คลังเก็บป้ายกำกับ: VERVE

[PR] Samsung Portable SSD T5 นวัตกรรมล่าสุดของฮาร์ดดิสก์แบบพกพา
มาพร้อมการทำงานที่รวดเร็วและการเข้ารหัสเพื่อความปลอดภัยของข้อมูล

โซลิดสเตตไดรฟ์รุ่นใหม่ที่มาพร้อมกับขนาดกะทัดรัด ทนทาน ผลิตด้วยเทคโนโลยีการเรียงชิปความจำแบบ
V-NAND เพิ่มความเร็วในการอ่านและเขียนข้อมูล พร้อมคุณสมบัติการเข้ารหัสข้อมูลเพื่อความปลอดภัย

ซัมซุง เปิดตัว Samsung Portable SSD T5 โซลิดสเตตไดรฟ์ (Solid State Drive) แบบพกพารุ่นล่าสุดที่ยกระดับฮาร์ดดิสก์แบบพกพาขึ้นไปอีกขั้นด้วยขนาดกะทัดรัดและความทนทานสูง ผลิตโดยใช้เทคโนโลยีการเรียงชิปความจำแบบ 64-layer V-NAND ส่งผลให้ถ่ายโอนข้อมูลได้อย่างรวดเร็วที่สุดในกลุ่มโซลิดสเตตไดรฟ์แบบพกพา อีกทั้งยังมีคุณสมบัติการเข้ารหัสข้อมูลเพื่อความปลอดภัย ช่วยให้ผู้บริโภคสามารถเรียกใช้ข้อมูลที่สำคัญในโซลิดสเตตไดรฟ์ได้ทุกที่ทุกเวลา

นายอุนซู คิม รองประธานอาวุโสฝ่ายการตลาด ธุรกิจหน่วยความจำ บริษัท ซัมซุง อิเลคโทรนิคส์ จำกัด กล่าวว่าตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ซัมซุงพยายามหาความเป็นไปได้ใหม่ๆ ในการพัฒนาฮาร์ดดิสก์แบบพกพาอย่างต่อเนื่อง ซึ่ง Samsung Portable SSD T5 เป็นหนึ่งในผลิตภัณฑ์ที่เรานำเสนอเพื่อตอกย้ำความเป็นผู้นำทางด้านนวัตกรรมของซัมซุง โซลิดสเตตไดรฟ์รุ่นนี้มีความเร็วในการอ่านและเขียนข้อมูลสูง น้ำหนักเบา คงทนแข็งแรง และพกพาได้ง่าย เรามั่นใจเป็นอย่างยิ่งว่า Samsung Portable SSD T5 จะเติมเต็มทุกความต้องการของผู้บริโภคได้อย่างสมบูรณ์แบบ เหมาะสำหรับผู้บริโภคทั่วไปและผู้ใช้งานระดับมืออาชีพที่ต้องการฮาร์ดดิสก์พกพาที่ทำงานได้เร็ว ทนทาน และมีความปลอดภัยสูง   

Samsung Portable SSD T5 มีความเร็วในการอ่านและเขียนข้อมูลสูงถึง 540 เมกกะไบต์ต่อวินาที    ซึ่งเร็วกว่าโซลิดสเตตไดรฟ์รุ่นก่อนถึง 4.9 เท่า เหมาะกับการใช้งานของทุกคน ทั้งผู้มีอาชีพด้านงานออกแบบ นักธุรกิจ ผู้ประกอบการด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ และผู้ใช้ทั่วไปที่ต้องการเรียกใช้ข้อมูลต่างๆ อย่างรวดเร็วและสะดวกสบาย Samsung Portable SSD T5 มีน้ำหนักเบาเพียง 51 กรัม และขนาดเพียง 3.0 x 2.3 x 0.4 นิ้ว ซึ่งเล็กกว่านามบัตร ผลิตจากอะลูมิเนียม มีให้เลือก 2 สี ได้แก่ สีดำ (Deep Black) (ความจุ 1 และ 2 เทราไบต์) และสีน้ำเงิน (Alluring Blue) (ความจุ 250 และ 500 กิกะไบต์)

Samsung Portable SSD T5 ถูกออกแบบให้ไม่สามารถถอดหรือแยกชิ้นส่วนได้ อีกทั้งยังมีโครงสร้างภายในที่ทนทานต่อแรงกระแทก ช่วยลดความกังวลให้กับผู้ใช้ที่ทำโซลิดสเตตไดรฟ์แบบพกพานี้ตกจากความสูงในระยะ 2 เมตร ซัมซุงยังมีซอฟต์แวร์ Samsung Portable SSD สำหรับ PCs และ Macs ซึ่งรองรับมาตรฐานการเข้ารหัสข้อมูลแบบ AES 256-bit ช่วยให้ผู้ใช้งานปรับตั้งค่าความปลอดภัยต่างๆ หรืออัพเดทเฟิร์มแวร์และซอฟต์แวร์รุ่นล่าสุดได้โดยง่าย นอกจากนี้ซัมซุงยังมีแอพพลิเคชั่นสำหรับสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ตที่ใช้ระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ เพื่อความสะดวกในการใช้งานที่มากขึ้น และ Samsung Portable SSD T5 ยังถูกออกแบบให้มีพอร์ตเชื่อมต่อ 2 แบบ คือ USB-C to C และ USB-C to A เพื่อรองรับการทำงานร่วมกับอุปกรณ์ที่หลากหลายอีกด้วย

ซัมซุงมอบการรับประกันเป็นเวลา 3 ปีให้กับ Samsung Portable SSD T5 ซึ่งวางจำหน่ายทั่วโลกแล้ว สำหรับในเมืองไทยจำหน่ายในราคาเริ่มต้นที่ 4,290 – 27,009  บาท อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.samsung.com/T5

รายละเอียดผลิตภัณฑ์

ประเภท

Samsung Portable SSD T5

ความจุ

2 เทราไบต์/1 เทราไบต์ (สีดำDeep Black)
500
กิกะไบต์/250 กิกะไบต์ (สีน้ำเงินAlluring Blue)

พอร์ตเชื่อมต่อ

USB 3.1 (รุ่นที่ 2, ความเร็วในการถ่ายโอนสูงสุด 10 กิกะบิตต่อวินาที) รองรับการใช้งานกับพอร์ตเชื่อมต่อรุ่นที่เก่ากว่า

ขนาด (ยาว x กว้าง x สูง)

74 x 57.3 x 10.5 มิลลิเมตร (3.0 x 2.3 x 0.4 นิ้ว)

น้ำหนัก

51 กรัม

ความเร็วในการถ่ายโอนข้อมูล

สูงสุด 540 เมกะไบต์/วินาที

โหมด UASP

รองรับ

มาตรฐานการเข้ารหัสข้อมูล

AES 256-bit ที่ระดับฮาร์ดแวร์

ซอฟต์แวร์สำหรับจัดการ
ความปลอดภัย

Samsung Portable SSD

มาตรฐานการรับรอง

CE, BSMI, KC, VCCI, C-tick, FCC, IC, UL, TUV, CB

มาตรฐาน RoHS ที่ใช้

RoHS2

เงื่อนไขการรับประกัน

3 ปี

###

เกี่ยวกับ ซัมซุง อิเลคโทรนิคส์

บริษัท ซัมซุง อิเลคโทรนิคส์ จำกัด จุดประกายแรงบันดาลใจสร้างแรงบันดาลใจและสร้างวิถีแห่งอนาคต ด้วยความคิดสร้างสรรค์และเทคโนโลยีที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้น โดยบริษัทได้สร้างนิยามใหม่ให้แก่โลกของโทรทัศน์ สมาร์ทโฟน อุปกรณ์อัจริยะสวมใส่ได้ แท็บแบล็ต เครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้าน ระบบเครือข่าย หน่วยความจำ เซมิคอนดักเตอร์ และ LED โซลูชั่น สำหรับข่าวสารล่าสุด ท่านสามารถเยี่ยมชม Samsung Newsroom ได้ที่ news.samsung.com

from:https://www.techtalkthai.com/samsung-portable-ssd-t5/

Advertisements

[PR] แกร็บ ประกาศได้ ตีตี ชูสิง (Didi Chuxing) และซอฟท์แบงค์ (SoftBank) เป็นผู้ลงทุนหลักในการระดมทุนครั้งล่าสุด

  • การลงทุนด้านกลยุทธ์จาก ตีตี ชูสิง และซอฟท์แบงค์ ซึ่งมีมูลค่ารวม 2 พันล้านดอลล่าร์สหรัฐจะช่วยเสริมความแข็งแกร่งของการเป็นพันธมิตรของแกร็บกับทั้งสองบริษัท
  • แกร็บ ตั้งเป้าระดมทุนรวม 2.5 พันล้านดอลล่าร์สหรัฐจากการระดมทุนครั้งนี้
  • การสนับสนุนด้านเงินทุนครั้งใหม่ดังกล่าวจะมาช่วยเสริมความแข็งแกร่งของ แกร็บ ซึ่งเป็นผู้นำตลาดเรียกรถโดยสารแบบออนดีมานด์และผู้ให้บริการชำระเงินในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

Credit: ShutterStock.com

สิงค์โปร์ 24 กรกฎาคม 2560 – แกร็บ ผู้ให้บริการแพลตฟอร์มการเรียกรถโดยสารแบบออนดีมานด์และการชำระเงินผ่านมือถือชั้นนำในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ล่าสุดประกาศได้ ตีตี ชูสิง (Didi Chuxing) หรือ   “ตีตี” (DiDi) แพลตฟอร์มเรียกรถผ่านมือถือแบบวันสต็อปชั้นนำของโลก และซอฟท์แบงค์ กรุ๊ป คอร์ปอเรชั่น (SoftBank Group Corp) หรือ “ซอฟท์แบงค์” (SoftBank) ผู้นำด้านการปฏิวัติเทคโนโลยีด้านข้อมูลระดับโลก เป็นผู้ร่วมทุนหลักรวม 2 พันล้านดอลล่าร์สหรัฐในการระดมทุนครั้งล่าสุด โดย แกร็บ คาดว่าจะสามารถระดมทุนได้เพิ่มอีก 500 ล้านดอลล่าร์สหรัฐและสรุปยอดการระดมทุนครั้งนี้ที่  2.5 พันล้านดอลล่าร์สหรัฐจากผู้ร่วมลงทุนรายเดิมและรายใหม่ โดยถือเป็นยอดเงินลงทุนที่ได้จากการระดมทุนครั้งเดียวที่สูงที่สุดในประวัติศาสตร์ของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ทั้งนี้ ตีตี และ ซอฟท์แบงค์ จะให้การสนับสนุนวิสัยทัศน์ของ แกร็บ อย่างต่อเนื่องในการช่วยให้ผู้โดยสารในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้สามารถเข้าถึงการเดินทางที่ปลอดภัยและผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่น่าเชื่อถือ รวมถึงสร้างงานสร้างรายได้ให้กับคนในภูมิภาค ปัจจุบัน แกร็บ ถือเป็นแอพพลิเคชั่นผู้ให้บริการขนส่งและเรียกรถโดยสารที่ครองส่วนแบ่งการตลาดสูงสุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ด้วยส่วนแบ่งการตลาดบริการเรียกรถแท็กซี่จากผู้ให้บริการรายนอกที่ 95% และส่วนแบ่งตลาดบริการเรียกรถโดยสารส่วนบุคคลที่ 71% โดย แกร็บ มุ่งมั่นในการคงไว้ซึ่งตำแหน่งผู้นำตลาด พร้อมได้ลงทุนเพิ่มเติมในส่วนของบริการแกร็บเพย์ซึ่งเป็นโซลูชั่นชำระเงินผ่านมือถือในกรรมสิทธิ์ของแกร็บ

นายแอนโทนี ตัน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ร่วมก่อตั้งแกร็บ กล่าวว่า “แกร็บ รู้สึกยินดีที่ได้สานความเป็นพันธมิตรอย่างแข็งแกร่งกับ ตีตี และ ซอฟท์แบงค์ พวกเราทุกคนที่ แกร็บ รู้สึกมีกำลังใจอย่างดีเยี่ยม เมื่อทั้งสองบริษัทชั้นนำซึ่งมีวิสัยทัศน์กว้างไกล เล็งเห็นแนวโน้มที่สดใสของตลาดแอพพลิเคชั่นให้บริการเรียกรถโดยสารแบบออนดีมานด์และชำระเงินในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เช่นเดียวกับเรา พร้อมทั้งให้การยอมรับว่า แกร็บ คือบริษัทที่จะสามารถสร้างการเจริญเติบโตของธุรกิจสูงสุดจากปัจจัยบวกในตลาดของภูมิภาค ทั้งนี้ ด้วยการสนับสนุนของทั้งสองพันธมิตร แกร็บ จะคงความเป็นผู้นำตลาดแอพพลิเคชั่นเรียกรถโดยสารอย่างแข็งแกร็ง และสร้างบริการแกร็บเพย์ให้เป็นโซลูชั่นชำระเงินผ่านมือถือระดับชั้นนำของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเราพร้อมร่วมมือกับทั้งสองพันธมิตรต่อไปในอนาคต”

นายเฉิง เว่ย  ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ร่วมก่อตั้ง ตีตี กล่าวว่า “แกร็บ เริ่มจากการเป็นผู้ให้บริการด้านการขนส่งและเรียกรถโดยสาร ซึ่งปัจจุบันได้ก้าวขึ้นสู่ระดับผู้นำในตลาดเศรษฐกิจแบบอินเทอร์เน็ตของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ด้วยจุดยืนทางการตลาดที่แข็งแกร่ง เทคโนโลยีที่เหนือชั้น และวิสัยทัศน์ที่เข้าใจตลาดในภูมิภาคนี้อย่างแท้จริง การสานพันธมิตรอย่างแข็งแกร่งในครั้งนี้ ตีตี และ แกร็บ ยึดมั่นวิสัยทัศน์ร่วมกันในการที่จะสร้างสรรค์นวัตกรรมด้านโซลูชั่นใหม่ๆ ที่ตอบโจทย์ผู้คนท้องถิ่นในการพัฒนาเพื่อรองรับการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วของตลาดโลก ทั้งสองบริษัทพร้อมทำงานร่วมกันกับชุมชนและภาครัฐในทุกประเทศทั่วภูมิภาคเพื่อสร้างสรรค์ประโยชน์สูงสุดจากการพลิกโฉมอุตสาหกรรมขนส่งและการเรียกรถโดยสารที่กำลังมาถึง”

นายมาซาโยชิ ซัน ประธานกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทซอฟท์แบงค์ กรุ๊ป คอร์ปอเรชั่น กล่าวว่า “จากการที่ แกร็บ ได้ใช้เทคโนโลยีเพื่อแก้ไขปัญหาหลักด้านการขนส่งโดยสารและชำระเงินในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เราเชื่อมั่นเป็นอย่างยิ่งว่า แกร็บ จะยังคงเป็นบริษัทด้านเทคโนโลยีที่น่า จับตาในภูมิภาคที่เปลี่ยนแปลงไปอยู่เสมอและเต็มไปด้วยโอกาสอย่างเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นี้ ซอฟท์แบงค์ รู้สึกตื่นเต้นที่ได้สานความเป็นพันธมิตรกับแกร็บให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น และเราพร้อมสนับสนุนแกร็บในการพัฒนาการเดินทางของผู้คนในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ให้ดียิ่งขึ้น”

แกร็บ ให้บริการภายใต้เครือข่ายด้านการขนส่งโดยสารที่ใหญ่ที่สุด และเป็นแอพพลิเคชั่นมือถือที่มีผู้ใช้บริการสูงสุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยมีผู้เรียกใช้บริการเกือบ 3 ล้านเที่ยวต่อวัน ปัจจุบัน มีการดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่นแกร็บบนมือถือมากกว่า 50 ล้านเครื่อง และผู้โดยสารของแกร็บสามารถเข้าถึงเครือข่ายด้านการขนส่งโดยสารทางบกที่ใหญ่ที่สุดของภูมิภาคซึ่งครอบคลุมจำนวนคนขับถึง 1.1 ล้านคน แกร็บ รองรับบริการเดินทางผ่านรถยนต์ รถจักรยานยนต์ แท็กซี่ และบริการรถร่วมโดยสาร ใน 7 ประเทศ ครอบคลุม 65 เมืองในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยผู้โดยสารจำนวน 1 ใน 3 มีการเรียกใช้มากกว่าหนึ่งบริการ นอกจากนี้ แกร็บ ยังเป็นผู้ให้บริการแกร็บเพย์เครดิต ซึ่งเป็นโซลูชั่นที่ให้บริการชำระเงินผ่านมือถือซึ่งมีการเติบโตถึง 80% ต่อเดือนนับจากเริ่มให้บริการในเดือนธันวาคม 2559 ซึ่งเป็นเครื่องยืนยันเป็นอย่างดีถึงความไว้วางใจของผู้ใช้บริการที่มีต่อแกร็บ

###

เกี่ยวกับ แกร็บ

แกร็บ (Grab) ผู้นำแพลตฟอร์มด้านการขนส่งและชำระเงินผ่านเมือถือในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ความท้าทายของเราคือการแก้ปัญหาด้านระบบขนส่งและทำให้คนทั้ง  620 ล้านคนในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีความสะดวกสบายในการเดินทางอย่างแท้จริง แกร็บถือเป็นผู้บุกเบิกในการมอบทางเลือกการเดินทางที่มีความรวดเร็วปลอดภัยและเชื่อถือได้ให้แก่ผู้ขับขี่และผู้โดยสาร รวมถึงเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์แพลตฟอร์มการชำระเงินอย่างแกร็บเพย์ ซึ่งช่วยเพิ่มการเข้าถึงระบบการชำระเงินและการเงินการธนาคารในรูปแบบออนไลน์ให้ผู้โดยสารและผู้ขับขี่นับล้านคนในภูมิภาค นอกจากนี้ ในประเทศมาเลเซีย เจ้าหน้าที่ตัวแทนของแกร็บกว่า 500,000 คนยังใช้แพลตฟอร์มของแกร็บในการช่วยให้คนที่ไม่มีบัญชีธนาคารและไม่มีเครดิตทางการเงินให้เข้าถึงเศรษฐกิจแบบดิจิทัลได้ ในปัจจุบัน แกร็บให้บริการใน 65 เมืองในประเทศสิงคโปร์ อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย เวียดนาม พม่า และไทย สามารถอ่านและติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://www.grab.com

from:https://www.techtalkthai.com/grab-announces-new-investers-didi-chuxing-and-softbank/

[PR] “Zanroo” มาร์เท็คสตาร์ทอัพ สัญชาติไทย สยายปีกสู่ระดับโลก รุกตลาด “Insight Discovery” รู้ทุกอณูโซเชียลทั่วโลก 
ด้วยงบลงทุน 7.4 ล้านเหรียญสหรัฐฯ

    • เผยความสำเร็จแบบก้าวกระโดด เติบโตกว่า 200 – 400% ต่อปี ตั้งแต่ก่อตั้งบริษัทฯ
    • ขยายธุรกิจสู่ตลาดโลก ด้วยเงินลงทุน 7.4 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ตั้งเป้าขยายฐานพื้นที่การให้บริการจาก 15 ประเทศ สู่ 40 ประเทศทั่วโลก
    • เปิดตัวเทคโนโลยีใหม่ล่าสุดของ Zanroo ภายใต้ชื่อ “อรุณ” แก้ปัญหาในการวัดผลแคมเปญการตลาดบนโลกดิจิทัล ครั้งแรกที่สามารถวัดค่า ROI บนโลกโซเชียลครบวงจร ซึ่งจะเป็นเครื่องมือที่นักการตลาดทุกคนต้องมีในอนาคต

กรุงเทพ, 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2560 – “Zanroo (แสนรู้)” มาร์เท็คสตาร์ทอัพ (MarTech Startup) ผู้ให้บริการด้าน “Insight Discovery (อินไซต์ ดิสคัฟเวอรี่)” ให้บริการ Social Listening, Social Engagement และ Consultancy Service ที่เติบโตเร็วที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยมีจุดเด่นในการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึก ด้วยบิ๊กดาต้า ติดตามตรวจสอบข้อมูลแบรนด์แบบเรียลไทม์ วิเคราะห์ข้อมูลและเทรนด์ต่างๆ และนำอินไซต์ผู้บริโภคไปใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ป้องกัน และบริหารจัดการเหตุวิกฤติที่เกิดขึ้นกับแบรนด์ ซึ่งในระยะเวลาเพียง 4 ปี Zanroo ได้มีการขยายธุรกิจอย่างก้าวกระโดด และได้รับความไว้วางใจจากลูกค้าชั้นนำกว่า 300 ราย ครอบคลุมกลุ่มธุรกิจธนาคาร ยานยนต์ โทรคมนาคม อีคอมเมิร์ซ การบิน และสินค้าอุปโภคบริโภค ล่าสุด Zanroo เดินหน้าสู่การให้บริการระดับโลกด้วยเงินลงทุนจำนวนกว่า 7.4 ล้านเหรียญสหรัฐฯ มุ่งแข่งขันในกลุ่มอุตสาหกรรม MarTech & AdTech ระดับโลกที่มีมูลค่าตลาดกว่า 24.18 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ มั่นใจได้รับการตอบรับที่ดีเยี่ยม ด้วยนวัตกรรมหนึ่งเดียวในโลก พร้อมทีมงานท้องถิ่นที่แข็งแกร่ง สร้างงานสร้างรายได้ให้คนทั่วโลก ตั้งเป้าขึ้นแท่น        แบรนด์ระดับยูนิคอร์นสตาร์ทอัพในอนาคต

นายชิตพล มั่งพร้อม ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ก่อตั้ง Zanroo กล่าวว่า “บริษัทฯ ก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2556 และพนักงาน 2 คน จนถึงวันนี้ผ่านไป 4 ปี Zanroo ขยายการให้บริการแล้วถึง 15 ประเทศ ได้แก่ ประเทศไทย มาเลเซีย สิงคโปร์ อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ พม่า กัมพูชา เวียดนาม ญี่ปุ่น ไต้หวัน ฮ่องกง ออสเตรเลีย ศรีลังกา ปากีสถาน และอังกฤษ มีพนักงานครอบคลุมในทุกพื้นที่ให้บริการกว่า 150 คน ซึ่งมีอัตราการเติบโตแบบก้าวกระโดดกว่า 200 – 400% ต่อปี ตั้งแต่ก่อตั้งบริษัทฯ”

“ความโดดเด่นของ Zanroo คือ บริการที่ครบวงจรทั้งด้าน Software ได้แก่ Social Listening, Social Engagement ที่สามารถเข้าถึงข้อมูลอย่างเจาะลึกในพื้นที่สังคมออนไลน์ยอดนิยมของแต่ละท้องถิ่น และมีความแม่นยำในการตีความภาษาท้องถิ่นทุกภาษาทั่วโลก และด้าน Consultant ที่นอกจากจะประมวลวิเคราะห์ผลอย่างแม่นยำแล้ว เรายังนำ ‘อินไซต์’ ไป ‘ต่อยอด’ ให้ลูกค้าวางกลยุทธ์การตลาดให้เกิดประโยชน์ต่อแบรนด์ หรือป้องกัน

และสามารถบริหารจัดการเหตุวิกฤติที่จะเกิดขึ้นกับแบรนด์อย่างมีประสิทธิภาพ ที่สำคัญ Zanroo เป็นบริษัทแรกในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน ISO 27001 ทางด้านการรักษาความปลอดภัยในข้อมูลของลูกค้า” นายชิตพล กล่าวเสริม

ปี 2560 นี้ จะเป็นการสร้างประวัติศาสตร์ครั้งใหม่ของ Zanroo ในเวทีระดับโลก ล่าสุด Zanroo ร่วมกับบริษัทที่ปรึกษาธุรกิจ Shift Ventures (ชิฟ เวนเจอร์ส) ระดมทุน Series A จำนวน 7.4 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือราว 259 ล้านบาท จากกองทุน สถาบันการเงิน เจ้าของธุรกิจและนักลงทุนหลายราย เพื่อรุกตลาด MarTech ทั่วโลก ทั้งในเอเชีย สหรัฐอเมริกา และยุโรป ซึ่ง ชิฟ เวนเจอร์ส มีบทบาทสำคัญในการเป็นผู้ให้คำปรึกษาแก่ Zanroo ในการวางโครงสร้างธุรกิจสู่ระดับโลก แนะนำ Zanroo สู่กลุ่มลูกค้าในหลากหลายประเภทธุรกิจ วิเคราะห์โอกาสทางการตลาดใหม่ๆ และช่วยหาพันธมิตรเพื่อขยายธุรกิจในต่างประเทศ

นายอุดมศักดิ์ ดอนขำไพร ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคโนโลยีและผู้ก่อตั้ง Zanroo กล่าวว่า “เพื่อนำพา Zanroo ก้าวสู่เวทีโลก เราได้คิดค้นนวัตกรรมหนึ่งเดียวในโลกภายใต้ชื่อ ‘อรุณ’ โดยได้รับแรงบันดาลใจมาจากชื่อของ วัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร หรือ วัดอรุณ วัดที่มีความงดงาม และยังได้รับการจัดอันดับว่าพระปรางค์วัดอรุณเป็นพระปรางค์ที่สวยงามที่สุดในประเทศไทย การใช้ชื่อ ‘อรุณ’ จึงสื่อถึงความเป็นไทยได้อย่างดี

  “ระบบของ ‘อรุณ’ ถูกออกแบบมาให้ทำงานอย่างรวดเร็วและฉลาดโดยการประมวลผลข้อมูลมหาศาลจากทั้ง Paid Media, Owned Media และ Earned Media ได้รวมกันอย่างเบ็ดเสร็จ เพื่อช่วยวัดผลตอบแทนการลงทุน (Return on Investment) หรือค่า ROI ในโลกดิจิทัลเป็นครั้งแรก การเปิดตัว ‘อรุณ’ ออกสู่ตลาดโลกนี้ จะเป็นจุดเปลี่ยนของธุรกิจในทุกอุตสาหกรรม ให้สามารถวัดผลกิจกรรมการตลาดในช่องทางดิจิทัลได้ละเอียดขึ้น ทำให้สามารถดำเนินธุรกิจและกิจกรรมทางการตลาดบนความเข้าใจความต้องการของผู้บริโภคอย่างแม่นยำและตรงจุดที่สุด” นายอุดมศักดิ์กล่าว

นอกจากนี้ Zanroo ได้วางกลยุทธ์การบุกเบิกตลาดต่างประเทศด้วยจุดเด่น 4 ประการ คือ 1. ผลิตภัณฑ์และเทคโนโลยีอันทันสมัย 2. ทีมขายที่เข้มแข็งในแต่ละประเทศที่เข้าไปดำเนินการ 3. แผนการตลาดที่ตรงจุด และ 4. การดูแลลูกค้าและบริการหลังการขาย พร้อมทั้งเตรียมเดินหน้าทำการตลาดแบบเต็มรูปแบบ ทั้ง อะโบฟเดอะไลน์ และ บีโลว์เดอะไลน์ โดยวางแผนในการเดินสายโรดโชว์ ตั้งแต่ช่วงปลายปีนี้และต้นปีหน้าในหลายเมืองในสหรัฐอเมริกาและจีน ก่อนจะมุ่งหน้าสู่เมืองต่างๆ ในยุโรปต่อไปในอนาคต การเปิดตัว Zanroo ในระดับโลกนี้ นับเป็นการสร้างปรากฏการณ์ครั้งสำคัญให้กับวงการ MarTech ทั่วโลก โดยนักคิดและฝีมือของคนไทย ซึ่งจะทำให้ Zanroo เป็นแบรนด์คนไทยแบรนด์แรกที่จะสร้างชื่อเสียงในระดับโลก

“ด้วยศักยภาพของ ‘อรุณ’ จะเป็น Game Changer ในการช่วยยกระดับการดำเนินธุรกิจและเพิ่มประสิทธิภาพในการทำตลาดให้กับแบรนด์ต่างๆ ทั่วโลก ทำให้เรามั่นใจว่า Zanroo จะสร้างยอดรายได้ 260 ล้านบาทภายในสิ้นปีนี้ และภายในปี 2562 จะขยายตลาดไปยัง 40  ประเทศทั่วโลก มียอดรายได้แตะที่ 30 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือราว 1,000 ล้านบาท ซึ่งเราตั้งเป้าจะเป็นแบรนด์ไทยแบรนด์แรก ที่ขึ้นเป็นยูนิคอร์นสตาร์ทอัพ และติดอันดับ 1  ใน 10 บริษัท MarTech ระดับโลก” นายชิตพล กล่าวสรุป

ข้อมูลเพิ่มเติม

  • Insight Discovery Platform คือการเก็บข้อมูล consumer insights จากการพูดถึงแบรนด์ สินค้า บริการ บุคคล กิจกรรม ต่างๆ ที่อยู่บนโซเชียล มีเดีย นำมาวิเคราะห์ และติดตามวัดผลการนำอินไซต์นั้นไปใช้ว่ามีผลตอบรับจากผู้บริโภคเป็นอย่างไร Insight Discovery ครอบคลุมการบริการ 3 อย่าง คือ
    1. Social Listening: บริการรับฟังเสียงผู้บริโภค เก็บข้อมูลของผู้บริโภคจากการพูดถึงแบรนด์สินค้า บริการ บุคคล กิจกรรม และเรื่องต่างๆ ที่อยู่บนโซเชียลมีเดีย
    2. Social Engagement: บริการที่เข้าถึงและเชื่อมต่อกับสื่อสังคมออนไลน์ต่างๆ และตอบโตได้ทันทีและสะดวกรวดเร็ว
    3. Consultancy Service บริการให้คำแนะนำที่มีศักยภาพเพื่อให้สามารถนำข้อมูลที่เก็บและวิเคราะห์ไปใช้ประโยชน์ได้อย่างสูงสุด
  • บริษัท MarTech (Marketing Technology) คือ เทคโนโลยีที่จะมาช่วยสนับสนุนการทำการตลาด
  • Unicorn Startup คือ ธุรกิจ startup ที่มีมูลค่ามากกว่า 1 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ จะได้รับการขนานนามว่า Unicorn

###

from:https://www.techtalkthai.com/zanroo-thai-martech-startup-invests-in-insight-world-insight-discovery/

[PR] โลกธุรกิจที่แตกต่าง : บทบาทของสตาร์ทอัพด้านเทคโนโลยี
ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

โดย ซาฟรุล ฮาชิม (Zafrul Hashim)
รองประธานระดับภูมิภาคด้านกฎหมาย ข้อบังคับ และรัฐกิจสัมพันธ์, แกร็บ

“จะเปลี่ยนหรือจะถูกเปลี่ยน (Disrupt or be disrupted) คือป้ายที่ติดอยู่บนผนังสำนักงานของแกร็บ     เพื่อคอยเตือนใจพนักงานอยู่เสมอว่า การสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ๆ อย่างต่อเนื่องคือพลังงานขับเคลื่อนบริษัทนี้

การเปลี่ยนแปลงจากการปรับใช้เทคโนโลยีดิจิทัล หรือ “Digital Disruption” ไม่ใช่สิ่งใหม่ นับตั้งแต่บริษัทอย่างกูเกิลและแอปเปิลมีชื่อขึ้นพาดหัวข่าวอยู่บ่อยครั้ง เมื่อนำเสนอนวัตกรรมใหม่ที่ปฏิวัติวงการไอทีนับตั้งแต่ช่วงต้นทศวรรษที่ 2000

สิ่งใหม่ ที่แท้จริงคือการแผ่ขยายอย่างรวดเร็วของ Digital Disruption ซึ่งได้สร้างความเปลี่ยนแปลงอย่างมหาศาลในอุตสาหกรรมต่างๆ ทั้ง การขนส่ง การเงินการธนาคาร การศึกษา การสาธารณสุข เหลือไว้เพียงอุตสาหรรมไม่กี่ประเภทเท่านั้นที่ยังไม่ถูกเปลี่ยน

Digital Disruption ไม่ใช่สิ่งที่ทุกคนหรือทุกภาคธุรกิจให้การยอมรับ องค์กรในหลายธุรกิจรู้สึกว่าถูกคุกคาม ผู้เชี่ยวชาญหรือแรงงานจำนวนมากเกรงว่านวัตกรรมเหล่านี้อาจเข้ามาทดแทนทักษะของตน รัฐบาลในหลายประเทศพยายามทำความเข้าใจถึงผลประโยชน์ที่บริษัทสตาร์ทอัพด้านเทคโนโลยี (Tech Startup) สามารถสร้างขึ้นได้ในตลาด นับเป็นสาเหตุที่ก่อให้เกิดการแบ่งฝ่ายเป็น 2 ขั้ว (Us and Them scenario) ขั้วหนึ่งคือภาคประชาชนหรือองค์กรที่เชื่อมั่นในการดำเนินธุรกิจแบบเดิม และอีกขั้วหนึ่งคือภาคประชาชน องค์กร รวมทั้งบริษัทสตาร์ทอัพด้านเทคโนโลยีที่ยอมรับการประยุกต์ใช้นวัตกรรมทางดิจิทัลในการดำเนินธุรกิจ

จำเป็นหรือที่ต้องแบ่งเป็นสองฝ่าย?

ความร่วมมือคือนิยามใหม่ของการแข่งขัน (Collaboration – The New Competition)

ความขัดแย้งระหว่างแนวคิดการดำเนินธุรกิจแบบเก่าและแบบใหม่นั้น ไม่เพียงแต่ส่งผลเสียต่อผู้บริโภค หากแต่ยังทำลายธุรกิจในระยะยาว อีกทั้งชะลอความก้าวหน้าของอุตสาหกรรม

Digital Disruption ไม่จำเป็นต้องมีผู้แพ้หรือผู้ชนะ องค์กรธุรกิจแบบเดิมสามารถร่วมมือกับบริษัทสตาร์ทอัพพัฒนาผลิตภัณฑ์หรือบริการใหม่ๆ เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคและสังคมที่เปลี่ยนไป และเพื่อเพิ่มความเป็นไปได้ใหม่ๆ ให้แก่สังคม

ในทวีปอเมริกาเหนือและยุโรป มีโครงการใหม่จำนวนมากที่เกิดจากความร่วมมือระหว่างภาครัฐกับบริษัทสตาร์ทอัพด้านเทคโนโลยี

สำนักงานขับเคลื่อนเมืองสู่ยุคใหม่ในบอสตัน (Office of New Urban Mechanics) ได้ทำงานเพื่อชุมชนโดย  จับมือร่วมกับบริษัทสตาร์ทอัพด้านเทคโนโลยีหลายแห่งที่มีศักยภาพในการพัฒนาบริการเพื่อสังคม เช่น การใช้          แอพลิเคชั่น Ticket Zen ช่วยให้เจ้าของรถยนต์ชำระค่าปรับในกรณีที่จอดรถผิดที่ผ่านสมาร์ทโฟนได้อย่างง่ายดาย หรือในกรุงเฮลซิงกิ มีการพัฒนาระบบขนส่งมวลชนแบบออนดีมานด์ (Mobility on demand) ที่ผสานระบบการชำระเงินของขนส่งมวลชนและบริการคาร์พูลทุกประเภทให้เป็นหนึ่งเดียว โดยจุดมุ่งหมายสูงสุดของโครงการคือลดอัตราการครอบครองรถยนต์ส่วนตัวให้เป็นศูนย์ภายในปีค.ศ. 2025

ส่วนในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หลายประเทศยังอยู่ในจุดเริ่มต้นของการปรับใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีในอุตสาหกรรมต่างๆ ยกเว้นประเทศสิงคโปร์และมาเลเซียซึ่งมีสภาพแวดล้อมที่เปิดรับอีโคซิสเต็มด้านเทคโนโลยีสูงในระดับหนึ่งแล้ว การพัฒนาดังกล่าวรุดหน้าไปอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งหลายภาคส่วนพยายามผลักดันให้รัฐบาลของประเทศต่างๆ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ตระหนักถึงศักยภาพของเศรษฐกิจดิจิทัล เนื่องจากกลยุทธ์ด้านดิจิทัลที่ถูกต้องจะช่วยเพิ่มมูลค่าจีดีพีของภูมิภาคนี้ได้สูงถึง 1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ ภายใน 10 ปีข้างหน้า

หากมองตามบริบทดังกล่าว จะเห็นได้ถึง 3 วิธีที่บริษัทสตาร์ทอัพสามารถนำไปประยุกต์ใช้ เพื่อผสานพลังกับภาคส่วนต่างๆ และผลักดันความฝันของการพัฒนาด้านดิจิทัลในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ให้เป็นจริง

การร่วมมือกับธุรกิจต่างๆ : ปรับปรุงกระบวนการต่างๆ ให้ทันสมัยและสร้างความเปลี่ยนแปลงให้อุตสาหกรรม

เทคโนโลยีใหม่ๆ ส่งผลให้องค์กรธุรกิจที่ยังยึดติดกับวิธีการทำงานแบบเดิมตระหนักว่า พวกเขาต้องเปลี่ยนแนวทางการดำเนินธุรกิจ หากต้องการอยู่ในการแข่งขันต่อไป ซึ่งนับเป็นโอกาสอันดีที่จะทำให้องค์กรธุรกิจเหล่านี้ได้ผสานความร่วมมือเชิงกลยุทธ์กับองค์กรธุรกิจขนาดเล็กที่มีแนวคิดล้ำสมัยแต่ขาดความพร้อมทางด้านเงินทุน โดยบริษัทขนาดใหญ่อาจจ้างบริษัทสตาร์ทอัพขนาดย่อมให้เข้ามาช่วยดำเนินงาน ในส่วนที่สอดคล้องกับสิ่งที่บริษัทสตาร์ทอัพนั้นกำลังดำเนินการอยู่ โดยอาจลงทุนหรือช่วยพัฒนาเพื่อเพิ่มขีดความสามารถของบริษัทเหล่านั้นไปพร้อมกัน

อีกทางหนึ่ง องค์กรธุรกิจขนาดใหญ่อาจนำ “หลักปฏิบัติที่ดี” ของบริษัทสตาร์ทอัพด้านเทคโนโลยีมาเลียนแบบ เช่น ความคล่องตัวในกระบวนการทำงาน แม้ท้ายที่สุดทั้ง 2 ฝ่ายจะไม่ได้ร่วมมือกันอย่างเป็นทางการ แต่การแข่งขันก็ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่จะช่วยยกระดับอุตสาหกรรมนั้นๆ ไปอีกขั้นหนึ่ง ส่งผลให้ผู้บริโภคได้รับประโยชน์อย่างสูงสุด ทั้งจากผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายขึ้นและบริการที่ดียิ่งขึ้น

หนึ่งในตัวอย่างที่น่าสนใจเกิดขึ้นเมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา ณ ประเทศสิงคโปร์  บริษัทรถแท็กซี่ต่างๆ เริ่มต้นใช้โครงสร้างอัตราค่าโดยสารแบบตายตัว (Fixed Fare) ซึ่ง แกร็บ (Grab) บริษัทผู้ให้บริการแพลตฟอร์มเรียกรถแท็กซี่เป็นผู้ริเริ่มความคิดขึ้น ระบบนี้ช่วยให้ทั้งสมาชิกผู้ขับขี่และผู้ใช้งานแอพลิเคชั่นแกร็บได้รับประโยชน์ กล่าวคือ สมาชิกผู้ขับขี่ของแกร็บจะได้รับเงินค่าเรียกใช้บริการเป็นจำนวนที่แน่นอน เมื่อมีผู้เรียกใช้บริการแท็กซี่ผ่านแอพลิเคชั่น อีกทั้งยังช่วยให้สมาชิกผู้ขับขี่เข้าถึงฐานผู้ใช้งานแอพลิเคชั่นแกร็บได้โดยตรง ส่วนผู้ใช้บริการก็มีทางเลือกในการเดินทางมากขึ้น และสามารถทราบค่าใช้จ่ายที่แน่นอนได้ทันทีที่เรียกใช้บริการ

ยกระดับความสามารถของคนในท้องถิ่น : เพิ่มความรู้ความสามารถด้านเทคโนโลยี

หลายฝ่ายมองว่า Digital Disruption จะทำให้คนจำนวนมากสูญเสียงาน แต่ในทางกลับกัน บริษัททางเทคโนโลยีเหล่านี้ช่วยสร้างอาชีพใหม่ๆ และตำแหน่งงานที่มีค่าตอบแทนสูงได้เป็นจำนวนมาก เช่น e-Commerce, Digital Marketing และ Cybersecurity เป็นต้น

อย่างไรก็ดี ปัญหาสำคัญในขณะนี้คือการขาดแคลนผู้ปฏิบัติงานด้านเทคโนโลยีในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ดังจะเห็นได้จากที่ประเทศสิงคโปร์มีแนวโน้มประสบภาวะขาดแคลนผู้ปฏิบัติงานด้านเทคโนโลยีสารสนเทศถึงเกือบ 30,000 ตำแหน่ง ส่งผลให้บริษัทสตาร์ทอัพหลายแห่งจ้างผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศให้มาปฏิบัติงานในบริษัทของตน โดยเฉพาะตำแหน่งในระดับบริหาร

หากแต่นับเป็นเรื่องที่ดี เมื่อคนในท้องถิ่นสามารถเรียนรู้แนวคิดและประสบการณ์ที่เป็นสากลจากผู้มีความสามารถที่บริษัทจ้างมาได้ เป็นประโยชน์ต่อพัฒนาการของบริษัทสตาร์ทอัพในหลายประเทศ เช่น รัฐบาลอินโดนีเซียวางแผนจะเชิญผู้เชี่ยวชาญทั้งจาก Silicon Valley และทั่วทุกมุมโลกมาให้คำแนะนำแก่บริษัทสตาร์ทอัพเกิดใหม่ ภายใต้โครงการ Go Digital Vision 2020 หรือในกรณีของแกร็บ ก็ได้วางแผนสร้างศูนย์วิจัยและพัฒนาขึ้นที่กรุงจาการ์ตา ซึ่งจะช่วยยกระดับให้เมืองหลวงของอินโดนีเซียกลายเป็นสมาชิกใหม่ในเครือข่ายศูนย์วิจัยและพัฒนาของแกร็บ นอกเหนือไปจากนครซีแอตเทิล กรุงปักกิ่ง ประเทศสิงคโปร์ และนครโฮจิมินห์ อีกทั้งยังส่งผลให้เกิดการแลกเปลี่ยนทักษะและแนวคิดใหม่ๆ อีกด้วย

ในส่วนภาครัฐเองก็สามารถสร้างโครงการฝึกสอน หรือโครงการเพื่อการศึกษาที่ช่วยบ่มเพาะคนในท้องถิ่นให้เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีสารสนเทศได้ หนึ่งในโครงการที่น่าสนใจคือโครงการ SkillsFuture ของประเทศสิงคโปร์ ซึ่งมีเงินทุนสำหรับการพัฒนาตนเองให้กับประชาชนทั่วไปที่ได้รับการคัดเลือก

ร่วมมือกับภาครัฐ : สร้างทางออกร่วมกันเพื่อแก้ไขปัญหา

บริษัทสตาร์ทอัพมักถูกมองว่าเข้ามาเพื่อ “เปลี่ยนแปลงโลก” ในขณะที่ภาครัฐ ซึ่งเป็นผู้กำหนดกฎระเบียบถูกมองว่าเป็นฝ่ายที่เชื่องช้า และสกัดกั้นความก้าวหน้า

ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นตลาดเกิดใหม่ที่มีอุปสรรคในการพัฒนามากกว่าภูมิภาคอื่นทั่วทุกมุมโลก ทั้งความไม่เท่าเทียมกันด้านรายรับ การจราจรติดขัด และปัญหาประชากรที่ไม่รู้หนังสือ การแก้ปัญหาเหล่านี้ต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาเหล่านี้ตั้งแต่ระดับนโยบาย อย่างไรก็ดี ปัญหาที่สำคัญคือภาครัฐมักจะไม่สามารถดำเนินการใดๆ ได้อย่างทันท่วงที ซึ่งแตกต่างจากภาคเอกชน อีกทั้งยังขาดความรู้ความเข้าใจในเทคโนโลยีที่จะช่วยแก้ปัญหาต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นวัตกรรมและแนวคิดใหม่ๆ ทางเทคโนโลยีสามารถช่วยลดช่องว่างทางสังคม ตัวอย่างหนึ่งซึ่งเป็นปัญหาสำคัญของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้คือปัญหาด้านการผสานข้อมูลทางการเงินให้เป็นระบบ เพราะภูมิภาคนี้มีประชากรกลุ่มผู้ใหญ่กว่า 264 ล้านคนที่ยังไม่มีบัญชีธนาคาร ทำให้ไม่มีข้อมูลเครดิต และไม่สามารถเข้าถึงบริการทางการเงินต่างๆ เช่น เงินกู้ยืมสำหรับสร้างที่อยู่อาศัยหรือเงินกู้ยืมเพื่อการศึกษา

การคิดค้นแอพลิเคชั่นด้านเทคโนโลยีการเงินการธนาคาร (FinTech) สำหรับใช้งานร่วมกับสมาร์ทโฟนราคาถูกช่วยให้ประชากรที่อยู่ห่างไกลสามารถใช้บริการทางการเงินได้ อำนวยความสะดวกให้กับประชากรของประเทศที่มี        ภูมิประเทศเป็นหมู่เกาะอย่างอินโดนีเซียและฟิลิปปินส์ ซึ่งเป็น 2 ประเทศที่มีกลุ่มประชากรผู้ใหญ่ที่ไม่มีบัญชีธนาคารสูงที่สุดในอาเซียน

อนาคตของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยังต้องเผชิญกับความท้าทายอีกมาก เพื่อทำความฝันด้านดิจิทัลให้เป็นจริง ไม่ว่าจะเป็นโครงสร้างทางเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในพื้นที่ห่างไกลที่มีจำกัด หรือแม้แต่ความแข็งแกร่งของระบบรักษาความปลอดภัยในโลกไซเบอร์ในแต่ละท้องที่ที่ยังแตกต่างกันเป็นอย่างมาก รัฐบาลของประเทศต่างๆ ในภูมิภาคนี้ต่างต้องการจะใช้นวัตกรรมดิจิทัลยกระดับเศรษฐกิจของตน แต่องค์กรภาครัฐที่มีหน้าที่กำหนดระเบียบหรือข้อบังคับต่างๆ ยังคงไม่ขานรับการเปลี่ยนแปลง และส่งผลให้บริษัทสตาร์ทอัพเกิดใหม่หลายรายไม่สามารถเติบโตได้

มีหลายสิ่งที่ทุกฝ่ายต้องร่วมมือกันเพื่อบรรลุเป้าหมาย ซึ่งจะส่งผลต่อศักยภาพของประเทศต่างๆ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทุกฝ่ายสามารถร่วมกันสร้างอีโคซิสเต็มที่เหมาะสมสำหรับภูมิภาคนี้ ทั้งบริษัทสตาร์ทอัพ องค์กรธุรกิจแบบดั้งเดิม และภาครัฐ เพื่อขับเคลื่อนการเติบโตในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้ในที่สุด

ความท้าทายของการทำฝัน Thailand 4.0 ให้เป็นจริง

นายวีร์ จารุนันท์ศิริ กรรมการฝ่ายธุรกิจและบรรษัทสัมพันธ์ บริษัท แกร็บ (ประเทศไทย) จำกัด เสริมว่า ตลอดระยะเวลาสามปีครึ่งที่แกร็บดำเนินธุรกิจในประเทศไทย เรารู้สึกยินดีที่ได้เป็นหนึ่งในผู้ผลักดันประเทศไทยไปสู่ยุคดิจิทัล สิ่งที่แกร็บให้ความสำคัญที่สุดคือการยกระดับความเป็นอยู่ของผู้คน เราจึงมุ่งมั่นทำงานร่วมกับทุกฝ่ายไม่ใช่แค่ภาครัฐเท่านั้น แต่ยังให้ความช่วยเหลือและแบ่งปันประสบการณ์ของเราให้กับบริษัทสตาร์ทอัพที่มีเป้าประสงค์เดียวกัน ร่วมมือกันขับเคลื่อนสังคมไทยไปสู่ยุคสมัยของเศรษฐกิจดิจิทัลด้วย”

“หนึ่งในความท้าทายหลักที่ประเทศไทยต้องเผชิญในช่วงเปลี่ยนผ่านไปสู่แนวคิด Thailand 4.0 นั้นก็คือการจูงใจให้ผู้คนเชื่อมั่นและเปิดรับการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีมากขึ้น และสตาร์ทอัพด้านเทคโนโลยีถือเป็นฟันเฟืองสำคัญในกระบวนการดังกล่าวเนื่องจากองค์กรเหล่านี้มีข้อมูลที่มีประโยชน์มากมายที่เกิดจากการดำเนินงาน ยกตัวอย่างเช่น แกร็บเป็นองค์กรที่ใช้เทคโนโลยียกระดับวิถีชีวิตและการทำงานของผู้ขับขี่รถแท็กซี่หลายหมื่นคน ผู้ขับขี่รถแท็กซี่เหล่านี้จำนวนหนึ่งไม่เคยใช้สมาร์ทโฟนมาก่อนด้วยซ้ำ และสามารถถ่ายทอดประสบการณ์สู่ผู้อื่นได้ว่าเทคโนโลยีได้เปลี่ยนแปลงชีวิตของพวกเขาไปอย่างไร” นายวีร์กล่าวสรุป

###

เกี่ยวกับ แกร็บ

แกร็บ (Grab) ผู้นำแพลตฟอร์มด้านการขนส่งในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ความท้าทายของเราคือการแก้ปัญหาด้านระบบขนส่งและทำให้คนทั้ง  620 ล้านคนในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้รู้สึกถึงความสะดวกสบายในการเดินทางอย่างแท้จริง แอพพลิเคชั่นแกร็บให้บริการที่หลากหลาย อาทิ บริการเรียกรถยนต์ส่วนบุคคลบริการมอเตอร์ไซค์รับส่งของและบริการเรียกรถแท็กซี่ ทั้งนี้แกร็บถือเป็นผู้บุกเบิกในการมอบทางเลือกการเดินทางที่มีความรวดเร็วปลอดภัยและเชื่อถือได้ ให้แก่ผู้ขับขี่และผู้โดยสาร รวมถึงเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์แพลตฟอร์มการชำระเงินอย่างแกร็บเพย์ ในปัจจุบัน แกร็บให้บริการในประเทศสิงคโปร์ อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย เวียดนาม พม่า และไทย สามารถอ่านและติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://www.grab.com

from:https://www.techtalkthai.com/role-of-tech-startups-in-driving-seas-digital/

[PR] ซื้อ-ขายรถ Super Cars มือสองใครๆ ก็ทำได้ แค่ต้องรู้วิธี

เป็นที่ทราบกันดีว่าในอดีต รถซุเปอร์คาร์ (Super Car) นั้นมีจำนวนจำกัด หาดูตามท้องถนนได้ยาก และน้อยคนนักจะสามารถครอบครองรถซุปเปอร์คาร์ได้สักคันในชีวิต ทว่าในปัจจุบัน รถซุปเปอร์คาร์ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก เพราะการพัฒนาสมรรถนะ ความปลอดภัย รวมถึงความสบายในการขับขี่ที่เพิ่มมากขึ้น เช่น ระบบช่วงล่างแบบถุงลมระบบเกียร์ออโตเมติก ผนวกเข้ากับการดีไซน์อันล้ำสมัย ทำให้ได้พละกำลังแรงม้ามาก แถมยังขับขี่ง่าย สามารถขับขี่ในชีวิตประจำวันได้สบาย รวมถึงราคาที่ไม่สูงมากนัก จึงไม่แปลกที่ซุเปอร์คาร์รุ่นใหม่ๆ ในยุคนี้จะขายดีติดตลาดอย่างรวดเร็ว สำหรับซุปเปอร์คาร์เลิฟเวอร์ (Super Cars Lovers) ที่งบน้อยไม่ต้องกังวลใจ เพราะตอนนี้ภายในตลาดรถมือสองก็มีรถซุปเปอร์คาร์หน้าตาดีราคาสวย รอให้เราเลือกเป็นจำนวนมากเช่นกัน แต่จะเลือกอย่างไรดีล่ะ วันนี้         ทิวนาถ รังสิพราหมณกุล หัวหน้าทีมผู้เชี่ยวชาญการให้บริการสำหรับรถยนต์ แห่ง Carmana.com เว็บไซต์ซื้อขายรถยนต์มือสองกับเจ้าของตัวจริง ไม่ผ่านคนกลาง พร้อมบริการเสริมเต็มรูปแบบ มีข้อมูลดีๆ มาแบ่งปัน

ศึกษารุ่นรถอย่างที่ชอบ และศึกษาเครื่องยนต์แบบที่ใช่ให้ถี่ถ้วน

สำหรับใครฝันอยากจะมีซุปเปอร์คาร์เป็นรางวัลชีวิต เริ่มจากค้นหาตัวเองก่อนว่ามีความชอบแบบไหน เลือกจากแบรนด์ที่มีรูปลักษณ์ดีไซน์บุคลิคเข้ากับตัวเรา จากนั้นศึกษาว่ามีเครื่องยนต์ และรุ่นย่อยแบบใดให้เลือกบ้าง ควรศึกษาออปชั่นต่างๆที่มีในรถรุ่นนั้นอย่างละเอียด เพื่อเป็นข้อมูลประกอบในด้านของราคาที่เราจะต้องจ่ายออกไป เพราะในบางครั้งออปชั่นพิเศษบางตัวในซุปเปอร์คาร์บางรุ่นอาจมีราคาที่สูงมากซึ่งอาจส่งผลต่อราคาซื้อขายเป็นอย่างมากเลยทีเดียว นอกจากนี้ควรศึกษาถึงอู่หรือศูนย์บริการมาตรฐานที่สามารถทำการซ่อมบำรุงซุปเปอร์คาร์รุ่นที่เราสนใจ รวมถึงราคาค่าซ่อมโดยประมาณ เพื่อใช้พิจารณาประกอบการตัดสินใจควบคู่ไปกับราคารถด้วย

วางแผนทางด้านการเงินกันไว้ จ่ายได้ไม่ช็อต ซ่อมได้ไม่ช็อค

แน่นอนว่าผู้ที่จะครอบครองรถราคาแพงระยับได้นั้น จะต้องรู้จักการบริหารเงินอย่างมีประสิทธิภาพด้วย ซึ่งควรประเมินถึงค่าใช้จ่ายต่างๆที่จะเกิดขึ้น ระหว่างเวลาที่เราครอบครองรถ ไม่ว่าจะเป็นค่าบำรุงรักษาต่างๆ ค่าเปลี่ยนยางค่าเบี้ยประกันอุบัติเหตุ และ ค่าใช้จ่ายอื่นๆ เมื่อทราบข้อมูลในจุดที่กล่าวมาข้างต้นรวมกับราคารถแล้ว จึงทำการพิจารณาว่าควรจะซื้อรถด้วยเงินสดหรือซื้อผ่านไฟแนนซ์ แม้การซื้อด้วยเงินสดทำให้เราได้เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รถทันที แต่หากจ่ายเงินก้อนโตไปแล้ว เงินสำรองไม่เพียงพอ ก็อาจทำให้มีปัญหาด้านสภาพคล่องได้ง่าย  ในกรณีที่ซื้อรถผ่านไฟแนนซ์ ควรคำนึงถึงอัตราดอกเบี้ย ว่ารุ่นรถที่สนใจมีอัตราดอกเบี้ยเท่าไหร่ และรถที่มีอายุแตกต่างกันอาจมีอัตราดอกเบี้ยที่ไม่เท่ากันก็เป็นได้ ซึ่งปัจจุบันอัตราดอกเบี้ยของซุปเปอร์คาร์มือสองก็อยู่ในระดับที่ไม่แตกต่างจากรถบ้านทั่วไปเลย

เช็คสภาพรถอย่างมืออาชีพ ทั้งตัวถัง ช่วงล่าง และศูนย์บริการ

ในการเลือกซื้อซุปเปอร์คาร์มือสองนั้น ควรคำนึงถึงสภาพตัวรถที่ดีไม่ช้ำมาก ถ้าหากสามารถเลือกซื้อ
ซุปเปอร์คาร์ที่อยู่ในสภาพที่ดี ก็จะช่วยลดค่าใช้จ่ายในการซ่อมบำรุงซึ่งแต่ล่ะครั้งอาจมีค่าใช้จ่ายที่สูงมากก็เป็นได้
โดยควรตรวจสอบดูว่าสภาพรถเหมาะสมกับระยะทางที่ใช้หรือไม่ อาจพิจารณาจากสภาพภายในเป็นหลัก
เช่น เบาะหนัง-คอนโซล รวมถึงแผงประตูต่างๆ ว่ามีการเสื่อมสภาพจากการใช้งานมาก-น้อยเพียงใด นอกจากนี้
ควรทดสอบอุปกรณ์ไฟฟ้าต่างๆ ที่เป็นออปชั่นพิเศษ ของรถรุ่นนั้น เพราะอุปกรณ์เหล่านี้มักมีค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาที่สูงเป็นพิเศษ สภาพตัวถังภายนอก ควรตรวจดูว่ามีร่องรอยการเกิดอุบัติเหตุหนักหรือไม่ นอกจากนี้สภาพเครื่องยนต์ และพละกำลัง รวมถึงระบบช่วงล่าง และเบรค ก็เป็นสิ่งสำคัญ ควรทำการทดสอบขับเพื่อดูสมรรถนะ และการตอบสนองของเครื่องยนต์ รวมถึงประสิทธิภาพของช่วงล่างและระบบเบรคว่าอยู่ในสภาพที่สมบูรณ์หรือไม่ นอกจากนี้อาจพิจารณาถึงประวัติการซ่อมบำรุงของรถคันนี้ ว่ามีการบำรุงรักษาอย่างต่อเนื่องจากศูนย์บริการที่ได้มาตรฐานหรือไม่

ซื้อจากแหล่งที่เชื่อถือได้ จะได้ไม่เสียใจภายหลัง

การซื้อรถจากแหล่งที่เชื่อถือได้ เป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่ง รถซุปเปอร์คาร์ที่มีอยู่ในท้องตลาดปัจจุบัน มีทั้งรถที่มาจากตัวแทนนำเข้าที่ถูกต้องจากโรงงานผู้ผลิต ผู้นำเข้าอิสระ รถที่ประมูลจากกรมศุลกากร หรือ รถแบบจดประกอบ ซึ่งซุปเปอร์คาร์แต่ละรูปแบบก็มีข้อดีและข้อเสียที่แตกต่างกัน รถที่มาจากตัวแทนนำเข้าที่ถูกต้องจะมีความน่าเชื่อถือมากที่สุด ในเรื่องของความถูกต้องของตัวเล่มทะเบียน และการเสียภาษีนำเข้าที่ถูกต้อง นอกจากนี้รถซุปเปอร์คาร์มือสองบางคันที่มาจากตัวแทนจำหน่ายที่ถูกต้องและมีอายุไม่มาก อาจมีการรับประกันจากโรงงานผู้ผลิตเหลืออยู่ ซึ่งจะเป็นส่วนช่วยเพิ่มความมั่นใจในการดูแลรักษารถซุเปอร์คาร์คันนั้นมากยิ่งขึ้น แต่ข้อเสียของรถจากตัวแทนที่ถูกต้องคืออาจมีออปชั่นน้อยกว่าและมีราคาที่สูงกว่า สำหรับรถยนต์จากแหล่งอื่นๆ อาจต้องมีการตรวจสอบเล่มทะเบียนอย่างละเอียดเพื่อให้มั่นใจว่ารถคันดังกล่าวสามารถโอนผ่านมายังผู้ซื้อได้อย่างไม่มีปัญหา ส่วนข้อดีคืออาจมีออปชั่นที่มากกว่า

รถซุปเปอร์คาร์คันเก่า ขายที่ไหน ไม่โดนกดราคา

ถึงแม้ว่าจะได้ชื่อว่าเป็นซุปเปอร์คาร์ แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะหลีกหนีวิกฤต “ขายต่อราคาตก” ได้ หรือบางรุ่นที่ราคาไม่ตก แต่ต้องไปฝากขายก็อาจโดนกดราคาได้ เพราะฉะนั้นควรจะเช็คราคารถรุ่นนั้นๆ ที่มีวางขายอยู่ในตลาดรถมือสอง แล้วจึงทำการลงขายเองในเว็บไซต์ โดยอ้างอิงจากราคาตามปี และออปชั่นต่างๆ โดยไม่ต้องผ่านคนกลาง ก็จะได้ราคาตามที่เราต้องการขายจริง แต่อย่างไรก็ตามหากตั้งราคาสูงเกินไปอาจทำให้ใช้เวลานานกว่าที่รถจะขายได้ จนทำให้ราคาตกไปตามอายุของรถ

หากเป็นเมื่อก่อน จะซื้อขายซุปเปอร์คาร์มือสองทีคงจะต้องนั่งกลุ้ม แต่ปัจจุบันนี้ถือว่าเราโชคดีที่มีทางเลือกมากขึ้น ทิวนาถ รังสิพราหมณกุล กล่าวปิดท้ายว่า “Carmana.com สามารถเป็นตัวช่วยให้กับผู้บริโภค เพราะ        คาร์มานาเป็นแพลตฟอร์มออนไลน์สำหรับซื้อ-ขายรถมือสองระหว่างผู้บริโภค มาพร้อมบริการครบวงจร ที่จะมาเป็นคำตอบสำหรับซุปเปอร์คาร์เลิฟเวอร์ทั้งผู้ต้องการซื้อและต้องการขาย เพราะสามารถซื้อขายกับผู้ซื้อผู้ขายตัวจริง ไม่มีการบวกราคาเพิ่มจากคนกลาง และมีศูนย์ของคาร์มานาพร้อมช่างผู้ชำนาญการที่ช่วยตรวจสอบรถยนต์ ทั้งในและนอกสถานที่ ทำให้มั่นใจได้ว่าจะไม่โดนย้อมแมว หรือโดนโก่งราคา นอกจากนี้ คาร์มานายังมีบริการด้านเอกสาร ทั้งการโอนกรรมสิทธิ์รถยนต์** ไฟแนนซ์และการปิดไฟแนนซ์* รวมถึงให้คำปรึกษาด้านประกันรถยนต์ เรียกได้ว่ามา Carmana.com  ที่เดียวครบจัดการจนจบเสร็จสรรพเลยทีเดียว”

###

from:https://www.techtalkthai.com/second-hand-super-cars-carmana/

[PR] ซัมซุง ร่วมกับ มจธ. ประกาศความร่วมมือทางวิชาการ 
ผลักดันนวัตกรรมหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติเพื่ออุตสาหกรรมไทย

กรุงเทพฯ (12 เมษายน 2560) – ซัมซุง นำโดย นายจักรกฤษณ์ ศรีเงินยวง ผู้อำนวยการ แผนกทรัพยากรบุคคล บริษัท ไทยซัมซุง อิเลคโทรนิคส์ จำกัด (โรงงานศรีราชา) (ขวา) ร่วมกับ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) นำโดย รองศาสตราจารย์ ดร.ศักรินทร์ ภูมิรัตน อธิการบดี (ซ้าย) ลงนามประกาศความร่วมมือทางวิชาการเพื่อผลักดันนวัตกรรมหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติในงานอุตสาหกรรมไทย มุ่งเป้าสนับสนุนนักศึกษาภายใต้โครงการบูรณาการการเรียนรู้ร่วมกับการทำงาน สนับสนุนงานวิจัย รวมไปถึงกิจกรรมแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ผ่านบุคลากรทั้งสองฝ่าย โดย มจธ. ซึ่งเป็นศูนย์กลางการผลิตบุคลากรชั้นนำด้านนวัตกรรมหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติที่กำลังเป็นที่ต้องการของตลาดอุตสาหกรรม

โดยภายในระยะเวลาความร่วมมือ 3 ปี ซัมซุงและมจธ. มุ่งหวังว่าจะผลิตบุคลากรด้านหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติป้อนเข้าสู่ตลาดเพิ่มขึ้น และสนับสนุนให้นักศึกษา มจธ. เข้าฝึกงานจริงในโรงงานซัมซุง เพื่อตอบรับกระแสโลกในการปรับใช้เทคโนโลยีเข้ากับการผลิตในโลกธุรกิจยุคปัจจุบัน

from:https://www.techtalkthai.com/samsung-collabs-with-kmutt-working-on-robotics-and-automatic-system/

[PR] LINE ศูนย์กลางแห่งประสบการณ์ดิจิตอล ประกาศ 4 กลยุทธ์หลัก ปี 2017 
สยายปีกสู่ “Mobile Portal” มุ่งตอบสนองความต้องการผู้ใช้ชาวไทย เปลี่ยนชีวิตให้ง่ายขึ้น

กรุงเทพฯ ประเทศไทย – LINE ผู้นำด้านแพลตฟอร์มบนมือถือยอดนิยมระดับโลก เผยความสำเร็จปี 2016 พร้อมประกาศกลยุทธ์ “Mobile Portal” ชี้เทรนด์ดิจิตอล พร้อมนำเสนอเซอร์วิสและโซลูชั่นต่างๆ ที่จะช่วยให้ชีวิตผู้คนง่ายขึ้น ครอบคลุมทุกมิติของการใช้ชีวิต ได้แก่ การติดต่อสื่อสาร (Communication), คอนเทนต์ (Content), บริการ (Services) และการขายสินค้าและบริการ (Commerce)                

นายอริยะ พนมยงค์ กรรมการผู้จัดการ LINE ประเทศไทย กล่าวว่า “ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีความสำคัญ
เป็นอันดับ 2 ของ LINE ด้วยจำนวนผู้ใช้อินเทอร์เน็ตบนมือถือที่สูงถึง 94% ในปี 2016 LINE ตั้งเป้าในการเป็นมากกว่าแชทหรือ ‘Beyond Chat’ และต่อยอดธุรกิจสติกเกอร์ ซึ่งได้รับความสำเร็จมากมาย อาทิ

  • LINE TV สร้างการเติบโตของยอดวิวที่เพิ่มขึ้น 136% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา พร้อมสร้างปรากฏการณ์ของซีรี่ส์
    ที่เป็นทอล์ค ออฟ เดอะ ทาวน์ อย่าง ‘I HATE YOU I LOVE YOU,’ ‘ไดอารี่ตุ๊ดซี่ส์,’ และ O-Negative
  • LINE MAN บริการใหม่ซึ่งประกอบไปด้วยแมสเซนเจอร์ สั่งซื้ออาหารและของสะดวกซื้อ ที่เพิ่งเปิดตัวไป
    ในเดือนพฤษภาคม 2559 ด้วยจำนวนผู้ใช้งานสูงถึง 400,000 คน พร้อมจำนวนร้านอาหารมากกว่า 20,000 ร้านตั้งแต่สตรีท ฟู้ด ไปจนถึงภัตตาคาร ทำให้ LINE MAN ขึ้นสู่อันดับ 1 บริการส่งอาหาร ภายในระยะเวลาไม่ถึงหนึ่งปี
  • LINE GAME ครองอันดับ 1 ตลาดเกมมือถือในประเทศไทย
  • LINE STICKERS ได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่องด้วยจำนวนสติกเกอร์ดาวน์โหลดที่สูงกว่า 500 ล้านเซ็ต แสดงให้เห็นว่า สติกเกอร์ยังคงเป็นเครื่องมือสื่อสารที่คนไทยนิยมใช้ในการแสดงความรู้สึก

นอกจากนี้แล้ว LINE ยังได้รับการจัดอันดับให้เป็นหนึ่งใน Best Brand ในประเทศไทย และได้รับคัดเลือกให้เป็นบริษัทเทคโนโลยีที่คนอยากทำงานด้วยเป็นอันดับ 1 ในประเทศไทย”

และนี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา LINE ตระหนักดีว่า ประเทศไทยเป็น “Mobile First Country”
ด้วยจำนวนผู้ใช้อินเทอร์เน็ตบนมือถือที่สูงถึง 44 ล้านคน หรือประมาณ 2 ใน 3 ของจำนวนประชากรทั้งประเทศ                             จึงพิสูจน์ให้เห็นว่า โทรศัพท์มือถือเป็นศูนย์กลางของโลกดิจิตอล เนื่องจากคนไทยเข้าใช้งานอินเทอร์เน็ตครั้งแรก
ผ่านทางสมาร์ทโฟนมากกว่าคอมพิวเตอร์ ด้วยเหตุนี้ LINE จึงตั้งเป้าที่จะเป็นศูนย์กลางของสมาร์ทโฟนหรือที่เรียกว่า “Mobile Portal” เพื่อช่วยให้ชีวิตคนไทยง่ายและสะดวกมากยิ่งขึ้น

กลยุทธ์ของ LINE ถูกสร้างขึ้นจาก 4 ปัจจัยหลักในการใช้ชีวิต ได้แก่ การติดต่อสื่อสาร (Communication), คอนเทนต์ (Content), บริการ (Services) และ การขายสินค้าและบริการ (Commerce)

  • การติดต่อสื่อสาร (Communication) จากผลสำรวจของ Nielsen พบว่า คนไทยใช้เวลาเฉลี่ยบนสมาร์ทโฟน
    สูงถึง 234 นาทีต่อวัน
    โดย 1 ใน 3 ของเวลาการใช้งานสมาร์ทโฟน หรือประมาณ 70 นาทีต่อวัน                                   ถูกใช้บนแพลตฟอร์ม LINE เราจึงไม่หยุดนิ่งในการพัฒนาบริการเพื่อตอบรับกับไลฟ์สไตล์ต่างๆ
  • คอนเทนต์ (Content) ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นวิดีโอ เพลง และสิ่งพิมพ์ ต่างถูกย้ายมาอยู่บนโลกออนไลน์ โดยคนไทยใช้เวลาดูวิดีโอออนไลน์สูงถึง 133 นาทีต่อวัน หรือคิดเป็น 2 เท่าของค่าเฉลี่ยทั่วโลกที่ 65 นาทีต่อวัน จากรายงานของสมาคมโฆษณาดิจิทัล ประเทศไทย (DAAT) พบว่า งบโฆษณาบนช่องทางดิจิตอลจะเติบโตขึ้นกว่า 30% ในปีนี้ และเพื่อเป็นการตอบรับกับเทรนด์ดิจิตอลที่เกิดขึ้น LINE TV เตรียมสร้างสีสันด้วยการเปิดตัวคอนเทนต์กลุ่มใหม่ทั้งกีฬา (Sports) และความงาม (Beauty) เพิ่มขึ้นจากละคร (Drama), บันเทิง (Entertainment), เพลง (Music), อนิเมชั่น (Animation) และถ่ายทอดสด (LIVE) พร้อมกันนี้ยังวางแผนขยายพันธมิตรรายใหญ่ต่างๆ อาทิ ช่อง 8, พีพีทีวี, ไทย ไฟท์ และจีบัน นอกจากนี้ยังมี LINE TODAY ที่เพิ่งเปิดตัวไปภายในเวลาไม่ถึง 1 ปี ด้วยฟีเจอร์ “News Tab” ที่ช่วยให้การเข้าถึงข้อมูลข่าวสารง่ายขึ้น พร้อมตั้งเป้าขึ้นสู่อันดับ 1 แพลตฟอร์มข้อมูลข่าวสารบนมือถือ โดยจะเริ่มสร้างรายได้ในไตรมาสสุดท้ายของปีนี้
  • บริการ (Services) ปัจจุบันมีแอพพลิเคชั่นจำนวนมากที่ถูกสร้างขึ้นรวมทั้งสิ้นประมาณ 2.2 – 2.6 ล้านแอพพลิเคชั่น ในขณะที่จำนวนแอพพลิเคชั่นเฉลี่ยที่คนส่วนใหญ่ดาวน์โหลดมีเพียง 32 แอพพลิเคชั่นต่อหนึ่งอุปกรณ์เท่านั้น ยิ่งไปกว่านั้นมีเพียง 3 – 5 แอพพลิเคชั่นที่ถูกใช้งานในแต่ละวัน ด้วยเหตุนี้ LINE จึงพัฒนา Chat BOT ขึ้นมาเพื่อใช้ทดแทนแอพพลิเคชั่นด้วยการเข้าถึงบริการต่างๆ ได้จาก LINE เพียงที่เดียว โดยไม่ต้องดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่นเพิ่ม ไม่ว่าจะเป็น Chat BOT ของ LINE เอง เช่น LINE FINANCE หรือจากพาร์ทเนอร์ เช่น Uber และ Wongnai รวมถึงแบรนด์ต่างๆ อาทิ Citibank, FWD, Lazada, Krungthai AXA, Maybank, Shell และ Uniliver
  • การขายสินค้าและบริการ (Commerce) ปัจจุบันการขายสินค้าออนไลน์หรือ e-commerce ยังคงมีสัดส่วน
    ที่เล็กมากเพียง 3.8% ของมูลค่าการค้าปลีกทั้งหมด
    LINE จึงมองเห็นโอกาสในการเชื่อมต่อโลกออฟไลน์
    และออนไลน์ หรือที่เรียกว่า บริการในรูปแบบ O2O (Offline to Online) เราจึงมีการเปิดตัว Beacon ซึ่งร้านค้าต่างๆ สามารถติดตั้ง Beacon เพื่อให้ข้อมูลผลิตภัณฑ์และมอบคูปองโปรโมชั่นต่างๆ เมื่อลูกค้ามาใช้บริการที่ร้านค้า นอกจากนี้ยังมี LINE MAN ที่ขยายรูปแบบการให้บริการจากแมสเซนเจอร์ สั่งซื้ออาหาร และของสะดวกซื้อ ไปสู่บริการรับส่งพัสดุ (Postal) โดยการจับมือกับ Alpha เพื่อเพิ่มความสะดวกให้กับผู้ใช้งาน

“ในฐานะผู้นำด้านแพลตฟอร์มบนมือถือและเป้าหมายการเป็น ‘Mobile Portal’ LINE ยังคงมุ่งมั่นในการพัฒนาเซอร์วิส และโซลูชั่นใหม่ๆ เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้คน และเพิ่มความสะดวกสบายในการใช้ชีวิต พร้อมทั้งสานต่อพันธกิจในการเชื่อมต่อข้อมูล ผู้ใช้ และบริการให้ใกล้กันมากขึ้น ภายใต้แนวคิด ‘Closing the Distance’ และพร้อมเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในระบบดิจิตอล อีโคโนมี่ (Digital Economy) ในประเทศไทยนายอริยะกล่าวทิ้งท้าย

from:https://www.techtalkthai.com/line-4-strategies-for-2017/