คลังเก็บป้ายกำกับ: VIRTUAL_REALITY

Airbnb เริ่มทดสอบระบบพรีวิวห้องพักและให้ข้อมูลนักท่องเที่ยวโดยใช้ AR และ VR

Airbnb ประกาศเปิดตัวการนำเทคโนโลยี AR และ VR มาใช้เพื่อเสริมประสบการณ์ท่องเที่ยว และจองห้องพักบนแพลตฟอร์ม ตั้งแต่ก่อนเที่ยวและระหว่างเที่ยว

ในระหว่างการจองที่พักและวางแผนการท่องเที่ยว Airbnb จะใช้ VR เข้ามาเสริมประสบการณ์จำลองห้องพัก ดังนั้นผู้ใช้ไม่ใช่จะเห็นเฉพาะห้องพักจากภาพหรือคำบรรยาย แต่จะเห็นห้องพักในรูปแบบเสมือนจริง รวมถึงจำลองสภาพของเมืองที่จะไปเที่ยวในรูปแบบ 360 องศา เพื่อให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสประสบการณ์ในระดับหนึ่ง ก่อนนักท่องเที่ยวจะตัดสินใจจองห้องพัก

นอกจากใช้เพื่อตัดสินใจจองห้องพักแล้ว Airbnb จะใช้ AR เข้ามาเสริมประสบการณ์ด้านข้อมูลให้กับนักท่องเที่ยว อย่างเช่นการไปเที่ยวต่างประเทศ ถ้าไม่รู้วิธีใช้เครื่องใช้ไฟฟ้า ไปจนถึงกำลังหลงทางและมีแต่คำแนะนำเป็นภาษาต่างประเทศ ก็สามารถใช้ AR ส่องหาข้อมูล หรือใช้แปลภาษา ไปจนถึงใช้เพื่อรับข้อมูลรายละเอียดและประวัติเกี่ยวกับสถานที่ที่ไปเที่ยวได้อีกด้วย

ทั้งนี้ระบบดังกล่าวยังอยู่ระหว่างการทดสอบและพัฒนา ซึ่ง Airbnb ยังไม่ได้ให้ข้อมูลว่าจะนำฟีเจอร์นี้ลงแอพเมื่อไร

ที่มา – Airbnb

No Description

ภาพจาก Airbnb

from:https://www.blognone.com/node/98228

Advertisements

HTC ประกาศราคาแว่น Vive Focus ประมาณ 2 หมื่นบาท เริ่มขายในจีนประเทศแรก

ตลาดแว่น VR ในปีหน้าเริ่มจะไปในทิศทางของแว่นแบบ standalone ที่ไม่ต้องต่อเชื่อมกับคอมพิวเตอร์ ตัวอย่างคือ Oculus Go ของ Facebook ส่วนฝั่ง HTC เคยโชว์แว่น Vive Focus เมื่อเดือนที่แล้ว แต่ยังไม่เปิดเผยราคาและวันวางขาย

ล่าสุด HTC ประกาศวางขาย Vive Focus ในจีนเป็นประเทศแรก รุ่นมาตรฐานสี Almond White ราคา 3,999 หยวน (ประมาณ 20,000 บาท) และมีรุ่นพิเศษสี Electric Blue ราคา 4,999 หยวน (25,000 บาท) เปิดสั่งซื้อล่วงหน้าวันพรุ่งนี้ 12 ธันวาคม สินค้าจะส่งมอบในเดือนมกราคม 2018 แต่ยังไม่มีข้อมูลว่าจะวางขายนอกจีนเมื่อไร

HTC Vive Focus เป็นแว่นที่มีทุกอย่างในตัวครบ ใช้หน้าจอ AMOLED ความละเอียด 3K@75Hz, หน่วยประมวลผล Snapdragon 835, มีระบบจับการเคลื่อนไหวภายในตัว (inside-out tracking) ไม่ต้องใช้กล้องหรือเซ็นเซอร์ช่วยจับ

ที่มา – VentureBeat

No Description

from:https://www.blognone.com/node/98177

BT จะเพิ่มการแสดงภาพรีเพลย์และไฮไลท์ฟุตบอล UCL และ EPL ในรูปแบบวิดีโอ 360 องศา

BT สื่อใหญ่ในสหราชอาณาจักรผู้ถือสิทธิ์การถ่ายทอดสดกีฬาหลากหลายรายการ ซึ่งรวมทั้งการแข่งขันฟุตบอล English Premier League และ UEFA Champions League เตรียมยกระดับการถ่ายทอดสดเกมกีฬาด้วยการเพิ่มฟีเจอร์การแสดงภาพรีเพลย์และไฮไลท์การแข่งขันด้วยวิดีโอแบบรอบทิศทาง 360 องศา ผ่านทางแอพ BT Sport App

BT จะประเดิมโชว์ฟีเจอร์ใหม่นี้กับเกมการแข่งขันระหว่าง Tottenham Hotspur และ APOEL Nicosia ในการแข่งขัน UEFA Champions League คืนนี้ และจะเริ่มใช้กับการถ่ายทอดเกม English Premier League ในวันเสาร์ที่ 16 ธันวาคม ระหว่าง Tottenham Hotspur และ Manchester City

BT จะเพิ่มฟีเจอร์วิดีโอถ่ายทอดสดนี้ให้กับการถ่ายทอดสดการแข่งขันกีฬารายการอื่น อาทิ FA Cup และการแข่งขันชกมวยชิงแชมป์โลก โดยตั้งเป้าว่าจะมีฟีเจอร์นี้ให้กับการถ่ายทอดสดการแข่งขันกีฬาร่วม 20 รายการภายในเดือนมิถุนายนปีหน้า

การชมวิดีโอรีเพลย์และไฮไลท์แบบ 360 องศาผ่านแอพ BT Sport App นี้ สามารถทำได้ไม่ว่าผู้ใช้จะมีอุปกรณ์กล้อง VR แบบสวมศีรษะหรือไม่

ที่มา – Engadget

from:https://www.blognone.com/node/97975

G-ABLE เผย 5 เทคโนโลยีพลิกโฉมธุรกิจที่ควรจับตามองในไทยปี 2018

บทความนี้เป็นบทสัมภาษณ์พิเศษจากคุณสุเทพ อุ่นเมตตาจิต กรรมการผู้จัดการ และคุณปาจารีย์ แสงคำ ประธานบริหารกลุ่มงานโซลูชันและเทคโนโลยี กลุ่มบริษัท จีเอเบิล จำกัด ซึ่งได้สรุปเทคโนโลยีสำหรับพลิกโฉมธุรกิจในไทย 5 รายการที่ควรจับตามองในปี 2018 พร้อมแนะทุกอุตสาหกรรมควรเริ่มศึกษาและเตรียมพร้อมนำเทคโนโลยีเหล่านี้มาใช้ เพื่อมอบประสบการณ์การให้บริการอันแสนยอดเยี่ยมแก่ผู้บริโภค และคงความเป็นผู้นำในตลาด

5 เทคโนโลยีพลิกโฉมธุรกิจที่น่าจับตามองในปี 2018

5 เทคโนโลยีที่น่าจับตามองนี้ ทาง G-ABLE ระบุว่า ได้พิจารณาถึงปัจจัย สำคัญ 2 ประการ คือ

  • การเข้าถึง – จำนวนผู้บริโภคที่จะได้ใช้หรือมีส่วนเกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีดังกล่าว
  • ผลกระทบ/มูลค่า – เทคโนโลยีจะส่งผลกระทบต่อกลุ่มผู้บริโภคและสร้างมูลค่าให้แก่ธุรกิจได้มากน้อยเพียงใด

ซึ่งทั้ง 5 เทคโนโลยีนี้ ประกอบด้วย

1. Voice & Visual Search

การค้นหาด้วยภาพและเสียงจะเริ่มเข้ามาแทนที่การพิมพ์ข้อความค้นหา เนื่องจากไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงไป ทุกคนต้องการความสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเทคโนโลยี Voice Personal Assistant (VPA) เช่น Alexa, Google Assistant, Bixby, Cortana และ Siri เริ่มกลายเป็นที่นิยม ผู้คนสามารถสั่งการอุปกรณ์เหล่านั้นด้วยเสียงเพื่อให้ช่วยค้นหาข้อมูลตามความต้องการได้ทันที โดยไม่จำเป็นต้องเสียเวลาเปิดแอปพลิเคชันเพื่อพิมพ์ข้อความอีกต่อไป

สำหรับการค้นหาด้วยภาพนั้น เริ่มปรากฏให้เห็นในเว็บ e-Commerce เช่น ASOS จากสหราชอาณาจักร ผู้บริโภคสามารถอัปโหลดรูปภาพสินค้าที่ตัวเองต้องการลงไป แล้วระบบของ ASOS จะช่วยค้นหาสินค้านั้นๆ หรือสินค้าที่ใกล้เคียงพร้อมเปรียบเทียบราคาได้ทันที ช่วยให้การค้นหามาความถูกต้อง แม่นยำ และสะดวกรวดเร็วกว่าการค้นหาด้วยข้อความ

2. Conversational Platform

Conversational Platform เป็นแพลตฟอร์มที่ใช้โต้ตอบสนทนากับมนุษย์ หรือที่รู้จักกันดีในชื่อ Chatbot ซึ่งในปี 2018 นี้คาดว่าจะเห็นผู้ให้บริการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งธุรกิจ e-Commerce นำ Chatbot เข้ามาใช้มากยิ่งขึ้น เนื่องจากสามารถตอบสนองลูกค้าได้อย่างรวดเร็วและอัตโนมัติ ทั้งยังช่วยลดค่าใช้จ่ายของ Call Center ลงอีกด้วย นอกจากนี้ จากการศึกษายังพบว่า การสนทนาผ่านทาง Chat จะช่วยให้ลูกค้าเปิดใจ ผู้ให้บริการสามารถเก็บข้อมูลจากลูกค้าได้มากกว่าการสนทนาผ่านช่องทางอื่นๆ ซึ่งนำไปต่อยอดให้เกิดประโยชน์ต่อธุรกิจได้เป็นอย่างมาก

อย่างไรก็ตาม ด้วยขีดจำกัดด้านการประมวลผลภาษาไทย ทำให้ Chatbot จะเริ่มให้บริการในรูปของ Virtual Customer Assistant (VCA) ที่รองรับการสนทนาทั่วๆ ไประหว่างผู้ให้บริการและผู้บริโภคภายใต้กรอบที่กำหนด เช่น ข้อมูลสินค้า การส่งของ หรือบริการหลังการขาย เป็นต้น แต่ก็นับได้ว่าเป็นจุดเริ่มต้นของการทำงานแบบอัตโนมัติ (Automation) ที่จะเข้ามาแทนที่คนในอนาคต

3. Cryptocurrency

Cryptocurrency หรือเงินดิจิทัลมีแนวโน้มว่าจะถูกนำมาใช้ทำธุรกรรมมากขึ้นในขณะที่อัตราการใช้เงินสดจะลดลง ซึ่งหลายรัฐบาลทั่วโลกเริ่มให้การสนับสนุนการใช้เงินดิจิทัลเนื่องจากช่วยลดค่าดูแล ขนส่ง และตรวจสอบเงินสดลงได้อย่างมาก ยกตัวอย่างประเทศญี่ปุ่นเองก็มีการประกาศเรื่องการรวมตัวของกลุ่มธนาคารเพื่อสร้างเงินดิจิทัล J-Coin ผูกกับเงินเยน เพื่อให้ประชาชนนำไปใช้จับจ่ายซื้อขายสินค้าและบริการต่างๆ แทนเงินสดได้ทันที

นอกจากนี้ เทคโนโลยี Blockchain ซึ่งอยู่เบื้องหลังเงินดิจิทัลยังเป็นที่สนใจของกลุ่ม Fintech ในการนำไปใช้พัฒนาบริการใหม่ๆ ทางด้านการเงินอย่างหลากหลาย ส่งผลให้หน่วยงานกำกับดูแลที่เกี่ยวข้อง เช่น ธนาคารแห่งประเทศไทย ต้องวางกรอบและกฎระเบียบให้ครอบคลุม เพื่อไม่ให้รัฐสูญเสียผลประโยชน์จากการนำเทคโนโลยีดังกล่าวเข้ามาใช้งาน

4. Counterfeit Reality

Gartner ได้ให้คำนิยามของ Counterfeit Reality หรือ “ความจริงเสมือน” ว่า เป็นการสร้าง Content แบบสมจริงขึ้นมาโดยการลอกเลียนแบบมาจากเหตุการณ์จริง สถานที่จริง และสิ่งมีชีวิต ผ่านทางเทคโนโลยีต่างๆ เช่น Augmented Reality, Virtual Reality หรือ Digital Twin เพื่อมอบประสบการณ์ใหม่ที่มีความสมจริงให้แก่ผู้บริโภค ยกตัวอย่างเช่น การใช้ VR สร้างบ้านจำลองเพื่อให้ลูกค้าเข้าไปดูภายในก่อนก่อสร้างจริง หรือการใช้ AI ในการสร้างรูปปากและสังเคราะห์เสียงของบุคคลที่ต้องการแล้วใส่บทพูดใหม่ลงไปเพื่อช่วยให้ CG ที่สร้างตามบุคคลนั้นๆ มีความสมจริงมากยิ่งขึ้น ซึ่งเทคนิคนี้เริ่มถูกนำไปใช้ในวงการสื่อและภาพยนตร์แล้ว

อย่างไรก็ตาม Counterfeit Reality ก็มีประเด็นด้านความมั่นคงปลอดภัยตามมา ไม่ว่าจะเป็น การสร้างข้อมูลเท็จ หรือการละเมิดลิขสิทธิ์ เหล่านี้อาจส่งผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือและชื่อเสียงขององค์กรได้ ผู้ใช้บริการ Social Network ยักษ์ใหญ่อย่าง Facebook, YouTube และ Google ยังได้ลงทุนเป็นจำนวนเงินมหาศาลเพื่อจัดการกับ Content ปลอมเหล่านี้

5. Internet of Things

Gartner ระบุว่า ภายในปี 2020 ร้อยละ 95 ของอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ถูกผลิตขึ้นมาใหม่จะถูกฝังด้วยเทคโนโลยี Internet of Things ซึ่งช่วยให้อุปกรณ์เหล่านั้นสามารถเชื่อมต่อหากัน รับรู้ถึงสถานะรอบตัว และนำข้อมูลไปประมวลผลร่วมกันเพื่อตอบสนองหรือตัดสินใจได้แบบเรียลไทม์และอัตโนมัติ เช่น การผสานการทำงานของ VPA เช่น Alexa หรือ Google Home กับอุปกรณ์ Home Automation ต่างๆ เช่น ระบบ Security & Access Control เป็นต้น

สถิติจากสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ ยังแสดงให้เห็นว่าเทคโนโลยี IoT ในประเทศไทยยังคงมีโอกาสเติบโตได้อีกมาก โดยจำนวนครัวเรือนที่เชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ตปัจจุบันมีมากถึง 10.7 ล้านครัวเรือน ในขณะที่ภาคการเกษตรมีมูลค่าการส่งออกสูงถึง 1.2 ล้านล้านบาท และจำนวนโรงงานทั่วประเทศมีมากถึงเกือบ 140,000 โรงงาน เหล่านี้ พร้อมที่นำเทคโนโลยี IoT เข้าไปใช้เพื่อก้าวไปสู่ความเป็น Smart Home, Smart Farm และ Smart Factory ในอนาคต

“ในปี 2017 เราได้เห็นหลายๆ เทคโนโลยีเข้ามาพลิกโฉมอุตสาหกรรมต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งอุตสาหกรรมที่มีการพึ่งพาระบบ IT เป็นจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็น อุตสาหกรรมสื่อ/ภาพยนตร์ เทคโนโลยี โทรคมนาคม หรือสถาบันการเงิน บริษัทภายใต้อุตสาหกรรมเหล่านี้จำเป็นต้องปรับตัวด่วน ให้กลายเป็นบริษัทที่พร้อมขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี เพื่อสร้างโอกาสความเป็นผู้นำ หรือคงความเป็นผู้นำต่อไปได้” — คุณปาจารีย์กล่าว

ผลกระทบจากเทคโนโลยีพลิกโฉมธุรกิจในอุตสาหกรรมต่างๆ

แน่นอนว่าการมาถึงของนวัตกรรมและเทคโนโลยีใหม่ย่อมส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมต่างๆ ทั้งในแง่ดีและไม่ดี ซึ่งทาง G-ABLE แนะนำให้ทุกองค์กรควรศึกษาและประเมินเทคโนโลยีใหม่อย่างสม่ำเสมอ พร้อมหาวิธีนำมาปรับใช้เพื่อสร้างโอกาสทางธุรกิจ และขยายตลาดที่ตนเองมีอยู่ได้ ซึ่งผลกระทบของเทคโนโลยีทั้ง 5 ต่ออุตสาหกรรมหลัก มีดังนี้

  • ค้าปลีก – การมาถึงของ Voice & Visual Search จะเข้ามาพลิกโฉมแอปพลิเคชันสำหรับซื้อของออนไลน์ การค้นหาสินค้าที่ต้องการได้อย่างถูกต้องและรวดเร็วจะช่วยให้ผู้บริโภคเลือกที่จะมาใช้บริการมากขึ้น ธุรกิจมีการขยายตัวตาม
  • หน่วยงานกำกับดูแล – เงินดิจิทัลและเทคโนโลยี Fintech จะเป็นตัวกระตุ้นให้หน่วยงานกำกับดูแลที่เกี่ยวข้องเข้ามาศึกษาและวางกรอบเพื่อควบคุมการใช้เทคโนโลยีเหล่านั้นให้มีความมั่นคงปลอดภัย และรัฐบาลไม่เสียผลประโยชน์ ในขณะเดียวกัน เมื่อเทคโนโลยีดังกล่าวกลายเป็นที่ยอมรับ ย่อมก่อให้เกิดโมเดลทางธุรกิจใหม่ๆ และการนำเทคโนโลยีไปใช้เพื่อในธุรกิจมากยิ่งขึ้น
  • สื่อและภาพยนตร์ – เป็นอุตสาหกรรมที่จะได้รับผลกระทบจาก Counterfeit Reality อย่างชัดเจนที่สุด การนำเทคโนโลยีดังกล่าวไปใช้จะช่วยเพิ่มความเสมือนจริงของสิ่งที่นำเสนอและสร้างประสบการณ์ใหม่ให้แก่ผู้บริโภค อย่างไรก็ตาม Counterfeit Reality อาจนำไปสู้การเผยแพร่ข้อมูลเท็จ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือและชื่อเสียงขององค์กรได้
  • ธุรกิจบริการ – ธุรกิจประกันหรือบัตรเครดิตที่มีการให้บริการหรือแนะนำสินค้าผ่าน Call Center จะเริ่มถูกแทนที่ด้วย Chatbot และอาจยกระดับไปสู่การทำ Virtual Customer Assistant มากขึ้น เพื่อเพิ่มความรวดเร็วในการตอบสนองและลดภาระค่าใช้จ่ายของการใช้ Call Center
  • อุตสาหกรรมการผลิตและอสังหาริมทรัพย์ – เป็นภาคธุรกิจหลักที่ IoT จะเข้ามามีบทบาทสำคัญ เนื่องจากสามารถนำอุปกรณ์ต่างๆ เข้ามาประยุกต์ใช้เพื่อสร้างความสะดวกสบายและลดต้นทุนในการทำงาน เช่น ระบบ Home Automation หรือ Smart Factory นอกจากนี้ การผสาน IoT เข้าด้วยกันกับระบบ AI จะช่วยเพิ่มความเร็วในการตัดสินใจและทำให้ระบบทุกอย่างเป็นแบบอัตโนมัติมากยิ่งขึ้น

“ตอนนี้ไม่ใช่ว่า เราจำเป็นต้องปรับตัวไหม ทุกคนต้องปรับตัวอยู่แล้ว แต่จะปรับยังไงให้ถูกทางและยังคงแข่งขันในยุค Digital Transformation ได้ ผมแนะนำว่า เราควรเริ่มจากการประเมินตนเองก่อนว่า เราอยู่ตรงจุดไหน แล้วเราจะไปจุดไหน พร้อมประเมินความเสี่ยงและโอกาสทางธุรกิจ รวมไปถึงทำการศึกษาและพิจารณาว่า จะทำเอาเทคโนโลยีหรือนวัตกรรมเข้ามาสร้างโมเดลทางธุรกิจใหม่ได้อย่างไร ที่สำคัญคือ ต้องดูความเร็วในการเปลี่ยนแปลงของตลาดด้วย ไม่ใช่ว่าพอเริ่มจะทำแล้ว ปรากฎว่าตลาดเปลี่ยน ทุกอย่างเป็นอันจบกันพอดี” — คุณสุเทพแนะนำถึงการปรับตัวขององค์กร

G-ABLE เข้ามาช่วยสนับสนุนองค์กรในการพลิกโฉมธุรกิจได้อย่างไร

G-ABLE ในฐานะที่เป็น Digital Transformation Agent และมีประสบการณ์ในการผลักดันให้หลายองค์กรนำเทคโนโลยีเข้ามาประยุกต์ใช้ในธุรกิจของตนเอง ได้แบ่งบทบาทการให้บริการออกเป็น 3 ระดับ คือ

  • Accelerator – สำหรับองค์กรที่มีความพร้อมและมีทรัพยากรอยู่แล้ว G-ABLE พร้อมเข้าไปผลักดันและสนับสนุนกระบวนการต่างๆ เพื่อให้นำเทคโนโลยีมาผลิกโฉมธุรกิจได้เร็วยิ่งขึ้น เช่น การจัดหาเทคโนโลยีที่เหมาะสม การแบ่งเบาภาระทางด้าน IT ได้แก่ การทำ IT Outsourcing และ IT Operation Services เพื่อให้องค์กรสามารถโฟกัสกับธุรกิจของตนได้ดียิ่งขึ้น
  • Digital Builder – สำหรับองค์กรที่พร้อมแต่ยังขาดทรัพยากร G-ABLE จะช่วยเข้าไปสร้างแพลตฟอร์มพื้นฐานที่สำคัญ เช่น Cloud Platform, Security Platform, Big Data Platform, IoT Platform เพื่อให้องค์กรสามารถมุ่งเน้นที่การพัฒนาสินค้าและบริการตามที่ตนถนัด แทนที่จะถูกถ่วงด้วยการบริหารจัดการเทคโนโลยีที่มีความซับซ้อน
  • Digital Partnership – การร่วมลงทุนหรือสร้างธุรกิจใหม่ไปด้วยกันกับ G-ABLE เพื่อให้เกิดสินค้าและบริการใหม่ หรือช่องทางการจัดจำหน่ายใหม่ เหมาะสำหรับองค์กรที่ต้องการทดลองผลิตภัณฑ์ใหม่เพื่อตีตลาด หรืออยากลงทุนบางส่วน เป็นต้น

“เราพร้อมสนับสนุนลูกค้าทั้งทางด้าน People, Process และ Technology รวมไปถึง Partner Ecosystem ซึ่งช่วยให้การพลิกโฉมธุรกิจขององค์กรมีความสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น ที่สำคัญคือเรามีประสบการณ์กับทุกอุตสาหกรรม ทำให้เราเข้าใจความต้องการเชิงธุรกิจของลูกค้าประเภทต่างๆ ได้เป็นอย่างดี จึงมั่นใจได้ว่า การทำ Digital Transformation จะเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ” — คุณสุเทพกล่าวปิดท้าย

เกี่ยวกับ G-ABLE

G-ABLE เป็นผู้นำด้าน Digital Transformation Agent ชื่อดัง ซึ่งนอกจากนี้จะให้บริการโซลูชัน IT ระดับ Enterprise-class แบบครบวงจรตั้งแต่ IT Infrastructure, Big Data Analytics และ Cloud Computing มายาวนานกว่า 28 ปีแล้ว G-ABLE ยังให้คำปรึกษาและแนะนำองค์กรให้สามารถนำเทคโนโลยีเข้ามาสนับสนุนธุรกิจได้อย่างถูกต้องและเหมาะสม พร้อมทั้งสร้างมูลค่าและผลกำไรจากการใช้นวัตกรรมใหม่ๆ ตามนโยบาย Thailand 4.0

from:https://www.techtalkthai.com/5-disruptive-technologies-in-thailand-2018/

ผลจากการลดราคา ยอดขายส่งแว่น VR ทะลุได้ 1 ล้านชิ้นในไตรมาสเดียวเป็นครั้งแรก

เว็บไซต์ Canalys เผยตัวเลขยอดขายส่งแว่น VR ในไตรมาสที่ผ่านมานับสิ้นสุดที่ 30 กันยายน พบว่าตัวเลขทะลุ 1 ล้านชิ้นภายในไตรมาสเดียวเป็นครั้งแรก

สำหรับตัวเลขขายส่งเมื่อแยกแบรนด์ Sony มียอดขายส่งสูงสุดคือ PlayStation VR 490,000 ชิ้น ตามด้วย Oculus มียอด 210,000 ชิ้น อันดับสามคือ HTC Vive VR มียอดขนส่ง 160,000 ชิ้น โดยตัวเลขทั้งสามแบรนด์รวมกันคิดเป็น 86% ของตลาด

Vincent Thielke นักวิเคราะห์ใน Canalys บอกว่าปัจจัยสำคัญที่ทำให้แว่น VR เข้าถึงมือลูกค้ามากขึ้นก็คือ กลยุทธ์การตลาดและการลดราคาของแบรนด์ดัง โดยกลยุทธ์ลดราคาช่วงที่ผ่านมาคือ Oculus ลดรเหลือ 399 ดอลลาร์ Sony คงราคาที่ 399 ดอลลาร์แต่รวมกล้อง PlayStation Camera ด้วย และ HTC ลดราคาเหลือ 599 ดอลลาร์ นอกจากนี้ Hugo Barra ผู้ดูแลงาน VR ใน Facebook ก็เคยบอกว่าผลิตภัณฑ์ตัวใหม่ Oculus Go จะมีราคาราวๆ 199 ดอลลาร์เท่านั้น

อนาคตตลาด VR จะคึกคักมาขึ้นเพราะมีผู้เล่นรายใหญ่ทยอยเปิดตัวแว่น VR เช่น HP, Lenovo, Acer, Asus และ Dell

No Description
ภาพจาก Sony

No Description
ภาพจาก Canalys

ที่มา – Venture Beat

from:https://www.blognone.com/node/97630

Amazon เปิดตัว Sumerian เครื่องมือพัฒนาโมเดลสามมิติสำหรับใช้กับ VR/AR

Amazon เริ่มเข้าสู่สมรภูมิ VR และ AR ด้วย Sumerian เครื่องมือสำหรับนักพัฒนาในการนำโมเดลสามมิติมาใช้กับระบบ VR และ AR โดยมีไลบรารีของวัตถุที่มาพร้อมกับโมเดลเต็มตัวที่สามารถใช้งานได้ทันที กับการรองรับไฟล์ประเภท FBX และ OBJ และยังสามารถนำเข้าข้อมูลจากโปรเจค Unity ได้ด้วย

Sumerian ถูกออกแบบมาเพื่อเน้นกลุ่มนักพัฒนาที่เพิ่งเริ่มพัฒนาระบบสามมิติโดยเฉพาะ เพื่อตอบสนองความต้องการในยุคปัจจุบันที่นักพัฒนาหันมาสนใจการพัฒนาคอนเทนต์เพื่อใช้กับระบบ VR และ AR มากขึ้น โดย Sumerian สามารถสร้างคอนเทนต์เพื่อใช้รันบน HTC Vive, Oculus Rift และ iPhone ได้ และในอนาคต Sumerian จะรองรับการสร้างสภาพแวดล้อม AR สำหรับอุปกรณ์ Android ที่รองรบักับ ARCore ด้วยในอนาคต

รายละเอียดเพิ่มเติมสำหรับผู้ที่สนใจเครื่องมือนี้ดูได้จากเว็บไซต์ AWS

ที่มา – VentureBeat

No Description

ภาพโดย AWS

from:https://www.blognone.com/node/97605

แอปเปิ้ลเข้าซื้อบริษัททำแว่น AR ในแคนาดา

มีรายงานว่าแอปเป้ิลเข้าบริษัททำแว่น AR ชื่อ VRVANA ในแคนาดา คาดว่าดีลการซื้อครั้งนี้อยู่ที่ $30 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

เว็บ TechCrunch ได้รับข้อมูลจากแหล่งข่าวที่บอกว่าแอปเปิ้ลได้เข้าซื้อบริษัททำแว่น AR ในแคนาดาแล้วยชื่อบริษัท VRVANA แล้ว แน่นอนว่าพอถามไปทางแอปเปิ้ลก็ไม่มีคำตอบใด ๆ เกี่ยวกับการซื้อกิจการในครั้งนี้ เท่าที่ TechCrunch รายงานมีบางส่วนที่ระบุว่าพนักงานจาก VRVANA จำนวนหนึ่งตอนนี้เข้าไปนั้่งทำงานที่แอปเปิ้ลแล้ว

 

 

คาดว่าการเข้าซื้อกิจการครั้งนี้จบกันที่ราว ๆ $30 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยบริษัท VRVANA เป็นบริษัทที่ก่อตั้งได้ไม่นานนัก ปัจจุบันกำลังพัฒนาแว่น AR ชื่อ Totem ซึ่งจริง ๆ แล้วตัวแว่นก็เป้นการผสานระหว่าง AR และ VR เข้าด้วยกันเสียมากกว่า

 

สำหรับการเข้าซื้อ VRVANA ของแอปเปิ้ลในครั้งนี้ อันดับแรกเลยก็ทำให้เรารู้ว่าแอปเปิ้ลกำลังพัฒนาแว่น AR/VR อยู่จริง ถัดมาคือข้อมูลที่เริ่มลือก่อนหน้านี้ว่าแว่น AR ที่แอปเปิ้ลกำลังพัฒนาอยู่จะใช้ระบบปฏิบัติการชื่อ rOS เก็งกันว่าแอปเปิ้ลจะพัฒนาเสร็จหรือใกล้เสร็จในปี 2019 แล้วก็อาจจะขายแว่น AR นี้ในปี 2020 ก็รอกันยาว ๆ กว่าจะถึงเวลาดังกล่าว โดยในปีเดียวกันนั้นก็จะมีมหกรรมกีฬาโอลิมปิก 2020 ที่ญี่ปุ่นอีกด้วย

ที่มา : techcrunch.com

from:http://www.siampod.com/2017/11/22/apple-acquired-augmented-reality-headset-company-vrvana/