คลังเก็บป้ายกำกับ: TWITTER

Twitter และ Facebook ของ Game of Thrones และ HBO ถูกแฮ็ค

คดีแฮ็ค HBO และ Game of Thrones ยังไม่จบสิ้น หลังจากที่กลุ่มแฮ็คเกอร์ได้ขโมยข้อมูลออกไปกว่า 1.5 TB เมื่อเกือบสองสัปดาห์ที่ผ่านมา และได้เรียกค่าไถ่แลกเป็นจำนวนเงินสูงถึง $6,000,000 แลกกับการหยุดเผยข้อมูล ล่าสุดพบชื่อบัญชี Twitter และ Facebook อย่างเป็นทางการของทั้ง HBO และ Game of Thrones ถูกแฮ็คเป็นที่เรียบร้อย

เหตุการณ์แฮ็คครั้งนี้เกิดขึ้นเมื่อช่วงคืนวันพุธที่ผ่านมา (ตามเวลาท้องถิ่น) โดยกลุ่มแฮ็คเกอร์จากซาอุดิอาระเบียซึ่งเรียกตัวเองว่า OurMine ได้ออกมาประกาศความรับผิดชอบบนโลกออนไลน์ว่า เป็นผู้อยู่เบื้องหลังการแฮ็ค Twitter และ Facebook ของ HBO แล้วโพสต์ข้อความว่า

“Hi, OurMine are here, we are just testing your security, HBO team, please contact us to upgrade the security,” ตามด้วยลิงค์ช่องทางติดต่อของกลุ่มแฮ็คเกอร์

ซึ่งถัดจากข้อความนี้เป็นข้อความที่แฮ็คเกอร์โพสต์ระบุว่า ให้ผู้ที่ติดตาม Twitter ใส่ Hashtag ว่า #HBOhacked เพื่อให้ทุกคนทราบว่าบัญชีของ HBO ถูกแฮ็ค

OurMine เป็นกลุ่มแฮ็คเกอร์ที่เคยแฮ็คบัญชี Social Media ของ CEO บริษัทดังๆ หลายบริษัท ไม่ว่าจะเป็น Twitter CEO Jack Dorsey, Facebook CEO Mark Zuckerberg, Google CEO Sundar Pichai และ Oculus CEO Brendan Iribe ซึ่งส่วนใหญ่แฮ็คเกอร์สามารถแฮ็คชื่อบัญชีได้จาก Credentials ที่หลุดออกมาสู่สาธารณะจากการแฮ็คในอดีต อย่างไรก็ เหมือนกับว่าแฮ็คเกอร์กลุ่มนี้เพียงต้องการแสดงให้เห็นว่าสามารถแฮ็คบัญชีของคนดังได้เท่านั้น ไม่ได้ทำอันตรายต่อบัญชีหรือข้อความความลับภายในแต่อย่างใด

ล่าสุด HBO ได้จัดการลบข้อความทวีตที่ไม่เหมาะสมทิ้งไปแล้วเป็นที่เรียบร้อย

ที่มา: https://amp.thehackernews.com/thn/2017/08/game-of-thrones-hbo-hack.html

from:https://www.techtalkthai.com/hbo-and-game-of-thrones-facebook-twitter-hacked/

Advertisements

Apple, Twitter, Cloudflare, Facebook ร่วมประณาม แบนคอนเทนต์ขวาจัดต่อเนื่อง

ดีเบตแบนคอนเทนต์ขวาจัดยังไม่จบ หลังจากเว็บ Daily Stormer ที่ถูกเรียกว่าเป็นของกลุ่มนาซีใหม่ (neo-Nazi) ถูกปิดโดย GoDaddy ขณะที่ Discord ก็ปิดเซิร์ฟเวอร์แอคเคาท์ของ alright.com ตามด้วย Crowdfunding ที่ทยอยต้านเว็บขวาจัด

ประเด็นความรุนแรงที่เกิดขึ้นนี้ทำให้มีการหยิบยกเรื่องความเป็นกลางในการบริการคอนเทนต์ออนไลน์ และหลักการเรื่อง free speech เนื่องจากยังไม่มีกฎหมายกลาง (federal law) ที่จะบังคับใช้กับบริษัทเอกชนที่ปฏิเสธในการให้บริการแก่ผู้คนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งโดยเฉพาะ แม้อาจมีกฎหมายในบางรัฐที่ห้ามไม่ให้มีการเลือกปฏิบัติต่อผู้ที่มีแนวคิดฝักใฝ่ทางการเมืองใดๆ ก็ตาม

ทั้งนี้ กรณีเหตุปะทะที่ชาร์ล็อตต์วิลล์ระหว่างกลุ่มนิยมคนขาวแบบสุดโต่งกับกลุ่มผู้ต้านการเหยียดผิว ผู้ที่สนับสนุนให้มีการบริการคอนเทนต์อย่างเป็นกลางเช่น EFF (Electronic Frontier Foundation) ก็เห็นว่า GoDaddy มีสิทธิที่จะไม่ให้บริการโดเมนแก่เว็บใดๆ ก็ย่อมได้

ขณะที่ Malkia Cyril ผู้อำนวยการ Center for Media Justice ก็เห็นว่าการตัดความช่วยเหลือที่มีต่อกลุ่ม white supremacy ไม่ใช่การเซ็นเซอร์ แต่เป็นการจัดการกระทำในแง่บวกด้วยซ้ำต่อการก่อการร้ายภายในประเทศ เพราะเป็นการก่อความรุนแรงที่ทำให้มีคนตาย ไม่ใช่เรื่อง speech

ล่าสุด Apple หยุดให้บริการ Apple Pay กับเว็บไซต์ที่เกี่ยวข้องกับการให้ความสนับสนุนแก่กลุ่มที่สร้างความเกลียดชังและกลุ่ม white nationalists ไปแล้วเรียบร้อย ไม่ว่าจะเป็นเว็บไซต์ที่ขายสเวตเตอร์ที่มีโลโก้ Nazi หรือเสื้อที่ประทับตราว่า White Pride ไปจนถึงสติ๊กเกอร์ที่ติดท้ายรถและมีรูปรถพุ่งชนฝูงชนที่ชาร์ล็อตต์วิลล์

แม้จะยังไม่มีแถลงการณ์ใดๆ จาก Apple แต่ซีอีโอ Tim Cook ก็ไทวีตถึงจุดยืนต่อสถานการณ์ดังกล่าว และในแพลตฟอร์มของ Apple Pay on the Web ก็อ้างถึงนโยบายหรือแนวทางการใช้งานที่ยอมรับได้ ซึ่งเนื้อหาที่เป็นข้อห้ามได้ระบุว่าเว็บไซต์ที่มีคุณสมบัติสนับสนุนให้เกิดความเกลียดชัง การก่อความรุนแรง หรือการไม่ยอมรับต่อความแตกต่างทางสีผิว ชาติพันธุ์ เพศ เชื้อชาติ สัญชาติ ศาสนา ฯลฯ ก็จะไม่ได้รับการบริการจาก Apple Pay ด้วย

ด้าน Twitter เองก็ลงมาร่วมสนับสนุนการแบนครั้งนี้ด้วยการระงับการใช้งานแอคเคาท์ของ Daily Stormer แม้จะไม่มีแถลงการณ์หรือแสดงความคิดเห็นใดๆ ต่อกรณีดังกล่าวแต่ก็ได้ แต่ทวิตเตอร์ก็มีกฎในการใช้งานเช่นกัน ซึ่งพูดถึงการไม่สนับสนุนความรุนแรงหรือคุกคามผู้อื่นหรือล่วงละเมิดผู้อื่น เป็นต้น

ขณะที่ Cloudflare ผู้ให้บริการ CDN รายใหญ่ก็เปิดเผยว่าต้องสิ้นสุดการให้บริการแก่แอคเคาท์ของ Daily Stormer ด้วยเช่นกัน เพราะการให้บริการของเขาทำให้ทีมผู้อยู่เบื้องหลังของเว็บไซต์นี้นำไปอ้างอิงว่า Cloudflare เป็นผู้สนับสนุนอุดมการณ์ของกลุ่มนี้อย่างลับๆ และทางองค์กรพยายามถกเถียงเรื่องนี้มานานนับปีแล้วถึงนโยบายการเซ็นเซอร์ ซึ่งก่อนหน้านี้องค์กรยึดหลักการให้บริการอย่างเป็นกลางแต่เนื่องจากมีการนำไปอ้างอิงว่าเป็นผู้สนับสนุนจึงต้องยุติการให้บริการนี้

ส่วน Facebook หลังจากที่มีการปิดเพจการรวมกลุ่มของฝ่ายขวาจัดหลายเพจแล้ว Mark Zuckerberg ก็ออกมาชี้แจงผ่านแอคเคาท์ตัวเองเช่นกันว่าไม่ได้สนับสนุนแนวทางการสร้างความเกลียดชังหรือผู้ที่มีมุมมองสุดโต่ง และเห็นว่าผู้คนต้องแสดงความรับผิดชอบในสิ่งที่พวกเขาสามารถทำได้ และยืนยันว่า Facebook เป็นพื้นที่ที่รวมผู้คนที่มีมุมมอง ความคิดที่แตกต่างกัน

เขาย้ำว่าไม่ควรมีพื้นที่ใดในสังคมที่เป็นพื้นที่สำหรับการสร้างความเกลียดชัง เขาระบุว่าผู้คนพูดถึงความเกลียดชังนี้มาจากไหนและรู้สึกแปลใจที่ยังมีการพูดถึงเรื่อง neo-Nazis และ white supremacy อยู่ เขาเห็นว่าเหยื่อของการสร้างความเกลียดชังนั้นมีอยู่ทั่วโลกและเห็นว่าทุกคนนั้นมีความหลากหลาย การทำให้ผู้คนใกล้ชิดกันมากขึ้น จะทำให้สังคมเจริญก้าวหน้าได้มากขึ้น

ขณะที่ Spotify ก็ร่วมแบนเนื้อหาเพลงที่สื่อความหมายขวาจัดและสร้างความเกลียดชังเช่นกัน

No Description
Tim Cook: Apple CEO, Jack Dorsey: Twitter CEO, Matthew Prince: Cloudflare CEO, Mark Zuckerberg: Facebook CEO

ที่มา – The Verge, 9TO5Mac, Recode, Cloudflare

from:https://www.blognone.com/node/94808

คนยังโหยหาบารัค โอบามา แค่ทวีตต้านเหยียดผิวอันเดียว ทำลายสถิติ 3 ล้านไลค์

หลังจากเหตุการณ์ปะทะกันที่เมืองชาร์ล็อตต์วิลล์ ที่ทำ CEO 3 รายลาออกจากการเป็นคณะที่ปรึกษาให้ทรัมป์ตามด้วยการเดินหน้าแบนเว็บขวาจัดเต็มที่ขององค์กรไอที ล่าสุด แม้ประธานาธิบดีทรัมป์จะไม่ได้มีท่าทีประณามใดๆ ต่อเหตุการณ์ดังกล่าว แต่อดีตผู้นำสหรัฐฯ บารัค โอบามาออกมาแล้ว

เขาทวีตข้อความถึงกรณีการปะทะกันที่ชาร์ล็อตต์วิลล์ว่า

ไม่มีใครเกิดมาเพื่อเกลียดชังคนใดคนหนึ่งเพียงเพราะเขามีสีผิว ภูมิหลัง หรือความเชื่อทางศาสนาที่ต่างไปจากเรา ผู้คนเรียนรู้ที่จะเกลียดชัง หากพวกเขาเรียนรู้ที่จะเกลียดชังได้ พวกเขาก็เรียนรู้ที่จะรักได้เช่นกัน เพราะความรักเกิดขึ้นตามธรรมชาติของมนุษย์มากกว่าความเกลียดชัง

ข้อความดังกล่าว บารัค โอบามา ใช้โควทจากคำพูดที่อดีตผู้นำระดับตำนานของโลกที่ต่อสู้เพื่อความเสมอภาค เท่าเทียมของคนผิวดำในแอฟริกาใต้อย่าง Nelson Mandela เคยกล่าวไว้

No Description
ภาพจาก Twitter Barack Obama

ทวีตข้อความนี้คนกดไลค์ 3 ล้านราย รีทวีต 1.2 ล้านราย และตอบกลับ 4.7 หมื่นข้อความ ทำลายสถิติที่นักร้องสาว Ariana Grande ทำไว้ 2.7 ล้านไลค์หลังทวีตข้อความแสดงความเสียใจ เหตุระเบิดกลางคอนเสิร์ต ที่เมืองแมนเชสเตอร์ ของอังกฤษ

ที่มา – Independent

from:https://www.blognone.com/node/94781

กระทรวงยุติธรรมชี้ โดนัลด์ ทรัมป์ บล็อคทวิตเตอร์คนอื่นได้ ไม่ผิด

ยังคงเป็นข้อถกเถียงว่า โดนัลด์ ทรัมป์ ผู้ซึ่งมีสถานะเป็นประธานาธิบดีสหรัฐฯ จะสามารถบล็อคผู้ใช้รายอื่นบนทวิตเตอร์ได้หรือไม่ เพราะข้อมูลที่เผยแพร่จากประธานาธิบดีควรเป็นข้อมูลสาธารณะห้ามปิดกั้นการเข้าถึง ก่อนหน้านี้มีกรณีฟ้องร้องไปแล้ว คือสถาบัน The Knight First Amendment จากมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย ฟ้องโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ไล่บล็อคผู้ใช้ทวิตเตอร์รายอื่น กระทบต่อเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและการเข้าถึงข้อมูล ล่าสุดหน่วยงานรัฐออกมาโต้แล้วว่า คำสั่งศาลไม่มีอำนาจในการบังคับการใช้งานทวิตเตอร์ส่วนตัวของทรัมป์ หรือ @realDonaldTrump ได้

หน่วยงานรัฐหรือกระทรวงยุติธรรมระบุอีกว่า การบริหารจัดการบัญชีทวิตเตอร์เป็นการกระทำภายใต้ดุลยพินิจของเจ้าของบัญชีซึ่งอยู่นอกเหนือขอบเขตการบังคับใช้กฎหมาย และอาจเป็นการแทรกแซงการใช้งานทวิตเตอร์ซึ่งเป็นช่องทางสื่อสารระหว่างประธานาธิบดี กับประชาชน

ในสมัยบารัค โอบามา เป็นประธานาธิบดี จะมีบัญชี @Potus ไว้สื่อสารนโยบายต่อประชาชนโดยตรง แต่พอเป็นโดนัลด์ ทรัมป์ เขาปฏิเสธไม่ใช้บัญชี @Potus ยืนยันว่าจะใช้ @realDonaldTrump ซึ่งตอนนี้มีผู้ติดตามกว่า 30 ล้านคนแล้ว

No Description

ที่มา – Ars Technica

from:https://www.blognone.com/node/94748

Twitter ถูกคณะกรรมการหลักทรัพย์ฯ ตั้งคำถาม เหตุใดจึงไม่บอกจำนวนผู้ใช้งานแต่ละวัน (DAU)

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นตั้งแต่หลายเดือนก่อนแต่เพิ่งเป็นข่าว โดย SEC หรือสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์ของอเมริกา ได้ทำสอบถาม Twitter ถึงวิธีรายงานตัวเลขผลการดำเนินงาน โดยคำถามหนึ่งคือ

Twitter บอกว่า จำนวนผู้ใช้เป็นประจำทุกเดือน (MAU – Monthly Active Users) เป็นตัววัดว่ามีผู้ใช้งานแบบล็อกอินเท่าใด ส่วนจำนวนผู้ใช้เป็นประจำทุกวัน (DAU – Daily Active Users) เป็นตัววัดว่ามี engagement เท่าใด แต่ทำไม Twitter จึงเลือกรายงานจำนวนเป็นตัวเลขเฉพาะ MAU ขณะที่ DAU กลับรายงานเป็นเปอร์เซ็นต์การเปลี่ยนแปลง โดยไม่บอกจำนวนเป็นตัวเลขออกมา

ในรายงานผลประกอบการไตรมาสล่าสุด Twitter บอกว่ามี MAU 328 ล้านคน แต่เมื่อพูดถึง DAU ก็บอกว่ามีจำนวนเพิ่มขึ้นจากปีก่อน 12% โดยไม่ได้บอกว่ามีจำนวนอยู่เท่าใด

Twitter ได้ตอบคำถามของ SEC ว่า ทีมผู้บริหารมองว่า เปอร์เซ็นต์เปลี่ยนแปลงของ DAU เป็นสิ่งที่สะท้อนว่า engagement ของแพลตฟอร์มดีขึ้นหรือแย่ลงได้ชัดเจนมากกว่าการบอกเป็นตัวเลข อีกทั้งวิธีวัด DAU ของบริษัทอื่นก็ไม่เหมือนกับของ Twitter จึงอาจทำให้เกิดการสับสน โดยยกตัวอย่าง Facebook ว่า DAU ก็คิดรวมกรณีล็อกอินเฉพาะแอพ Messenger ด้วย ไม่มีการแยกออกมาว่าตัวแอพหลักเป็นเท่าใด (Facebook มี DAU 1,325 ล้านคน)

SEC ยังสอบถามอีกว่า Twitter เคยบอกว่าฝ่ายบริหารมีการใช้ อัตราส่วน DAU ต่อ MAU ในการวัด engagement แล้วเหตุใดจึงไม่รายงานตัวเลขนี้ ซึ่ง Twitter บอกว่าหากรายงานอัตราส่วนดังกล่าว ก็เท่ากับเป็นการบอก DAU ทางอ้อม ซึ่งไม่ตรงกับสิ่งที่บริษัทต้องการนำเสนอด้วยเหตุผลข้างต้น

ที่มา: Bloomberg

alt="Twitter DAU Change YoY"

from:https://www.blognone.com/node/94480

จบการศึกษาขั้นไหนถึงจะโดนใจบริษัทยักษ์ใหญ่ในโลกเทคโนโลยี

แม้บริษัทชื่อดังในซิลิคอนวัลเลย์หลายแห่งจะมีจุดเริ่มต้นมาจากผู้ก่อตั้งที่ออกจากมหาวิทยาลัยกลางคัน แต่สำหรับใครก็ตามที่ต้องการสมัครเข้าทำงานในบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่เหล่านี้ ขอให้ทราบไว้ว่า ดีกรีปริญญาโทเป็นอย่างน้อย จึงจะทำให้คุณดูโดดเด่นโดนใจพวกเขาได้ 

โดยบริษัทวิเคราะห์ข้อมูล Paysa ทำการศึกษาจากการโพสต์รับสมัครงานของบริษัทต่าง ๆ เหล่านี้จำนวน 8,200 ตำแหน่ง และเรซูเม่กว่า 70,000 ฉบับ พบว่า “ดีกรีระดับปริญญาโทขึ้นไป” และตำแหน่ง “Data Scientist” เป็นที่ต้องการจากบริษัทชื่อดังเหล่านี้อย่างมาก

โดย Paysa ได้แบ่งบริษัทในหัวข้อการวิจัยครั้งนี้ออกเป็นสองกลุ่ม กลุ่มแรกได้แก่กลุ่ม “ยักษ์ใหญ่” (Titan) ซึ่งเป็นบริษัทที่มีมูลค่าอย่างน้อย 100,000 ล้านเหรียญสหรัฐ และอยู่ในตลาดหุ้นมาแล้วไม่ต่ำกว่า 10 ปี เช่น Amazon,  Google, Microsoft, Apple และ Oracle

อีกกลุ่มหนึ่งคือ “น้องใหม่จอมทำลายล้าง” (Tech Disruptors) ซึ่งเป็นบริษัทที่เติบโตมากับยุค Disruption ที่มีมูลค่าอย่างน้อย 10,000 ล้านเหรียญสหรัฐ และมีการเสนอขายหุ้นภายในปีที่่ผ่านมา ได้แก่ Facebook, Airbnb, Uber, Snap และ Twitter

การสำรวจในครั้งนี้พบว่า เฉพาะพนักงานที่สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโท ในบริษัทอย่าง Airbnb, Twitter และ Facebook มีกว่า 20% ส่วน Amazon และ Snap มีสัดส่วนมากถึง 36%

ขณะที่ Google นั้นเป็นบริษัทที่มีพนักงานสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาเอกมากที่สุด โดยคิดเป็น 16% ของพนักงานทั้งหมด ตามมาด้วย Airbnb ที่ 12% และ Facebook ที่ 11%

อย่างไรก็ตาม อเมริกันชนที่อายุมากกว่า 25 ปีนั้น มีคนจบปริญญาโทเพียง 9.3 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น จึงไม่น่าแปลกใจที่บริษัทเทคโนโลยีเหล่านี้จะเรียกร้องให้รัฐบาลลดความเข้มงวดเรื่องวีซ่า H-1B อย่างต่อเนื่อง

ยิ่งไปกว่านั้น ผลการศึกษานี้ยังเผยด้วยว่า คนที่จบปริญญาโทและเข้าทำงานในบริษัท Snap นั้น มีประสบการณ์ในการทำงานต่ำที่สุดในบรรดาบริษัทที่มีการสำรวจเลยทีเดียว นั่นคือไม่ถึง 2 ปี

ขณะที่พนักงานจากบริษัท Airbnb, Twitter และ Uber นั้นมีประสบการณ์ในการทำงานอย่างต่ำ 6 – 10 ปี

นอกจากนี้ผลสำรวจดังกล่าวยังได้จัดอันดับทักษะและประสบการณ์ที่จะทำให้ผู้สมัครโดนใจบริษัทในกลุ่ม Tech Disruptor มากขึ้นมา 15 หมวด โดย 3 ทักษะแรกที่ควรมีมากที่สุดคือ ทักษะด้าน Computer Science, Infrastructure และด้านบริหารจัดการ ส่วนอันดับที่ 4 – 15 สามารถพิจารณาได้จาก Infographic ด้านล่างนี้

ที่มา: CNBC

 

 
Source: thumbsup

from:http://thumbsup.in.th/2017/07/paysa-research-job-post-by-technology-company/

Twitter ออกแพลนจ่ายรายเดือน 99 ดอลลาร์ โปรโมตทวีตอัตโนมัติ ไม่ต้องจัดการโฆษณาเอง

Twitter เตรียมเปิดใช้งานแพลนจ่ายเงินรายเดือนใหม่สำหรับบัญชี Twitter ธุรกิจ คือจะโปรโมตทุกทวีตให้กับบัญชีนั้น ๆ โดยอัตโนมัติ ซึ่งฝ่ายเจ้าของบัญชีเพียงแค่จ่ายเงิน 99 ดอลลาร์ต่อเดือนเท่านั้น โดยตอนนี้เริ่มทดสอบกับผู้ที่สนใจมาลงทะเบียนก่อน

แพลนใหม่ของ Twitter นี้ เป็นความหวังว่าจะดึงธุรกิจขนาดเล็กที่ไม่ต้องการความยุ่งยากในการตั้งค่าแคมเปญโฆษณา และแพลนนี้ไม่ได้จำกัดเฉพาะบัญชีธุรกิจ แต่บัญชีผู้ใช้ทั่วไปก็สามาถใช้ได้เช่นกัน

ภายใต้แพลนแบบใหม่นี้ แน่นอนว่า Twitter จะสามารถควบคุมการโปรโมตทวีตของเราได้อย่างเบ็ดเสร็จ แต่ก็ยังไม่มีรายละเอียดว่าเจ้าของบัญชีจะสามารถควบคุมได้ขนาดไหน จะมีการการันตีการเห็นโฆษณาเท่าไร

ที่มา – Recode

Topics: 

from:https://www.blognone.com/node/94335