว่าเดิม

นอกจากนี้ในอัพเดตเดียวกันนี้ Waze ยังเปิดการใช้งานการเรียกใช้การนำทางของ Waze ด้วยเสียงอีกด้วยโดยการพูดว่า Ok Waze แล้วตามด้วยเป้าหมายที่เราต้องการเดินทางไป แต่ฟังก์ชั่นการเรียกใช้งานด้วยเสียงนี้ยังจำกัดการใช้งานอยู่เพียงสำหรับผู้ใช้ในประเทศอเมริกา อังกฤษ และแคนาดาเท่านั้น สำหรับประเทศไทยยังคงใช้การไม่ได้ในตอนนี้

ใครสนใจใช้งาน Waze ก็สามารถดาวน์โหลดได้จากลิงก์ด้านล่างนี้เลย

Waze สำหรับ iOS

Waze สำหรับ Android

Android auto

 

from:https://www.appdisqus.com/2017/11/30/waze-motorcycle-navigation-released.html

อธิบายสเปคกล้องสมาร์ทโฟน เมื่อความละเอียดไม่ใช่ทุกอย่าง

ปัจจุบันสมาร์ทโฟนจะแข่งขันกันเรื่องกล้องว่าใครถ่ายสวยกว่ากันเป็นหลัก ซึ่งหลายๆคนก็มักจะดูจากสเปคเป็นหลัก แต่ก็จะมีความเข้าใจผิดกันค่อนข้างมากว่าความละเอียดยิ่งสูงภาพจะดีตามไปด้วย แต่ในความเป็นจริงมันมีปัจจัยอื่นๆอีกมากมาย ซึ่งวันนี้เราจะมาอธิบายความหมายคร่าวๆของคุณสมบัติแต่ละอย่างกัน เพื่อเวลาที่เราอ่านคุณสมบัติของกล้องจะได้มีความเข้าใจเบื้องต้นว่าอะไรส่งผลต่อคุณภาพของภาพอย่างไรบ้าง

ความละเอียด (Resolution)

อันนี้ชัดเจนว่ายิ่งมากก็จะมีแนวโน้มว่าจะมีละเอียดของภาพมากกว่าที่กล้องความละเอียดต่ำกว่า แต่ก็ไม่ทั้งหมดซะทีเดียว เพราะสิ่งสำคัญขึ้นอยู่ที่เลนส์กับขนาดเซนเซอร์ รวมไปถึงขนาดของจุด (pixel) แต่ละจุดด้วย เดี๋ยวจะอธิบายเพิ่มในข้อต่อๆไปนะครับ ทีนี้มาดูกันก่อนว่าเค้านับความละเอียดกันอย่างไร วิธีก็ตรงๆเลยครับ เอาขนาดภาพที่ได้มาคูณกันเลย เช่น ภาพมีความละเอียด 3,000×2,000 จุด เราก็เอา 3,000 มาคูณ 2,000 เท่ากับ 6,000,000 จุด นั่นก็คือกล้องตัวนี้มีความละเอียด 6 ล้านจุดครับ

ความละเอียดสำคัญขนาดไหน? – ทุกวันนี้ กล้องมือถือมีแต่จะแข่งเรื่องความละเอียด แล้วผู้ใช้จำนวนไม่น้อยก็เข้าใจว่ายิ่งละเอียดยิ่งดี ซึ่งความเป็นจริงอาจจะไม่ใช่ซะทีเดียวนะครับ ถ้าเราเน้นถ่ายรูปแล้วลงภาพ Social Media อย่างเดียว เช่น Facebook, Instagram หรือ Twitter เรื่องความละเอียดอาจจะไม่สำคัญเท่ากับสีนะครับ เพราะเวลาเราลงรูปจะโดนย่อลงหมด อย่างมากที่สุดคือ Facebook ถ้าเราเอาภาพไปลงด้วยคอมแบบความละเอียดสูงสุด จะได้ประมาณ 3-4 ล้านจุดเท่านั้น (แล้วแต่อัตราส่วนของภาพ) หรือถ้า Line ส่งรูปใช้ความละเอียดประมาณ 1.2 ล้าน หรือ Instagram ใช้ความละเอียดประมาณ 0.37 ล้าน (ไม่ถึงครึ่งล้านเลยด้วย) ดังนั้นกล้องมือถือทุกวันนี้ความละเอียดเกินความต้องการของ Social Media ไปเยอะแล้วครับ แล้วละเอียดมากไปกลับมีข้อเสียคือพื้นที่หน่วยความจำเต็มเร็วด้วยครับ ลองถามตัวเองดูว่าทุกวันนี้เราใช้กล้องมือถือถ่ายรูปไปทำอะไรบ้างนะครับ

ขนาดรูรับแสง (Aperture)

อันนี้จะเกี่ยวกับเลนส์โดยตรง ขนาดรูรับแสงยิ่งกว้างหมายถึงแสงสามารถผ่านรูเข้าไปตกกระทบที่เซ็นเซอร์ได้มากกว่า (เพราะรูใหญ่กว่า) ผลก็คือในสภาพแสงเดียวกัน ถ้าเปิดความเร็วของชัตเตอร์เท่ากัน ภาพที่ได้จากกล้องที่รูรับแสงกว้างกว่าก็จะสว่างกว่า หรือในอีกมุมนึง ถ้าต้องการให้ภาพมีความสว่างเท่ากัน ความเร็วชัตเตอร์ที่ได้จากกล้องที่รูรับแสงกว้างกว่าจะเร็วกว่า นั่นก็คือสามารถหยุดความเคลื่อนไหวได้ดีกว่าเพราะชัตเตอร์เร็วกว่า ค่านี้ให้ดูที่ตัวเลข ยิ่งน้อยหมายถึงยิ่งกว้างกว่านะครับ ไม่ใช่ตัวเลขเยอะแล้วจะดีนะครับ ค่านี้ยิ่งน้อยยิ่งดีครับ แล้วผลอีกอย่างนึงก็คือรูรับแสงที่กว้างกว่าจะได้ภาพที่ละลายฉากหลังได้มากกว่าอีกด้วย แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับขนาดเซนเซอร์ด้วยนะครับ (เรื่องนี้ยังไม่อยากจะลงลึกไปกว่านี้ เพราะอาจจะยิ่งงงได้ครับ)

  • Huawei Mate 10 Pro : f/1.6
  • Galaxy S8 : f/1.7
  • iPhone X : f/1.8
  • Pixel 2 XL : f/1.8
  • กล้องมือถือทั่วไป f/2 – f/2.8

ขนาดเซนเซอร์ (Sensor Size)

เรื่องนี้ก็ตรงตัวเลยครับ ขนาดความใหญ่ของเซนเซอร์ ตามหลักการแล้ว ยิ่งใหญ่ยิ่งดีครับ แต่ปัญหาคือถ้าต้องการเลนส์ที่รูรับแสงสว่างเท่ากัน ยิ่งใช้เซนเซอร์ใหญ่ ขนาดเลนส์ก็จะต้องใหญ่ตามไปด้วย ทำให้มือถือไม่สามารถใช้เซนเซอร์ที่ใหญ่มากได้ เพราะไม่งั้นแล้วมือถือเราจะหนาเพราะขนาดของเลนส์ที่ใหญ่ครับ แล้วอีกอย่างนึงที่ต้องดูประกอบด้วยก็คือความละเอียดของเซนเซอร์ เพราะเรื่องนี้จะมีผลต่อขนาดของจุดแต่ละจุดด้วย มาดูหัวข้อต่อไปเลยครับ


ขอบคุณภาพจาก http://www.engadget.com

ขนาดของจุด (pixel)

เรื่องนี้ตามหลักการแล้ว ยิ่งขนาดของจุดใหญ่กว่ายิ่งดีกว่านะครับ เพราะว่าขนาดของจุด ผมเปรียบเสมือนแก้วน้ำละกันครับ ส่วนปริมาณแสง ผมเปรียบเสมือนปริมาณน้ำ นั่นก็คือถ้าขนาดของจุดใหญ่กว่า ก็ควรจะรับปริมาณของแสงได้มากกว่า ผลก็คือภาพควรจะมี Dynamic Range ที่กว้างกว่า ทีนี้คนอาจจะงงว่า Dynamic Range คืออะไร เดี๋ยวผมจะอธิบายเพิ่มอีกทีนะครับ ตอนนี้เรามาดูก่อนว่าจะวัดขนาดของจุดกันอย่างไร อย่างแรกเลยให้ดูขนาดของเซนเซอร์ แล้วเราก็มาดูความละเอียดประกอบกัน เอาแบบง่ายที่สุด ถ้าขนาดเซนเซอร์เท่ากัน ตัวไหนที่ความละเอียดน้อยกว่าแสดงว่ามีขนาดของจุดที่ใหญ่กว่า เปรียบเทียบแบบง่ายๆ ให้สนามฟุตบอลเปรียบเสมือนขนาดของเซนเซอร์ ส่วนลูกบอลเปรียบเสมือนขนาดของจุด ถ้าสนามฟุตบอลขนาดเท่ากัน สนามที่ต้องใส่ลูกบอล 5 ล้านลูกให้เต็มพื้นที่ เทียบกับสนามที่ต้องใส่ลูกฟุตบอลแค่ 2 ล้านลูกให้เต็มพื้นที่เท่ากัน ขนาดลูกฟุตบอลของสนามที่ใส่ลูกบอลแค่ 2 ล้านลูกจะมีขนาดใหญ่กว่าสนามที่ใส่ลูกบอก 5 ล้านลูก น่าจะพอเห็นภาพกันนะครับ นั่นก็พอสรุปคร่าวๆได้ว่า ขนาดเซนเซอร์ที่ใหญ่กว่า ไม่จำเป็นว่าจะต้องมีขนาดของจุดที่ใหญ่กว่า ถ้ามันมีความละเอียดเยอะกว่า แต่เพื่อความง่าย ในตารางคุณสมบัติมีการคำนวณไว้ให้แล้วครับ ดูแค่ตัวเลขพอครับ

 

ขนาดของจุด ดูอย่างไร และดีอย่างไร

ทีนี้มาดูตัวอย่างจากภาพกันก่อน

จะเห็นว่าขนาดของจุดจะสัมพันธ์กับความละเอียดและขนาดของเซนเซอร์ ในกรณีที่ขนาดเซนเซอร์เท่ากัน ตัวที่ความละเอียดต่ำกว่า จะได้ขนาดเซนเซอร์ที่ใหญ่กว่า จากในรูป ทั้งสองตัวขนาดเซนเซอร์เท่ากัน แต่ว่าเซนเซอร์ B มีความละเอียดต่ำกว่า เลยทำให้ขนาดของเซนเซอร์ใหญ่กว่า

ทีนี้มาดูต่อที่รูปนี้ครับ

จะเห็นได้ว่าขนาดจุดที่ใหญ่กว่า จะได้เปรียบในเรื่องของประสิทธิภาพในการเก็บแสงได้มากกว่า นั่นก็จะทำให้ Dynamic Rage ของภาพดีกว่า และความสามารถในการถ่ายภาพในที่มืดก็จะดีกว่า

กลับมาที่เรื่อง Dynamic Range กันต่อ ยกตัวอย่างให้เห็นภาพง่ายๆนะครับ มาดูภาพนี้กัน

มาดูที่ภาพฝั่งซ้าย จะเห็นว่ารายละเอียดตรงส่วนสว่างกลายเป็นสีขาว ไม่มีรายละเอียดใดๆเหลืออยู่ ส่วนภาพทางขวาจะเห็นว่ารายละเอียดต่างๆยังอยู่ครบ พูดง่ายๆว่าภาพทางขวามี Dynamic Range ที่กว้างกว่า แล้วทีนี้คนอาจจะถามต่อว่า Dynamic Range ที่กว้างกว่ามีประโยชน์อย่างไร โอเคครับ มาดูภาพนี้ต่อกันเลย

ผมเอาภาพทั้งสองภาพมาปรับลดความสว่างลง ทีนี้เราจะเห็นได้เลยว่าภาพทางซ้ายที่ Dynamic Range น้อยกว่า แล้วรายละเอียดหายไปแล้ว เราจะไม่สามารถทำอะไรกับมันได้อีก มันก็จะกลายเป็นสีขาวที่ทำอะไรไม่ได้เลย ดึงอะไรกลับมาไม่ได้ ส่วนภาพทางขวาเรายังสามารถปรับอะไรกับมันได้ตามใจนะครับ

** แต่ขนาดของจุดไม่ได้เป็นตัววัด Dynamic Range นะครับ หมายถึงขนาดใหญ่กว่า ไม่จำเป็นจะต้องมี Dynamic Range ที่กว้างกว่าเสมอไป เพราะสุดท้ายมันขึ้นอยู่กับเทคโนโลยีเรื่องอื่นประกอบด้วยครับ รวมไปถึง Software ด้วย

ระบบกันสั่น

ระบบกันสั่นมีอยู่ 2 แบบด้วยกัน คือแบบ Software และ Hardware ซึ่งทั้งสองชนิดนี้ให้ผลที่แตกต่างกันพอสมควร คือแบบ Software จะใช้โปรแกรมในเครื่องประมวลผลเวลามือสั่น โดยเราจะสังเกตได้ว่าถ้าใช้กันสั่นแบบ Software ช่วย ภาพที่ได้จะได้มุมมองที่แคบลง ไม่กว้างแบบตอนปิดระบบกันสั่น เพราะโปรแกรมจะตัดภาพส่วนขอบๆภาพเวลามือสั่นทิ้งไป ยกตัวอย่างง่ายๆนะครับ เวลามือสั่นลง ภาพทางด้านบนจะหายไป หรือเวลามือสั่นขึ้น ภาพทางด้านล่างจะหายไป หรือเวลามือสั่นไปทางขวา ส่วนของภาพทางซ้ายก็จะหายไป ทีนี้ภาพที่ได้ก็คือภาพที่ตัดส่วนขอบๆตอนเรามือสั่นออกไปให้ แต่ยังไงก็ตาม ภาพที่ออกมายังไงก็สู้กันสั่นด้วย Hardware ไม่ได้ คือกันสั่นด้วย Hardware จะใช้ชิ้นเลนส์ในการชดเชยการสั่น นั่นคือเวลามือสั่น ชิ้นเลนส์กันสั่นก็จะขยับลงสวนทางกับการสั่นของมือเรา ทำให้ได้ภาพที่ได้มีความนิ่งขึ้น แต่ถึงยังไงระบบกันสั่นก็ไม่ได้ป้องกันการสั่นได้ทั้งหมด ดังนั้นไม่ใช่ว่ามีระบบนี้แล้ว เราก็ถ่ายแบบไม่สนใจการสั่นเลยไม่ได้นะครับ ไม่งั้นภาพอาจจะสั่นไหวอยู่ดี แล้วอีกอย่างนึงที่สำคัญมาก ระบบกันสั่น คือกันมือสั่น ไม่ใช่กันแบบที่เราจะถ่ายสั่นนะครับ หมายถึงสมมุติว่าถ้าเราถ่ายเด็กที่มีการเคลื่อนไหวตลอดเวลา แล้วแสงน้อยด้วยล่ะก็ ระบบกันสั่นจะไม่สามารถช่วยอะไรได้เลย คือถึงมือเราจะนิ่ง ภาพฉากหลังทุกอย่างออกมาชัดหมด แต่เวลาแสงน้อย ความเร็วชัตเตอร์จะไม่เร็วพอที่จะหยุดความเคลื่อนไหวของเด็กได้นะครับ อันนี้ควรรู้ไว้ ดังนั้นอย่าประหลาดใจว่ามีระบบกันสั่นแล้ว ทำไมภาพเด็กยังสั่นไหวอีกนะครับ

 

Raw File

อันนี้จะเป็นไฟล์ที่เอาไว้สำหรับการปรับแต่งภาพในภายหลังทำได้ละเอียดขึ้นมาก ไม่ว่าจะเป็นการแก้แสงสีต่างๆ รวมไปถึงการดึงแสงที่ over ไปแล้วกลับมา (ได้ในระดับนึง)

ทำไมถึงต้อง Raw File แล้วมันดียังไง

ก่อนอื่นต้องอธิบายก่อนว่า Raw File คืออะไร แปลกันตรงตัวก็คือไฟล์ดิบ ความหมายก็คือไฟล์ที่ยังไม่มีการปรับแต่งใดๆ เซนเซอร์รับภาพมายังไงก็เก็บไว้อย่างนั้น ยังไม่มีการปรับความเข้มของสีหรือ White Balance ใดๆ แต่ว่า Raw File ก็มีการฝังค่า white balance หรือการปรับแต่งสีเก็บไว้ในไฟล์ด้วย เพื่อให้เราสามารถดูภาพได้จาก Smartphone ของเรา ส่วนตัวไฟล์ดิบจริงๆเราก็สามารถเอาไปปรับแต่งได้ภายหลัง

แล้วไฟล์ดิบมันดียังไง เพื่อให้เห็นภาพง่ายๆ ผมจะเปรียบเทียบเสมือนเนื้อดิบละกันครับ ผมเปรียบว่าไฟล์ Jpeg แบบที่เราใช้กันอยู่ทั่วไป เปรียบเสมือนเนื้อที่ปรุงมาแล้ว พ่อครัวที่ปรุงเนื้อมาให้เราก็เปรียบเสมือน Software ของกล้อง ถ้า Software เก่ง ก็เหมือนว่าพ่อครัวเก่ง เราก็จะได้เนื้อที่ปรุงสุกมาแล้วอย่างดี โดยที่เราสามารถจะแต่งเติมภาพได้ตามใจชอบ แต่ก็เกิดกรณีที่เราไม่ถูกใจ เช่นสุกเกินไป หรือเค็มจัด เปรี้ยวจัด หวานจัด เราแทบจะไม่สามารถแก้ไขอะไรได้มาก แต่ถ้าเรามีเนื้อดิบอยู่ เราก็สามารถปรุงใหม่ให้ถูกใจเราได้

มายกตัวอย่างคร่าวๆให้เห็นภาพกันดีกว่าครับ มาดูภาพนี้กัน เป็นไฟล์ Jpeg จาก Samsung Galaxy Note 5

ภาพนี้ถ่ายในสภาพแสงที่ยากมาก คือแดดแรงจัด ทำให้มีส่วนที่โดนแสงเต็มๆ และส่วนที่อยู่ในเงามืด จะเห็นได้ว่าใบไม้เหนือน้ำตก รวมไปถึงตึกด้านหลัง โดนแสงจนรายละเอียดหาย ส่วนเงามืดก็ดำสนิทจนแทบไม่เห็นรายละเอียดใดๆ

ทีนี้ผมลองเอา Raw File มาปรับภาพแบบพยายามดึงรายละเอียดในส่วนสว่างที่รายละเอียดหายไปกลับมาดู โดยที่ไม่ได้ยุ่งเรื่อง White Balance ใดๆ ออกมาได้แบบนี้ครับ


มาลองครอปดู 100% กันดู

แบบ Jpeg

แบบ Raw File

 

จะเห็นว่ารายละเอียดของแสงที่หายไป สามารถดึงกลับมาได้บางส่วน รวมไปถึงรายละเอียดความคมชัดก็ดีขึ้น และรายละเอียดในส่วนมืดก็ดีขึ้นเช่นกัน

ตัวอย่างที่ผมยกขึ้นมาเป็นแค่ส่วนหนึ่งของประโยชน์จาก Raw File เท่านั้น ถ้าจะพูดถึงเรื่องนี้ให้ละเอียด คงจะยาวเกินไป เอาไว้เป็นบทความแยกไปเลยจะดีกว่าครับ

Slow Shutter

อันนี้เอาไว้ช่วยในการถ่ายภาพตอนกลางคืนให้ได้คุณภาพที่มากขึ้น โดยกล้องจะใช้ ISO ที่ต่ำ (ISO คือความไวแสง ถ้าอยากรู้ว่าคืออะไรค่อยถามเพิ่มเติมมาอีกทีนะครับ เดี๋ยวบทความจะกลายเป็นการสอนเทคนิคถ่ายรูปไปซะก่อน แค่นี้ผมก็ว่าเยอะมากล่ะครับ) แต่การจะใช้ Slow Shutter จะต้องมีขาตั้ง เพื่อให้กล้องอยู่นิ่งสนิท เพื่อให้ภาพที่คมชัดนะครับ เพราะกล้องจะเปิดชัตเตอร์นานสูงสุดได้ถึง 32 วินาที

 

 

คำถามที่ถูกถามประจำเกี่ยวกับเรื่องกล้องมือถือ

แล้วความละเอียดเท่าไหร่ถึงจะพอ

จะเห็นว่าทุกวันนี้ การตลาดเรื่องความละเอียดยิ่งมากยิ่งดี ยังได้ผลอยู่เสมอ ทั้งที่ความเป็นจริงแล้วไม่เป็นอย่างนั้นเสมอไป เราจะต้องถามตัวเองก่อนว่าทุกวันนี้เราถ่ายรูปแล้วเอาไปใช้อะไร ถ้าเราใช้แค่เอาภาพลง Social Network ทั่วๆไป ใช้ความละเอียดแค่ 2 ล้านก็พอ หรือถ้าจะเอาภาพลง Facebook โดยใช้คอมพิวเตอร์เพื่อจะเก็บภาพแบบ HD รายละเอียดสูง ก็ใช้แค่ 4 ล้านก็เพียงพอ ดังนั้นแล้ว ความละเอียดระดับ 8 ล้านก็ถือว่าเพียงพอกับการใช้งานทั่วไป แต่ถ้ากรณีที่เราชอบครอปภาพมาใช้งาน หรือชอบซูมภาพเยอะๆ แบบนี้ละเอียดกว่าถึงจะได้เปรียบครับ แล้วยิ่งละเอียดมากยิ่งกินพื้นที่หน่วยความจำมาก ก็จะทำให้หน่วยความจำของเราเต็มเร็วกว่า

กล้องสมัยก่อน ความละเอียดต่ำ ขนาดจุดใหญ่ แสดงว่าดีกว่าเดี๋ยวนี้หรือ?

ไม่ใช่แบบนั้นเสมอไป เพราะว่าเซนเซอร์ของกล้องไม่ได้ดูแค่ขนาดของจุดอย่างเดียว แต่เซนเซอร์ของกล้องเกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีอย่างมาก เหมือน CPU สมัยนี้ เล็กกว่าเมื่อก่อนเยอะมาก แต่ก็เร็วกว่าเยอะมากเช่นกัน ดังนั้นเซนเซอร์กล้องก็เป็นแบบนั้นด้วย การเปรียบเทียบเซนเซอร์ของกล้อง ต้องเปรียบเทียบในของที่ผลิตในยุคสมัยเดียวกัน ถึงจะพอเทียบกันได้ครับ

ถ้าเซนเซอร์ผลิตในยุคเดียวกัน แสดงว่าขนาดจุดใหญ่กว่าย่อมดีกว่าขนาดจุดที่เล็กกว่า?

อันนี้ก็ไม่แน่เสมอไปอีกเหมือนกัน บริษัทที่ผลิตเซนเซอร์ก็มีผล รวมไปถึง Software ในการประมวลผลภาพก็มีผลต่อคุณภาพของภาพอย่างมาก ดังนั้นการจะเปรียบเทียบกันว่าตัวไหนดีกว่ากัน เราต้องมาดูเทียบกันที่ภาพไปเลย

 

ส่งท้าย

ถ้าใครได้อ่านจนจบแล้วก็น่าจะพอเข้าใจสเปคต่างๆมากขึ้นเยอะมากแล้วนะครับ แต่คุณสมบัติเหล่านี้ต้องบอกว่าสุดท้ายก็ดูเอาไว้ประกอบเท่านั้น สุดท้ายวัดกันที่ภาพที่ถ่ายออกมาได้มากกว่า เราได้เห็นสมาร์ทโฟนหลายรุ่นที่สเปคด้านกล้องสูง แต่ถ่ายภาพออกมาแล้วกลับไม่ได้ดีตามแบรนด์อื่นๆที่สเปคเดียวกัน ซึ่งตรงนี้จะมีเรื่องซอฟท์แวร์ของกล้องเข้ามาเป็นปัจจัยอีกอย่างนึงด้วย ซึ่งนั่นก็ทำให้เราจึงต้องมาคอยทดสอบกล้องให้เพื่อนๆได้ดูกันนั่นเองครับ

from:https://droidsans.com/howto-read-smartphone-camera-specs/

[Windows Tips] วิธีแก้ปัญหาโน้ตบุ๊ครุ่นเก่า ปรับแสงหน้าจอไม่ได้ เมื่อลง Windows 10

สำหรับโน้ตบุ๊คเครื่องที่มีอายุมากๆ ที่สมัยก่อนมีเพียงแค่ Windows XP, 7, 8 และ 8.1 มักจะไม่ซัพพอร์ทกับ Windows 10 เท่าไรนัก ซึ่งมักจะเจอบัคโน้นบัคนี่ จะทำให้น่าหงุดหงิดเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะการเพิ่มแสง ลดแสงหน้าจอก็เป็นอีกปัญหาหนึ่งที่หลายคนพบเจอ โดยในบทความนี้เองทางทีมงานก็ได้ค้นพบวิธีที่จะสามารถเพิ่มแสง ลดแสงหน้าจอโน้ตบุ๊ครุ่นเก่าได้ วิธีการจะเป็นอย่างไรนั้นไปดูกันได้เลยครับ (แต่ก็บอกก่อนว่าวิธีการนี้อาจจะใช้การไม่ได้กับทุกเครื่องนะครับ)

ขั้นตอนวิธีการทำ

1. คลิกขวาที่ปุ่ม Start จากนั้นเลือก Device Manager

2. เมื่อมีหน้า Device Manager ขึ้นมาให้เลือกแทป Monitors จากนั้นคลิกขวาที่ Generic PnP Monitor แล้วกด Enable device

3. เสร็จแล้วก็ทำการปิดหน้า Device Manager แล้วลองกด เพิ่มแสง ลดแสง ดูว่าสามารถใช้ได้หรือไม่ ซึ่งวิธีการนี้จะใช้ได้เกือบทุกรุ่น วส่นรุ่นที่ใช้วิธีนี้ไม่ได้ อาจจจะมีสาเหตุว่าเครื่องเก่าเกินไป หรือไม่ก็คงต้องอัพเดต BIOS ให้เป็นรุ่นล่าสุดก่อน คงต้องทดสอบทีละอย่างๆ ลองไปนะครับ

สำหรับ Tips นี้ก็เป็นเรื่องง่ายๆ ที่สามาถทำได้เองเพียงไม่กี่ขั้นตอน โดยไม่ต้องถึงมือช่าง แต่อาจจะใช้ไม่ได้กับทุกเครื่อง ซึ่งเครื่องไหนทีลองหลายวิธีการแล้วก็ยังปรับแสงลดแสงไม่ได้ แนะนำว่าให้ย้อนกลับไปใช้ Windows เก่าจะดีกว่า เพราะต้วเครื่องโน้ตบุ๊คเองอาจจะไม่ได้ออกแบบไดร์เวอร์ให้มาซับพอร์ทมากนักกับระบบปฏิบัติการใหม่ๆ เช่น โน้ตบุ๊คสมัย Windows XP ถ้าเอามาลง Windows 10 ก็คงจะไม่เหมาะสมเท่าไรนั่นเองครับ

from:https://notebookspec.com/windows-tips-how-to/425439/

[Windows Tips] ปัญหา “คลิกขวาช้า” บนหน้า Desktop แก้ไขได้ง่ายๆ เพียงไม่กี่ขั้นตอน

หลายคนมักประสบปัญหานี้กันไม่น้อยกับเวลาจะคลิกขวาแต่ละที ทำไมเครื่องมันอืดจัง ปกติไม่เป็น ซึ่งทีมงานก็ประสบปัญหานี้เช่นกัน โดยเฉพาะกับการ Windows 10 อัพเดตมาในแพทซ์ล่าสุด 1709 ทำให้เครื่องจะค้างไปประมาณ 1 วินาทีบนหน้า Desktop และทีมงานก็ได้รู้วิธีแก้ไขแล้ว วิธีการจะเป็นอย่างไรบ้างไปดูด้านในกันได้เลยครับ

ขั้นตอนวิธีการทำ

1. กด ปุ่ม Windows + R เพื่อเปิด Run จากนั้นให้พิมพ์คำว่า regedit แล้วกด ok

2. เมื่อกด ok แล้วก็จะขึ้นหน้า Registry Editor แล้วให้ทำการเลือกแทปด้านขวาตามนี้คือ HKEY_CLASSES_ROOT\Directory\background\shellex\ContextMenuHandlers

3. จากนั้นให้ทำการลบไฟล์ที่อยู่ใต้ ContextMenuHandlers ที่ไม่สำคัญออก หรือไฟล์อะไรแปลกๆ ออกทีละไฟล์ แล้วลองคลิกขวาที่หน้า Desktop ดู (ห้ามลบ New กับ WorkFolder เด็ดขาด)

4. จากนั้นก็ทำการปิดหน้า Registry Editor ไปก็เป็นอันเสร็จสิ้น (ทีมงานลบทุกอย่างเหลือแค่ New กับ WorkFolder จะเห็นได้ว่าเวลาคลิกขวาจะเหมือนกับลง Windows มาใหม่ๆ)

เป็นอย่างไรกันบ้างกับวิธีแก้ปัญหาอาการคลิกขวาช้าที่น่าหงุดหงิดและสุดแสนจะน่ารำคาญ รวมถึงลบพวกฟังก์ชั่นที่ไม่ต้องการออกจากเมนูคลิกขวาด้วย หวังเพื่อนๆ ทุกคนคงจะทำตามกันได้ ไม่ได้ยากเย็นอะไร แก้ไขปัญหาได้นี้อย่างสบายๆ ส่วนในบทความถัดไปจะมี Windows Tips อะไรเด็ดๆ อีก ก็อย่าลืมฝากติดตามกันด้วยละกันครับ

from:https://notebookspec.com/windows-tips-right-click-slow/425297/

4 ข้อควรรู้ก่อนจอง iPhone X จากติ่ง Apple ซึ่งจะทำให้คุณขัดใจในการใช้งานในช่วงแรก

iPhone X คือมือถือเรือธงตัวล่าสุดจาก Apple ที่สร้างกระแสเป็นวงกว้างไปทั่วโลก สร้างปรากฏการณ์เครื่องขายหมดกันเป็นว่าเล่นจากทุกที่ APPDISQUS เองมีโอกาสได้ใช้และเป็นเจ้าของเครื่อง iPhone X 256GB สี Silver มาสักระยะแล้ว ได้พบความประทับใจมากมายที่คงร่ายยังไงก็ไม่หมด (ในฐานะของแฟนตัวยงของ Apple อย่างอเล็กซ์ นี่ขอประกาศไว้ตัวใหญ่ๆ ตรงนี้ก่อนเลย) แต่ทั้งนี้ iPhone X เองก็มีข้อควรระวังก่อนการซื้อที่ทุกๆ คนควรรู้ และนี่คือสิ่งที่ APPDISQUS อยากบอกก่อนการตัดสินใจสั่งจองกัน


Face ID จะทำให้คุณขัดใจในช่วงแรก (หนักมาก)

Face ID คือฟังก์ชั่นใหม่ที่มีบน iPhone X ที่ว่ากันลึกลงไปถึงระดับฮาร์ดแวร์เลยทีเดียวที่ทำให้ไม่มีใน iPhone ตัวอื่นๆ โดยเจ้า Face ID นี้ทาง Apple เคลมเรื่องความแม่นยำเอาไว้ที่ 1:1000000 ซึ่งมากกว่า Touch ID หรือการสแกนลายนิ้วมือที่มีความแม่นจำ 1:50000 อยู่สูงมาก

iphone-x-animoji

Face ID นั้นจะใช้เทคโนโลยีการสแกน “เบ้าหน้า” ไม่ใช่การสแกนแค่ “หนังหน้า” โดยจะมีการสาดรังสี Infrared ออกไปบนหน้าของคุณประมาณ 30,000 จุดเพื่อทำการแมฟกล้ามเนื้อบนใบหน้าของคุณออกมาเป็นชุดรหัสตัวเลขที่จะไม่สามารถเอากลับไปจำลองกลับเป็นใบหน้าของคุณได้ต่อไป (ทั้งหมดทำบนชิปเซ็ตของ iPhone X อย่าง A11 Bionic โดยมี TrueDept Camera เป็นเครื่องมือหลักในการแมฟ และไม่มีการเก็บไว้ที่อื่นนอกจากบนเครื่องของคุณเอง) แน่นอนว่านี่คือเทคโนโลยีที่ดีมากที่ได้จากเจ้า TrueDept Camera ที่ทำให้พร้อมต่อยอดไปทำงานล้ำอนาคตได้ต่อไป เป็นผลให้เกิดลูกเล่นสนุกๆ มากมายเช่น Animoji (ซึ่งสนุกมาก) การสแกนใบหน้าเพื่อการจ่ายเงิน และที่สำคัญคือฟังก์ชั่นการป้องกันคนสอดรู้ที่เป็นอะไรที่ปังมาก เพราะเจ้า iPhone ของเราจะไม่โชว์ข้อความนอติฟิเคชั่นใดๆ ให้คนอื่นเห็นเด็ดขาดนอกจากคำว่า Notification หากคนที่เอาหน้าสองหน้าจอมือถือไม่ใช่เจ้าของเครื่อง และทันทีที่เจ้าของเครื่องเอาหน้าส่อง เจ้าคำว่า Notification เหล่านั้นก็จะเปลี่ยนรูปเป็นข้อความที่ต้องการแจ้งเตือนนั่นเอง เก๋สุดพลัง

iphone-x-private-notification

แต่ทั้งนี้บนเรื่องดีก็ต้องมีข้อเสียกันบ้าง โดย Face ID นั้นจะสร้างความหงุดหงิดให้เกิดขึ้นระหว่างการใช้งานในช่วงแรกๆ อย่างแน่นอน เพราะเทคโนโลยีนี้ต้องอาศัยการใช้บ่อยๆ เพื่อให้ Siri ค่อยๆ จดจำใบหน้าได้แม่นยำยิ่งขึ้นจึงจะค่อยใช้งานได้แม่นมากยิ่งขึ้น ดังนั้นในช่วงสองสามวันแรกที่คุณใช้งาน Face ID คุณจะพบว่ามีบ่อยครั้งที่คุณต้องส่องหน้ามากกว่า 1 รอบเพื่อการปลดล็อก หรือไม่ก็ต้องใช้การคีย์พาสโค๊ดบ่อยกว่าปกติเพื่อการเข้าใช้งาน iPhone ของคุณนั่นเอง ดังนั้นขอเตือนให้ทำใจกันไว้ก่อนตั้งแต่ต้นนะ

ใส่แว่นกันแดดไหม? เตรียมตัวปวดหัวกับการปลดล็อก iPhone X ของคุณได้เลย

เพราะการที่เจ้า Face ID อาศัยการแมพใบหน้าเราจากการยิง Infrared ออกมานี่เอง ทำให้มันมีปัญหากับแว่นกันแดดบางประเภทที่มีการเคลือบสารป้องกันรังสี Infrared เอาไว้ หนึ่งในนั้นคือเข้า Ray-Ban Aviator ที่อเล็กซ์ใช้งานอยู่ในปัจจุบันซึ่งเมื่อไหร่ก็ตามที่ใส่มันไว้ อเล็กซ์จะไม่สามารถสแกนใบหน้าด้วย Face ID เพื่อการปลดล็อกเครื่องได้เลย

iphone-x-face-id-settings

ปัญหานี้เป็นเรื่องใหญ่มากสำหรับคนมีปัญหาแพ้แสงอย่างผม ท้ายที่สุดทางแก้คือการเข้าไปตั้งค่าใน FaceID เพื่อปิดการตรวจจับความสนใจจากสายตา หรือ “Require Attention For Face ID” ไปเพื่อให้ Face ID ไม่ต้องใช้ดวงตาในการตรวจสอบว่าเรากำลังมองหน้าจออยู่จริงๆ และพร้อมสำหรับการอ่านข้อความหรือใช้งานมือถือหรือไม่ ซึ่งการปิดส่วนนี้ทำให้ Face ID ไม่ต้องตรวจจับดวงตา และอนุญาตให้เราเข้าใช้งาน iPhone X ได้แม้จะใส่แว่นกันแดดที่มีการป้องกันรังสี Infrared

แต่ทางออกของปัญหานี้กลับทำให้มีโอกาสเกิดปัญหาอื่นเพิ่มเติมตามมาได้ นั่นก็คือการแอบปลดล็อก iPhone X เราในขณะที่เราหลับนั่นเอง เพราะในเมื่อเจ้า Face ID ไม่สนใจดวงตาแล้ว ต่อให้คุณกำลังหลับตา มันก็จะสแกนใบหน้าของคุณแล้วปลดล็อกได้อยู่ดีนั่นเอง

นอกจากนี้มันยังทำให้เกิดปัญหาการปลดล็อกทันทีที่เห็นใบหน้าของเราโดยไม่ได้สนใจเลยว่าเราต้องการใช้งาน iPhone X จริงหรือไม่ ซึ่งปัญหานี้เกิดขึ้นได้ไม่บ่อย แต่ก็เห็นมีพลาดอยู่บ้างเหมือนกันทันทีที่ปิดการตรวจจับด้วยตาเมื่อมีการใช้ Face ID

iphone-x-unlocked

อย่างไรก็ตามในต่างประเทศมีรายงานว่าหากคุณฝืนใช้งานต่อไปเรื่อยๆ แบบใส่แว่นกันแดดแล้วกดรหัสปลดล็อกเมื่อไม่สามารถสแกนใบหน้าได้ ไม่กี่วันต่อมาเจ้า iPhone X และ Siri จะเรียนรู้และเข้าใจว่านี่คือหน้าตาของคุณในยามใส่แว่นและจะอนุญาตให้ใช้งาน Face ID ได้แม้จะไม่สามารถสแกนดวงตาของคุณได้ก็ตาม ซึ่งในจุดนี้ตัวผมเองยังไม่สามารถทำได้เพราะปิด Require Attnetion For Face ID ไปตั้งแต่วันแรกที่เจอปัญหาเลยเนื่องจากเป็นคนขับรถตลอดและไม่สามารถที่จะใส่พาสโค๊ดได้ตลอดเวลาเพราะต้องละสายตาจากถนน

*จากการค้นหาอเล็กซ์พบว่าแว่นจำพวกเลนส์ Polarized นั้นจะไม่ค่อยเจอปัญหาดังกล่าวนี้ แต่ทั้งนี้ก็ไม่ใช่ทุกรุ่นที่ไม่เจอ ของอเล็กซ์เองเจอปัญหากับ Ray-Ban Aviator แต่สามารถใช้กับแว่นตากันแดด Playboy ได้

การใช้ Gesture หรือท่าทางการสัมผัสแทนปุ่มเดิมๆ ที่คุ้นเคยทั้งหมด

อย่างหนึ่งที่ต้องยอมรับคือ Apple ได้คิด วิเคราะห์ แยกแยะ การใช้งาน Gesture ต่างๆ เอาไว้อย่างดีมากๆ แล้ว เพราะ Gesture เหล่านั้นสนุก คุ้นมือ และใช้งานได้ง่ายมากเมื่อผ่านการใช้งานไปสักระยะจนเราเริ่มปรับตัวได้ แต่อย่างไรก็ตามก็ต้องยอมรับว่าในช่วงแรกๆ นั้นมันก็จะขัดๆ ใจไม่น้อยเลยทีเดียว เพราะบางกิจกรรมที่เราเคยกดปุ่มโฮมปุ่มเดียวก็ทำให้ มาในครั้งนี้กลับต้องเปลี่ยนเป็นการรูดนิ้วแทนซึ่งมันก็จะรู้สึกขัดๆ ไม่น้อยเลยทีเดียว

iphone-x-gestures

ดังนั้นในช่วงต้น iPhone X จะสร้างความหงุดหงิดใจให้กับคุณมากอย่างไม่ต้องสงสัยจากการตัดปุ่มโฮมที่เป็นเยี่ยงชีวิตของ iPhone รุ่นที่ผ่านๆ มาทิ้งไปแบบนี้ แต่ใครที่ถนัดใช้ปุ่มโฮมบนหน้าจอ หรือ Assistive Touch ก็ไม่ต้องตกใจไป เพราะฟังก์ชั่นนั้นยังสามารถใช้งานได้เหมือนบน iPhone รุ่นอื่นๆ ต่างกันนิดตรงใช้งานได้ดีกว่ามากเพราะมีตัวเลือกให้เล่นและทำได้มากขึ้นเยอะนั่นเอง

UI ใหม่ ดีไซน์อนาคตที่ไม่มีโอกาสได้เห็นเปอร์เซ็นต์แบตเตอร์รี่ในหน้าหลัก

หากคุณเป็นคนติดการเปิดเปอร์เซ็นต์แบตเตอร์รี่ให้แสดงผลบนสเตตัสบาร์ตลอดเวลาบน iPhone รุ่นที่ผ่านๆ มาแล้วล่ะก็ บน iPhone X นั้นเราคงต้องขอแสดงความเสียใจอย่างเป็นทางการด้วย เพราะ Apple ได้ปิดฟังก์ชั่นการใช้งานแสดงผลแบตเตอร์รี่บนสเตตัสบาร์ออกเป็นที่เรียบร้อย ทำให้เราไม่สามารถมีเปอร์เซ็นต์แบตเตอร์รี่ไว้ดูได้ในทุกหน้าเหมือนเดิมอีกต่อไป ซึ่งเหตุผลนั้นก็มาจากเนื้อที่บริเวณสเตตัสบาร์ที่น้อยลงนั่นเอง แต่หาก Apple จะมองหาหนทางการแก้ปัญหาก็คงไม่ยาก เพียงออก UI ในส่วนของการแสดงผลแบตเตอร์รี่ใหม่ก็คงแก้ปัญหาตรงนี้ได้

iphone-x-battery

แต่ ณ ตอนนี้หากคุณต้องการดูเปอร์เซ็นต์คงเหลือแบตเตอร์รี่นั่น คุณจะต้องปัด Control Center ลงมาจาก “หู” ด้านขวาขอ iPhone X ซึ่งจะมีเปอร์เซ็นต์แบตเตอร์รี่แสดงผลอยู่ในส่วนนั้น หรืออีกทางก็คือการถาม Siri ไปเลยว่าตอนนี้แบตเตอร์รี่เหลือเท่าไหร่แล้ว

แต่อย่างหนึ่งที่ถือเป็นเรื่องดีคือแบตเตอร์รี่ของ iPhone X นั้นอึดมากสำหรับการใช้งานวันต่อวัน วันไหนที่ใช้งานโหดๆ หน่อยก็อยู่ได้ถึงช่วงค่ำแบบสบายๆ ส่วนวันไหนใช้งานทั่วไปก็ยาวไปได้เกินเที่ยงคืนหลังจากถอดที่ชาร์จตั้งแต่หกโมงเช้าเลยทีเดียว ซึ่งนี่ถือเป็นเรื่องดีที่จะช่วยลดการระแวงแบตเตอร์รี่ของเราไปได้ไม่น้อยเลย


แม้จะอธิบาย 4 ข้อด้านบนที่สร้างความขัดใจระดับหน้าสั่นไปให้เพื่อนๆ ได้อ่านกันแล้ว แต่ก็ต้องยอมรับว่าสิ่งที่พัฒนาขึ้นบน iPhone X นั้นมันช่างดีงามสุดพลัง ซึ่งในเวลาต่อมา 4 เรื่องที่เคยน่าขัดใจนี้ บางเรื่องก็กลายมาเป็นสิ่งสุดประทับใจเมื่อค่อยๆ เข้าใจเจ้า iPhone X ในมือเรามากขึ้นจากการใช้งานอย่างต่อเนื่องต่อไป และทั้งสามเรื่องนี้ไม่ควรจะทำให้คนที่รอคอย iPhone X ต้องกังวล เพียงแค่อยากให้ทำใจเอาไว้เล็กน้อยเพื่อการรับมือเท่านั้นเอง

อย่างไรก็ตาม แม้อเล็กซ์จะชื่นชอบ iPhone X มากขนาดไหน แต่ก็ต้องยอมรับว่า iPhone 8 Plus ที่ใช้เป็นตัวหลักก่อนหน้าที่จะได้ iPhone X มานั้นก็ยังไม่มีอะไรเสียหายที่ทำให้ไม่น่าใช้เลย ตรงกันข้ามมันกลับเป็น iPhone รุ่นมีปุ่มโฮมที่ดีที่สุดและทำให้ผมหวนคิดถึงได้อยู่เสมอเลยตลอดระยะเวลาที่เปลี่ยนมาเป็น iPhone X นี้ ดังนั้นสำหรับใครที่ไม่ได้ติดใจเรื่องรูปลักษณ์ที่อาจดูโบราณไปแล้ว อเล็กซ์ว่า iPhone 8 Plus ก็คือหนึ่งในตัวเลือกที่ยังคงน่าสนใจมากจริงๆ ในสนนราคาที่ต่ำลงเยอะ

ของแบบนี้ขึ้นอยู่กับเงินในกระเป๋าและความพร้อมและความชอบของคุณเอง ดังนั้นในเมื่อคุณมีสิทธิ์เลือก ก็ขอให้เอาข้อมูลในส่วนนี้มาประกอบการตัดสินใจบ้าง และหวังว่ามันจะมีประโยชน์กับเพื่อนๆ บ้างไม่มากก็น้อยนะครับ แล้วรอติดตามรีวิว iPhone X จาก APPDISQUS กันได้เร็วๆ นี้เลย

from:https://www.appdisqus.com/2017/11/17/iphone-x-4-things-you-need-to-know-before-buy.html

เตือนอีเมลเหมือนมากจาก Apple!

ช่วงนี้ระบาดหนักครับ สำหรับการหันมาเจาะระบบแฮกข้อมูลส่วนตัวจากช่องทางของความผิดพลาดจากตัว User เอง โดยเฉพาะในรูปแบบ Phishing Mail หรืออีเมลหลอกลวงมันเป็นวิธีการที่ได้ผลสูงมาก เพราะสังเกตเห็นได้ยากโดยเฉพาะผู้ที่ไม่รู้ ซึ่งผมจะยกตัวอย่างจาก Phishing Mail ที่มีความเหมือนมากๆ ที่แอบอ้างว่ามาจากทาง Apple ครับ

เริ่มจากเราจะได้รับอีเมลที่มีชื่อผู้ส่งจากบริษัทหรือบริการคุ้นตาคุ้นชื่อ เช่น Google, Apple, Microsoft, Adobe หรืออะไรก็แล้วแต่ที่ทางผู้ประสงค์ร้ายคาดว่าปลายทางหรือเราที่เป็นเหยื่อ จะหลงเชื่อหรือเคยใช้บริการอยู่

มันมักจะมาเป็นการแจ้งเตือน หรือเป็นยอดเรียกเก็บเงินที่ดูสมเหตุสมผลแต่แน่นอน! มันจะเป็นรายการที่เราไม่เคยซื้อมาก่อน ซึ่งหน้าตาอีเมลและคำเตือนจะมีความเหมือนมากในระดับที่หลายท่านหันไปด่าลูกที่บ้านกันได้เลยละครับ ว่าแอบเอาเครื่องพ่อหรือเครื่องแม่ไปซื้อเกมอะไรมาหรือเปล่า แถมยังใช้ชื่อผู้ส่งมาแบบเนียนๆ

และเมื่อเหยื่อเกิดความสงสัย ก็มักจะคลิ๊กลิงก์เข้าไปแก้ปัญหาจากลิงก์ในอีเมลส่งมาให้ เป็นเปิดประตูเข้าไปสู่อันตราย ซึ่งอันตรายจะมากน้อยก็แล้วแต่อุปกรณ์และการเชื่อใจ ใครที่ใส่รหัสผ่านหรือไอดีที่ถูกต้องเอาไว้ก็เรียบร้อยละครับ

วิธีการสังเกตและการป้องกัน

1.เมื่อเราได้ Phishing Mail ในลักษณะนี้มา ให้เราทำการเช็คข้อมูลชื่อผู้ส่งแบบละเอียดก่อนเลยครับโดยการทัชหรือคลิ๊กที่ชื่อผู้ส่ง เพราะในจุดนั้นผู้ประสงค์ร้ายไม่อาจจะปลอมแปลงได้ และใช้ชื่ออีเมลที่ค่อนข้างแปลกปละหลาดมากๆ เพื่อให้ดูเป็นเรื่องของระบบที่เกี่ยวข้อง

ตัวอย่างจากรูปด้านล่าง เราจะเห็นว่าชื่อผู้ส่งหัวจดหมายใช้ชื่อว่า Apple@service.com แต่เมื่อคลิ๊กดูรายละเอียดแล้ว จะเห็นชื่อที่อยู่อีเมลของผู้ส่งเป็นชื่อแปลกๆ แบบด้านล่าง อย่างนี้แอบอ้างแน่นอนครับ

2. อย่าเข้าลิงก์ใดๆ ที่ถูกส่งมาทางอีเมลโดยตรง ให้เราออกจากอีเมลแล้วไปเข้าด้วยลิงก์ที่บริการที่เราเคยบันทึกไว้ในเบราวเซอร์ หรือค้นหาใหม่ด้วยตัวเองเท่านั้นครับ เพราะลิงก์ปลายทางแม้จะหน้าตาเหมือนแค่ไหน ก็มีโอกาสที่จะเป็นลิงก์หลอกลวงได้เสมอครับ

ก็เป็นการเพิ่มความปลอดภัยง่ายๆ ด้วยตัวเองครับ เมลหลอกลวงแบบนี้มีมาได้ในหลายหลากรูปแบบ ซึ่งไม่มีทางที่จะอาศัยการแจ้งเตือนหรือบอกกล่าวกันได้ทันท่วงที ต้องอาศัยประสบการณ์และการสังเกตส่วนบุคคลเป็นพื้่นฐานความปลอดภัยครับ

 

 

from:https://www.appdisqus.com/2017/11/10/phishing-mail-apple.html