คลังเก็บป้ายกำกับ: Tips

local.jpg

หมดกังวล! เผยเคล็ดลับใช้ Google Playstore จาก มือถือ Xiaomi ที่ซื้อจากประเทศจีน

หากพูดถึงแบรนด์Xiaomiในวงการโทรศัพท์มือถือสมาร์ทโฟน สิ่งที่ทุกคนจะคิดตรงกันก็คือสเปกที่แรงกว่ามือถือหลายๆรุ่นในตลาด แต่มีราคาที่ถูกไปจนถึงถูกมาก และมีดีไซน์ที่สวยงาม จนทำให้Xiaomiกลายเป็นโทรศัพท์มือถือยอดนิยมของผู้คนในประเทศจีนอย่างมาก รวมถึงคนไทยบางส่วนด้วย

แม้โทรศัพท์ Xiaomi จะถูกพูดถึงในประเทศไทยมาเป็นระยะเวลาหนึ่งแล้ว แต่จนถึงบัดนี้ยังไม่มีสโตร์ หรือผู้ให้บริการเจ้าใดนำโทรศัพท์มือถือเจ้านี้เข้ามาจำหน่ายอย่างเป็นทางการ อาจจะพบเห็นตามเว็บไซต์ส่วนลดต่างๆที่มีให้บริการมากมายในปัจจุบัน (ดูตัวอย่างเว็บไซต์ที่นี่) แต่ก็เรียกได้ว่าหายากอยู่พอสมควร ทำให้หลายๆคนเลือกที่จะไปซื้อ Xiaomi ที่ประเทศจีนด้วยตัวเอง โดยเฉพาะหลังจาก Xiaomi เปิดสโตร์ของตัวเองตามหัวเมืองใหญ่หลายๆเมืองแล้ว การหาซื้อโทรศัพท์แบรนด์นี้ก็ไม่ใช่เรื่องยากเลย

ทำให้คนไทยหลายคนเมื่อได้มีโอกาสไปยังประเทศจีน หรือมีเพื่อนเดินทางไปประเทศจีน ก็ไม่รอช้าที่จะฝากให้หิ้วกลับมาที่ประเทศไทยซักเครื่องหนึ่ง

แต่ปัญหาดันเกิดขึ้นหลังจากที่ซื้อมา เพราะแบรนด์ Xiaomi ที่ซื้อจากสโตร์ในประเทศจีนนั้นแม้จะเป็นแอนดรอยด์ก็ตาม แต่Romที่ใช้นั้นถูกพัฒนาโดยXiaomiเองในชื่อ MIUI ทำให้สโตร์สำหรับดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่นนั้น โหลดได้เฉพาะแอพพลิเคชั่นจีนเท่านั้น

สาเหตุที่เป็นอย่างนี้ก็เพราะว่ารัฐบาลจีนปิดกั้น Google นั่นเอง ทำให้การดาวน์โหลดซอฟแวร์ต่างๆที่เกี่ยวข้องกับกูเกิลถูกแบนไปโดยปริยาย รวมถึง Google Play Store แหล่งดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่นที่สำคัญของมือถือแอนดรอยด์ด้วย ทำให้หลายคนต้องทนใช้แอพพลิเคชั่นจีนอย่างเดียว แม้จะอยู่ในประเทศไทยแล้วก็ตาม

หากคุณเป็นผู้หนึ่งที่ต้องการดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่นจาก Google Play Store วันนี้เรามีทางออกมาให้แล้ว ด้วยวิธีการดังต่อไปนี้

ขั้นตอนแรกเริ่มต้นด้วยการเข้าไปที่ แอพ Xiaomi Store ที่ใช้โหลดแอพพลิเคชั่นจีนต่างๆของเครื่องXiaomi

จากนั้นให้เข้าไปค้นหาคำว่า Google ในช่องเสิร์ช เมื่อผลลัพธ์ออกมาก็ไม่ต้องตกใจถ้าหากไม่เจอแอพพลิเคชั่นใดๆ โดยเมื่อมาถึงขั้นตอนนี้ จะมีฟังก์ชั่นเพิ่มการค้นหาจากแหล่งอื่นๆ ซึ่งก็คือ Baidu และอีกเจ้านึงสีเขียวๆ ให้เลือกคลิกอย่างใดอย่างหนึ่ง ครั้งนี้ผมเลือกคลิกที่Baidu

หน้าจอจะปรากฎผลการค้นหาแอพที่เกี่ยวข้องกับ Google มาให้ สิ่งที่เราต้องทำก็คือการเลือกลง Google Installer หน้าตาจะเป็นแบบนี้ ไม่ต้องตกใจถ้าหาคำว่า Google Installerไม่เจอ เพราะมันอาจอยู่ในภาษาจีน  สิ่งที่ต้องทำคือหาไอคอนประมาณนี้ให้เจอ

เมื่อดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่นตัวนี้มาแล้ว จะเจอหน้าจอประมาณนี้ ให้ Installทุกอย่างให้ครบครับ เช่น Google Play Services, Google Play Store, Google Services Framework, Google Calendar Sync, Google Contacts Sync

สำหรับคนที่อยู่จีนอาจจะเจอปัญหาลงเสร็จแล้วไม่สามารถติดตั้งได้ ให้เปิดใช้ VPN เพื่อติดตั้งให้เสร็จสมบูรณ์ก่อน และลงทะเบียนเข้าใช้แอคเคาท์ Gmailของตัวเอง จากนั้นก็สามารถโหลดแอพพลิเคชั่นจากPlay Storeใช้ได้ตามปกติครับ

ทั้งนี้ก่อนดาวน์โหลดGoogle Installer โปรดตรวจสอบให้แน่ใจว่าเครื่องของเราไม่ได้ไปโหลดแอพกูเกิลอื่นๆในสโตร์มาก่อนการลงInstaller ถ้าหากเผลอกดลงไปก่อนแล้วให้ลบออกก่อนให้หมด แล้วค่อยลงGoogle Installerครับ ไม่เช่นนั้นการInstallจะไม่สมบูรณ์และไม่สามารถใช้งานได้ครับ

ข้อดีการใช้รอมจีนก็มีมากมายครับ อาทิ การดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่นต่างๆที่น่าสนใจของจีนซึ่งมีอยู่มากมายได้ฟรี โดยเฉพาะบางแอพที่ดาวน์โหลดในPlay Storeต้องเสียเงิน หรือการเพิ่มTheme Wallpaper หรือสตรีมเพลงหรือหนังต่างๆจากจีนได้ฟรี เหมาะมากสำหรับคนที่ชื่นชอบหนังและดนตรีจีน รวมถึงคนที่ต้องการฝึกภาษาจีนด้วย

อย่างไรก็ตามคนที่อยู่ในไทยก็ไม่ต้องน้อยใจไป เพราะXiaomiที่นำมาขายที่ไทยราคาแพงไปกว่าจีนไม่มาก และยิ่งถ้าใช้บริการเว็บคูปองอย่าง Saleduck ราคาที่ได้ก็แทบไม่ต่างจากการบินไปซื้อถึงเมืองจีน แค่เอาโค้ดส่วนลดที่ได้ ไปลดราคจากร้านค้าออนไลน์ที่นำมาขายเท่านั้นเอง ก็จะได้Xiaomiไปครอบครองแบบไม่ต้องง้อเพื่อนแล้ว

from:https://www.appdisqus.com/2017/01/16/google-playstore-for-china-mobile.html

local.jpg

วิธีเปิดโหมด “แว่นขยาย” บน iPhone, iPad เหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหาด้านสายตา

tips magnifier ios 10-featured

สำหรับผู้ที่ใช้ iOS 10 แอปเปิลได้เพิ่มฟีเจอร์สำหรับผู้พิการใหม่อีกหนึ่งอย่าง นั่นก็คือ Magnifier หรือว่าโหมด “แว่นขยาย” ที่เหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหาด้านสายตา หรือคุณลุง คุณป้าที่ไม่ได้พกแว่นติดตัว และจะต้องดู หรืออ่านหนังสือตัวเล็ก ๆ ฟีเจอร์นี้เลยเป็นอีกหนึ่งฟีเจอร์ที่จำเป็น มาดูกันว่าวิธีเปิด

วิธีเปิดโหมดแว่นขยาย

สำหรับการเปิดโหมดแว่นขยาย ให้เข้าไปที่ Settings >> General >> Accessibility >> Magnifier หลังจากนั้นก็เลื่อนแถบให้เป็น ON วิธีเปิดใช้ก็ง่าย ๆ เพียงแค่ “กดปุ่มโฮม 3 ครั้ง” ไม่ว่าจะอยู่ที่หน้า Lock Screen, Home Screen หรือใช้งานแอพอะไรอยู่ก็ตาม

tips magnifier ios 10-1

 

วิธีใช้งานแว่นขยาย

อันดับแรกก็ให้กดปุ่มโฮม 3 ครั้งเสียก่อน ซึ่งหน้าตาโหมดแว่นขยาย ก็จะคล้าย ๆ แอพ Camera ที่อยู่บนไอโฟน ซึ่งความแตกต่างของมันก็จะมีเล็กน้อยนั่นก็คือ ไม่สามารถกดถ่ายได้ เซฟรูปไม่ได้ และที่สำคัญในโหมดแว่นขยายจะซูมได้มากกว่าถึง 2 เท่า ยิ่งไปกว่านั้นยังมีการปรับแต่งให้ง่ายต่อการมองเห็นอีกด้วย มีดูกันว่ามีอะไรบ้าง

tips magnifier ios 10-2

อันดับแรกเลยที่เป็นรูปสายฟ้า นั่นก็คือ เปิดแฟลชค้างไว้ สำหรับต้องดูหรือใช้ในที่แสงน้อย ซึ่งสามารถเปิดค้างไว้ขณะส่องได้เลย ต่อมาเป็นปุ่มรูปแม่กุญแจ ก็การล็อกระยะโฟกัสนั่นเอง ปุ่มนี้เราสามารถแตะที่หน้าจอเหมือนตอนเราถ่ายรูปก็ได้

ถัดมาเป็นปุ่มสีขาวตรงกลาง ที่เหมือนปุ่มชัตเตอร์ในแอพกล้องถ่ายรูป ซึ่งในโหมดแว่นขยายนี้ จะเป็นการ Freeze ภาพที่เรากำลังส่องอยู่ ให้อยู่นิ่ง ๆ แทน

tips magnifier ios 10-3

และปุ่มขวาสุด ที่เป็นวงกลม 3 วง เป็นปุ่มที่ไว้ปรับความสว่าง, Contrast ของภาพ รวมไปถึงการเปลี่ยนสีของภาพสำหรับผู้ที่ตามบอดสี ซึ่งปุ่มด้านซ้าย เป็นปุ่มไว้สลับสี เช่น แดง/ดำ เป็น ดำ/แดง เป็นต้น ซึ่งสีทั้งหมด มีดังนี้

  • ปกติ  <-> Inverted
  • ฟ้า/ขาว <-> ขาว/ฟ้า
  • ฟ้า/เหลือง  <-> เหลือง/ฟ้า
  • ขาว/ดำ  <-> ดำ/ขาว
  • ดำ/เหลือง <-> เหลือง/ดำ
  • ดำ/แดง <-> แดง/ดำ

จะเห็นว่าฟีเจอร์สำหรับผู้พิการและผู้ที่มีปัญหาต่าง ๆ จะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ทำให้เราเห็นว่าแอปเปิลใส่ใจกับคนกลุ่มนี้อย่างมากจริง ๆ

 

เรียบเรียงโดย
ทีมงาน MacThai

from:https://www.macthai.com/2017/01/13/how-to-open-magnifier-mode/

local.jpg

เผยวิธีซ่อมหน้าจอแตกร้าว Samsung S7 edge ให้กลับมาเหมือนใหม่เค้าทำกันยังไง??

เมื่อเราเผลอทำสมาร์ทโฟนลูกรักตกพื้น  สิ่งแรกที่คิดคือภาวนาอย่าให้มันต้องปรากฏรอยร้าวให้ต้องปวดใจ  ต่อให้ระวังแค่ไหนอุบัติเหตุก็คืออุบัติเหตุ  ยิ่งขอบโค้งที่กำลังมาแรงในช่วงนี้หากหล่นได้มุมเหมาะๆ องศาดีๆ มีน้ำตาร่วงตามรอยร้าวของหน้าจอไปตามๆ กัน  สุดท้ายเมื่อเราทนเห็นสภาพหน้าจอยับไม่ไหวก็ต้องอัญเชิญเข้าศูนย์กันไป

 

แต่เราอยากรู้มั้ยว่าหลังจากส่งลูกรักเข้าศูนย์ไปแล้ว  ช่างจะทำจัดการชำแหละลูกรักของเรายังไงบ้าง  Appdisqus ได้ไปเจอคลิปที่ทางช่อง REWA Technology ได้นำเสนอวิธีการซ่อมหน้าจอ  ตั้งแต่รับเครื่องมาทดสอบหาความเสียหายว่ามีมากน้อยแค่ไหน  ไปจนถึงขั้นตอนสุดท้ายก่อนส่งมอบเครื่องกันเลยทีเดียว

เห็นแบบนี้แล้วหลายขั้นตอนกันเลยทีเดียว  หลายๆ คนก็ยังทนใช้หน้าจอร้าวๆ กันอยู่ ด้วยเหตุผลว่าของมันต้องใช้  พอเข้าศูนย์ก็นานเลยกว่าจะได้  พอเห็นขั้นตอนแบบนี้บอกเลยว่า..กดว้าว!! ได้แบบหน้าไม่ต้องร้าวกันเลย

from:https://www.appdisqus.com/2017/01/09/samsung-s7-edge-broken-screen-glass-repair-refurbish.html

local.jpg

ทำอย่างไร? ถ้าจอทีวีหรือจอติดรถยนต์มีแค่ HDMI แต่อยากจะเชื่อมต่อแบบไร้สายกับหน้าจอมือถือของเรา

สมัยนี้อุปกรณ์ทีวีหรือจอแสดงผลนอกจากต้องมีความฉลาดในการใช้งานแล้ว ต้องฉลาดในการเชื่อมต่อด้วยครับถึงจะน่าพอใจ ต้องรองรับการเชื่อมต่อสารพัดซึ่งแค่ลำพังมีพอร์ตเสียบ HDMI มาให้มันอาจจะไม่พอ ทีวีสมัยยุคปี 2000 กับจอแสดงผลในรถยนต์ปัจจุปันหลายรุ่นยังทำได้เพียงเท่านั้น “รอการเสียบสาย” ซึ่งสมาร์ทโฟนสมัยใหม่มันแทบไม่มีแล้วครับสำหรับเรื่อง “สาย” เพราะมันเป็นเทคโนโลยีไร้สายกันมานานมากแล้ว

แต่ก็ไม่ยากถ้าเราอยากจะอัพเกรดในเรื่องการเชื่อมต่อหน้าจอทีวีหรือจอเครื่องเสียงรถยนต์ที่มีพอร์ต HDMI ให้มีความสามารถในการเชื่อมต่อการแสดงผลจากสมาร์ทโฟนของเราแบบไร้สาย อาศัยอุปกรณ์ที่เดี๋ยวนี้หาซื้อกันง่ายในราคาไม่กี่บาทก็สามารถทำได้แล้วครับ อุปกรณ์เหล่านั้นเราเรียกกันว่า “WiFi Display” หรืออุปกรณ์รับสัญญาณภาพผ่าน Wi-FI นั้นเองครับ มีขายกันตั้งแต่ราคาไม่กี่ร้อยบาทไปจนถึงราคาหลักพัน แล้วแต่รูปทรง ยี่ห้อ และคุณภาพ แต่สำหรับผมแนะนำว่าให้ดูที่รูปทรงเป็นหลัก เพราะอื่นๆ ไม่ค่อยต่างกันมากในเรื่องการใช้งานครับ

โดยพื้นฐานเจ้าอุปกรณ์พวกนี้สามารถรองรับกับสมาร์ทโฟนในระบบ Android ได้เกือบทั้งหมดในตลาดอยู่แล้วครับ การทำงานของมันจะเป็นการรับภาพจากเครื่องสมาร์ทโฟนแอนดรอยด์ ด้วยเทคโนโลยี Miracast, DLNA, WiFiDisplay ซึ่งแล้วแต่ว่าแอพพลิเคชั่นหรือสมาร์ทโฟนแอนดรอยด์เครื่องที่เราต้องการนำมาเชื่อมต่อนั้นอาศัยตัวใด โดยส่วนใหญ่จะมีเป็นแอพมาให้แล้วในเครื่องครับ และต่อให้ไม่มี เราก็สามารถติดตั้งแอพพลิเคชั่นที่ใช้งานได้มาติดตั้งจากใน Play Store ได้เช่นกัน ฉะนั้นไม่ต้องห่วงว่าสมาร์ทโฟนแอนดรอยด์ที่เราใช้งานกันอยู่จะเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ WiFi Display ไม่ได้ครับ ขอให้เป็นระบบ Android 4.XX ขึ้นไป น่าจะได้หมดไม่มีปัญหา

นำอุปกรณ์ WiFi Display ที่เราจัดหามาไปเสียบกับจอทีวีหรือจอเครื่องเสียงรถยนต์ผ่านพอร์ต HDMI ต่อแหล่งจ่ายไฟเข้าตัว WiFi Display ตามคู่มือแนะนำ ซึ่งหน้าตาตัวอุปกรณ์และสายเชื่อมต่อต่างๆ ก็แล้วแต่ยี่ห้อที่เราเลือกซื้อมาครับ ราคาถูกมากก็มักจะหน้าตาดูถูกตามราคาของมันนั้นแหละ ^^ หาของหน้าตาถูกใจยี่ห้อใดแบบไหน อันนี้เลือกตามความชอบส่วนตัวกันได้เลย หาซื้อกันง่ายๆ ก็ตามหน้าเว็บไซด์ขายของออนไลน์นั้นแหละครับง่ายสุดแล้ว

 

หลังจากเสียบตัว WiFi Display กับต่อไฟเรียบร้อย ก็เข้าสู่ขั้นการเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนของเรา เปิดแอพพลิเคชั่นหรือการทำงานของเครื่องเราที่เกี่ยวกับ WiFi Display เช่นถ้าเป็นของสมาร์ฺทโฟน Samsung ก็จะใช้ชื่อฟังก์ชั่นว่า Smart View หรือบางยี่ห้อก็จะใช้คำว่า Air View, Wi-FI Display, Play to หรืออะไรก็แล้วแต่ครับ

แต่จะเป็นการเปิดการค้นหาหน้าจอระยะไกลแบบไร้สาย เมื่อตัว WiFi Display ปรากฏเป็นรายชื่อให้เห็นแล้ว ก็กดเลือกเพื่อเชื่อมต่อ แค่นั้นเองครับเป็นการเสร็จสิ้น

หน้าจอสมาร์ทโฟนของเราก็จะไปปรากฏบนหน้าจอทีวีหรือเครื่องเสียงรถยนต์ได้แล้ว ทีนี้ต้องการจะนำไปใช้ประโยชน์ในด้านไหนก็แล้วแต่เราเลยครับ เปิดแผนที่นำทาง เปิดคลิปวีดีโอ หรือเปิดอะไรก็ตามแต่ที่เราต้องการให้มันไปปรากฏการแสดงผลบนจอทีวีที่ใหญ่กว่า ก็สามารถใช้ได้ตามสบาย เป็นวิธีการอัพเกรดการใช้งานกับจอเทคโนโลยีเก่าได้แบบง่ายๆ ในการเชื่อมต่อภาพแบบไร้สายกับสมาร์ทโฟนของเราครับ ในราคาแค่ไม่กี่ร้อยบาทเท่านั้น

สำหรับอุปกรณ์สมาร์ทโฟนในระบบอื่นๆ เช่น Windows Phone และ iOS ก็อาจจะหาอุปกรณ์มาใช้งานในลักษณะนี้ได้เช่นกันครับ แต่มันมีความเฉพาะมากกว่า ไม่มีหลากหลายเท่ากับอุปกรณ์ที่จะมาใช้กับระบบ Android  ต้องสอบถามให้ดี ทดสอบลองใช้ก่อนจะดีที่สุดถ้าเป็นไปได้ครับ เพราะบางอุปกรณ์แม้จะบอกว่าเคยใช้ได้กับ iOS แต่ปัจจุปันใช้งานไม่ได้แล้วก็มากมายครับ

from:https://www.appdisqus.com/2017/01/08/how-to-wifi-display-android.html

local.jpg

Google Chrome Reader Mode จัดเรียงหน้าเว็บให้เป็นเหมือนหน้าหนังสือ อ่านสะดวกสบายตายิ่งขึ้น

Google Chrome Reader Mode ฟีเจอร์ดีๆ สำหรับคนชอบท่องเวบไซต์แล้วเข้าไปอ่านบทความต่างๆ ซึ่ง Google Chrome (for Android) สามารถปรับหน้าเว็บไซต์/บล็อกที่เข้าไปอ่าน ให้เหมือนหน้าหนังสือและเหมาะสมกับการอ่านมากขึ้น ทำให้เราสามารถอ่านข้อความ, รูปภาพ, ลิงค์ ในส่วนหลักๆของหน้าเว็บได้สบาย โดยไม่มีส่วนประกอบอื่นๆ ของเว็บมารบกวน และช่วยในการปรับขนาดตัวอักษรให้เหมาะสมขึ้นอีกด้วย

ฟังก์ชั่นนี้ของ Google Chrome จะเน้นไปที่การช่วยให้การอ่านบทความภายในหน้าเว็บ ที่เป็นบล็อกหรือบทความยาวๆ ในหน้าจอเล็กๆ ของโทรศัพท์/แท็บเล็ตได้สะดวกขึ้น โดยการจัดเรียงตัวอักษรภายในหน้าเวบใหม่ เป็นการจัดขนาดฟอนต์/ตัวอักษร ให้เข้ากับหน้าจอพอดี แต่ก็ยังคงเลย์เอาท์หลักๆ ของบทความเอาไว้ เช่น ตัวหนา/บาง/ขีดเส้นใต้ ลิงค์ รูปภาพ ส่วนรูปภาพก็จะปรับให้ขนาดพอดีกับหน้าจอ และมีการตัดส่วนประกอบของเว็บที่ไม่เกี่ยวกับการอ่านออกไป เช่น Toolbar, โฆษณา ที่มีอยู่ในเว็บ เป็นต้น ทำให้ผู้อ่านสามารถอ่านข้อมูลในเว็บได้สะดวกมากขึ้น ไม่มีส่วนกวนใจ

ส่วนวิธีการเปิด Reader Mode ใน Google Chrome (Android) นั้น ก็ง่ายมากครับ เหมือนกับเราไปตั้งค่าเลย เพียงแต่ต้องไปตั้งใน Experimental features เท่านั้นเอง เราสามารถเข้าไปตั้งได้โดยการเข้าในช่อง Address bar (แถบใส่ URL เว็บ) แล้วใส่ว่า chrome://flags/#reader-mode-heuristics หรือถ้าใครอ่านบทความนี้ใน Chrome อยู่แล้ว สามารถกด ลิงค์นี้ ได้เลย หลังจากนั้น จะขึ้นหน้าจอประมาณนี้ครับ :

ซึ่งนั่นจะโฟกัสหน้าเว็บไปที่การตั้งค่าส่วน Reader Mode อยู่แล้ว เมื่อจะเปลี่ยนค่าก็เลือกตัวเลือกที่ต้องการได้เลย ดังนี้

  • With article structured markup : เปิดสำหรับหน้าเวบที่มีโครงสร้างของบทความ
  • Appears to be an article : เปิดสำหรับหน้าเวบที่ดูเหมือนจะเป็นบทความ
  • Always : เปิดตลอดสำหรับทุกหน้าเวบ

ผมแนะนำว่าเลือก Always ไปเลยน่าจะดีกว่า เพราะโหมดนี้จะไม่ได้เปิดเองโดยอัตโนมัติ จะมีแถบด้านล่างขึ้นมาให้เลือกว่าจะเปิด Reader Mode สำหรับเว็บมั้ย และเราสามารถปิดได้เอง   เมื่อตั้งค่าเสร็จเรียบร้อยแล้ว Google Chrome ก็จะเตือนให้เราเปิด Chrome ใหม่ (Relaunch) เมื่อเรากด ก็จะปิด-เปิดใหม่

หลังจากนั้นเราก็สามารถที่จะใช้ Reader Mode สำหรับเว็บที่เข้าไปอ่าน เช่น Droidsans ได้แล้วครับ เมื่อเข้าเว็บ (ตัวอย่าง : https://droidsans.com/about) เราก็จะเห็นแถบข้างล่างขึ้นมาว่า Make page mobile friendly เมื่อลากแถบนั้นขึ้นมา หน้าเว็บก็จะเป็นแบบ Reader Mode เรียบร้อยแล้วครับ

นอกจากนั้น ไม่ใช่แค่เพียง Google Chrome น่ะครับที่ทำได้ ทาง Safari ก็มี Reader View ด้วยเช่นกัน

from:http://droidsans.com/how-to-enable-chrome-reader-mode-change-web-layout-to-book-layout

วิธี Capture หน้าจอแบบหน้าต่างบน macOS ไม่ให้มีเงาด้านหลัง

how-to-take-a-screenshot-without-shadow-on-macos

หลาย ๆ คนเวลาทำการ Capture หน้าต่างบน macOS นั้นจะมีเงาด้านหลังทุกครั้ง ซึ่งบางที่เราจะนำไปบางบน Presentation และไม่ต้องการให้มีเงาขึ้นมา เพราะมันไม่สวยหรืออะไรก็ตามแต่ วันนี้ทีมงาน MacThai จะมานำเสนอวิธีแคปเจอร์หน้าต่างบน macOS ไม่ให้มีเงากัน

สำหรับใครที่แคปเจอร์หน้าจอไม่เป็นสามารถกลับไปอ่านหน้าบทความ …….. ก่อนหน้าได้เลย แต่ถ้าใครขี้เกียจเข้าไปอ่านก็จะบอกสั้น ๆ ว่าวิธีการแคปเจอร์หน้าจอเฉพาะหน้าต่างที่เราต้องการ โดยกดปุ่ม command ⌘, shift ⇧, 4 และกดปุ่ม Space Bar จากนั้นคลิกเลือกหน้าต่างที่ต้องการ

 

วิธีแคปเจอร์หน้าจอแบบไม่มีเงาหลังหน้าต่าง

  1. เปิดแอพ Terminal ขึ้นมา
  2. หลังจากนั้นก็อปปี้โค้ดด้านล่างลงไปบนแอพ Terminal จากนั้นกด Enter เป็นอันเสร็จ
defaults write com.apple.screencapture disable-shadow -bool TRUE; killall SystemUIServer

เมื่อเสร็จเรียบร้อยรูปที่เราทำการแคปเจอร์หน้าจอกก็จะเป็นแบบนี้

how-to-take-a-screenshot-without-shadow-on-macos-2

 

วิธีแคปเจอร์หน้าจอแบบมีเงาหลังหน้าต่างเหมือนเดิม

  1. เปิดแอพ Terminal ขึ้นมาเหมือนเดิม
  2. หลังจากนั้นก็อปปี้โค้ดด้านล่างลงไปบนแอพ Terminal จากนั้นกด Enter เป็นอันเสร็จ
defaults write com.apple.screencapture disable-shadow -bool FALSE; killall SystemUIServer

เมื่อเสร็จเรียบร้อยรูปที่เราทำการแคปเจอร์หน้าจอก็จะกลับมามีเงาเหมือนเดิม

how-to-take-a-screenshot-without-shadow-on-macos-1

เรียบเรียงโดย
ทีมงาน MacThai

from:https://www.macthai.com/2017/01/05/how-to-take-a-screenshot-without-shadow-on-macos/

local.jpg

วิธีส่งภาพหน้าจอ (Screencast) จากอุปกรณ์ Android ไปแสดงบนคอมพิวเตอร์ Windows 10 ผ่านแอพ Connect

มีแอปใหม่ใน Windows 10 ที่ชื่อว่า Connect ซึ่งมาพร้อมกับ Windows 10 RS1 (Build 1607) อยู่แล้ว แอพนี้สามารถทำให้เราสามารถบรอดแคสท์ผ่านระบบ Miracast™ หรือให้คอมพิวเตอร์สามารถรับภาพที่แชร์จากอุปกรณ์อื่นๆ ได้ และตอนนี้ Android หลายๆเครื่อง ก็สามารถใช้งานฟังก์ชั่นนี้ได้ ด้วย นั่นก็คือ สามารถแชร์สกรีน (screencast) หรือเอาภาพหน้าจอมือถือไปขึ้นบน Connect ได้ ซึ่งบอกตรงๆ ไม่ยากเลย

 

ในการ Screencast นั้น Android หลายๆ เครื่อง (ไม่ถึงกับส่วนใหญ่ แต่ก็มีเยอะมากในท้องตลาด) ทั้ง Samsung, Asus, Huewei, ฯลฯ สามารถทำได้แล้ว ซึ่งการเชื่อมต่อ Miracast™ นั้น จะใช้ลักษณะเป็นการเชื่อมแบบ WiFi Direct พูดง่ายๆ คือ สามารถเชื่อมต่อกันโดยไม่ต้องเชื่อมต่อสัญญาณ WiFi ก็ได้ แค่เปิด Connect ในคอม และเปิดการ Screencast ในโทรศัพท์ก็เชื่อมได้เลยครับ

 

การเปิด Connect ใน Windows 10

เราสามารถค้นหาแอป Connect เพียงแค่กด Windows + S หรือกดช่อง Search / Cortana แล้วพิมพ์ว่า Connect ก็จะเจอแล้วละครับ หลังจากนั้นก็จะขึ้นหน้าจอว่า Ready to you for connect wirelessly แสดงว่าใช้งานได้

 

การเปิด Screencast ใน Android

แต่ละรุ่นอาจมีชื่อเรียกต่างกัน และวิธีการเชื่อมต่อต่างกัน ดังนี้

Samsung

ถ้าหากว่าเป็นเครื่องที่รองรับ ฟังก์ชั่นใน Quick Settings (ในแถบที่ลากขอบจอด้านบนลงมา) จะต้องมีฟังก์ชั่น Screen Mirroring หรือ Smart View โดยทั้งสองคำนี้ สามารถใช้ได้เหมือนกันทั้งคู่ ลักษณะจะประมาณนี้ครับ :

Asus

ฟังก์ชั่นใน Quick Settings จะใช้คำว่า PlayTo เมื่อกดแล้วจะให้เลือกอุปกรณ์คล้ายๆกับของ Samsung ครับ ส่วนรุ่นอื่นๆ ก็ต้องหาคำที่ใกล้เคียง/มีความหมายในการ Screencast หรือจะใช้แอปเชื่อมก็ได้ครับ

 

วิธีการเชื่อมต่อ

หลังจากที่เราเจออุปกรณ์ Screencast ให้เลือกใน Android เราก็เลือกเป็นอุปกรณ์ที่เป็นชื่อของคอมพิวเตอร์เรา แล้วก็กดเชื่อมต่อ (ถ้ามีให้เลือก ต้องเลือกโหมด Mirror Screen) หลังจากที่กดเชื่อมแล้ว คอมพิวเตอร์จะขึ้นว่ากำลังเชื่อมต่อ โดยชื่อที่ขึ้นนั้น จะเป็นชื่อของ WiFi Direct เครื่องเรา (หรืออาจเป็นรุ่นโทรศัพท์)

 

และหลังจากนั้นสักพักหนึ่ง ก็จะขึ้นเป็นหน้าจอโทรศัพท์เรา นั่นคือเชื่อมต่อเรียบร้อยแล้ว ก็เตรียม Screencast ได้เลยครับ

เราสามารถที่จะกด Full screen ก็จะได้หน้าจอโทรศัพท์เต็มหน้าจอคอม ซึ่งเราสามารถใช้จอโทรศัพท์พรีเซนต์งานหรือนำเสนอผ่าน Projector ได้เลย

 

ไม่ใช่แค่เพียงอุปกรณ์ Android เท่านั้นน๊ะครับ ที่จะสามารถสกรีนแคสได้ คอมพิวเตอร์/โน๊ตบุ๊คที่รองรับ ก็สามารถใช้งานได้ด้วย และก็ไม่จำเป็นจะต้องสกรีนแคสไปบนคอมอย่างเดียวด้วย เราสามารถใช้วิธีนี้ขึ้น Chromecast หรือโทรทัศน์ที่รองรับ Miracast ได้ด้วย

from:http://droidsans.com/how-to-screencast-android-to-pc-with-windows-10