คลังเก็บป้ายกำกับ: USER_INTERFACE

ซัมซุงยืนยัน Galaxy S8, Note 8 จะได้อัพเกรดเป็น One UI ด้วย

ตัวแทนของซัมซุงให้ข้อมูลกับเว็บไซต์ Android Authority ว่า One UI สกินเวอร์ชันใหม่ที่เพิ่งเปิดตัวไปในสัปดาห์นี้ จะตามไปอัพเดตย้อนไปให้ถึง Galaxy S8

นั่นแปลว่ามือถือกลุ่มเรือธงที่จะได้อัพเกรดเป็น One UI คือ S8, S8 Plus, Note 8, S9, S9 Plus, Note 9 รวมถึงมือถือเรือธงของปี 2019 (ซึ่งก็น่าจะชื่อ Galaxy S10?) แต่ยังไม่มีข้อมูลว่ามือถือรุ่นอื่นๆ ที่ไม่ใช่เรือธง จะได้อัพเดตตามด้วยหรือไม่

อย่างไรก็ตาม มือถือที่จะได้ทดสอบ One UI รุ่น Beta น่าจะมีเฉพาะ S9, S9 Plus, Note 9 เท่านั้น

ที่มา – Android Authority

No Description

from:https://www.blognone.com/node/106346

Advertisements

ซัมซุงเปิดตัว One UI หน้าจอมือถือแบบใหม่ เน้นใช้งานมือเดียวได้ มี Night Mode ในตัว

ในงาน Samsung Developer Conference 2018 ซัมซุงเปิดตัว UI แบบใหม่ของมือถือยุคถัดไป โดยใช้ชื่อว่า One UI

One UI เปลี่ยนแนวทางจาก UI ของซัมซุงในปัจจุบัน (Samsung Experience) โดยใช้สีสันสดใสมากขึ้น ต่างจากตัวปัจจุบันที่เน้นพื้นหลังสีขาวเพียงอย่างเดียว, ใช้สี่เหลี่ยมมุมโค้งแทนสี่เหลี่ยมมุมฉาก เพื่อสะท้อนถึงมือถือของซัมซุงรุ่นหลังๆ ที่เป็นขอบจอโค้งหมดแล้ว, เน้นความเรียบง่ายกว่าเดิม และเปลี่ยนดีไซน์ไอคอนใหม่ (อีกแล้ว)

One UI ยังออกแบบมาให้ใช้งานด้วยมือเดียวได้สะดวก ปุ่มต่างๆ ที่ใช้งานบ่อยจะวางอยู่ชิดขอบล่างของหน้าจอ วัตถุบนจอมีขนาดใหญ่ขึ้น กดง่ายขึ้น และมี Night Mode สำหรับใช้งานในที่มืด

No Description

No Description

No Description

No Description

นอกจาก One UI แล้ว ซัมซุงยังโชว์แนวคิดใหม่ของ UI ในยุคมือถือจอพับได้ เช่น การเรียงหน้าต่างลักษณะเดียวกับ OS ของพีซี และ Google Maps เวอร์ชันจอใหญ่ขึ้นด้วย

No Description

No Description

ที่มา – Samsung

from:https://www.blognone.com/node/106301

Netflix เผยวิธีจัดการภายใน เพื่อลดปัญหา UI เวลาแปลข้อความเป็นภาษาต่าง ๆ

Tim Brandall หัวหน้าทีม Internationalization ของ Netflix เขียนบล็อกเล่าถึงวิธีการจัดการภายใน ที่ทำให้การแสดงผลเนื้อหาบน Netflix ในภาษาต่าง ๆ แสดงผลได้ดีไม่เกิดตัวอักษรล้น UI ซึ่งเป็นเรื่องท้าทายหลังจาก Netflix ขยายตลาดไปสู่ 190 ประเทศ ทำให้การแสดงผลต้องเพิ่มจากภาษาอังกฤษภาษาเดียว ไปสู่ภาษาอื่นรวม 26 ภาษา

ปัญหาส่วนใหญ่ที่เจอคือในภาษาอื่นบนคำเดียวกัน จะมีความยาวตัวอักษรที่มากกว่าภาษาอังกฤษ บางภาษายาวมากกว่า 40% ตัวอย่างเช่นในภาษาเยอรมัน คำว่า Don’t miss out เมื่อแปลออกมาจะยาวมากเป็น Lassen Sie sich nichts entgehen พอนำไปใส่ในหน้าแอปจะเกิดการล้นหน้าจนอ่านไม่รู้เรื่องตามภาพด้านล่าง ซึ่งที่ล้นก็เพราะการออกแบบ UI แต่แรก คิดบนกรอบภาษาอังกฤษ แต่พอ Netflix จะต้องรองรับ 26 ภาษา เรื่องนี้จึงกลายเป็นปัญหา

alt="Netflix "

Netflix จึงได้พัฒนาเครื่องมือที่ทำให้ทีมออกแบบแก้ปัญหา UI ไว้ก่อนล่วงหน้า ก่อนที่เนื้อหาจะถูกนำไปแปลเป็นภาษาต่าง ๆ เครื่องมือนี้ชื่อว่า Pseudo Localization ซึ่งวิธีการก็คือสมมติคำแปลในหน้าต่าง ๆ ขึ้นมาก่อน ให้แสดงผลตัวอักษรในหลายเงื่อนไข เพื่อให้ทีม UI ไปปรับแก้ ดังตัวอย่างด้านล่าง

alt="Netflix"

ผลลัพธ์คำแปลที่ได้ออกมา มีลักษณะเพื่อให้ไปแก้ปัญหาโดยเฉพาะ โดยกำหนด […] เพื่อบอกจุดเริ่มต้นและสิ้นสุด แปลว่าการแก้ไข UI ต้องเห็นถึง ] ตัวสุดท้าย นอกจากนี้ยังแปลงเป็นตัวอักษรใน ASCII หรือภาษาอื่นที่กินพื้นที่ขึ้นไปด้านบนและด้านล่างด้วย (ตามตัวอย่าง จะเห็นภาษาไทยคำว่า กี้ ใช้ในการทดสอบนี้ด้วย) และสุดท้ายใช้วิธีขยายความยาวคำด้วยการใส่ one two three four แปลว่าขยายออก 40% เป็นต้น

ตัวแบบ Pseudo Localization ยังเผยแพร่ให้ใช้งานสำหรับทีมออกแบบอื่นภายใน Netflix และมีการปรับปรุงออกมาอีกหลายขั้น สามารถอ่านรายละเอียดทั้งหมดได้จากที่มา

ที่มา: Netflix Tech Blog

from:https://www.blognone.com/node/104528

ไมโครซอฟท์เปิดตัว Windows UI Library, เพิ่ม UI ใหม่ให้แอพ UWP โดยไม่ต้องอัพเดตระบบปฏิบัติการ

เมื่อปลายเดือนที่เพิ่งผ่านมา ไมโครซอฟท์ได้เปิดตัว Windows UI Library (WinUI) ชุดรวม UI สำหรับใช้พัฒนาแอพ UWP โดยมีจุดประสงค์เพื่อช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นให้กับการสร้างแอพ UWP ให้รองรับ Windows 10 หลายเวอร์ชัน

นักพัฒนาจะสามารถเรียกใช้ XAML control บน WinUI เพื่อใช้สร้างส่วนติดต่อผู้ใช้ของแอพ ไม่ต่างอะไรกับการใช้ XAML control บน SDK มาตรฐานที่มากับ Windows 10 แต่ละเวอร์ชัน

สิ่งที่ทำให้ WinUI ยืดหยุ่นกว่าเป็นผลจากการแยกส่วน UI ออกมาเป็นแพคเกจที่นักพัฒนาสามารถนำมาใช้งานได้ข้ามเวอร์ชัน ไม่ถูกผูกติดกับ SDK มาตรฐานที่มีความเก่า/ใหม่ต่างกันไปตามเวอร์ชันของระบบปฏิบัติการอย่างแต่ก่อน

โดยตัวไลบรารี WinUI จะมากับ XAML control ที่มีความเข้ากันได้กับ Windows 10 เวอร์ชันเก่า (backward-compatible) ย้อนไปถึง Anniversary Update (v1607) เลยทีเดียว

ภาพรายละเอียดเพคเกจ Windows UI Library จากเว็บ NuGet
No Description

การเปลี่ยนแปลงนี้ทำให้นักพัฒนาสามารถเพิ่มฟีเจอร์ให้กับแอพ UWP ด้วย UI แบบใหม่ (ซึ่งเดิมมาพร้อมกับ Windows 10 เวอร์ชันใหม่) ได้โดยไม่ต้องรอให้ผู้ใช้งานอัพเดต Windows 10 ตาม

และยังลดความยุ่งยากให้กับการพัฒนาแอพที่ยังคงเข้ากันได้กับ Windows 10 เวอร์ชันเก่า ที่แต่ก่อนนักพัฒนาจำเป็นต้องใช้วิธีเพิ่มโค้ดตรวจสอบเวอร์ชันของของระบบปฏิบัติการเพื่อปรับ UI ของแอพให้สอดคล้องกับ Windows 10 เวอร์ชันที่ผู้ใช้งานใช้

นักพัฒนาจะสามารถดาวน์โหลด WinUI ได้รูปแบบเพคเกจ NuGet โดยในขณะนี้ตัวไลบรารียังอยู่ในสถานะเปิดให้นำไปทดสอบจึงอาจยังไม่เหมาะกับการนำไปใช้กับงานโปรดักชั่นจนกว่าจะออกรุ่นจริง ท่านใดสนใจเข้าไปอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่นี่ครับ

ที่มา – Windows Blog via MSPoweruser

from:https://www.blognone.com/node/104519

ไมโครซอฟท์ปรับดีไซน์ Office ครั้งใหญ่ กลับสู่สามัญ ลดขนาด Ribbon เหลือแถวเดียว

ไมโครซอฟท์ประกาศปรับเปลี่ยนดีไซน์ UI ของ Microsoft Office ครั้งใหญ่ในรอบหลายปี การเปลี่ยนแปลงสำคัญเกิดขึ้นที่แถบเครื่องมือ Ribbon ที่ใช้มาตั้งแต่ Office 2007 โดยจะลดขนาดของ Ribbon ลงเพื่อเพิ่มพื้นที่แสดงผลบนหน้าจอ

Ribbon แบบใหม่เรียกว่า Simplified Ribbon จะมีพื้นที่เหลือแค่แถวเดียวเหมือนกับทูลบาร์ทั่วไป (จากเดิม 3 แถว) การเปลี่ยนแปลงจะเริ่มกับ Word, Excel, PowerPoint เวอร์ชันเว็บก่อนในวันนี้ (ผู้ใช้บางกลุ่มเริ่มได้ใช้แล้ว) จากนั้นจะตามมายัง Outlook for Windows ในเดือนกรกฎาคม

ไมโครซอฟท์บอกว่าสำหรับ Word, Excel, PowerPoint เวอร์ชันบนวินโดวส์ที่มีฟีเจอร์มากที่สุด จะยังใช้ Ribbon แบบเดิมไปก่อนเพราะผู้ใช้คุ้นเคย และผู้ใช้ทุกคนสามารถเปลี่ยนกลับไปใช้ Classic Ribbon ได้เสมอ

No Description

นอกจากการลดขนาด Ribbon แล้วการเปลี่ยนแปลงอื่นมีดังนี้

  • ปรับไอคอนในแถบเครื่องมือใหม่ วาดใหม่เป็นกราฟิกเวกเตอร์ ซูมแล้วไม่แตก และใช้สีเน้นไอคอนให้ใช้ง่ายมากขึ้น รองรับการใช้งานของผู้พิการมากขึ้น สีของไอคอนแบบใหม่จะเริ่มใช้กับ Word เวอร์ชันเว็บก่อน ตามด้วยเวอร์ชันอื่นๆ ในภายหลัง
  • ระบบค้นหาแบบใหม่ ช่วยคาดเดาสิ่งที่ผู้ใช้ต้องการค้นหาด้วยพลัง AI เพียงแค่คลิกที่ช่องค้นหาแล้วยังไม่ต้องพิมพ์อะไร ระบบจะเดาให้เราเอง เริ่มใช้กับ Outlook เวอร์ชันมือถือก่อน และจะตามมากับ Outlook เวอร์ชันเว็บต่อไป

ที่มา – Microsoft

from:https://www.blognone.com/node/103082

หัวหน้าทีม Android บอก Navigation แบบใหม่ของ Android P ไม่ได้มาแทนปุ่ม Home

ฟีเจอร์ใหม่ของ Android P ที่ถูกพูดถึงกันมากคือ Navigation แบบใหม่ ที่เปลี่ยนจาก 3 ปุ่มมาตรฐาน ไปใช้ท่า gesture ปัดขึ้นแทน ประเด็นนี้เป็นที่ถกเถียงกันอย่างมาก ทั้งในโลกของผู้ใช้ Android เอง และในแง่ว่าลอก iPhone X หรือไม่

ผมมีโอกาสได้พูดคุยกับ David Burke หัวหน้าฝ่ายวิศวกรรม Android (คนที่ออกมาเดโม Android P) และได้ฟังเขาอธิบายถึงที่มาที่ไปในประเด็นนี้

No Description

David บอกว่าไม่อยากให้มองที่ท่า gesture อย่างเดียว แต่อยากให้ดู UI ที่เปลี่ยนไปด้วย ถ้ามองจากระบบ 3 ปุ่มด้านล่างในปัจจุบัน มันให้ความรู้สึกเหมือนเป็นประตู 3 บานที่พาเราไปยังสถานที่แตกต่างกัน หากเราเข้าหน้า Overview (รายการแอพ ปุ่มสี่เหลี่ยม) ก็เหมือนเข้าไปยังอีกโลกหนึ่งของมันเลย และถ้าเรากดปุ่ม Home ก็จะเหมือนออกจากโลกของ Overview ก่อน แล้วค่อยกลับมาเข้าหน้าโฮมใหม่อีกครั้ง

Navigation แบบใหม่ออกแบบมาเพื่อแก้ปัญหานี้ ให้ทุกประตูรวมเป็นหนึ่งเดียว เพราะทันทีที่เรา “ปัดขึ้น” เราจะเห็นทั้งหน้า launcher ของแอพที่ยังอยู่, แถบค้นหาก็ยังอยู่ แต่จะมีรายการแอพโผล่ขึ้นมาให้เห็นรวมกันในหน้าจอเดียว การสลับแอพจึงเป็นธรรมชาติมากขึ้น นอกจากนี้ แอพล่าสุดที่โผล่ขึ้นมาไม่ได้เป็นแค่ภาพ screenshot แต่เป็นแอพจริงๆ ซึ่งเราสามารถกดปุ่ม ลากข้อความได้เหมือนแอพปกติ (แค่ว่าแอพขนาดเล็กลงมา)

David ยังย้ำว่า Navigation แบบใหม่ไม่ได้มาแทนปุ่ม Home เพราะปุ่ม Home ที่เป็น soft button ก็ยังอยู่ที่ตำแหน่งเดิม ไม่ได้ตัดออกให้หายไปแบบ iPhone X แค่ว่าเปลี่ยนวิธีสั่งงานมันเท่านั้น

from:https://www.blognone.com/node/102190

ไมโครซอฟท์ออก Adaptive Cards เฟรมเวิร์คสำหรับแสดงผลข้อมูลรูปแบบการ์ดข้ามแพลตฟอร์ม

ในงาน Windows Developer Day ที่เพิ่งผ่านมา ไมโครซอฟท์ได้ประกาศออก Adaptive Cards เวอร์ชัน 1.0 เฟรมเวิร์คสำหรับแสดงผลข้อมูลในรูปแบบการ์ดซึ่งสามารถใช้งานข้ามแพลตฟอร์มได้

Adaptive Cards เปิดตัวครั้งแรกในงาน Microsoft Build 2017 มีจุดประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับนักพัฒนาที่ต้องการแสดงผลข้อมูลต่างๆ ในรูปแบบการ์ดภายในผลิตภัณฑ์ของไมโครซอฟท์ อย่าง Windows notifications / Timeline, Bot Framework ไปจนถึง Cortana

No Description

โดยมีหลักการคือเฟรมเวิร์ค Adaptive Cards จะเป็นมาตรฐานกลาง ที่จะช่วยให้นักพัฒนาสามารถนำข้อมูลที่ต้องการไปเรนเดอร์เป็นการ์ดบนแอพต่างๆ ได้โดยง่ายเพียงแค่จัดข้อมูลให้อยู่ในฟอร์แมท JSON เมื่อแอพที่รองรับ Adaptive Cards ดึง JSON ที่เตรียมไว้มาแสดงผลก็จะเรนเดอร์ข้อมูลออกมาเป็นการ์ดที่มีดีไซน์สอดคล้องกับ UX และแบรนด์ของแอพนั้นๆ ให้เอง

No Description

ภาพจากวิดีโอ Keynote ในงาน Windows Developer Day (เนื้อหาในส่วนของ Adaptive Cards เริ่มต้นที่ประมาณนาทีที่ 10:10)

และในโอกาสเดียวกันไมโครซอฟท์ยังได้ปล่อย SDK ให้นักพัฒนานำ Adaptive Cards ไปใช้ภายในแอพของตัวเองอีกด้วย โดยในขณะนี้ SDK ดังกล่าวรองรับทั้ง JavaScript, Android, iOS, UWP และ .NET

ตัวโปรเจ็กต์ Adaptive Cards เป็นโครงการโอเพ่นซอร์สมาตั้งแต่ต้น นักพัฒนาท่านสนใจนำไปใช้งานสามารถเข้าไปศึกษาต่อได้ที่ GitHub และที่เว็บ AdaptiveCards.io ครับ

No Description

ภาพตัวอย่างการใช้ Adaptive Cards บนแฟลตฟอร์มต่างๆ จากเว็บ AdaptiveCards.io

ที่มา – AdaptiveCards.io, Adaptive Cards GitHub, Windows Developer Blog

from:https://www.blognone.com/node/100492