คลังเก็บป้ายกำกับ: VIRTUAL_REALITY

ซัมซุงเปิดตัวกล้อง 360 องศารุ่นใหม่ มาพร้อมกล้อง 17 ตัว

วันนี้ซัมซุงเปิดตัวกล้อง 360 องศารุ่นใหม่อย่างเงียบๆ มาในดีไซน์ยูนิบอดี้ ที่ซัมซุงระบุว่าช่วยให้ตัวกล้องไม่ต้องมีพัดลมระบายอากาศ พร้อมกล้อง 17 ตัว (16 ตัววางเรียงในแนวนอน อีก 1 ตัววางแนวตั้งด้านบน) รูรับแสง f/1.8 พร้อมไมโครโฟนรอบทิศ 6 ตัวและรองรับไมโครโฟนเพิ่มอีก 2 ตัว

ตัวกล้องรองรับการถ่ายวิดีโอและถ่ายทอดสด ทั้งแบบ 3 มิติและ 2 มิติได้สูงสุดที่ความละเอียด 4096 x 2048 ที่ 30fps ฟอร์แม็ทวิดีโอเป็น MP4 (H.265/ H.264) แรมภายในเป็น LPDDR3 ขนาด 10GB หน่วยความจำ eMMC ขนาด 40GB รองรับ SD Card สูงสุด 256GB และ SSD สูงสุด 2TB

ตัวกล้องรองรับการเชื่อมต่อผ่านสาย LAN และ USB-C กันน้ำกันฝุ่นมาตรฐาน IP65 หนัก 1.93 กิโลกรัม ยังไม่ประกาศราคาครับ

ที่มา – Samsung Newsroom

alt="360Cam"

from:https://www.blognone.com/node/96378

Advertisements

Square Enix ทำ Project Hikari สร้างประสบการณ์อ่านมังงะเสมือนจริง ด้วยแว่น VR

VR ทำให้คนเข้าสู่โลกอีกใบได้ ไม่ว่าจะเล่นเกม ดูหนัง หรือสัมผัสประสบการณ์นอกโลก ใต้น้ำ ในป่า แต่ Square Enix ผู้สร้างเกม Final Fantasy กลับนำ VR มาใช้ในประสบการณ์เรียบง่ายอย่างการอ่านการ์ตูน โดย บริษัททำ Project Hikari เป็นการผสมผสานประสบการณ์แบบ VR กับการอ่านมังงะ โดยยังคงศิลปะแบบมังงะพื้นฐานเอาไว้

Square Enix นอกจากผลิตเกมแล้วยังเป็นผู้จำหน่ายมังงะดังหลายเรื่อง เช่น Soul Eater, Black Butler และ Fullmetal Alchemist แต่มังงะเรื่องแรกที่จะปรากฏใน Project Hikari คือ Tales of Wedding Rings ที่ยังไม่ค่อยมีใครรู้จัก บริษัทระบุว่าถ้านำการ์ตูนดังอย่าง Fullmetal Alchemist มาทำอาจโดนวิพากษ์วิจารณ์เพราะเป็นไปได้สูงว่าจะเก็บรายละเอียดมาไม่ถูกใจผู้อ่าน

Project Hikari จะนำเสนอเนื้อหามังงะให้ผู้สวมใส่ ในแง่นี้คือผู้อ่าน ได้อ่านและสัมผัสภาพเคลื่อนไหวตัวละครไปพร้อมๆ กัน โดยมีเสียงเอฟเฟกต์และดนตรีคลอไปด้วย แต่ความท้าทายคือ การทำตัวละครสองมิติที่ไม่ต้องคำนึงถึงความสมดุลตามหลักกายภาพมากนักให้อยู่ในรูปแบบสามมิติเคลื่อนไหว

No Description
ภาพจาก Project Hikari

ที่มา – Engadget

from:https://www.blognone.com/node/96359

บทวิเคราะห์สงครามหกทัพ ใครจะเป็นผู้ชนะในโลก VR/AR ต่อจากนี้ไป

การมาถึงของ Windows Mixed Reality (ที่มาพร้อม Windows 10 Fall Creators Update) ถือเป็นจุดเริ่มต้นอย่างเป็นทางการของไมโครซอฟท์ ในการเข้าสู่สมรภูมิ VR/AR ที่กำลังร้อนแรงอยู่ในตอนนี้

ถ้าลองนับผู้เล่นในตลาด VR/AR รายใหญ่ ปัจจุบันมีทั้งหมด 6 ป้อมค่าย ได้แก่ Facebook (Oculus), Valve (SteamVR), Sony (PlayStation VR), Apple (ARKit), Google (Cardboard/Daydream/ARCore) และ Microsoft (Windows Mixed Reality)

สงครามยังเพิ่งเริ่มต้นและยังห่างไกลกับบทสรุป แต่บทความนี้เราจะมาวิเคราะห์สถานการณ์เพื่อดูภาพรวมว่า ค่ายไหนขั้วไหนมีอาวุธอะไร มีพันธมิตรรายไหนอยู่ในสังกัดกันบ้าง

Windows Mixed Reality

  • ต้นสังกัด: Microsoft
  • รูปแบบ: VR/AR ใช้แว่น
  • แพลตฟอร์ม: พีซี
  • เนื้อหา: เกม, แอพ, วิดีโอ
  • วันเปิดตัว: 17 ตุลาคม 2017
  • พันธมิตร: Acer, Asus, Dell, HP, Lenovo, Samsung, Valve

ไมโครซอฟท์เป็นผู้เล่นรายล่าสุดที่ลงมาเล่นในตลาด VR/AR (แถมมีคำเรียกของตัวเองว่าเป็น MR หรือ Mixed Reality) จุดเด่นของไมโครซอฟท์คือเทคโนโลยี internal tracking ของ HoloLens ไม่ต้องใช้เซ็นเซอร์ภายนอกช่วย ทำให้ใช้งานสะดวกกว่าคู่แข่งอย่าง Oculus หรือ SteamVR/Vive

ไมโครซอฟท์ยังขนพันธมิตรฮาร์ดแวร์มาอีกหลายราย (ได้มาแม้กระทั่งซัมซุงที่เป็นพันธมิตรกับ Oculus อยู่ก่อน) มีแว่นหลากหลายตั้งแต่ถูกไปจนถึงแพง, การจับมือกับ SteamVR ช่วยแก้ปัญหาเรื่องเกมน้อย แถมก่อนหน้านี้ไมโครซอฟท์ก็ไปทำตลาด HoloLens กับภาคอุตสาหกรรมต่างๆ ไว้มาก เริ่มมีแอพที่ไม่ใช่เกมสำหรับงานเฉพาะทางด้วย

จุดอ่อนของ Mixed Reality ในตอนนี้คงเป็นว่ามันเพิ่งเริ่มต้น ยังมีคนใช้ไม่เยอะนัก และยังเน้นเฉพาะการใช้บนพีซีเพียงอย่างเดียว ไม่มีเวอร์ชันสำหรับคอนโซล Xbox และไม่มีเวอร์ชันสมาร์ทโฟน (แค่กๆ Windows Mobile)

ตัวอย่างเกม Halo Recruit เกมฟรีที่เปิดตัวพร้อม Windows Mixed Reality

Minecraft VR หมัดเด็ดของไมโครซอฟท์ที่ยังไม่เสร็จ

จุดแข็ง

  • internal tracking ตั้งแต่แรก
  • รองรับทั้ง VR/AR
  • ฐานผู้ใช้ Windows 10 จำนวนมาก
  • พันธมิตรมากมาย ฮาร์ดแวร์หลากหลาย
  • ไมโครซอฟท์มีสตูดิโอทำเกมเอง และมี Minecraft
  • ไม่จำกัดแค่เกม ยังใช้กับงานออกแบบหรืองานเฉพาะทางได้ด้วย

จุดอ่อน

  • ตัวแพลตฟอร์มเพิ่งเริ่มต้น ต้องใช้เวลาอีกสักระยะ
  • ยังขาดความเชื่อมโยงกับ Xbox One
  • ยังไม่มีแผนสำหรับสมาร์ทโฟน

Oculus

  • ต้นสังกัด: Facebook
  • รูปแบบ: VR ใช้แว่น + AR ผ่านมือถือ
  • เนื้อหา: เกม, แอพ, วิดีโอ
  • แพลตฟอร์ม: พีซี, สมาร์ทโฟน
  • วันเปิดตัว: 28 มกราคม 2016
  • พันธมิตร: Samsung (GearVR)

ต้องให้เครดิต Oculus ว่าเป็นผู้จุดกระแส VR ยุคใหม่ให้กลับมาดังได้สำเร็จ ชื่อแบรนด์ Oculus กลายเป็นตัวแทนของโลก VR และยิ่งมาอยู่ใต้ร่มเงาของ Facebook ก็ยิ่งเพียบพร้อมไปด้วยกำลังเงินและคน

ตัวแพลตฟอร์ม Oculus ดั้งเดิมเน้นตลาดพีซี แต่บริษัทก็มีความร่วมมือกับซัมซุงทำแว่น GearVR สำหรับสมาร์ทโฟน และการอยู่ใต้ Facebook ก็ยังมีโครงการผลักดัน VR/AR แบบไม่ใช้แว่น ผ่านแอพของ Facebook Camera Platform

อย่างไรก็ตาม หลังวางขายแว่น Rift ในเดือนมีนาคม 2016 แล้วบริษัทก็เจอปัญหามากมาย ถึงขนาดผู้ก่อตั้ง Palmer Luckey ต้องลาออก, คดีความกับ ZeniMax และมีการปรับโครงสร้างผู้บริหารครั้งใหญ่ รวมถึงดึงเอา Hugo Barra อดีตผู้บริหาร Android/Xiaomi มาคุมงาน VR ทั้งหมด

ความคืบหน้าล่าสุดของค่าย Oculus คือการออกแว่นราคาถูก Oculus Go มาเตรียมรับมือแว่น Windows Mixed Reality แต่แว่น Rift รุ่นหน้าโค้ดเนม Santa Cruz ที่มีระบบ tracking ภายใน ยังดูน่าจะใช้เวลาอีกนาน

จุดแข็ง

  • เริ่มทำตลาด VR เป็นรายแรก แบรนด์ดัง คนนึกถึง
  • รองรับทั้ง VR พีซี, VR มือถือ และ AR ผ่านกล้อง
  • Facebook เป็นเจ้าพ่อแห่งการขายพ่วง ได้เจอการขายพ่วงอีกมากแน่นอน

จุดอ่อน

  • ยังไม่สามารถออกแว่น Rift รุ่นที่สองได้
  • Oculus มีปัญหารุมเร้าในช่วงหลัง
  • Oculus ไม่ได้พัฒนาเกมหรือคอนเทนต์เอง
  • พันธมิตรดั้งเดิมอย่าง Samsung หันไปจับกับ Microsoft ด้วยอีกทาง

No Description

SteamVR

  • ต้นสังกัด: Valve
  • รูปแบบ: VR ใช้แว่น
  • เนื้อหา: เกม
  • แพลตฟอร์ม: พีซี
  • วันเปิดตัว: 5 เมษายน 2016
  • พันธมิตร: HTC Vive, Microsoft

ถ้าเทียบกับฝั่ง Oculus แล้ว ต้องบอกว่า Valve ซุ่มพัฒนาแพลตฟอร์ม SteamVR แบบเงียบๆ และเลือกจับมือกับ HTC ผลิตแว่น Vive ออกมาขายโดยไม่เป็นข่าวมากเท่ากับ Rift แต่เทคโนโลยีของ Valve กลับเหนือกว่าจนเป็นตัวเลือกที่นักพัฒนาจำนวนมากนิยมใช้งาน

จุดอ่อนของ SteamVR คือ ณ ปัจจุบันยังไม่มีผู้ผลิตแว่นรายอื่นนอกจาก HTC แม้ Valve ยินดีเปิดเทคโนโลยีให้ใช้ และมี LG ผลิตแว่นต้นแบบมาแล้วก็ตาม อย่างไรก็ตาม ดูเหมือน Valve เลือกปิดจุดอ่อนนี้ด้วยการเป็นพันธมิตรกับไมโครซอฟท์ และเปิดให้แว่น Windows Mixed Reality เข้าถึงเนื้อหาใน SteamVR ได้

จุดเด่นอีกประการของ SteamVR คือการผูกกับแพลตฟอร์ม Steam ที่มีฐานเกมเมอร์จำนวนมากอยู่แล้ว และการที่ Valve พัฒนาเกมได้ ต้องรอดูกันว่า เกม VR ของ Valve จำนวน 3 เกม จะออกมาดีแค่ไหน

จุดแข็ง

  • Valve และ Steam คือเจ้าแห่งแพลตฟอร์มเกมบนพีซี มีผู้เล่นหลัก 10 ล้านคน ดึงดูดนักพัฒนามาทำเกมได้ดี
  • ที่ผ่านมา SteamVR และ HTC Vive ได้รับความนิยมอย่างสูงจากนักพัฒนา
  • Valve ผลิตเกมเองด้วย
  • เลือกยุทธศาสตร์ จับมือเป็นพันธมิตรกับไมโครซอฟท์

จุดอ่อน

  • ยังมีแว่นยี่ห้อเดียวคือ Vive แม้มีข่าวว่าจะเปิดให้รายอื่นทำด้วย
  • ยังใช้ระบบ tracking ภายนอก
  • ยังมีเฉพาะบนพีซี และยังไม่เห็นวี่แววสำหรับคอนโซลหรือสมาร์ทโฟน ซึ่งไม่ใช่ฐานของ Valve

No Description

PlayStation VR

  • ต้นสังกัด: Sony
  • รูปแบบ: VR ใช้แว่น
  • เนื้อหา: เกม
  • แพลตฟอร์ม: คอนโซล
  • วันเปิดตัว: 13 ตุลาคม 2016
  • พันธมิตร: ไม่มี

ถ้าวัดกันในแง่ยอดขายแว่น ต้องบอกว่า Sony นำมาเป็นที่หนึ่งด้วยยอดทะลุ 1 ล้านชิ้น จากจุดเด่นเรื่องฐานผู้เล่น PS4 ที่มีเครื่องอยู่แล้ว เพียงแค่ซื้อแว่นเพิ่มก็ใช้งานได้เลย (ไม่ต้องอัพเกรดคอมก่อนเหมือน Oculus/Vive) และแว่น PlayStation VR เองก็ราคาไม่แพงเมื่อเทียบกับคู่แข่ง (399 ดอลลาร์ตอนเปิดตัว) กวาดลูกค้ากลุ่ม early adopter ที่เป็นเกมเมอร์และมี PS4 ไปได้มาก

การที่ Sony มีสตูดิโอพัฒนาเกมเอง ยังช่วยให้มีเกม exclusive ที่เด่นๆ เป็นตัวดึงดูดผู้เล่น เช่น Gran Turismo Sport ที่แค่ชื่อก็เหนือกว่าเกมคู่แข่งมาก ล่าสุด Sony เพิ่งโพสต์ในบล็อก PlayStation ว่ามีเกม VR รอออกขายในช่วงปลายปี 2017 ต่อต้นปี 2018 อีกกว่า 60 เกม

ส่วนจุดอ่อนของ PlayStation VR คงเป็นว่ามันผูกกับแพลตฟอร์ม PS4 เพียงอย่างเดียว นำไปใช้ในงานอื่นนอกจากเกมได้ยาก เอาไปใช้กับพีซีก็ยาก ต้องรอดูว่าในระยะยาว มันจะกลายเป็นแพลตฟอร์ม VR เฉพาะเกมเมอร์เท่านั้นหรือไม่ หรือ Sony จะสามารถขยายผลออกมาในวงกว้างกว่านี้ได้

จุดแข็ง

  • ฐานผู้เล่น PS4 จำนวนมาก ที่พร้อมจะซื้อแว่น VR เพิ่มเติม
  • แว่นราคาค่อนข้างถูก (ในช่วงแรกที่เปิดตัว) จูงใจให้ซื้อได้ง่ายกว่า
  • เกมรองรับจำนวนมาก
  • Sony ทำเกมเองด้วย

จุดอ่อน

  • แว่นใช้กับแพลตฟอร์มอื่นนอกเหนือจาก PS4 ไม่ได้เลย
  • ดูไม่มีวี่แววทั้งพีซีและสมาร์ทโฟน

No Description

Apple ARKit

  • ต้นสังกัด: Apple
  • รูปแบบ: AR ไม่ใช้แว่น
  • เนื้อหา: เกม แอพ
  • แพลตฟอร์ม: สมาร์ทโฟน
  • วันเปิดตัว: 19 กันยายน 2017 (iOS 11)
  • พันธมิตร: ไม่มี

แอปเปิลเป็นม้ามืดอีกรายที่เข้าสู่วงการ AR ได้อย่างสวยงาม แนวทางของแอปเปิลแตกต่างจากคู่แข่งรายอื่นๆ โดยเน้นไปที่ AR แบบไม่ใช้แว่นเพียงอย่างเดียว (Tim Cook บอกยังไม่รีบทำแว่น AR เพราะเทคโนโลยีปัจจุบันยังไม่ดีพอตามที่แอปเปิลต้องการ)

จุดเด่นของ ARKit คือการที่มันผนวกมาใน iOS 11 จึงมีฐานผู้ใช้ iPhone/iPad จำนวนมหาศาล ที่พร้อมจะเปิดกล้องใช้งาน AR ทันที ไม่ต้องซื้ออุปกรณ์ใดๆ เพิ่มเติม บวกกับฐานนักพัฒนาแอพสายแอปเปิล ที่มีจุดเด่นเรื่องการยอมรับเทคโนโลยีใหม่ๆ ของแอปเปิลอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้เกิดคอนเทนต์บน ARKit มากมาย

จุดอ่อนของแอปเปิลคงเป็นว่า ARKit ผูกกับแพลตฟอร์มของแอปเปิลเอง จะไปอยู่บนแพลตฟอร์มอื่น (แม้แต่ macOS) ก็คงยาก แถมการอิงกับสมาร์ทโฟนเพียงอย่างเดียว อาจจับได้เฉพาะกลุ่ม casual gamer เข้าไม่ถึงกลุ่ม hardcore gamer ที่หันไปใช้แพลตฟอร์มอื่น

No Description

จุดแข็ง

  • ฐานผู้ใช้ iOS จำนวนมาก ใช้ ARKit ได้ทันที ไม่ต้องซื้ออุปกรณ์เพิ่ม
  • ฐานนักพัฒนาแอพ iOS จำนวนมาก

จุดอ่อน

  • แพลตฟอร์ม ARKit ยังเพิ่งเริ่มต้น
  • วิถีแบบแอปเปิล ข้ามาคนเดียว กระจายไปยังแพลตฟอร์มคนอื่นยาก

Daydream / ARCore

  • ต้นสังกัด: Google
  • รูปแบบ: VR ใช้แว่น + AR ไม่ใช้แว่น
  • เนื้อหา: เกม แอพ
  • แพลตฟอร์ม: สมาร์ทโฟน
  • วันเปิดตัว: 10 พฤศจิกายน 2016 (Daydream)
  • พันธมิตร: Lenovo, HTC, Huawei

กูเกิลออกตัวแรงมากกับ Google Cardboard ที่ใช้ง่ายและราคาถูก (ยอดขาย 100 ล้านชุด) แต่พอจะขยับไปยังแพลตฟอร์มที่คุณภาพดีขึ้น แผนการ Google Daydream กลับเดินหน้าช้ามาก แถมแว่น Daydream ก็เป็นไปตามแนวทาง “อินดี้ไม่เน้นขาย” ของกูเกิล ส่วน Project Tango ที่เป็นหัวหอกด้าน AR ก็ถูกโอนไปให้ Lenovo แล้วตัวมันเองกลายร่างเป็น ARCore ที่ยังตามหลังคู่แข่งอย่าง ARKit อยู่ไกล

จุดแข็ง

  • เริ่มต้นมาได้สวยกับ Google Cardboard
  • ฐานผู้ใช้ Android, Chrome, YouTube จำนวนมาก พร้อมผลักดันเนื้อหา AR/VR

จุดอ่อน

  • กูเกิลทำช้ามาก
  • อุปกรณ์ Android มีเยอะจริง แต่ที่รองรับ Daydream / ARCore กลับยังไม่เยอะ
  • ARCore เพิ่งเริ่มต้น

สรุป

อย่างที่เขียนไปในตอนแรกว่า สมรภูมิ AR/VR เพิ่งเริ่มต้น คงต้องต่อสู้กันอีกนานกว่าจะเห็นผลแพ้ชนะ แต่ตอนนี้เราสามารถแยกสนามรบได้เป็น 3 สนามใหญ่ๆ คือ

  • พีซี: Facebook (Oculus), Valve (SteamVR), Microsoft (Windows Mixed Reality)
  • คอนโซล: Sony (PlayStation VR)
  • สมาร์ทโฟน: Facebook (GearVR/Camera), Apple (ARKit), Google (Daydream/ARCore)

จุดที่น่าจะต่อสู้กันดุเดือดที่สุดคงหนีไม่พ้นฝั่งพีซี ซึ่งการเข้าสู่สนามรบของไมโครซอฟท์ พร้อมจับมือเป็นพันธมิตรกับ Valve ย่อมทำให้ Facebook/Oculus เป็นฝ่ายตั้งรับ ส่วนในสนามสมาร์ทโฟน แอปเปิลที่ออกตัวไปก่อนเพื่อนน่าจะกวาดส่วนแบ่งได้เยอะกว่าฝั่ง Android มาก

ส่วนฝั่งคอนโซลที่ผูกกับแพลตฟอร์มชัดเจน ตอนนี้ Sony ยังตีกินแบบสบายๆ ไร้คู่แข่ง แต่ต้องไม่ลืมว่าเกมหลายๆ เกมเป็น cross platform ที่เล่นในพีซีได้ด้วย และในอนาคตก็คงหนีไม่พ้นที่ไมโครซอฟท์จะดัน Mixed Reality สู่ Xbox เช่นกัน

from:https://www.blognone.com/node/96358

Oculus โชว์ความคืบหน้า Project Santa Cruz ต้นแบบแว่นไร้สายยุคหน้า

ข่าวใหญ่ในงานสัมมนาของ Oculus เมื่อคืนนี้คือ Oculus Go แว่นไร้สายรุ่นเล็กราคา 199 ดอลลาร์ แต่ในงานเดียวกัน Oculus ก็โชว์ความคืบหน้าของ Project Santa Cruz หรือแว่นรุ่นใหญ่เวอร์ชันไร้สาย (จะเรียกว่ามันเป็น Oculus Rift 2 ก็พอได้)

Oculus บอกว่าเป้าหมายของ Santa Cruz คือสร้างประสบการณ์ VR ที่อิสระเต็มรูปแบบ (six degree of freedom หรือ 6DOF) โดยสิ่งที่นำมาโชว์รอบนี้คือระบบตรวจจับตำแหน่ง (tracking) ที่ใช้ร่วมกันระหว่างตัวแว่นและคอนโทรลเลอร์ จนสามารถติดตามการเคลื่อนไหวได้มากขึ้นมาก

นอกจากฮาร์ดแวร์ตัวใหม่อย่าง Santa Cruz ฝั่งของซอฟต์แวร์ที่ใช้กับ Oculus Rift ก็ได้อัพเกรดเป็น Rift Core 2.0 ประกอบด้วยหน้า Oculus Dash ที่ให้เราใช้งานโปรแกรมบนพีซีผ่านโลก VR (คล้ายกับหนังเรื่อง Minority Report)

ส่วน Oculus Home หรือห้องนั่งเล่นที่เป็นจุดเริ่มต้นของเราในโลก Oculus ก็ถูกปรับหน้าตาใหม่ มีของเล่นใหม่ๆ ให้เยอะกว่าเดิม

Rift Core 2.0 จะเริ่มอัพเดตให้ผู้ใช้งานในเดือนธันวาคมนี้

ที่มา – Oculus (Santa Cruz), Oculus (Rift Core)

from:https://www.blognone.com/node/96234

Mark Zuckerberg เปิดตัว Oculus Go แว่น VR ในราคา 7,000 บาท

Mark Zuckerberg ได้ออกมาประกาศใน Facebook ของตนเองถึงการเปิดตัวของ Oculus Go อุปกรณ์แว่น Virtual Reality รุ่นล่าสุดที่ราคาเพียงแค่ 199 เหรียญหรือราวๆ 7,000 บาทเท่านั้น พร้อมวางจำหน่ายได้ภายในปี 2018 ที่กำลังจะถึงนี้

Mark ได้เผยว่า Oculus Go นี้สามารถใช้งานได้เลยโดยไม่ต้องเสียบสายหรือติดตั้งโทรศัพท์ Smart Phone ภายใน และเหมาะกับการนำไปใช้เล่นเกม ดูหนัง หรือพบปะกับเพื่อนๆ โดย Mark ได้ออกมาแสดงรุ่น Prototype ที่ผลิตออกมารุ่นล่าสุดด้วย

Oculus Go นี้พัฒนาต่อยอดมาจาก Oculus Rift รุ่นก่อนหน้า โดยภายในมีการติดตั้งจอ LCD แบบ Wide Quad HD (WQHD) ที่ความละเอียด 2560×1440 เอาไว้ รวมถึงยังมีระบบเสียงอยู่ภายใน โดยมีน้ำหนักเบา และมีผิวสัมผัสกับใบหน้าที่ดีขึ้นกว่าเดิม ซึ่งด้วยราคาเปิดตัวที่ถูกกันมากกว่าครึ่งหนึ่งของ Oculus Rift นี้ก็เชื่อได้ว่า Oculus Go น่าจะขายดีกว่าเดิมเป็นอย่างมาก

ในเวลาเดียวกัน Mark ยังได้เปิดตัว Prototype ของ Santa Cruz ซึ่งเป็น Standalone Headset ที่มีระบบ Tracking ในตัว และคาดว่าจะเริ่มส่งให้เหล่านักพัฒนาได้นำไปทดสอบได้ในปีหน้าอีกด้วย

 

ที่มา: https://www.facebook.com/photo.php?fbid=10104098055929861&set=a.529237706231.2034669.4&type=3https://venturebeat.com/2017/10/11/oculus-go-is-facebooks-new-standalone-headset-for-200/

from:https://www.techtalkthai.com/mark-zuckerberg-announces-oculus-go-vr-head-set-at-7000-thb/

Oculus Rift ลดราคาชุดบันเดิลเหลือ 399 ดอลลาร์ เป็นการถาวร

ประกาศสำคัญอีกอย่างในงานสัมมนาของ Oculus นอกจากเปิดตัวแว่นตัวใหม่รุ่นเล็ก Oculus Go ราคา 199 ดอลลาร์ ส่วนของแว่นตัวเดิม Oculus Rift ก็ประกาศลดราคาเหลือ 399 ดอลลาร์เป็นการถาวร

เรื่องนี้ไม่น่าแปลกใจนัก เพราะเมื่อเดือนกรกฎาคม Oculus Rift ก็ลดราคาชุดบันเดิลแถมคอนโทรลเลอร์ Oculus Touch มาอยู่ที่ 399 ดอลลาร์ เพียงแต่ระบุว่าเป็นการลดราคาชั่วคราวเท่านั้น พอมาถึงงานนี้ 399 ดอลลาร์เลยกลายเป็นราคาใหม่ถาวรไปแล้ว

ในชุดบันเดิล 399 ดอลลาร์ประกอบด้วยแว่น Rift, คอนโทรลเลอร์ Touch สองอัน, เกมและแอพฟรีรวม 6 แอพ

ที่มา – Oculus

No Description

from:https://www.blognone.com/node/96211

Facebook เปิดตัว Oculus for Business เพื่อให้องค์กรนำแว่น VR ไปใช้งานได้ง่ายขึ้น

Facebook ได้เปิดตัวบริการ Oculus สำหรับภาคธุรกิจหรือ Oculus for Business ในงาน Oculus Connect 4 เพื่อให้องค์กรสามารถซื้อ Oculus Rift อุปกรณ์ VR ได้ทีละมาก ๆ และมีการรับประกันเกรดองค์กร รวมถึงมีการสนับสนุนพิเศษสำหรับองค์กรโดยเฉพาะ

ในการเปิดตัวนี้ มีพาร์ทเนอร์อย่างเช่น Audi ที่เริ่มใช้บริการ Oculus for Business เพื่อสร้างโชว์รูม VR ที่ผู้ใช้สามารถปรับแต่งรถยนต์และเดินดูรถเสมือนจริงก่อนที่จะตัดสินใจซื้อ หรือ Cisco ที่พัฒนาซอฟต์แวร์สำหรับการออกแบบร่วมกันโดยใช้ VR ช่วย

Oculus สำหรับธุรกิจจะมีการจัดชุดอุปกรณ์ให้ราคา 900 ดอลลาร์ โดยในชุดอุปกรณ์จะมี Oculus Rift, ตัวควบคุมการสัมผัส, เซนเซอร์สามตัวสำหรับการสร้าง VR ขนาดห้อง และมี face pad สำหรับอำนวยความสะดวกให้ผู้ใช้กรณีที่องค์กรนั้นมีจำนวนผู้ใช้แว่นมาก

ที่มา – TechCrunch

from:https://www.blognone.com/node/96208