คลังเก็บป้ายกำกับ: VERVE

[PR] โลกธุรกิจที่แตกต่าง : บทบาทของสตาร์ทอัพด้านเทคโนโลยี
ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

โดย ซาฟรุล ฮาชิม (Zafrul Hashim)
รองประธานระดับภูมิภาคด้านกฎหมาย ข้อบังคับ และรัฐกิจสัมพันธ์, แกร็บ

“จะเปลี่ยนหรือจะถูกเปลี่ยน (Disrupt or be disrupted) คือป้ายที่ติดอยู่บนผนังสำนักงานของแกร็บ     เพื่อคอยเตือนใจพนักงานอยู่เสมอว่า การสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ๆ อย่างต่อเนื่องคือพลังงานขับเคลื่อนบริษัทนี้

การเปลี่ยนแปลงจากการปรับใช้เทคโนโลยีดิจิทัล หรือ “Digital Disruption” ไม่ใช่สิ่งใหม่ นับตั้งแต่บริษัทอย่างกูเกิลและแอปเปิลมีชื่อขึ้นพาดหัวข่าวอยู่บ่อยครั้ง เมื่อนำเสนอนวัตกรรมใหม่ที่ปฏิวัติวงการไอทีนับตั้งแต่ช่วงต้นทศวรรษที่ 2000

สิ่งใหม่ ที่แท้จริงคือการแผ่ขยายอย่างรวดเร็วของ Digital Disruption ซึ่งได้สร้างความเปลี่ยนแปลงอย่างมหาศาลในอุตสาหกรรมต่างๆ ทั้ง การขนส่ง การเงินการธนาคาร การศึกษา การสาธารณสุข เหลือไว้เพียงอุตสาหรรมไม่กี่ประเภทเท่านั้นที่ยังไม่ถูกเปลี่ยน

Digital Disruption ไม่ใช่สิ่งที่ทุกคนหรือทุกภาคธุรกิจให้การยอมรับ องค์กรในหลายธุรกิจรู้สึกว่าถูกคุกคาม ผู้เชี่ยวชาญหรือแรงงานจำนวนมากเกรงว่านวัตกรรมเหล่านี้อาจเข้ามาทดแทนทักษะของตน รัฐบาลในหลายประเทศพยายามทำความเข้าใจถึงผลประโยชน์ที่บริษัทสตาร์ทอัพด้านเทคโนโลยี (Tech Startup) สามารถสร้างขึ้นได้ในตลาด นับเป็นสาเหตุที่ก่อให้เกิดการแบ่งฝ่ายเป็น 2 ขั้ว (Us and Them scenario) ขั้วหนึ่งคือภาคประชาชนหรือองค์กรที่เชื่อมั่นในการดำเนินธุรกิจแบบเดิม และอีกขั้วหนึ่งคือภาคประชาชน องค์กร รวมทั้งบริษัทสตาร์ทอัพด้านเทคโนโลยีที่ยอมรับการประยุกต์ใช้นวัตกรรมทางดิจิทัลในการดำเนินธุรกิจ

จำเป็นหรือที่ต้องแบ่งเป็นสองฝ่าย?

ความร่วมมือคือนิยามใหม่ของการแข่งขัน (Collaboration – The New Competition)

ความขัดแย้งระหว่างแนวคิดการดำเนินธุรกิจแบบเก่าและแบบใหม่นั้น ไม่เพียงแต่ส่งผลเสียต่อผู้บริโภค หากแต่ยังทำลายธุรกิจในระยะยาว อีกทั้งชะลอความก้าวหน้าของอุตสาหกรรม

Digital Disruption ไม่จำเป็นต้องมีผู้แพ้หรือผู้ชนะ องค์กรธุรกิจแบบเดิมสามารถร่วมมือกับบริษัทสตาร์ทอัพพัฒนาผลิตภัณฑ์หรือบริการใหม่ๆ เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคและสังคมที่เปลี่ยนไป และเพื่อเพิ่มความเป็นไปได้ใหม่ๆ ให้แก่สังคม

ในทวีปอเมริกาเหนือและยุโรป มีโครงการใหม่จำนวนมากที่เกิดจากความร่วมมือระหว่างภาครัฐกับบริษัทสตาร์ทอัพด้านเทคโนโลยี

สำนักงานขับเคลื่อนเมืองสู่ยุคใหม่ในบอสตัน (Office of New Urban Mechanics) ได้ทำงานเพื่อชุมชนโดย  จับมือร่วมกับบริษัทสตาร์ทอัพด้านเทคโนโลยีหลายแห่งที่มีศักยภาพในการพัฒนาบริการเพื่อสังคม เช่น การใช้          แอพลิเคชั่น Ticket Zen ช่วยให้เจ้าของรถยนต์ชำระค่าปรับในกรณีที่จอดรถผิดที่ผ่านสมาร์ทโฟนได้อย่างง่ายดาย หรือในกรุงเฮลซิงกิ มีการพัฒนาระบบขนส่งมวลชนแบบออนดีมานด์ (Mobility on demand) ที่ผสานระบบการชำระเงินของขนส่งมวลชนและบริการคาร์พูลทุกประเภทให้เป็นหนึ่งเดียว โดยจุดมุ่งหมายสูงสุดของโครงการคือลดอัตราการครอบครองรถยนต์ส่วนตัวให้เป็นศูนย์ภายในปีค.ศ. 2025

ส่วนในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หลายประเทศยังอยู่ในจุดเริ่มต้นของการปรับใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีในอุตสาหกรรมต่างๆ ยกเว้นประเทศสิงคโปร์และมาเลเซียซึ่งมีสภาพแวดล้อมที่เปิดรับอีโคซิสเต็มด้านเทคโนโลยีสูงในระดับหนึ่งแล้ว การพัฒนาดังกล่าวรุดหน้าไปอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งหลายภาคส่วนพยายามผลักดันให้รัฐบาลของประเทศต่างๆ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ตระหนักถึงศักยภาพของเศรษฐกิจดิจิทัล เนื่องจากกลยุทธ์ด้านดิจิทัลที่ถูกต้องจะช่วยเพิ่มมูลค่าจีดีพีของภูมิภาคนี้ได้สูงถึง 1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ ภายใน 10 ปีข้างหน้า

หากมองตามบริบทดังกล่าว จะเห็นได้ถึง 3 วิธีที่บริษัทสตาร์ทอัพสามารถนำไปประยุกต์ใช้ เพื่อผสานพลังกับภาคส่วนต่างๆ และผลักดันความฝันของการพัฒนาด้านดิจิทัลในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ให้เป็นจริง

การร่วมมือกับธุรกิจต่างๆ : ปรับปรุงกระบวนการต่างๆ ให้ทันสมัยและสร้างความเปลี่ยนแปลงให้อุตสาหกรรม

เทคโนโลยีใหม่ๆ ส่งผลให้องค์กรธุรกิจที่ยังยึดติดกับวิธีการทำงานแบบเดิมตระหนักว่า พวกเขาต้องเปลี่ยนแนวทางการดำเนินธุรกิจ หากต้องการอยู่ในการแข่งขันต่อไป ซึ่งนับเป็นโอกาสอันดีที่จะทำให้องค์กรธุรกิจเหล่านี้ได้ผสานความร่วมมือเชิงกลยุทธ์กับองค์กรธุรกิจขนาดเล็กที่มีแนวคิดล้ำสมัยแต่ขาดความพร้อมทางด้านเงินทุน โดยบริษัทขนาดใหญ่อาจจ้างบริษัทสตาร์ทอัพขนาดย่อมให้เข้ามาช่วยดำเนินงาน ในส่วนที่สอดคล้องกับสิ่งที่บริษัทสตาร์ทอัพนั้นกำลังดำเนินการอยู่ โดยอาจลงทุนหรือช่วยพัฒนาเพื่อเพิ่มขีดความสามารถของบริษัทเหล่านั้นไปพร้อมกัน

อีกทางหนึ่ง องค์กรธุรกิจขนาดใหญ่อาจนำ “หลักปฏิบัติที่ดี” ของบริษัทสตาร์ทอัพด้านเทคโนโลยีมาเลียนแบบ เช่น ความคล่องตัวในกระบวนการทำงาน แม้ท้ายที่สุดทั้ง 2 ฝ่ายจะไม่ได้ร่วมมือกันอย่างเป็นทางการ แต่การแข่งขันก็ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่จะช่วยยกระดับอุตสาหกรรมนั้นๆ ไปอีกขั้นหนึ่ง ส่งผลให้ผู้บริโภคได้รับประโยชน์อย่างสูงสุด ทั้งจากผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายขึ้นและบริการที่ดียิ่งขึ้น

หนึ่งในตัวอย่างที่น่าสนใจเกิดขึ้นเมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา ณ ประเทศสิงคโปร์  บริษัทรถแท็กซี่ต่างๆ เริ่มต้นใช้โครงสร้างอัตราค่าโดยสารแบบตายตัว (Fixed Fare) ซึ่ง แกร็บ (Grab) บริษัทผู้ให้บริการแพลตฟอร์มเรียกรถแท็กซี่เป็นผู้ริเริ่มความคิดขึ้น ระบบนี้ช่วยให้ทั้งสมาชิกผู้ขับขี่และผู้ใช้งานแอพลิเคชั่นแกร็บได้รับประโยชน์ กล่าวคือ สมาชิกผู้ขับขี่ของแกร็บจะได้รับเงินค่าเรียกใช้บริการเป็นจำนวนที่แน่นอน เมื่อมีผู้เรียกใช้บริการแท็กซี่ผ่านแอพลิเคชั่น อีกทั้งยังช่วยให้สมาชิกผู้ขับขี่เข้าถึงฐานผู้ใช้งานแอพลิเคชั่นแกร็บได้โดยตรง ส่วนผู้ใช้บริการก็มีทางเลือกในการเดินทางมากขึ้น และสามารถทราบค่าใช้จ่ายที่แน่นอนได้ทันทีที่เรียกใช้บริการ

ยกระดับความสามารถของคนในท้องถิ่น : เพิ่มความรู้ความสามารถด้านเทคโนโลยี

หลายฝ่ายมองว่า Digital Disruption จะทำให้คนจำนวนมากสูญเสียงาน แต่ในทางกลับกัน บริษัททางเทคโนโลยีเหล่านี้ช่วยสร้างอาชีพใหม่ๆ และตำแหน่งงานที่มีค่าตอบแทนสูงได้เป็นจำนวนมาก เช่น e-Commerce, Digital Marketing และ Cybersecurity เป็นต้น

อย่างไรก็ดี ปัญหาสำคัญในขณะนี้คือการขาดแคลนผู้ปฏิบัติงานด้านเทคโนโลยีในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ดังจะเห็นได้จากที่ประเทศสิงคโปร์มีแนวโน้มประสบภาวะขาดแคลนผู้ปฏิบัติงานด้านเทคโนโลยีสารสนเทศถึงเกือบ 30,000 ตำแหน่ง ส่งผลให้บริษัทสตาร์ทอัพหลายแห่งจ้างผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศให้มาปฏิบัติงานในบริษัทของตน โดยเฉพาะตำแหน่งในระดับบริหาร

หากแต่นับเป็นเรื่องที่ดี เมื่อคนในท้องถิ่นสามารถเรียนรู้แนวคิดและประสบการณ์ที่เป็นสากลจากผู้มีความสามารถที่บริษัทจ้างมาได้ เป็นประโยชน์ต่อพัฒนาการของบริษัทสตาร์ทอัพในหลายประเทศ เช่น รัฐบาลอินโดนีเซียวางแผนจะเชิญผู้เชี่ยวชาญทั้งจาก Silicon Valley และทั่วทุกมุมโลกมาให้คำแนะนำแก่บริษัทสตาร์ทอัพเกิดใหม่ ภายใต้โครงการ Go Digital Vision 2020 หรือในกรณีของแกร็บ ก็ได้วางแผนสร้างศูนย์วิจัยและพัฒนาขึ้นที่กรุงจาการ์ตา ซึ่งจะช่วยยกระดับให้เมืองหลวงของอินโดนีเซียกลายเป็นสมาชิกใหม่ในเครือข่ายศูนย์วิจัยและพัฒนาของแกร็บ นอกเหนือไปจากนครซีแอตเทิล กรุงปักกิ่ง ประเทศสิงคโปร์ และนครโฮจิมินห์ อีกทั้งยังส่งผลให้เกิดการแลกเปลี่ยนทักษะและแนวคิดใหม่ๆ อีกด้วย

ในส่วนภาครัฐเองก็สามารถสร้างโครงการฝึกสอน หรือโครงการเพื่อการศึกษาที่ช่วยบ่มเพาะคนในท้องถิ่นให้เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีสารสนเทศได้ หนึ่งในโครงการที่น่าสนใจคือโครงการ SkillsFuture ของประเทศสิงคโปร์ ซึ่งมีเงินทุนสำหรับการพัฒนาตนเองให้กับประชาชนทั่วไปที่ได้รับการคัดเลือก

ร่วมมือกับภาครัฐ : สร้างทางออกร่วมกันเพื่อแก้ไขปัญหา

บริษัทสตาร์ทอัพมักถูกมองว่าเข้ามาเพื่อ “เปลี่ยนแปลงโลก” ในขณะที่ภาครัฐ ซึ่งเป็นผู้กำหนดกฎระเบียบถูกมองว่าเป็นฝ่ายที่เชื่องช้า และสกัดกั้นความก้าวหน้า

ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นตลาดเกิดใหม่ที่มีอุปสรรคในการพัฒนามากกว่าภูมิภาคอื่นทั่วทุกมุมโลก ทั้งความไม่เท่าเทียมกันด้านรายรับ การจราจรติดขัด และปัญหาประชากรที่ไม่รู้หนังสือ การแก้ปัญหาเหล่านี้ต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาเหล่านี้ตั้งแต่ระดับนโยบาย อย่างไรก็ดี ปัญหาที่สำคัญคือภาครัฐมักจะไม่สามารถดำเนินการใดๆ ได้อย่างทันท่วงที ซึ่งแตกต่างจากภาคเอกชน อีกทั้งยังขาดความรู้ความเข้าใจในเทคโนโลยีที่จะช่วยแก้ปัญหาต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นวัตกรรมและแนวคิดใหม่ๆ ทางเทคโนโลยีสามารถช่วยลดช่องว่างทางสังคม ตัวอย่างหนึ่งซึ่งเป็นปัญหาสำคัญของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้คือปัญหาด้านการผสานข้อมูลทางการเงินให้เป็นระบบ เพราะภูมิภาคนี้มีประชากรกลุ่มผู้ใหญ่กว่า 264 ล้านคนที่ยังไม่มีบัญชีธนาคาร ทำให้ไม่มีข้อมูลเครดิต และไม่สามารถเข้าถึงบริการทางการเงินต่างๆ เช่น เงินกู้ยืมสำหรับสร้างที่อยู่อาศัยหรือเงินกู้ยืมเพื่อการศึกษา

การคิดค้นแอพลิเคชั่นด้านเทคโนโลยีการเงินการธนาคาร (FinTech) สำหรับใช้งานร่วมกับสมาร์ทโฟนราคาถูกช่วยให้ประชากรที่อยู่ห่างไกลสามารถใช้บริการทางการเงินได้ อำนวยความสะดวกให้กับประชากรของประเทศที่มี        ภูมิประเทศเป็นหมู่เกาะอย่างอินโดนีเซียและฟิลิปปินส์ ซึ่งเป็น 2 ประเทศที่มีกลุ่มประชากรผู้ใหญ่ที่ไม่มีบัญชีธนาคารสูงที่สุดในอาเซียน

อนาคตของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยังต้องเผชิญกับความท้าทายอีกมาก เพื่อทำความฝันด้านดิจิทัลให้เป็นจริง ไม่ว่าจะเป็นโครงสร้างทางเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในพื้นที่ห่างไกลที่มีจำกัด หรือแม้แต่ความแข็งแกร่งของระบบรักษาความปลอดภัยในโลกไซเบอร์ในแต่ละท้องที่ที่ยังแตกต่างกันเป็นอย่างมาก รัฐบาลของประเทศต่างๆ ในภูมิภาคนี้ต่างต้องการจะใช้นวัตกรรมดิจิทัลยกระดับเศรษฐกิจของตน แต่องค์กรภาครัฐที่มีหน้าที่กำหนดระเบียบหรือข้อบังคับต่างๆ ยังคงไม่ขานรับการเปลี่ยนแปลง และส่งผลให้บริษัทสตาร์ทอัพเกิดใหม่หลายรายไม่สามารถเติบโตได้

มีหลายสิ่งที่ทุกฝ่ายต้องร่วมมือกันเพื่อบรรลุเป้าหมาย ซึ่งจะส่งผลต่อศักยภาพของประเทศต่างๆ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทุกฝ่ายสามารถร่วมกันสร้างอีโคซิสเต็มที่เหมาะสมสำหรับภูมิภาคนี้ ทั้งบริษัทสตาร์ทอัพ องค์กรธุรกิจแบบดั้งเดิม และภาครัฐ เพื่อขับเคลื่อนการเติบโตในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้ในที่สุด

ความท้าทายของการทำฝัน Thailand 4.0 ให้เป็นจริง

นายวีร์ จารุนันท์ศิริ กรรมการฝ่ายธุรกิจและบรรษัทสัมพันธ์ บริษัท แกร็บ (ประเทศไทย) จำกัด เสริมว่า ตลอดระยะเวลาสามปีครึ่งที่แกร็บดำเนินธุรกิจในประเทศไทย เรารู้สึกยินดีที่ได้เป็นหนึ่งในผู้ผลักดันประเทศไทยไปสู่ยุคดิจิทัล สิ่งที่แกร็บให้ความสำคัญที่สุดคือการยกระดับความเป็นอยู่ของผู้คน เราจึงมุ่งมั่นทำงานร่วมกับทุกฝ่ายไม่ใช่แค่ภาครัฐเท่านั้น แต่ยังให้ความช่วยเหลือและแบ่งปันประสบการณ์ของเราให้กับบริษัทสตาร์ทอัพที่มีเป้าประสงค์เดียวกัน ร่วมมือกันขับเคลื่อนสังคมไทยไปสู่ยุคสมัยของเศรษฐกิจดิจิทัลด้วย”

“หนึ่งในความท้าทายหลักที่ประเทศไทยต้องเผชิญในช่วงเปลี่ยนผ่านไปสู่แนวคิด Thailand 4.0 นั้นก็คือการจูงใจให้ผู้คนเชื่อมั่นและเปิดรับการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีมากขึ้น และสตาร์ทอัพด้านเทคโนโลยีถือเป็นฟันเฟืองสำคัญในกระบวนการดังกล่าวเนื่องจากองค์กรเหล่านี้มีข้อมูลที่มีประโยชน์มากมายที่เกิดจากการดำเนินงาน ยกตัวอย่างเช่น แกร็บเป็นองค์กรที่ใช้เทคโนโลยียกระดับวิถีชีวิตและการทำงานของผู้ขับขี่รถแท็กซี่หลายหมื่นคน ผู้ขับขี่รถแท็กซี่เหล่านี้จำนวนหนึ่งไม่เคยใช้สมาร์ทโฟนมาก่อนด้วยซ้ำ และสามารถถ่ายทอดประสบการณ์สู่ผู้อื่นได้ว่าเทคโนโลยีได้เปลี่ยนแปลงชีวิตของพวกเขาไปอย่างไร” นายวีร์กล่าวสรุป

###

เกี่ยวกับ แกร็บ

แกร็บ (Grab) ผู้นำแพลตฟอร์มด้านการขนส่งในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ความท้าทายของเราคือการแก้ปัญหาด้านระบบขนส่งและทำให้คนทั้ง  620 ล้านคนในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้รู้สึกถึงความสะดวกสบายในการเดินทางอย่างแท้จริง แอพพลิเคชั่นแกร็บให้บริการที่หลากหลาย อาทิ บริการเรียกรถยนต์ส่วนบุคคลบริการมอเตอร์ไซค์รับส่งของและบริการเรียกรถแท็กซี่ ทั้งนี้แกร็บถือเป็นผู้บุกเบิกในการมอบทางเลือกการเดินทางที่มีความรวดเร็วปลอดภัยและเชื่อถือได้ ให้แก่ผู้ขับขี่และผู้โดยสาร รวมถึงเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์แพลตฟอร์มการชำระเงินอย่างแกร็บเพย์ ในปัจจุบัน แกร็บให้บริการในประเทศสิงคโปร์ อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย เวียดนาม พม่า และไทย สามารถอ่านและติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://www.grab.com

from:https://www.techtalkthai.com/role-of-tech-startups-in-driving-seas-digital/

Advertisements

[PR] ซื้อ-ขายรถ Super Cars มือสองใครๆ ก็ทำได้ แค่ต้องรู้วิธี

เป็นที่ทราบกันดีว่าในอดีต รถซุเปอร์คาร์ (Super Car) นั้นมีจำนวนจำกัด หาดูตามท้องถนนได้ยาก และน้อยคนนักจะสามารถครอบครองรถซุปเปอร์คาร์ได้สักคันในชีวิต ทว่าในปัจจุบัน รถซุปเปอร์คาร์ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก เพราะการพัฒนาสมรรถนะ ความปลอดภัย รวมถึงความสบายในการขับขี่ที่เพิ่มมากขึ้น เช่น ระบบช่วงล่างแบบถุงลมระบบเกียร์ออโตเมติก ผนวกเข้ากับการดีไซน์อันล้ำสมัย ทำให้ได้พละกำลังแรงม้ามาก แถมยังขับขี่ง่าย สามารถขับขี่ในชีวิตประจำวันได้สบาย รวมถึงราคาที่ไม่สูงมากนัก จึงไม่แปลกที่ซุเปอร์คาร์รุ่นใหม่ๆ ในยุคนี้จะขายดีติดตลาดอย่างรวดเร็ว สำหรับซุปเปอร์คาร์เลิฟเวอร์ (Super Cars Lovers) ที่งบน้อยไม่ต้องกังวลใจ เพราะตอนนี้ภายในตลาดรถมือสองก็มีรถซุปเปอร์คาร์หน้าตาดีราคาสวย รอให้เราเลือกเป็นจำนวนมากเช่นกัน แต่จะเลือกอย่างไรดีล่ะ วันนี้         ทิวนาถ รังสิพราหมณกุล หัวหน้าทีมผู้เชี่ยวชาญการให้บริการสำหรับรถยนต์ แห่ง Carmana.com เว็บไซต์ซื้อขายรถยนต์มือสองกับเจ้าของตัวจริง ไม่ผ่านคนกลาง พร้อมบริการเสริมเต็มรูปแบบ มีข้อมูลดีๆ มาแบ่งปัน

ศึกษารุ่นรถอย่างที่ชอบ และศึกษาเครื่องยนต์แบบที่ใช่ให้ถี่ถ้วน

สำหรับใครฝันอยากจะมีซุปเปอร์คาร์เป็นรางวัลชีวิต เริ่มจากค้นหาตัวเองก่อนว่ามีความชอบแบบไหน เลือกจากแบรนด์ที่มีรูปลักษณ์ดีไซน์บุคลิคเข้ากับตัวเรา จากนั้นศึกษาว่ามีเครื่องยนต์ และรุ่นย่อยแบบใดให้เลือกบ้าง ควรศึกษาออปชั่นต่างๆที่มีในรถรุ่นนั้นอย่างละเอียด เพื่อเป็นข้อมูลประกอบในด้านของราคาที่เราจะต้องจ่ายออกไป เพราะในบางครั้งออปชั่นพิเศษบางตัวในซุปเปอร์คาร์บางรุ่นอาจมีราคาที่สูงมากซึ่งอาจส่งผลต่อราคาซื้อขายเป็นอย่างมากเลยทีเดียว นอกจากนี้ควรศึกษาถึงอู่หรือศูนย์บริการมาตรฐานที่สามารถทำการซ่อมบำรุงซุปเปอร์คาร์รุ่นที่เราสนใจ รวมถึงราคาค่าซ่อมโดยประมาณ เพื่อใช้พิจารณาประกอบการตัดสินใจควบคู่ไปกับราคารถด้วย

วางแผนทางด้านการเงินกันไว้ จ่ายได้ไม่ช็อต ซ่อมได้ไม่ช็อค

แน่นอนว่าผู้ที่จะครอบครองรถราคาแพงระยับได้นั้น จะต้องรู้จักการบริหารเงินอย่างมีประสิทธิภาพด้วย ซึ่งควรประเมินถึงค่าใช้จ่ายต่างๆที่จะเกิดขึ้น ระหว่างเวลาที่เราครอบครองรถ ไม่ว่าจะเป็นค่าบำรุงรักษาต่างๆ ค่าเปลี่ยนยางค่าเบี้ยประกันอุบัติเหตุ และ ค่าใช้จ่ายอื่นๆ เมื่อทราบข้อมูลในจุดที่กล่าวมาข้างต้นรวมกับราคารถแล้ว จึงทำการพิจารณาว่าควรจะซื้อรถด้วยเงินสดหรือซื้อผ่านไฟแนนซ์ แม้การซื้อด้วยเงินสดทำให้เราได้เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รถทันที แต่หากจ่ายเงินก้อนโตไปแล้ว เงินสำรองไม่เพียงพอ ก็อาจทำให้มีปัญหาด้านสภาพคล่องได้ง่าย  ในกรณีที่ซื้อรถผ่านไฟแนนซ์ ควรคำนึงถึงอัตราดอกเบี้ย ว่ารุ่นรถที่สนใจมีอัตราดอกเบี้ยเท่าไหร่ และรถที่มีอายุแตกต่างกันอาจมีอัตราดอกเบี้ยที่ไม่เท่ากันก็เป็นได้ ซึ่งปัจจุบันอัตราดอกเบี้ยของซุปเปอร์คาร์มือสองก็อยู่ในระดับที่ไม่แตกต่างจากรถบ้านทั่วไปเลย

เช็คสภาพรถอย่างมืออาชีพ ทั้งตัวถัง ช่วงล่าง และศูนย์บริการ

ในการเลือกซื้อซุปเปอร์คาร์มือสองนั้น ควรคำนึงถึงสภาพตัวรถที่ดีไม่ช้ำมาก ถ้าหากสามารถเลือกซื้อ
ซุปเปอร์คาร์ที่อยู่ในสภาพที่ดี ก็จะช่วยลดค่าใช้จ่ายในการซ่อมบำรุงซึ่งแต่ล่ะครั้งอาจมีค่าใช้จ่ายที่สูงมากก็เป็นได้
โดยควรตรวจสอบดูว่าสภาพรถเหมาะสมกับระยะทางที่ใช้หรือไม่ อาจพิจารณาจากสภาพภายในเป็นหลัก
เช่น เบาะหนัง-คอนโซล รวมถึงแผงประตูต่างๆ ว่ามีการเสื่อมสภาพจากการใช้งานมาก-น้อยเพียงใด นอกจากนี้
ควรทดสอบอุปกรณ์ไฟฟ้าต่างๆ ที่เป็นออปชั่นพิเศษ ของรถรุ่นนั้น เพราะอุปกรณ์เหล่านี้มักมีค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาที่สูงเป็นพิเศษ สภาพตัวถังภายนอก ควรตรวจดูว่ามีร่องรอยการเกิดอุบัติเหตุหนักหรือไม่ นอกจากนี้สภาพเครื่องยนต์ และพละกำลัง รวมถึงระบบช่วงล่าง และเบรค ก็เป็นสิ่งสำคัญ ควรทำการทดสอบขับเพื่อดูสมรรถนะ และการตอบสนองของเครื่องยนต์ รวมถึงประสิทธิภาพของช่วงล่างและระบบเบรคว่าอยู่ในสภาพที่สมบูรณ์หรือไม่ นอกจากนี้อาจพิจารณาถึงประวัติการซ่อมบำรุงของรถคันนี้ ว่ามีการบำรุงรักษาอย่างต่อเนื่องจากศูนย์บริการที่ได้มาตรฐานหรือไม่

ซื้อจากแหล่งที่เชื่อถือได้ จะได้ไม่เสียใจภายหลัง

การซื้อรถจากแหล่งที่เชื่อถือได้ เป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่ง รถซุปเปอร์คาร์ที่มีอยู่ในท้องตลาดปัจจุบัน มีทั้งรถที่มาจากตัวแทนนำเข้าที่ถูกต้องจากโรงงานผู้ผลิต ผู้นำเข้าอิสระ รถที่ประมูลจากกรมศุลกากร หรือ รถแบบจดประกอบ ซึ่งซุปเปอร์คาร์แต่ละรูปแบบก็มีข้อดีและข้อเสียที่แตกต่างกัน รถที่มาจากตัวแทนนำเข้าที่ถูกต้องจะมีความน่าเชื่อถือมากที่สุด ในเรื่องของความถูกต้องของตัวเล่มทะเบียน และการเสียภาษีนำเข้าที่ถูกต้อง นอกจากนี้รถซุปเปอร์คาร์มือสองบางคันที่มาจากตัวแทนจำหน่ายที่ถูกต้องและมีอายุไม่มาก อาจมีการรับประกันจากโรงงานผู้ผลิตเหลืออยู่ ซึ่งจะเป็นส่วนช่วยเพิ่มความมั่นใจในการดูแลรักษารถซุเปอร์คาร์คันนั้นมากยิ่งขึ้น แต่ข้อเสียของรถจากตัวแทนที่ถูกต้องคืออาจมีออปชั่นน้อยกว่าและมีราคาที่สูงกว่า สำหรับรถยนต์จากแหล่งอื่นๆ อาจต้องมีการตรวจสอบเล่มทะเบียนอย่างละเอียดเพื่อให้มั่นใจว่ารถคันดังกล่าวสามารถโอนผ่านมายังผู้ซื้อได้อย่างไม่มีปัญหา ส่วนข้อดีคืออาจมีออปชั่นที่มากกว่า

รถซุปเปอร์คาร์คันเก่า ขายที่ไหน ไม่โดนกดราคา

ถึงแม้ว่าจะได้ชื่อว่าเป็นซุปเปอร์คาร์ แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะหลีกหนีวิกฤต “ขายต่อราคาตก” ได้ หรือบางรุ่นที่ราคาไม่ตก แต่ต้องไปฝากขายก็อาจโดนกดราคาได้ เพราะฉะนั้นควรจะเช็คราคารถรุ่นนั้นๆ ที่มีวางขายอยู่ในตลาดรถมือสอง แล้วจึงทำการลงขายเองในเว็บไซต์ โดยอ้างอิงจากราคาตามปี และออปชั่นต่างๆ โดยไม่ต้องผ่านคนกลาง ก็จะได้ราคาตามที่เราต้องการขายจริง แต่อย่างไรก็ตามหากตั้งราคาสูงเกินไปอาจทำให้ใช้เวลานานกว่าที่รถจะขายได้ จนทำให้ราคาตกไปตามอายุของรถ

หากเป็นเมื่อก่อน จะซื้อขายซุปเปอร์คาร์มือสองทีคงจะต้องนั่งกลุ้ม แต่ปัจจุบันนี้ถือว่าเราโชคดีที่มีทางเลือกมากขึ้น ทิวนาถ รังสิพราหมณกุล กล่าวปิดท้ายว่า “Carmana.com สามารถเป็นตัวช่วยให้กับผู้บริโภค เพราะ        คาร์มานาเป็นแพลตฟอร์มออนไลน์สำหรับซื้อ-ขายรถมือสองระหว่างผู้บริโภค มาพร้อมบริการครบวงจร ที่จะมาเป็นคำตอบสำหรับซุปเปอร์คาร์เลิฟเวอร์ทั้งผู้ต้องการซื้อและต้องการขาย เพราะสามารถซื้อขายกับผู้ซื้อผู้ขายตัวจริง ไม่มีการบวกราคาเพิ่มจากคนกลาง และมีศูนย์ของคาร์มานาพร้อมช่างผู้ชำนาญการที่ช่วยตรวจสอบรถยนต์ ทั้งในและนอกสถานที่ ทำให้มั่นใจได้ว่าจะไม่โดนย้อมแมว หรือโดนโก่งราคา นอกจากนี้ คาร์มานายังมีบริการด้านเอกสาร ทั้งการโอนกรรมสิทธิ์รถยนต์** ไฟแนนซ์และการปิดไฟแนนซ์* รวมถึงให้คำปรึกษาด้านประกันรถยนต์ เรียกได้ว่ามา Carmana.com  ที่เดียวครบจัดการจนจบเสร็จสรรพเลยทีเดียว”

###

from:https://www.techtalkthai.com/second-hand-super-cars-carmana/

[PR] ซัมซุง ร่วมกับ มจธ. ประกาศความร่วมมือทางวิชาการ 
ผลักดันนวัตกรรมหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติเพื่ออุตสาหกรรมไทย

กรุงเทพฯ (12 เมษายน 2560) – ซัมซุง นำโดย นายจักรกฤษณ์ ศรีเงินยวง ผู้อำนวยการ แผนกทรัพยากรบุคคล บริษัท ไทยซัมซุง อิเลคโทรนิคส์ จำกัด (โรงงานศรีราชา) (ขวา) ร่วมกับ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) นำโดย รองศาสตราจารย์ ดร.ศักรินทร์ ภูมิรัตน อธิการบดี (ซ้าย) ลงนามประกาศความร่วมมือทางวิชาการเพื่อผลักดันนวัตกรรมหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติในงานอุตสาหกรรมไทย มุ่งเป้าสนับสนุนนักศึกษาภายใต้โครงการบูรณาการการเรียนรู้ร่วมกับการทำงาน สนับสนุนงานวิจัย รวมไปถึงกิจกรรมแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ผ่านบุคลากรทั้งสองฝ่าย โดย มจธ. ซึ่งเป็นศูนย์กลางการผลิตบุคลากรชั้นนำด้านนวัตกรรมหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติที่กำลังเป็นที่ต้องการของตลาดอุตสาหกรรม

โดยภายในระยะเวลาความร่วมมือ 3 ปี ซัมซุงและมจธ. มุ่งหวังว่าจะผลิตบุคลากรด้านหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติป้อนเข้าสู่ตลาดเพิ่มขึ้น และสนับสนุนให้นักศึกษา มจธ. เข้าฝึกงานจริงในโรงงานซัมซุง เพื่อตอบรับกระแสโลกในการปรับใช้เทคโนโลยีเข้ากับการผลิตในโลกธุรกิจยุคปัจจุบัน

from:https://www.techtalkthai.com/samsung-collabs-with-kmutt-working-on-robotics-and-automatic-system/

[PR] LINE ศูนย์กลางแห่งประสบการณ์ดิจิตอล ประกาศ 4 กลยุทธ์หลัก ปี 2017 
สยายปีกสู่ “Mobile Portal” มุ่งตอบสนองความต้องการผู้ใช้ชาวไทย เปลี่ยนชีวิตให้ง่ายขึ้น

กรุงเทพฯ ประเทศไทย – LINE ผู้นำด้านแพลตฟอร์มบนมือถือยอดนิยมระดับโลก เผยความสำเร็จปี 2016 พร้อมประกาศกลยุทธ์ “Mobile Portal” ชี้เทรนด์ดิจิตอล พร้อมนำเสนอเซอร์วิสและโซลูชั่นต่างๆ ที่จะช่วยให้ชีวิตผู้คนง่ายขึ้น ครอบคลุมทุกมิติของการใช้ชีวิต ได้แก่ การติดต่อสื่อสาร (Communication), คอนเทนต์ (Content), บริการ (Services) และการขายสินค้าและบริการ (Commerce)                

นายอริยะ พนมยงค์ กรรมการผู้จัดการ LINE ประเทศไทย กล่าวว่า “ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีความสำคัญ
เป็นอันดับ 2 ของ LINE ด้วยจำนวนผู้ใช้อินเทอร์เน็ตบนมือถือที่สูงถึง 94% ในปี 2016 LINE ตั้งเป้าในการเป็นมากกว่าแชทหรือ ‘Beyond Chat’ และต่อยอดธุรกิจสติกเกอร์ ซึ่งได้รับความสำเร็จมากมาย อาทิ

  • LINE TV สร้างการเติบโตของยอดวิวที่เพิ่มขึ้น 136% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา พร้อมสร้างปรากฏการณ์ของซีรี่ส์
    ที่เป็นทอล์ค ออฟ เดอะ ทาวน์ อย่าง ‘I HATE YOU I LOVE YOU,’ ‘ไดอารี่ตุ๊ดซี่ส์,’ และ O-Negative
  • LINE MAN บริการใหม่ซึ่งประกอบไปด้วยแมสเซนเจอร์ สั่งซื้ออาหารและของสะดวกซื้อ ที่เพิ่งเปิดตัวไป
    ในเดือนพฤษภาคม 2559 ด้วยจำนวนผู้ใช้งานสูงถึง 400,000 คน พร้อมจำนวนร้านอาหารมากกว่า 20,000 ร้านตั้งแต่สตรีท ฟู้ด ไปจนถึงภัตตาคาร ทำให้ LINE MAN ขึ้นสู่อันดับ 1 บริการส่งอาหาร ภายในระยะเวลาไม่ถึงหนึ่งปี
  • LINE GAME ครองอันดับ 1 ตลาดเกมมือถือในประเทศไทย
  • LINE STICKERS ได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่องด้วยจำนวนสติกเกอร์ดาวน์โหลดที่สูงกว่า 500 ล้านเซ็ต แสดงให้เห็นว่า สติกเกอร์ยังคงเป็นเครื่องมือสื่อสารที่คนไทยนิยมใช้ในการแสดงความรู้สึก

นอกจากนี้แล้ว LINE ยังได้รับการจัดอันดับให้เป็นหนึ่งใน Best Brand ในประเทศไทย และได้รับคัดเลือกให้เป็นบริษัทเทคโนโลยีที่คนอยากทำงานด้วยเป็นอันดับ 1 ในประเทศไทย”

และนี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา LINE ตระหนักดีว่า ประเทศไทยเป็น “Mobile First Country”
ด้วยจำนวนผู้ใช้อินเทอร์เน็ตบนมือถือที่สูงถึง 44 ล้านคน หรือประมาณ 2 ใน 3 ของจำนวนประชากรทั้งประเทศ                             จึงพิสูจน์ให้เห็นว่า โทรศัพท์มือถือเป็นศูนย์กลางของโลกดิจิตอล เนื่องจากคนไทยเข้าใช้งานอินเทอร์เน็ตครั้งแรก
ผ่านทางสมาร์ทโฟนมากกว่าคอมพิวเตอร์ ด้วยเหตุนี้ LINE จึงตั้งเป้าที่จะเป็นศูนย์กลางของสมาร์ทโฟนหรือที่เรียกว่า “Mobile Portal” เพื่อช่วยให้ชีวิตคนไทยง่ายและสะดวกมากยิ่งขึ้น

กลยุทธ์ของ LINE ถูกสร้างขึ้นจาก 4 ปัจจัยหลักในการใช้ชีวิต ได้แก่ การติดต่อสื่อสาร (Communication), คอนเทนต์ (Content), บริการ (Services) และ การขายสินค้าและบริการ (Commerce)

  • การติดต่อสื่อสาร (Communication) จากผลสำรวจของ Nielsen พบว่า คนไทยใช้เวลาเฉลี่ยบนสมาร์ทโฟน
    สูงถึง 234 นาทีต่อวัน
    โดย 1 ใน 3 ของเวลาการใช้งานสมาร์ทโฟน หรือประมาณ 70 นาทีต่อวัน                                   ถูกใช้บนแพลตฟอร์ม LINE เราจึงไม่หยุดนิ่งในการพัฒนาบริการเพื่อตอบรับกับไลฟ์สไตล์ต่างๆ
  • คอนเทนต์ (Content) ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นวิดีโอ เพลง และสิ่งพิมพ์ ต่างถูกย้ายมาอยู่บนโลกออนไลน์ โดยคนไทยใช้เวลาดูวิดีโอออนไลน์สูงถึง 133 นาทีต่อวัน หรือคิดเป็น 2 เท่าของค่าเฉลี่ยทั่วโลกที่ 65 นาทีต่อวัน จากรายงานของสมาคมโฆษณาดิจิทัล ประเทศไทย (DAAT) พบว่า งบโฆษณาบนช่องทางดิจิตอลจะเติบโตขึ้นกว่า 30% ในปีนี้ และเพื่อเป็นการตอบรับกับเทรนด์ดิจิตอลที่เกิดขึ้น LINE TV เตรียมสร้างสีสันด้วยการเปิดตัวคอนเทนต์กลุ่มใหม่ทั้งกีฬา (Sports) และความงาม (Beauty) เพิ่มขึ้นจากละคร (Drama), บันเทิง (Entertainment), เพลง (Music), อนิเมชั่น (Animation) และถ่ายทอดสด (LIVE) พร้อมกันนี้ยังวางแผนขยายพันธมิตรรายใหญ่ต่างๆ อาทิ ช่อง 8, พีพีทีวี, ไทย ไฟท์ และจีบัน นอกจากนี้ยังมี LINE TODAY ที่เพิ่งเปิดตัวไปภายในเวลาไม่ถึง 1 ปี ด้วยฟีเจอร์ “News Tab” ที่ช่วยให้การเข้าถึงข้อมูลข่าวสารง่ายขึ้น พร้อมตั้งเป้าขึ้นสู่อันดับ 1 แพลตฟอร์มข้อมูลข่าวสารบนมือถือ โดยจะเริ่มสร้างรายได้ในไตรมาสสุดท้ายของปีนี้
  • บริการ (Services) ปัจจุบันมีแอพพลิเคชั่นจำนวนมากที่ถูกสร้างขึ้นรวมทั้งสิ้นประมาณ 2.2 – 2.6 ล้านแอพพลิเคชั่น ในขณะที่จำนวนแอพพลิเคชั่นเฉลี่ยที่คนส่วนใหญ่ดาวน์โหลดมีเพียง 32 แอพพลิเคชั่นต่อหนึ่งอุปกรณ์เท่านั้น ยิ่งไปกว่านั้นมีเพียง 3 – 5 แอพพลิเคชั่นที่ถูกใช้งานในแต่ละวัน ด้วยเหตุนี้ LINE จึงพัฒนา Chat BOT ขึ้นมาเพื่อใช้ทดแทนแอพพลิเคชั่นด้วยการเข้าถึงบริการต่างๆ ได้จาก LINE เพียงที่เดียว โดยไม่ต้องดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่นเพิ่ม ไม่ว่าจะเป็น Chat BOT ของ LINE เอง เช่น LINE FINANCE หรือจากพาร์ทเนอร์ เช่น Uber และ Wongnai รวมถึงแบรนด์ต่างๆ อาทิ Citibank, FWD, Lazada, Krungthai AXA, Maybank, Shell และ Uniliver
  • การขายสินค้าและบริการ (Commerce) ปัจจุบันการขายสินค้าออนไลน์หรือ e-commerce ยังคงมีสัดส่วน
    ที่เล็กมากเพียง 3.8% ของมูลค่าการค้าปลีกทั้งหมด
    LINE จึงมองเห็นโอกาสในการเชื่อมต่อโลกออฟไลน์
    และออนไลน์ หรือที่เรียกว่า บริการในรูปแบบ O2O (Offline to Online) เราจึงมีการเปิดตัว Beacon ซึ่งร้านค้าต่างๆ สามารถติดตั้ง Beacon เพื่อให้ข้อมูลผลิตภัณฑ์และมอบคูปองโปรโมชั่นต่างๆ เมื่อลูกค้ามาใช้บริการที่ร้านค้า นอกจากนี้ยังมี LINE MAN ที่ขยายรูปแบบการให้บริการจากแมสเซนเจอร์ สั่งซื้ออาหาร และของสะดวกซื้อ ไปสู่บริการรับส่งพัสดุ (Postal) โดยการจับมือกับ Alpha เพื่อเพิ่มความสะดวกให้กับผู้ใช้งาน

“ในฐานะผู้นำด้านแพลตฟอร์มบนมือถือและเป้าหมายการเป็น ‘Mobile Portal’ LINE ยังคงมุ่งมั่นในการพัฒนาเซอร์วิส และโซลูชั่นใหม่ๆ เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้คน และเพิ่มความสะดวกสบายในการใช้ชีวิต พร้อมทั้งสานต่อพันธกิจในการเชื่อมต่อข้อมูล ผู้ใช้ และบริการให้ใกล้กันมากขึ้น ภายใต้แนวคิด ‘Closing the Distance’ และพร้อมเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในระบบดิจิตอล อีโคโนมี่ (Digital Economy) ในประเทศไทยนายอริยะกล่าวทิ้งท้าย

from:https://www.techtalkthai.com/line-4-strategies-for-2017/

[PR] เปิดตัว “Carmana.com” เว็บรถบ้านมือสองครบวงจร สื่อกลางระหว่างผู้ซื้อ ผู้ขายตัวจริง ครั้งแรกในเมืองไทย ชูจุดเด่น “สะดวกสบาย-คุ้มราคา-เชื่อถือได้”

คาร์มานาเปิดตัว “Carmana.com” เว็บไซต์ซื้อขายรถบ้านมือสองครบวงจร แพล็ตฟอร์มดิจิทัลทางเลือกใหม่ตอบรับไลฟ์สไตล์ออนไลน์ที่เป็นตัวเชื่อมระหว่างผู้ซื้อและผู้ขาย ให้ซื้อขายรถยนต์ได้กับเจ้าของตัวจริง ไม่ผ่านคนกลาง พร้อมบริการเสริมครบแบบวันสต็อปเซอร์วิส ด้วยจุดเด่น “สะดวกสบาย-คุ้มราคา-เชื่อถือได้ ครั้งแรกที่จะเปิดมิติใหม่ของการซื้อขายรถยนต์มือสองในเมืองไทย พร้อมกลยุทธ์การตลาดเจาะกลุ่มเป้าหมาย เน้นสร้างการรับรู้และเห็นถึงข้อดีของคาร์มานา ตั้งเป้ายอดซื้อขาย 30,000 คัน ใน 3 ปี

ณพล ชัยศิลป์วัฒนา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท คาร์มานา จำกัด กล่าวว่า “ที่มาของคาร์มานานั้นเริ่มต้นจากการเล็งเห็นความต้องการของผู้บริโภคในการซื้อขายรถยนต์มือสองในเมืองไทย ที่ต้องการความสะดวกสบาย ราคายุติธรรม และความน่าเชื่อถือ ตลอดจนมีบริการเสริมครบวงจร แต่ที่ผ่านมาอาจจะยังไม่มีบริการใดที่เติมเต็มความต้องการได้อย่างครบถ้วน ประกอบกับพฤติกรรมผู้บริโภคยุคดิจิทัลที่กำลังเปลี่ยนแปลงไป มีไลฟ์สไตล์ที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมออนไลน์มากขึ้น ไม่ว่าจะหาข้อมูล กิจกรรมโซเชียล หรือการช้อปปิ้งออนไลน์   จากข้อมูลล่าสุดพบว่าคนไทยมีอัตราการเข้าถึงอินเทอร์เน็ต 67% จากจำนวนประชากรทั้งหมด อยู่ในลำดับที่ 18 ของโลก และใช้เวลาในโลกออนไลน์เฉลี่ยถึง 6.4 ชั่วโมงต่อวัน นอกจากนี้ยังคาดการณ์ว่าจะมีการเติบโตของ อีคอมเมิร์ซ 16% ในปีนี้เมื่อเทียบกับปี 2559 และยังคงมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งผู้บริโภคยุคใหม่มีการซื้อขายสินค้าแบบผู้บริโภคถึงผู้บริโภคโดยตรง Customer-to-customer (C2C) ผ่านช่องทางออนไลน์มากขึ้นในหลายๆ กลุ่มสินค้ารวมถึงรถยนต์ จึงเป็นเรื่องที่ดี หากสามารถเพิ่มทางเลือกในการซื้อขายรถบ้านมือสองมาอยู่บนแพล็ตฟอร์มออนไลน์ ที่เพิ่มความสะดวกสบาย ด้วยราคาซื้อขายที่ยุติธรรม ทั้งยังมีบริการเสริมครบ เพื่อเป็นทางเลือกใหม่ที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคชาวไทย”

“จากโอกาสที่คาร์มานามองเห็น จึงเป็นที่มาของเว็บไซต์ซื้อขายรถบ้านมือสอง Carmana.com เพื่อเป็นสื่อกลางที่เป็นตัวเชื่อมระหว่างผู้ซื้อและผู้ขายโดยตรง โดยไม่ผ่านคนกลาง (Customer-to-customer – C2C) พร้อมบริการครบวงจร ตลอดจนเป็นผู้ช่วย และที่ปรึกษาด้านการซื้อขายรถมือสอง แก่ผู้ซื้อและผู้ขายที่อาจไม่มั่นใจในการซื้อขายรถมือสองหรือไม่มีความรู้เรื่องรถมากนัก ซึ่งคาร์มานาเป็นช่องทางใหม่ ในแพล็ตฟอร์มดิจิทัล ด้วยความโดดเด่น 3 ข้อคือ “สะดวกสบาย-คุ้มราคา-เชื่อถือได้” ซึ่งจะช่วยให้ผู้ซื้อได้รถยนต์ที่ถูกใจในราคาสมเหตุสมผลเนื่องจากมีขั้นตอนการตรวจสอบผู้ขายทุกราย ให้มั่นใจได้ว่าเป็นเจ้าของรถตัวจริง ช่วยตัดปัญหาการเพิ่มราคาจากคนกลาง และยังเปิดพื้นที่ให้ประกาศขายรถโดยไม่มีค่าใช้จ่ายอีกด้วย นอกจากนี้ยังมีบริการถ่ายภาพรถแบบมืออาชีพฟรี สำหรับผู้ขายที่ต้องการภาพรถในมุมที่สวยงาม เพื่อดึงดูดผู้ซื้อและเพิ่มโอกาสการขาย โดยปัจจุบันมีรถประกาศขายบน Carmana.com กว่า 1,700 คัน โดยมีให้เลือกหลากหลายประเภทตามความต้องการ ตั้งแต่ อีโคคาร์ ซีดานทุกระดับราคา เอสยูวี รถกระบะ รถตู้ ไปจนถึงซุปเปอร์คาร์ ที่สำคัญคาร์มานายังมีบริการเสริม ได้แก่ บริการตรวจสภาพรถยนต์อย่างละเอียด 186 จุดโดยผู้เชี่ยวชาญ และมีเจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคนิคระดับมืออาชีพร่วมทดสอบคุณภาพและทดลองขับรถยนต์ รวมถึงให้คำปรึกษาเพื่อสร้างความมั่นใจก่อนตัดสินใจซื้อ พร้อมให้คำแนะนำด้านจัดไฟแนนซ์ ปิดไฟแนนซ์* ประกันภัยรถยนต์ และบริการเดินเรื่องเอกสารโอนกรรมสิทธิ์รถฟรี** โดยให้บริการที่ศูนย์บริการ ‘คาร์มานา ฮับ (Carmana Hub)’ ถนนพระราม 3 เรียกได้ว่าสามารถจบทุกการซื้อขายรถบ้านมือสองได้ในเว็บไซต์เดียว (One-stop Service)”

“ในช่วงแรกของการเปิดตัว คาร์มานาตั้งเป้าสร้างการรับรู้และทำให้ผู้บริโภคเห็นถึงข้อดีของคาร์มานา รวมทั้งเข้าใช้บริการเว็บไซต์ให้มากที่สุด เพื่อการขยายโอกาสในตลาดรถยนต์มือสองซึ่งเป็นตลาดใหญ่ มีโอกาสเติบโตอีกมากในอนาคต กลยุทธ์ทางการตลาดในปีนี้จึงเน้นทั้งออนไลน์และออฟไลน์ผ่านหลายช่องทางที่เข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย ทั้งการโปรโมทเว็บไซต์ ที่ปัจจุบันมียอดผู้เข้าเยี่ยมชมกว่า 1,300,000 ครั้ง มีเฟสบุ้ค แฟนเพจ ที่เป็นช่องทางในการสื่อสารกับผู้บริโภค ทั้งทำคอนเทนต์มาร์เก็ตติ้ง ด้วยการแชร์เคล็ดลับดีๆ เกี่ยวกับการดูแลรถยนต์ การซื้อขายรถยนต์ ตลอดจนกิจกรรมและโปรโมชั่นต่างๆ จากคาร์มานา และยังมีการทำภาพยนตร์โฆษณาหลายเวอร์ชั่น เปรียบเปรยให้เห็นถึงสิ่งที่ผู้บริโภคต้องพบเจอยามที่คิดจะซื้อรถยนต์มือสองโดยใช้สำนวนไทย พร้อมสื่อสารข้อดีของการซื้อขายรถยนต์มือสองกับ Carmana.com ผ่านพระเอกซึ่งเป็นเพนกวินชื่อ Mr. Mana ในรูปแบบที่เข้าใจง่ายและสร้างอารมณ์ขัน ทำให้ผู้ชมจดจำจุดเด่นของแบรนด์ได้ในทันที ส่งผลให้มียอดวิวเฉียด 1 ล้านครั้ง รวมทั้งยังโปรโมทคาร์มานาผ่านสื่อโฆษณาต่างๆ ทั้งวิทยุ สื่อนอกบ้าน และสื่อในรถไฟฟ้าใต้ดิน โดยใช้สโลแกน ‘Carmana.com เว็บรถบ้านมือสองครบวงจร ซื้อสบาย ขายฟรี ไม่มีคนกลาง’ รวมถึงการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายผ่านกิจกรรมทางการตลาดในงานมหกรรมรถยนต์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น Motor Expo 2016
และ Bangkok Used Cars Show 2017”
ณพลกล่าวเสริม

“คาร์มานามีจุดเด่นที่ชัดเจน และสามารถตอบในสิ่งที่ผู้บริโภคมองหาได้ เราจึงมั่นใจว่าจะได้รับการตอบรับที่ดีจากผู้บริโภคชาวไทยและจะสร้างความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในตลาดรถยนต์มือสองของไทย โดยคาร์มานาตั้งเป้ายอดซื้อขายรถบ้านมือสองผ่าน Carmana.com ไม่ต่ำกว่า 800 คันภายในสิ้นปี และเพิ่มเป็น 30,000 คัน ภายใน 3 ปี”  ณพล กล่าวทิ้งท้าย

###

*เป็นไปตามข้อกำหนดและเงื่อนไขของบริษัท

**คาร์มานาจัดการเรื่องเอกสารการโอนกรรมสิทธิ์รถยนต์ให้ฟรี ซึ่งลูกค้าจะต้องชำระค่าธรรมเนียมที่ราชการเรียกเก็บด้วยตนเอง เช่น ค่าธรรมเนียมการโอน ภาษี อากรแสตมป์ เป็นต้น

from:https://www.techtalkthai.com/carmana-dot-com-grand-opening/

[PR] สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) ยกเลิกการประกาศห้ามนำกาแลคซี่ โน้ต 7 ขึ้นเครื่องแล้ว

สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) ประกาศแจ้งหน่วยงานกำกับดูแลความปลอดภัยด้านการบินพลเรือนของประเทศ ผู้ดำเนินการเดินอากาศ และเจ้าหน้าที่ประจำอากาศยาน ให้ยกเลิกการประกาศแจ้งเตือนผู้โดยสารก่อนขึ้นเครื่องบินว่าสมาร์ทโฟนซัมซุง กาแลคซี่ โน้ต 7 เป็นวัตถุที่ห้ามนำขึ้นเครื่องบิน

สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย ประกาศยกเลิกข้อบังคับให้ต้องประกาศเตือนผู้โดยสารเกี่ยวกับสมาร์ทโฟนซัมซุง กาแลคซี่ โน้ต 7 ก่อนผู้โดยสารขึ้นเครื่องบินโดยให้เหตุผลว่าสมาร์ทโฟนซัมซุง กาแลคซี่ โน้ต 7 ได้ถูกเรียกกลับคืนโดยผู้ผลิตมาแล้วจำนวนมากกว่าร้อยละ 96 ของจำนวนที่จำหน่ายทั่วโลก ประกอบกับ ผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์มือถือทั่วโลกให้ความร่วมมือกับซัมซุงเพื่อส่งเฟิร์มแวร์ไปยังสมาร์ทโฟนที่ยังไม่ถูกส่งกลับคืนมา ส่งผลให้สมาร์ทโฟนเหล่านี้ไม่สามารถประจุไฟฟ้าใหม่ได้ และในประเทศไทยมิได้มีการจัดจำหน่ายสมาร์ทโฟนรุ่นดังกล่าว โดยประกาศยกเลิกนี้มีผลตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป

from:https://www.techtalkthai.com/caat-cancels-samsung-galaxy-note-7-prohibition/

[PR] แกร็บ (Grab) จับมือ 8 สถาบันทางการเงินชั้นนำ มอบโปรโมชั่น “ใช้แกร็บเพย์ เพื่อสิทธิพิเศษที่เหนือกว่า” เมื่อชำระผ่านบริการ แกร็บเพย์ (GrabPay)

  • จับมือกับสถาบันทางการเงิน เพื่อมอบสิทธิพิเศษให้กับทุกท่านที่ใช้จ่ายผ่านบริการ แกร็บเพย์ ยาวตลอดทั้งเดือนนี้
  • ใช้ได้กับบริการต่าง ๆ ของแกร็บ อันได้แก่ แกร็บแท็กซี่ (GrabTaxi) แกร็บคาร์ (GrabCar) แกร็บคาร์พรีเมี่ยม (GrabCar Premium) และ แกร็บไบค์เดลิเวอรี่ GrabBike (Delivery)

กรุงเทพ ฯ, 7 มีนาคม 2560 –  แกร็บ (Grab) ผู้นำแพลตฟอร์มด้านการขนส่งชั้นนำในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ตอกย้ำพันธกิจเพื่อมอบความสะดวกสบาย ปลอดภัย และมั่นใจ โดยล่าสุดจับมือร่วมเป็นพันธมิตรกับ 8 สถาบันการเงินชั้นแนวหน้าของประเทศไทย ได้แก่ ธนาคารซิตี้แบงก์ กรุงศรีเครดิตการ์ด ธนาคารกรุงเทพ ธนาคารกสิกรไทย บัตรเครดิตเคทีซี ธนาคารยูโอบี กรุงศรีเฟิร์สช้อยส์ และเทสโก้โลตัสเครดิตการ์ด เพื่อมอบความสะดวกสบายให้แก่ผู้โดยสารที่ชำระค่าโดยสารด้วยบัตรเครดิตและบัตรเดบิตผ่าน บริการ แกร็บเพย์ (GrabPay) พร้อมตอกย้ำความเป็นผู้นำของแอพพลิเคชั่นเรียกรถโดยสารที่สถาบันทางการเงินในประเทศไทยให้ความไว้วางใจ ส่งโปรโมชั่น “ใช้แกร็บเพย์ เพื่อสิทธิพิเศษที่เหนือกว่า” ที่ร่วมกับ 8 พันธมิตรของเรา เพื่อสนับสนุนให้ทุกท่านชำระค่าบริการโดยไม่ต้องพกเงินสด เพื่อเพิ่มความปลอดภัยในทุก ๆ การเดินทาง

โดยเนื่องในโอกาสฉลองการจับมือเป็นพันธมิตรในครั้งนี้ แกร็บ และ 8 สถาบันทางการเงินชั้นนำ ได้มอบโปรโมชั่นสุดพิเศษ  “ใช้แกร็บเพย์ เพื่อสิทธิพิเศษที่เหนือกว่า” ให้แก่ผู้โดยสารที่ชำระค่าโดยสารผ่านบริการ แกร็บเพย์ (GrabPay) ด้วยบัตรเครดิต ตั้งแต่วันที่ 1-31 มีนาคมนี้ กับทุกบริการของ แกร็บ ได้แก่ แกร็บแท็กซี่ (GrabTaxi) แกร็บคาร์ (GrabCar) แกร็บคาร์พรีเมี่ยม (GrabCar Premium) และ แกร็บไบค์เดลิเวอรี่ GrabBike (Delivery) โดยข้อเสนอพิเศษนั้น ได้แก่ การมอบส่วนลดมูลค่า 100 บาท ให้กับผู้ใช้บริการแกร็บเพย์เป็นครั้งแรก และยังมอบส่วนลดในการเดินทางมูลค่า 50 บาท สูงสุดถึง 8 ครั้ง พร้อมรับเครดิตเงินคืนมูลค่าสูงสุดถึง 270 บาท สำหรับผู้โดยสารที่ใช้บริการแกร็บเพย์และจ่ายค่าโดยสารด้วยบัตรเครดิตที่ร่วมรายการ

นายยี วี แตงผู้อำนวยการประจำประเทศไทยบริษัท แกร็บ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “เรายินดีเป็นอย่างยิ่ง ที่ได้เป็นส่วนร่วมในการช่วยมอบความสะดวกสบายให้กับทั้งผู้โดยสารและสมาชิกคนขับ โดยปัจจุบัน แกร็บ ได้ให้บริการใน 35 เมือง ใน 6 ประเทศ มีสมาชิกคนขับทั้งหมดมากกว่า 710,000 คน และในฐานะที่เราเป็นผู้แพลตฟอร์มด้านการขนส่งชั้นนำในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นั้น เราจะช่วยพัฒนาภูมิภาคของเราให้ดีขึ้น โดยพยายามทำให้คนหันมาใช้บริการชำระเงินผ่านโทรศัพท์ให้มากขึ้น โดยผ่านบริการ แกร็บเพย์ และเราเชื่อมั่นเป็นอย่างยิ่งว่าการที่เราได้จับมือร่วมกับ 8 สถาบันชั้นนำทางการเงินนั้น สามารถช่วยให้ทั้งผู้โดยสารและสมาชิกคนขับรู้สึกปลอดภัยมากขึ้น เมื่อใช้บริการ แกร็บเพย์ ของเรา”

เมื่อเดือนมกราคม 2559 แกร็บ ได้มอบทางเลือกในการชำระค่าโดยสารอันสะดวกสบายโดยไม่ต้องพกเงินสดให้แก่ผู้โดยสารผ่านบริการ แกร็บเพย์ โดยท่านสามารถเลือกชำระค่าโดยสารได้ถึง 3 ทาง ไม่ว่าจะเป็น ผ่านบัตรเครดิต บัตรเดบิต หรือระบบอาลีเพย์ โดยลงทะเบียนแค่เพียงครั้งเดียว และทั้งผู้โดยสารและสมาชิกคนขับได้รับประสบการณ์ในการเดินทางที่สะดวกสบายมากขึ้น

และเพื่อสร้างความมั่นใจและปลอดภัยให้กับทั้งผู้โดยสารและผู้ขับขี่ แกร็บ ได้ร่วมมือกับหลายภาคส่วน เพื่อทำให้เรากลายเป็นองค์กรระดับโลก และนอกจากนั้น เรายังลงทุนไปกับการเก็บรักษาข้อมูลของผู้โดยสารทุกท่าน เพื่อทำให้ทุกท่านสามารถไว้ใจและเชื่อใจได้ว่าบริการของเรานั้นมีความปลอดภัยเป็นอย่างมาก

ผู้โดยสารที่สนใจสามารถใช้บริการ แกร็บเพย์ ได้แล้ววันนี้ เพียงดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่น แกร็บ จากสมาร์ทโฟนในระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ (Android) และไอโอเอส (iOS) ผ่านกูเกิ้ลเพลย์ (Google Play) หรือ แอพสโตร์ (App Store) รายละเอียดเพิ่มเติมสามารถเข้าชมได้ที่ https://www.grab.com/th/en/blog/ultimategrabpay/

รายละเอียดโปรโมชั่น “ใช้แกร็บเพย์ เพื่อสิทธิพิเศษที่เหนือกว่า” เมื่อชำระผ่านบริการ แกร็บเพย์ (GrabPay)

* สงวนสิทธ์เฉพาะบัตร Visa Mastercard American Express และ UnionPay เท่านั้น

#####

เกี่ยวกับ แกร็บ

แกร็บ (Grab) ผู้นำแพลตฟอร์มด้านการขนส่งในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ความท้าทายของเราคือการแก้ปัญหาด้านระบบขนส่งและทำให้คนทั้ง 620 ล้านคนในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้รู้สึกถึงความสะดวกสบายในการเดินทางอย่างแท้จริง แอพพลิเคชั่นแกร็บให้บริการที่หลากหลาย ซึ่งช่วยมอบทางเลือกในการเดินทางที่มีความรวดเร็วปลอดภัยและเชื่อถือได้ ให้แก่ทั้งผู้ขับขี่และผู้โดยสาร รวมไปถึงบริการชำระเงินผ่านโทรศัพท์ ด้วยบริการ แกร็บเพย์ (GrabPay) ปัจจุบันแกร็บเปิดให้บริการในสิงคโปร์ อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย ไทย และเวียดนาม ติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ http://www.grab.com

from:https://www.techtalkthai.com/grab-collabs-with-8-finalcial-institues-on-grab-pay-promotion/