คลังเก็บป้ายกำกับ: WEB_APPLICATION_FIREWALL

Akamai เปิดตัว Web Application Protector ชูจุดเด่นด้านป้องกัน Web & DDoS Attacks

Akamai ผู้ให้บริการเครือข่าย CDN และ Cloud Security ชั้นนำของโลก ประกาศเปิดตัวโซลูชันใหม่ Web Application Protector ซึ่งผสานรวมคุณสมบัติของ Web Application Firewall และ DDoS Mitigation ไว้ในโซลูชันเดียว พร้อมบริหารจัดการผ่านระบบ Cloud ช่วยลดค่าใช้จ่ายด้าน CapEx และลดความเสี่ยงของการให้บริการเว็บแอพพลิเคชันแก่ลูกค้าในยุคดิจิทัล

ภัยคุกคามบนเว็บแอพพลิเคชันทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น

เมื่อก้าวเข้าสู่ยุคดิจิทัล หลายองค์กรเริ่มให้บริการผ่านระบบออนไลน์มากขึ้น เว็บแอพพลิเคชันจึงเป็นช่องทางสำคัญที่องค์กรทั่วโลกต่างเลือกใช้เพื่อให้บริการลูกค้า ส่งผลให้ดึงดูดแฮ็คเกอร์เข้ามาโจมตีเป็นจำนวนมาก เนื่องจากเว็บแอพพลิเคชันเสมือนเป็นหน้าตาของบริษัท เมื่อมีปัญหาหรือใช้งานไม่ได้ย่อมส่งผลกระทบต่อลูกค้าเป็นวงกว้าง ทำให้แฮ็คเกอร์มักโจมตีเพื่อดิสเครดิต หรือเรียกค่าไถ่เพื่อให้ไม่เจอการโจมตีอีก ที่สำคัญคือเว็บแอพพลิเคชันมักเชื่อมต่อกับระบบเครือข่ายหลังบ้าน เช่น ฐานข้อมูล จึงเป็นช่องทางยอดนิยมที่แฮ็คเกอร์เลือกใช้เพื่อเจาะเข้าถึงระบบเครือข่ายภายในขององค์กร

นอกจากนี้ การโจมตีแบบ DDoS ในปัจจุบันก็ยังดำเนินการได้ง่าย เพียงแค่เข้า Dark Web (ตลาดมืดออนไลน์) ก็สามารถซื้อบริการ DDoS-as-a-Service ที่พร้อมล่มเว็บไซต์ได้ในราคาต่ำกว่า $40 ต่อชั่วโมง แต่ผลกระทบที่องค์กรได้รับกลับคิดเป็นมูลค่ามหาศาล ไม่ว่าจะเป็นการสูญเสียรายได้จากการที่ไม่สามารถให้บริการได้ การสูญเสียผลิตภาพในการให้บริการ การสูญเสียความเชื่อมั่นจากลูกค้า และที่สำคัญที่สุดคือการสูญเสียชื่อเสียงขององค์กร

“98% ขององค์กรระบุว่า เว็บแอพพลิเคชันของตนเคยถูกแฮ็คในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา มีเพียง 2% เท่านั้นที่ยืนยันว่าไม่เคยถูกแฮ็ค” — สถิติจาก The Cost of Web Application Attakcs, Ponemon Institute, 2015

ปกป้องเว็บแอพพลิเคชันด้วย Web Application Protector จาก Akamai

เพื่อปกป้องเว็บแอพพลิเคชันจากภัยคุกคามและการโจมตีแบบ DDoS ในปัจจุบัน Akamai จึงเปิดตัว Web Application Protector ที่ผสานรวมคุณสมบัติของ Web Application Firewall และ DDoS Mitigation บนระบบ Cloud ไว้ด้วยกัน ซึ่งมีจุดเด่นที่สามารถป้องกันภัยคุกคามได้อย่างครอบคลุม ไม่ว่าจะเป็นช่องโหว่จาก OWASP Top 10 เช่น SQL Injection, Cross-site Scripting และ CSRF หรือการทำ Web Defacement เพื่อทำลายชื่อเสียงองค์กร รวมไปถึงการโจมตี DDoS ทั้งระดับ Application และ Network Layer ขนาดใหญ่ระดับหลักร้อย Gbps

จุดเด่นสำคัญของ Web Application Protector คือ ให้บริการทั้งระบบรักษาความมั่นคงปลอดภัย และการเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้เว็บแอพพลิเคชัน ซึ่งคุณสมบัติที่น่าสนใจประกอบด้วย

  • ปกป้องเว็บแอพพลิเคชันจากช่องโหว่บน OWASP Top 10 และ DDoS ระดับหลายร้อย Gbps
  • เป็น 1 ใน 6 PCI Service Provider ระดับ 1 ซึ่งพร้อมสนับสนุนการดำเนินงานตามมาตรฐาน PCI-DSS ให้แก่ผู้ใช้บริการ
  • อัปเดต Rule สำหรับปกป้องเว็บแอพพลิเคชันโดยอัตโนมัติ พร้อมทั้งปรับแต่ง Rule ให้ “ดีที่สุด” เพื่อลดปัญหา False Positive
  • Threat Intelligence ขนาดใหญ่ที่รวบรวมข้อมูลจากผู้ใช้บริการของ Akamai กว่า 6,000 รายทั่วโลก และ Log กว่า 600,000 รายการต่อวินาที ทำให้มั่นใจว่าข้อมูลภัยคุกคามล่าสุดจะถูกแชร์และอัปเดตไปยังผู้ใช้บริการทุกคน
  • เซิร์ฟเวอร์ให้บริการทั่วโลกกว่า 220,000 เครื่อง ครอบคลุม 120 ประเทศรวมประเทศไทย ทำให้มั่นใจได้ว่าลูกค้าสามารถเข้าใช้บริการได้เร็วที่สุด และมั่นคงปลอดภัยที่สุด
  • เพิ่มประสิทธิภาพในการใช้บริการด้วยการทำ Caching และ Content Optimization รวมไปถึงขยายระบบให้พร้อมรองรับการให้บริการในช่วงที่ลูกค้าใช้บริการหนาแน่นโดยอัตโนมัติ
  • บริหารจัดการง่ายผ่านระบบ Cloud ช่วยลดค่าใช้จ่ายด้าน CapEx ของฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์

คุณสมบัติเกือบเทียบเท่า Kona Site Defender แต่บริหารจัดการง่ายกว่า

Web Application Protector ต่างจาก Kona Site Defender (โซลูชัน Web Application Firewall และ DDoS Mitigation หลักของ Akamai) ตรงที่ ถูกออกแบบมาให้ติดตั้งได้อย่างรวดเร็ว เพียงแค่ 3 ขั้นตอน บริหารจัดการได้ง่ายแม้ไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญ และอัปเดต Rules ซึ่งผ่านการกลั่นกรองโดยนักวิเคราะห์จาก Akamai ให้โดยอัตโนมัติ เหมาะสำหรับธุรกิจระดับ SME ที่มีทรัพยากรบุคคลด้านความมั่นคงปลอดภัยจำกัด อย่างไรก็ตาม สำหรับผู้ที่ต้องการความยืดหยุ่นและการปรับแต่งนโยบายรักษาความมั่นคงปลอดภัยสำหรับแอพพลิเคชันเฉพาะแต่ละแบบ สามารถอัปเกรดไปใช้ Kona Site Defender ได้ทันที โดยไม่จำเป็นต้องออกแบบระบบรักษาความมั่นคงปลอดภัยใหม่

ฮาร์ดแวร์ในห้อง Data Center VS. บริการบนระบบ Cloud

หลายบริษัทเลือกใช้โซลูชัน WAF และ DDoS Mitigation แบบติดตั้งในห้อง Data Center เนื่องจากต้องการ “ความเป็นเจ้าของ” และคิดว่าสามารถบริหารจัดการได้ง่าย แต่สิ่งที่ตามมากลับกลายเป็นค่าใช้จ่ายทั้ง CapEx และ OpEx ที่เพิ่มสูงขึ้น และประสิทธิภาพที่ถูกจำกัด ขยายระบบออกไปได้ยาก นอกจากนี้ การป้องกันการโจมตีแบบ DDoS บนอุปกรณ์เหล่านั้นเป็นสิ่งที่แทบจะเป็นไปไม่ได้เลย ถ้าอุปกรณ์ไม่ได้เป็นระบบฮาร์ดแวร์ประสิทธิภาพสูง และบริษัทมีลิงค์อินเทอร์เน็ตขนาดใหญ่เพียงพอ

ตรงกันข้าม Cloud-based WAF และ DDoS Mitigation อย่าง Web Application Protector ที่สามารถตอบโจทย์การรับมือกับ DDoS ได้เป็นอย่างดี เนื่องจาก Akamai ใช้ประโยชน์จากระบบ CDN ขนาดใหญ่ในการตรวจสอบและฟิลเตอร์ DDoS Traffic และ HTTP Request ที่ไม่น่าไว้วางใจก่อนที่จะเข้าถึงระบบเครือข่ายของบริษัท ทำให้มั่นใจได้ว่าเว็บแอพพลิเคชันจะมั่นคงปลอดภัยสูงสุด พิสูจน์จากความสามารถในการรับมือกับ Volumetric DDoS ขนาดใหญ่หลักหลายร้อย Gbps ได้อย่างไร้ปัญหา นอกจากนี้การเป็นบริการบนระบบ Cloud ยังช่วยลดค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ลงได้อีกด้วย

Akamai ร่วมกับ WIT พร้อมให้บริการโซลูชัน Web Application Protector ในประเทศไทย

Akamai ได้จับมือเป็นพันธมิตรร่วมกับ บริษัท เวิลด์ อินฟอร์เมชั่น เทคโนโลยี จำกัด (WIT) ผู้มีประสบการณ์ในการติดตั้งและวางระบบ IT Infrastructure มานานกว่า 27 ปี และมีทีมวิศวกรที่มีความเชี่ยวชาญสูง ทำให้มั่นใจได้ว่า สามารถให้คำปรึกษาและบริการโซลูชัน Web Application Protector ของ Akamai แก่ผู้ใช้ในประเทศไทยได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลดความเสี่ยงการตกเป็นเหยื่อของอาชญากรรมไซเบอร์

จนถึงวันนี้ Akamai ได้ให้บริการ CDN และโซลูชันบนระบบ Cloud แก่องค์กรที่มีชื่อเสียงทั่วโลกมากกว่า 1,000 ราย เช่น Standard Chartered, Cathay Pacific, KKBOX, Adobe และ IBM ซึ่งในไทยเอง ด้วยความสนับสนุนจาก WIT ก็ได้ให้บริการแก่บริษัทชั้นนำทั่วประเทศมากกว่า 10 แห่ง ผู้ที่สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่อีเมล marketing@wit.co.th หรือโทร 02-237-3555

from:https://www.techtalkthai.com/akamai-introduces-web-application-protector/

Advertisements

ปกป้องเว็บไซต์และระบบ Cloud ให้มั่นคงปลอดภัย ด้วย Managed Security Services จาก I-SECURE

I-SECURE ผู้ให้บริการ Managed Security Services ชั้นนำของประเทศไทย เปิดให้บริการ Managed WAF สำหรับปกป้องเว็บแอพพลิเคชัน ชูจุดเด่นการอัปเดต Signature ใหม่ทันทีภายใน 24 ชั่วโมงหลังพบช่องโหว่ พร้อมขยายบริการด้านความมั่นคงปลอดภัยไปยังระบบ Cloud ตอบรับความต้องการเชิงธุรกิจขององค์กรยุคใหม่ที่พร้อมให้บริการในโลกออนไลน์

พร้อมรับมือภัยคุกคามบนเว็บแอพพลิเคชันภายใน 24 ชั่วโมง

I-SECURE ให้บริการการปกป้องเว็บไซต์และเว็บแอพพลิเคชันจากภัยคุกคามต่างๆ ในรูปของบริการ Managed Web Application Firewall (WAF) แบบครบวงจร ตั้งแต่การออกแบบ ติดตั้ง บริหารจัดการ และเฝ้าระวัง โดยทีมวิศวกรที่มีความเชี่ยวชาญสูง และมีประสบการณ์การปกป้องเว็บแอพพลิเคชันมานานกว่า 12 ปี ซึ่งพร้อมให้คำปรึกษาและแนะนำแนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุด (Best Practices) สำหรับองค์กรทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานรัฐฯ สถาบันการเงิน สถานศึกษา ผู้ให้บริการ e-Commerce และอื่นๆ

จุดเด่นของบริการ Managed WAF ของ I-SECURE คือ การเลือกให้บริการโซลูชันที่ดีที่สุดในท้องตลาด คือ Imperva Web Application Firewall ซึ่งการันตีด้วยความเป็น Leader บน Gartner Magic Quadrant เพียงหนึ่งเดียวถึง 3 ปีติดต่อกัน คู่กับการให้บริการการอัปเดต Signatures แก่ลูกค้าอย่างรวดเร็วภายใน 24 ชั่วโมงหลังตรวจพบช่องโหว่หรือมีช่องโหว่ใหม่ถูกเผยแพร่สู่สาธารณะ เพื่อให้มั่นใจได้ว่าเว็บแอพพลิเคชันของลูกค้าจะมั่นคงปลอดภัยและพร้อมรับมือกับภัยคุกคามรูปแบบต่างๆ จากทั่วโลกตลอดเวลา

ขยายบริการ SOC ปกป้องแอพพลิเคชันสำคัญบน Amazon Web Services

เพื่อตอบรับความต้องการใช้ระบบ Cloud ขององค์กรยุคใหม่ในปัจจุบัน I-SECURE ได้ขยายบริการทั้งทางด้านความมั่นคงปลอดภัยและการบริหารจัดการเซอร์วิสของ AWS ไม่ว่าจะเป็นการวิเคราะห์และให้คำปรึกษาการออกแบบและใช้งาน AWS Cloud ให้เกิดประโยชน์ต่อธุรกิจสูงสุด ทั้งทางด้านค่าใช้จ่าย (Cost Optimization) ประสิทธิภาพ (Performance) และความมั่นคงปลอดภัย (Security) ที่สำคัญคือลูกค้าสามารถชำระค่าบริการ AWS ด้วยสกุลเงินบาท และออกใบแจ้งหนี้ในนามนิติบุคคลเพื่อเพิ่มความสะดวกในการใช้บริการโดยไม่มีการคิดค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมแต่อย่างใด

ล่าสุด I-SECURE ร่วมกับ Imperva เตรียมเปิดบูธภายในงาน AWS Summit Bangkok ที่จะจัดขึ้นในวันที่ 30 พฤษภาคมนี้ ผู้ที่สนใจเพิ่มความมั่นคงปลอดภัยให้แก่เว็บแอพพลิเคชันและระบบ Cloud สามารถขอคำปรึกษาและรับโปรโมชันสุดพิเศษที่บูธได้

รายละเอียดงานสัมมนา: https://aws.amazon.com/summits/bangkok/agenda/

from:https://www.techtalkthai.com/i-secure-managed-security-service-provider/

ฟรี eBook: คู่มือการเสริมความแข็งแกร่งให้ระบบ Web Security โดย Akamai

Akamai ผู้ให้บริการระบบ Content Delivery Network (CDN) และ Web Security ชื่อดัง ออก eBook เรื่อง “Threats and Mitigations: A Guide to Multi-layered Web Security” ความยาว 44 หน้า บรรยายถึงรูปแบบภัยคุกคามบนเว็บแอพพลิเคชันที่พบบ่อยในปัจจุบัน วิธีการรับมือกับภัยคุกคามเหล่านั้น และวิธีการเลือกใช้โซลูชันอย่างเหมาะสม ผู้ที่สนใจสามารถดาวน์โหลด eBook ได้ฟรี

eBook ฉบับนี้ประกอบด้วยเนื้อหา 5 บท ได้แก่

  • บทที่ 1: รู้จักกับภัยคุกคามบนเว็บแอพพลิเคชันในปัจจุบัน ได้แก่ การโจมตีแบบ DDoS, การจารกรรมข้อมูล และการโจมตีผ่านโปรโตคอล DNS
  • บทที่ 2: เสริมความแข็งแกร่งแบบ Multi-layered เพื่อปกป้องเว็บแอพพลิเคชันให้มั่นคงปลอดภัย
  • บทที่ 3: เปรียบเทียบโซลูชันแบบ On-premises และ Cloud Services
  • บทที่ 4: วิธีการเลือกใช้โซลูชันอย่างเหมาะสมสำหรับรับมือกับภัยคุกคามแบบต่างๆ
  • บทที่ 5: ช่องโหว่บนเว็บแอพพลิเคชันที่พบบ่อย และวิธีจัดการกับช่องโหว่เหล่านั้น

ดาวน์โหลด eBook: A Guide to Multi-Layered Web Security

 

สำหรับผู้ที่คิดว่าเนื้อหายาวเกินไป อาจจะไม่มีเวลาอ่าน ทางทีมงานจาก บริษัท เวิลด์ อินฟอร์เมชั่น เทคโนโลยี จำกัด หรือ WIT ได้ทำการสรุปสาระสำคัญเป็นภาษาไทยแบบเข้าใจง่ายๆ ดังนี้

ภัยคุกคามบนเว็บแอพพลิเคชันในปัจจุบัน

เว็บไซต์และเว็บแอพพลิเคชันเรียกได้ว่าเป็นเครื่องมือสำคัญในยุค Digital ที่ผู้คนต่างเชื่อมต่อออนไลน์กันตลอดเวลา เว็บเปรียบเสมือนเป็นหน้าร้านบนโลกอินเทอร์เน็ตที่สื่อถึงตัวตนขององค์กร เมื่อเว็บถูกโจมตีหรือถูกแฮ็คอาจสร้างความเสียหายไปจนถึงระบบภายในและทำให้องค์กรเสียชื่อเสียงเป็นอย่างมาก เว็บจึงเป็นช่องทางยอดนิยมที่สุดที่แฮ็คเกอร์มักใช้โจมตีเป้าหมาย

ภัยคุกคามบนเว็บแอพพลิเคชันที่พบบ่อยในปัจจุบันแบ่งออกเป็น 4 ประเภทใหญ่ๆ ได้แก่

  • การโจมตีแบบ DoS/DDoS ระดับเน็ตเวิร์ก – มี 2 แบบหลักๆ คือ
    • Flooding: ส่ง TCP/ICMP/UDP Request จำนวนมหาศาลไปยังเป้าหมายเพื่อให้เกิดการความสามารถที่ระบบเครือข่ายจะรับได้
    • Amplification: ปั๊มขนาดทราฟฟิกโดยการส่ง Request ไปยัง DNS/NTP Server เพื่อให้สร้าง Response ขนาดใหญ่กว่าเดิมหลายสิบเท่าส่งกลับไปยังเป้าหมายเพื่อให้ Bandwidth เต็ม
  • การโจมตีแบบ DoS/DDoS ระดับแอพพลิเคชัน – ส่ง Request จำนวนมหาศาลที่ดูเหมือนเป็นทราฟฟิกปกติเพื่อให้เป้าหมายประมวลผลไม่ทัน จนไม่สามารถใ้หบริการผู้ใช้ปกติได้ เช่น การสร้างเซสชัน SSL พร้อมกันเป็นจำนวนมาก การโจมตีผ่าน Form เพื่อให้ฐานข้อมูลประมวลผลไม่ทัน เป็นต้น
  • การโจมตีเพื่อจารกรรมข้อมูล – ส่วนใหญ่เป็นการโจมตีแบบ Command Injection หรือก็คือการลอบส่งคำสั่ง เช่น SQL Statement เข้าไปผ่านเว็บแอพพลิเคชันที่มีช่องโหว่ เพื่อให้รันคำสั่งตามความต้องการของแฮ็คเกอร์ เช่น แสดงข้อมูล ลบข้อมูลทิ้ง หรือเข้าควบคุมระบบทั้งหมด เป็นต้น
  • การโจมตีผ่านโปรโตคอล DNS – คือการทำ Registrar Hijacking หรือ Redirection/Cache Poisoning เพื่อเปลี่ยนเส้นทางของผู้ใช้ให้เข้าถึงเว็บไซต์ของแฮ็คเกอร์แทน โดยที่ผู้ใช้นึกว่ากำลังเข้าถึงเว็บไซต์ที่แท้จริง จากนั้นดำเนินการโจมตีต่อ เช่น หลอกขโมยข้อมูล หรือหลอกให้ดาวน์โหลดมัลแวร์ เป็นต้น

เสริมความแข็งแกร่งแก่เว็บแอพพลิเคชันแบบ Multi-layered Security

การป้องกัน DDoS ระดับเน็ตเวิร์กและการโจมตีในระดับแอพพลิเคชันใช้เทคนิคที่แตกต่างกัน ผู้ดูแลระบบควรพิจารณาอย่างน้อย 2 โซลูชันในการปกป้องเว็บแอพพลิเคชันให้มั่นคงปลอดภัย ดังนี้

  • การป้องกัน DDoS ระดับเน็ตเวิร์ก – ผู้ดูแลระบบจำเป็นต้องมี Network Bandwidth เพียงพอในการรับมือกับปริมาณทราฟฟิกขนาดใหญ่ และต้อมีวิธีการกรองทราฟฟิกอันตรายทิ้งไป ให้เฉพาะทราฟฟิกปกติผ่านเข้ามายังเว็บแอพพลิเคชัน
  • การป้องกันแอพพลิเคชันจากการโจมตีแบบ DoS และการจารกรรมข้อมูล – สิ่งสำคัญที่สุดคือการพัฒนาแอพพลิเคชันตามแนวทาง Secure Software Development Lifecycle และการตรวจสอบทราฟฟิกจากผู้ใช้ ซึ่งอาจจำเป็นต้องอาศัย Web Application Firewall (WAF) ช่วยระหว่างรอการอัปเดตแพทช์ นอกจากนี้ WAF โดยส่วนใหญ่ยังช่วยป้องกันการโจมตีแบบ DoS ได้อีกด้วย

เปรียบเทียบโซลูชันแบบ On-premises และ Cloud Services

WAF และ DDoS Mitigation ในปัจจุบันสามารถเลือกติดตั้งได้ 2 แบบ คือ ติดตั้งแบบ On-premises ในห้อง Data Center และใช้งานผ่านระบบ Cloud ซึ่ง Akamai แนะนำว่า ในยุคปัจจุบันที่เทคนิคการโจมตีมีการพัฒนาให้รุนแรงและซับซ้อนยิ่งขึ้นเรื่อยๆ การติดตั้ง WAF/DDoS Mitigation แบบ On-premises ถึงแม้ว่าองค์กรจะได้เป็นเจ้าของอุปกรณ์และสามารถบริหารจัดการได้อย่างอิสระ แต่ก็ต้องลงทุนด้าน CapEx สูง รวมไปถึงการหาผู้เชี่ยวชาญมาใช้อุปกรณ์เพื่อรับมือกับภัยคุกคามก็ทำได้ยากและเสียค่าตอบแทนสูง นอกจากนี้ เป็นไปไม่ได้เลยที่อุปกรณ์ฮาร์ดแวร์เพียงเครื่องเดียวจะรับมือกับการโจมตีแบบ DDoS ที่มีความรุนแรงสูงได้

ในทางกลับกัน Cloud-based WAF/DDoS Mitigation เข้ามาตอบโจทย์การรับมือกับการโจมตีแบบ DDoS ได้เป็นอย่างดี โดยการกระจายภาระงานไปยังเครือข่าย CDN หรือ Scrubbing Center ที่มีอยู่ทั่วโลก เพื่อจัดการกรองทราฟฟิกอันตรายทิ้งไป เหลือไว้แต่ทราฟฟิกที่มาจากผู้ใช้ปกติส่งต่อไปยัง Data Center ที่สำคัญคือ Cloud Provider ส่วนใหญ่มีประสบการณ์รับมือกับภัยคุกคามบนเว็บแอพพลิเคชันและ DDoS จากลูกค้าหลากหลายประเภทมาอย่างยาวนาน ทำให้สามารถนำเสนอแนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุด (Best Practices) ที่เหมาะสมกับองค์กรนั้นๆ ได้ รวมไปถึงมีทีมวิศวกรผู้เชี่ยวชาญคอยดูแลแบบ 7/24 ทำให้มั่นใจได้ว่าเว็บแอพพลิเคชันขององค์กรจะมั่นคงปลอดภัยและพร้อมให้บริการตลอดเวลา

วิธีการเลือกใช้โซลูชันอย่างเหมาะสมสำหรับรับมือกับภัยคุกคามแบบต่างๆ

การเลือกโซลูชันสำหรับป้องกัน DDoS ระดับเน็ตเวิร์ก และการโจมตีในระดับแอพพลิเคชันควรพิจารณาปัจจัยดังต่อไปนี้

การป้องกันการโจมตีแบบ DoS/DDoS ระดับเน็ตเวิร์ก

  • สามารถตรวจสอบและบล็อกทราฟฟิกที่วิ่งเข้ามาผ่านพอร์ตอื่นนอกจาก 80 (HTTP) และ 443 (HTTPS) เพื่อป้องกันการโจมตีแบบ DDoS ได้
  • สามารถขยาย Bandwidth เพื่อรับมือกับปริมาณทราฟฟิกอันมหาศาลที่เกิดจาก DDoS Botnets ได้
  • อัตราค่าบริการไม่ควรพิจารณาจากปริมาณทราฟฟิกขณะเกิด DDoS เนื่องจากผู้ใช้บริการอาจต้องเสียค่าบริการเป็นจำนวนมหาศาล
  • สามารถหยุดยั้งการโจมตีก่อนที่จะเข้าถึง Data Center ได้ เพื่อให้ Router หรือ Firewall ไม่ต้องรับภาระทราฟฟิก DDoS หรือประมวลผลทราฟฟิกอันตราย
  • เมื่อต้องประมวลผลทราฟฟิกปริมาณมหาศาล จะต้องไม่ส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพของระบบป้องกัน
  • พิจารณา Total Cost of Ownership (TCO) แทนที่เงินลุงทนของระบบป้องกัน

สำหรับการป้องกันการโจมตีระดับแอพพลิเคชันนั้น องค์กรควรพิจารณาการดำเนินการ 2 อย่าง คือ การพัฒนาแอพพลิเคชันตามแนวทาง Secure Software Development Lifecycle และติดตั้ง WAF ด้านหน้าเว็บแอพพลิเคชัน ซึ่งควรเลือกใช้โซลูชัน WAF โดยพิจารณาประเด็นดังต่อไปนี้

  • การตรวจสอบ Packet ควรมีความยืดหยุ่น สามารถตรวจจับและบล็อกภัยคุกคามได้ทั้งจาก Request และ Response
  • มีการเพิ่ม Rule สำหรับรับมือกับภัยคุกคามรูปแบบใหม่สม่ำเสมอ และสามารถปรับแต่ง Rule เพื่อทำ Virtual Patch ระหว่างรออัปเดตแพทช์ได้
  • รองรับการทำ Blacklisting, Whitelisting และ Geo-blocking
  • มีระบบตรวจสอบพฤติกรรมการเข้าถึงเว็บแอพพลิเคชันที่ผิดปกติ เช่น บล็อกผู้ใช้ที่ก่อให้เกิดความผิดพลาดแบบ 404 Page not found มากจนเกินไป
  • สามารถจำกัดสิทธิ์การเข้าถึง Web Server โดยตรงจากอินเทอร์เน็ต ให้เฉพาะผู้ดูแลระบบเท่านั้นที่สามารถเข้าถึงได้

ดาวน์โหลด eBook: A Guide to Multi-Layered Web Security

 

Akamai ร่วมกับ WIT พร้อมให้บริการโซลูชัน Web Security/DDoS Mitigation ในประเทศไทย

Akamai ได้จับมือเป็นพันธมิตรร่วมกับ บริษัท เวิลด์ อินฟอร์เมชั่น เทคโนโลยี จำกัด (WIT) ผู้มีประสบการณ์ในการติดตั้งและวางระบบ IT Infrastructure มานานกว่า 27 ปี และมีทีมวิศวกรที่มีความเชี่ยวชาญสูง ทำให้มั่นใจได้ว่า สามารถให้คำปรึกษาและบริการโซลูชัน Web Application Firewall และ DDoS Mitigation ของ Akamai แก่ผู้ใช้ในประเทศไทยได้อย่างมีประสิทธิภาพ และคืนผลกำไรได้อย่างรวดเร็ว

จนถึงวันนี้ Akamai ได้ให้บริการ CDN และโซลูชันบนระบบ Cloud แก่องค์กรที่มีชื่อเสียงทั่วโลกมากกว่า 1,000 ราย เช่น Standard Chartered, Cathay Pacific, KKBOX, Adobe และ IBM ซึ่งในไทยเอง ด้วยความสนับสนุนจาก WIT ก็ได้ให้บริการแก่บริษัทชั้นนำทั่วประเทศมากกว่า 10 แห่ง ผู้ที่สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่อีเมล marketing@wit.co.th หรือโทร 02-237-3555

from:https://www.techtalkthai.com/ebook-guide-to-multi-layered-web-security/

แนะนำโซลูชันจาก Barracuda ตอบโจทย์การใช้งานยุค Thailand 4.0

ในยุค Thailand 4.0 นี้ หลายองค์กรต่างนำเทคโนโลยีใหม่ๆ หรือนวัตกรรมเข้ามาสนับสนุนองค์กรเพื่อสร้างมูลค่าทางธุรกิจ และเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน ไม่ว่าจะเป็นการนำระบบออนไลน์เข้ามาใช้เพื่อเพิ่มความสะดวกสบายแก่ลูกค้า การหันไปใช้เทคโนโลยีระบบ Cloud หรือแม้แต่การอนุญาตให้นำอุปกรณ์ส่วนบุคคลเข้ามาใช้เพื่อเพิ่มผลิตภาพในการทำงาน เป็นต้น

การเปลี่ยนแปลงการดำเนินงานเชิงธุรกิจเพื่อให้เกิดความคล่องตัวเหล่านี้ ส่งผลให้ระบบเครือข่ายขององค์กรมีความซับซ้อนมากขึ้น การปกป้องข้อมูลซึ่งถือว่าเป็นหัวใจสำคัญของธุรกิจดิจิทัลกลายเป็นสิ่งท้าทายและทำได้ยาก ที่สำคัญคือ เมื่อหน่วยงานรัฐออกกฏหมายดิจิทัล เช่น พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ฯ ฉบับปี 2560 ที่เพิ่งประกาศใช้งานไป หรือร่าง พ.ร.บ. คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ที่เตรียมประกาศใช้งานในอนาคต ทำให้หลายองค์กรต้องให้ความสำคัญกับด้านความมั่นคงปลอดภัยมากยิ่งขึ้น

ทำความรู้จักกับ Barracuda

Barracuda ตระหนักถึงความเปลี่ยนแปลงในยุคดิจิทัลและได้มีการพัฒนาปรับปรุงโซลูชันของตนเองเพื่อตอบโจทย์การดำเนินธุรกิจสมัยใหม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านความมั่นคงปลอดภัยของการใช้เทคโนโลยีระบบ Cloud และการปกป้องข้อมูลบนโลกออนไลน์ ด้วยประสบการณ์การเป็นผู้นำโซลูชันด้าน Security, Data Protection และ Application Delivery มานานนับสิบปี มีผู้ใช้บริการมากกว่า 150,000 รายจากกว่า 100 ประเทศทั่วโลก ทำให้มั่นใจได้ว่า โซลูชันของ Barracuda จะตอบสนองความต้องการเชิงธุรกิจของบริษัทตั้งแต่ระดับ Startup และ SMB ไปจนถึงองค์กรขนาดใหญ่ที่มีสาขากระจายอยู่ทั่วประเทศได้อย่างครอบคลุม

“Barracuda ทำให้การบริหารจัดการระบบ IT สามารถทำได้ง่ายโดยใช้โซลูชันบนระบบ Cloud อันนำสมัย ซึ่งช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้แก่ลูกค้าในการปกป้องระบบเครือข่าย แอพพลิเคชัน และข้อมูลสารสนเทศ โดยไม่ต้องกังวลว่าสิ่งเหล่านั้นจะอยู่ที่ไหนในโลก” — นโยบายในยุค Digital Economy ของ Barracuda

ตอบโจทย์ความต้องการด้าน Security, Data Protection และ Application Delivery แบบครบวงจร

Barracuda พร้อมให้บริการทุกโซลูชันภายใต้คอนเซ็ปต์ “Simplified IT, Fast ROI” โดยนำเสนอความง่าย ความมั่นคงปลอดภัย และความยืดหยุ่นในการติดตั้ง ในราคาที่ทุกบริษัทสามารถจับต้องได้ พร้อมทั้งมีการสนับสนุนหลังการขายโดยทีมงานผู้เชี่ยวชาญภายในประเทศ และพร้อมให้บริการแบบ 7/24

โซลูชันของ Barracuda แบ่งออกเป็น 3 ส่วนหลัก ได้แก่ Security, Data Protection และ Application Delivery ดังนี้

Security

Web Application Firewall ปกป้องเว็บแอพพลิเคชันอันแสนสำคัญขององค์กรจากภัยคุกคามแบบ Data Loss, Application-layer DDoS รวมไปถึงการโจมตีระดับแอพพลิเคชันตาม OWASP Top 10
NextGen Firewall Firewall ที่ปกป้องและควบคุมการเข้าถึงได้ถึงระดับแอพพลิเคชัน มาพร้อมกับเทคโนโลยี Next-generation Firewall, Link Balancing และ WAN Optimization ภายในโซลูชันเดียว
Web Security Gateway โซลูชันสำหรับการกรองข้อมูล มัลแวร์ โซเชียลมีเดีย และแอพพลิเคชันแปลกปลอมบนอินเทอร์เน็ตที่อาจเข้ามาทำอันตรายผู้ใช้และระบบเครือข่ายขององค์กร
Web Security Service โซลูชัน Web Content Filtering และ Malware Protection บนระบบ Cloud สำหรับปกป้องผู้ใช้ภายในองค์กรจากไวรัส สปายแวร์ และการเข้าถึงเว็บไซต์ที่เป็นอันตราย
Email Security Gateway ปกป้องข้อมูลสำคัญบนระบบอีเมลด้วยคุณสมบัติ Inbound/Outbound Filtering และ Data Leak Prevention รวมไปถึงป้องกันมัลแวร์ สแปม และการโจมตีแบบ Phishing ที่เข้ามาทางอีเมล
Essentials for Email Security โซลูชัน Email Security บนระบบ Cloud สำหรับปกป้องระบบอีเมลทั้งแบบ On-premises และ Cloud-based
Essentials for Office 365 บริการด้านความมั่นคงปลอดภัยแบบหลายเลเยอร์ สำรองข้อมูล บีบอัดและจัดเก็บ รวมไปถึงทำ eDiscovery สำหรับการใช้ Office 365
SSL VPN ให้บริการการเชื่อมต่อ VPN ความมั่นคงปลอดภัยสูงสำหรับพนักงานที่ต้องทำงานภายนอกบริษัท โดยรองรับทั้งการใช้งานผ่านเว็บเบราเซอร์และอุปกรณ์พกพา เช่น สมาร์ทโฟนและแท็บเล็ต

Data Protection

Backup ระบบสำรองข้อมูลสำหรับปกป้องข้อมูลสารสนเทศจากภัยคุกคามไซเบอร์ ภัยพิบัติทางธรรมชาติ ความเสียหายของฮาร์ดแวร์ ทั้งบนอุปกรณ์แบบ Physical, Virtual, Cloud และ SaaS
Message Archiver โซลูชันการบีบอัดและจัดเก็บอีเมลสำหรับองค์กรที่ต้องการจัดสรรพื้นที่การเก็บข้อมูลสารสนเทศให้เกิดประโยชน์มากที่สุด
Cloud Archiving Service บริการการบีบอัดและจัดเก็บอีเมล รวมไปถึงทำ eDiscovery สำหรับผู้ใช้บริการอีเมลบนระบบ Cloud เช่น Office 365 โดยเฉพาะ
ArchiveOne ซอฟต์แวร์สำหรับค้นหา บริหารจัดการ และบีบอัดข้อมูลสารสนเทศแบบครบวงจร
PST Enterprise ซอฟต์แวร์สำหรับบริหารจัดการไฟล์ PST โดยเฉพาะ ไม่ว่าจะเป็นการค้นหาข้อมูลอีเมลที่ถูกจัดเก็บในรูปของไฟล์ PST ที่กระจายอยู่ทั่วระบบขององค์กร การจัดเก็บไฟล์ PST แบบรวมศูนย์ และการสำรองข้อมูล

Application Deliver

Load Balancer ADC โซลูชัน Load Balance ที่มาพร้อมกับการทำ SSL Offloading, HTTP Caching, Data Compression, TCP Pooling และอื่นๆ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้แอพพลิเคชันให้ถึงขีดสุด
Link Balancer โซลูชันสำหรับบริหารจัดการลิงค์อินเทอร์เน็ตที่มาจากหลายๆ ISP เพื่อเพิ่มความต่อเนื่องในการใช้บริการอินเทอร์เน็ต รวมไปถึงสามารถทำ QoS เพื่อจัดอันดับความสำคัญของการใช้แอพพลิเคชันประเภทต่างๆ ได้

นอกจากนี้ Barracuda ยังจับมือเป็นพันธมิตรร่วมกับ Microsoft Azure, Microsoft Office 365 และ Amazon AWS เพื่อส่งมอบโซลูชันต่างๆ ในรูปของ Cloud-enabled Servies สำหรับปกป้องข้อมูลสารสนเทศและการใช้เทคโนโลยี Public Cloud ขององค์กรโดยเฉพาะอีกด้วย

Microsoft Azure Certified Security Solution Provider อันดับหนึ่งประจำปี 2016

การันตีความเป็นผู้นำตลาดความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ด้วยตำแหน่ง Microsoft Partner of the Year ประจำปี 2016 โดย Barracuda ได้รับรางวัล Microsoft Azure Certified ISV Solution Award สำหรับชุดโซลูชันด้านความมั่นคงปลอดภัยและการปกป้องข้อมูลสารสนเทศอันได้แก่ Web Application Firewall, NextGen Firewall, Email Security Gateway และ Message Archiver ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงของการเกิด Downtime, Data Loss, Data Theft และ Data Breaches

การันตีความสำเร็จด้วยปริมาณการขายที่เหนือกว่า

จากผลสำรวจประจำปี 2016 ของ IDC บริษัทวิจัยตลาด IT ชื่อดัง แสดงให้เห็นว่า ผลิตภัณฑ์ของ Barracuda เป็นหนึ่งในโซลูชันที่ผู้ใช้บริการทั่วโลกต่างให้การยอมรับ ไม่ว่าจะเป็นโซลูชัน Purpose-built Backup Appliance, Content Security Appliance, Messaging Security Appliance และ Web Security Appliance ที่ Barracuda ที่มีปริมาณการขายเหนือว่าคู่แข่งอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง Purpose-built Backup Appliance ของ Barracuda ที่มียอดการส่งออกอันดับหนึ่งซึ่งสูงเกือบ 7,000 หน่วย มากกว่าอันดับที่สองเกือบเท่าตัว

พร้อมให้คำปรึกษาและให้บริการทุกโซลูชันในประเทศไทย

Barracuda ก่อตั้งเมื่อปี 2003 เป็นผู้ให้บริการโซลูชันด้านความมั่นคงปลอดภัยและการปกป้องข้อมูลชั้นนำของโลก โดยมีสำนักงานกระจายอยู่ 15 ประเทศทั่วโลก และพันธมิตรทางธุรกิจอีกมากกว่า 5,000 ราย พร้อมให้บริการทุกโซลูชัน ไม่ว่าจะเป็น Security, Data Protection และ Application Delivery ในประเทศไทยแล้ว ผู้ที่สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมหรือติดต่อตัวแทนจำหน่ายเพื่อขอ POC ได้ที่

ACA Pacific Group
โทร: 0-2717-1044
อีเมล: webmaster@acagroup.com
เว็บไซต์: http://www.acagroup.com/index.html

Ingram Micro (Thailand) Ltd.
โทร: 0-2012-2222
อีเมล: TH-PMSecurity@ingrammicro.com
เว็บไซต์: http://www.imonline.in.th
Facebook: http://www.facebook.com/IngramMicroThailand

from:https://www.techtalkthai.com/barracuda-solutions-for-digital-thailand/

[PR] F5 เผยความกังวลเรื่องความปลอดภัย ขับเคลื่อนการใช้บริการแอปพลิเคชัน

องค์กรธุรกิจที่มุ่งสู่การใช้ระบบคลาวด์ให้ความสำคัญกับความปลอดภัยในการติดตั้งใช้งานแอปพลิเคชันเป็นอันดับหนึ่งแซงหน้าประเด็นความพร้อมใช้งาน เป็นครั้งแรก

กรุงเทพฯ – เอฟไฟว์ เน็ตเวิร์กส์ (NASDAQ: FFIV) เผยผลสำรวจ “สถานะการส่งมอบแอปพลิเคชันประจำปี 2560” (2017 State of Application Delivery report) จากลูกค้าจากทั่วโลกแสดงให้เห็นว่าการเร่งปรับใช้คลาวด์ ช่วยเร่งความต้องการด้านความปลอดภัยในส่วนการให้บริการด้านแอปพลิเคชันต่างๆ ได้แก่ การป้องกันเว็บแอปพลิเคชันไฟร์วอลล์ (WAF), ความปลอดภัยของโดเมนเนม (DNSSEC) และการโจมตีแบบปฏิเสธการให้บริการDDoS) เมื่อบริการแอปพลิเคชันมากขึ้น บ่อยครั้งที่ต้องใช้ทรัพยากรเพิ่มเติม ผู้ตอบแบบสอบถามชี้ให้เห็นว่ามีการเปลี่ยนเข้าสู่การใช้ DevOps เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติงานแบบอัตโนมัติ และขยายขีดความสามารถในการทำโปรแกรม ความต้องการความสามารถในการเพิ่มขยายระบบได้ (scalability)เข้ามาแทนที่ความต้องการด้านความรวดเร็ว (speed) ในตลาด เนื่องจากเป็นแรงขับเคลื่อนหลักของการปรับใช้ DevOps ซึ่งเป็นแนวปฏิบัติในการส่งมอบซอฟต์แวร์ผสานเข้ากับการทำงานของส่วนพัฒนาและส่วนงานดำเนินการ

นายเอ็มมานูแอล บอนนาสซี่ รองประธานอาวุโส ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก เอฟไฟว์ เน็ตเวิร์กส์ กล่าวว่า “แอปพลิเคชัน กลายเป็นจุดยุทธศาสตร์ทางธุรกิจของเอเชียแปซิฟิก จากเศรษฐกิจแบบออนดีมานด์ ที่เรียกร้องความเร็วและประสิทธิภาพที่เพิ่มขึ้น ผลการสำรวจสถานะของการส่งมอบแอปพลิเคชัน ประจำปี 2560 แสดงให้เห็นว่ามีพลวัตใหม่ๆ เพิ่มมากขึ้นกว่าที่เคย และเปลี่ยนไปมุ่งเน้นที่ประสบการณ์ในการใช้งานของลูกค้าให้รวดเร็วขึ้น ชาญฉลาดยิ่งขึ้น และปลอดภัยมากขึ้น นั่นหมายถึง ธุรกิจต่างๆ ต้องพึ่งพางานด้านไอทีที่ใช้แอปพลิเคชันเป็นศูนย์กลางและทำงานได้แบบโมบายล์มากยิ่งขึ้นโดยเฉพาะกับสถานที่ทำงานที่ใช้เทคโนโลยีแบบเข้มข้น”

รายงานสถานะของการส่งมอบแอปพลิเคชัน ซึ่งเป็นการจัดสำรวจเป็นปีที่สาม ชี้ให้เห็นถึงบทบาทสำคัญของแอปพลิเคชัน เซอร์วิส ที่ทำให้องค์กรขนาดใหญ่หันมาใช้แอปพลิเคชันที่ทำงานได้รวดเร็วขึ้น ชาญฉลาดมากขึ้น และปลอดภัยยิ่งขึ้น มืออาชีพด้านไอที เครือข่าย แอปพลิเคชัน และซิเคียวริตี้ จากทั่วโลกกว่า 2,000 ราย ให้น้ำหนักกับการส่งมอบแอปพลิเคชันมากขึ้น ตั้งแต่การปรับใช้คลาวด์ ไปจนถึงความท้าทายด้านซิเคียวริตี้ที่เพิ่มขึ้น การส่งมอบซอฟต์แวร์แบบ DevOps การใช้ซอฟต์แวร์การควบคุมเครือข่ายหรือ SDN และอนาคตบริการแอปพลิเคชันในองค์กรขนาดใหญ่

สรุปข้อมูลสำคัญจากผลสำรวจ

จากผลสำรวจทั่วโลกในหลายภาคส่วนอุตสาหกรรมทั้งในระบบราชการ บริการการเงิน เทคโนโลยี และการศึกษา ผู้ตอบแบบสอบถามประกอบด้วยบุคคลในหลายบทบาทหน้าที่รับผิดชอบตั้งแต่โครงสร้างพื้นฐาน ระบบความปลอดภัยด้านไอที การพัฒนาแอปพลิเคชัน จวบจนถึงระดับผู้บริหาร ประเด็นหลักๆ ที่ได้จากผลการสำรวจ ได้แก่

  • ความปลอดภัยเป็นประเด็นสำคัญอันดับแรก ส่วนการโจมตีที่ซับซ้อนมากขึ้นถือเป็นความท้าทายอันดับแรกเช่นกัน ทีมงานด้านความปลอดภัยให้ความสำคัญในส่วนงานนี้เพิ่มขึ้นมากกว่าการใช้ไฟล์วอลล์แบบดั้งเดิม และการใช้พารามิเตอร์ขององค์กรแบบเก่าที่ล้าสมัย เนื่องจากแฮคเกอร์มุ่งเป้าโจมตีไปที่ แอปพลิเคชันทั่วโลก การบริการด้านความปลอดภัยจึงถูกวางไว้ในอันดับต้นๆ โดยมีแผนดำเนินงาน คือการลดการโจมตีแบบปฏิเสธการให้บริการ หรือ Distributed Denial of Service: DDoS (21%) การเพิ่มความปลอดภัยให้กับโดเมนเนม DNS Security Extensions: DNSSEC (25%) และบริการเว็บแอพลิเคชั่นไฟร์วอลล์ (20%) จากข้อมูลการสำรวจของบริษัทต่างๆ ที่รวมถึงองค์กรที่ให้ความสำคัญในการใช้คลาวด์เป็นอันดับแรก มีความเชื่อมั่นว่าอาจจะเป็นไปได้ว่าจะถูกโจมตีในระดับแอปพลิเคชัน ทำให้ต้องติดตั้ง เว็บ แอปพลิเคชันไฟล์วอลล์ (WAF: Web Application Firewall)
  • ปี 2560 จะเป็นยุคทองของคลาวด์ที่ต้องชาญฉลาดขึ้น เพราะปัจจุบันเป็นโลกของการใช้คลาวด์แบบหลากหลายจุดประสงค์ อาทิ สี่ในห้าของผู้ตอบแบบสอบถามเลือกใช้ไฮบริดคลาวด์ และเกือบหนึ่งในสาม (32%) ของผู้ตอบแบบสำรวจ ระบุว่า ในปีนี้จะจัดซื้อโซลูชั่น และใช้บริการเช่าใช้โครงสร้างพื้นฐานที่เป็นคลาวด์สาธารณะ (Public cloud IaaS) เพิ่มขึ้น 25% จากปีก่อน ยิ่งไปกว่านั้น บริษัทใช้แอปมากขึ้นเท่าใด ก็จะสร้างแรงจูงใจที่สำคัญเพื่อให้การปฏิบัติบรรลุผลสูงสุดในการใช้คลาวด์ โดยกลุ่มผู้ตอบแบบสอบถามที่มีการใช้งานแอปสูงกว่า 3,000+ แอป รายงานว่า ใช้เแอปบนคลาวด์มากที่สุด
  • จำนวนการใช้งานแอปพลิเคชันเซอร์วิสจะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉลี่ย องค์กรระบุว่า มี 14 แอปเซอร์วิสที่ใช้งานในปัจจุบัน (เพิ่มจาก 11 แอปเซอร์วิสในปี 2559) และยังมีแผนการใช้งานเพิ่มเป็น 17 แอปในอีก 12 เดือนข้างหน้า
  • การเพิ่มขยายส่วนปฏิบัติการและความสามารถในการทำโปรแกรม พุ่งขึ้นสู่ลำดับสูงสุดของ DevOps การเพิ่มขึ้นของแอปเซอร์วิส และการขยายตัวของคลาวด์อย่างต่อเนื่อง ทำให้องค์กรเปลี่ยนเข้าสู่การทำงานแบบอัตโนมัติและสอดประสานทั้งหมดทุกสภาพแวดล้อมเพื่อเข้าสู่การปฏิบัติการที่สามารถเพิ่มขยายได้ โดยพบว่ากว่ากึ่งหนึ่งของผู้ตอบแบบสอบถาม ปัจจุบัน มองว่าโครงสร้างพื้นฐานที่รองรับ API และเท็มเพลทต่างๆ มีความสำคัญเพิ่มขึ้นจาก 31% และ 22% ในปีที่แล้ว ตามลำดับ ความสามารถในการเพิ่มขยายและลดค่าใช้จ่ายด้านปฏิบัติการ (OpEx : operation expense) เป็นปัจจัยหลักที่สำคัญอันดับต้นๆ ของการใช้เฟรมเวิร์ค SDN (Software Defined Network) และบริษัทต่างๆ แสดงท่าทีที่จะขยับเข้าสู่มาตรฐานกลาง โดย 39% ของผู้ตอบแบบสอบถามจากผลสำรวจในปี 2560 ระบุว่ามีการพึ่งเฟรมเวิร์คเพียงหนึ่งเดียว เมื่อเปรียบเทียบกับจำนวนผู้ตอบแบบสอบถามในประเด็นเดียวกันนี้จำนวน 32% ในการสำรวจประจำปี 2559

แหล่งข้อมูลเพิ่มเติม

ข้อมูลพร้อมใช้งานที่ f5.com/SOAD:

เกี่ยวกับ F5

เอฟไฟว์ (NASDAQ: FFIV) ช่วยให้แอปพลิเคชั่นเข้าถึงผู้ใช้บริการได้รวดเร็วขึ้น ชาญฉลาดขึ้นและปลอดภัยยิ่งขึ้น เพื่อตอบสนองผู้ให้บริการและองค์กรธุรกิจขนาดใหญ่ที่สุดของโลก หน่วยงานภาครัฐและองค์กรธุรกิจสินค้าเพื่อการบริโภคต่างๆ เอฟไฟว์นำเสนอโซลูชั่นคลาวด์และระบบรักษาความปลอดภัยซึ่งข่วยให้องค์กรต่างๆ สามารถใช้งานโครงสร้างพื้นฐานแอปพลิเคชั่นได้อย่างสมบูรณ์โดยไม่มีข้อจำกัดในเรื่องความรวดเร็วและการควบคุมการทำงาน สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม สามารถเยี่ยมชมได้ที่ f5.com. และติดตามทวิตเตอร์ของเอฟไฟว์ได้ที่ @F5NetworksAPJ หรือเยี่ยมชมข้อมูลของเอฟไฟว์ พันธมิตรของเอฟไฟว์และเทคโนโลยีต่างๆ ของเอฟไฟว์ ใน LinkedIn และ Facebook

F5 เป็นเครื่องหมายการค้าหรือบริการของ F5 Networks, Inc. ในประเทศสหรัฐอเมริกาและประเทศอื่นๆ ผลิตภัณฑ์และชื่ออื่นๆของบริษัทที่กล่าวในเอกสารนี้อาจจะเป็นเครื่องหมายการค้าของเจ้าของผลิตภัณฑ์

ข่าวประชาสัมพันธ์นี้อาจจะมีข้อความที่เป็นการคาดการณ์เหตุการณ์ในอนาคตหรือผลประกอบการด้านการเงินในอนาคตซึ่งมีความเสี่ยงและไม่แน่นอน ข้อความดังกล่าวสามารถตีความด้วยคำต่างๆ อาทิ “อาจจะ” “จะ” “ควร” “คาดหวัง” “วางแผน” “คาดการณ์” “เชื่อ” “ประมาณ” “ทำนาย” “ ศักยภาพ” หรือ “ดำเนินต่อเนื่อง” หรือคำเหล่านี้ในเชิงปฏิเสธหรือเปรียบเทียบ ข้อความที่มีคำดังกล่าวเป็นเพียงการทำนายและผลลัพธ์ที่แท้จริงจะแตกต่างไปจากการคาดการณ์ในข้อความเหล่านึ้ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายประการรวมทั้งข้อมูลที่ระบุไว้ในเอกสารของบริษัทที่ให้ไว้กับตลาดหลักทรัพย์

from:https://www.techtalkthai.com/pr-f5-state-of-application-delivery/

อัปเดตฟีเจอร์ใหม่ล่าสุดของ Blue Coat และ Symantec พร้อมผสานรวมโซลูชัน

เดือนธันวาคมที่ผ่านมา Symantec + Blue Coat จัดงานเลี้ยงขอบคุณพาร์ทเนอร์ พร้อมประกาศทิศทางและกลยุทธ์ของ Blue Coat หลังถูก Symantec ควบรวมกิจการ ระบุพร้อมมุ่งสู่ความเป็นหนึ่งด้าน Endpoint, Network และ Cloud Security ในนามของ Symantec นอกจากนี้ ยังมีการอัปเดตฟีเจอร์ของทุกโซลูชันครั้งใหญ่

Blue Coat ผนวกรวมกับ Symantec เรียบร้อย พร้อมใช้ชื่อ “Symantec” ในปี 2017 นี้

คุณชาญวิทย์ อิทธิวัฒนะ ผู้จัดการฝ่ายขายประจำประเทศไทยของ Symantec + Blue Coat ระบุว่า Symantec เป็นผู้นำด้านระบบ Endpoint Security ส่วน Blue Coat ก็เป็นผู้นำด้าน Network Security เมื่อทั้งสองโซลูชันเข้าด้วยกัน ทำให้สามารถตอบโจทย์ความมั่นคงปลอดภัยแบบครบวงจร ตั้งแต่ระดับ Endpoint ไปจนถึงระดับ Network และต่อยอดไปยังระบบ Cloud ที่สำคัญคือ ตอนนี้ Symantec และ Blue Coat สามารถทำงานร่วมกันได้อย่างไร้รอยต่อเป็นที่เรียบร้อย เช่น โซลูชัน CASB ของ Blue Coat สามารถใช้ฟีเจอร์ Cloud DLP ของ Symantec เพื่อป้องกันข้อมูลบนระบบ Cloud รั่วไหลสู่สาธารณะได้

“หลังผนวกรวมกับ Blue Coat แล้ว Symantec กลายเป็นโซลูชันด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แบบ End-to-end อย่างแท้จริง โดยมีโซลูชันครอบคลุมตั้งแต่ระดับ Endpoint, Network ไปจนถึงระบบ Cloud ในแง่ของการทำตลาดในไทยและทั่วโลกนั้น เราพร้อมซัพพอร์ตลูกค้าและพาร์ทเนอร์เพื่อให้ Symantec กลับมาเป็นอันดับหนึ่งทางด้านระบบรักษาความมั่นคงปลอดภัยอีกครั้งหนึ่ง และในเดือนมีนาคมปีนี้เอง เราจะกลายเป็น ’Symantec’ อย่างสมบูรณ์” — คุณชาญวิทย์กล่าว

Symantec + Blue Coat ครองอันดับหนึ่งของ Gartner Magic Quadrant ถึง 4 รายการ

การันตีความเป็นหนึ่งทางด้าน Endpoint Security และ Network Security ด้วยความเป็น Leader ของ Gartner Magic Quadrant ถึง 3 รายการ ได้แก่

  • Secure Web Gateway: Blue Coat ครองตำแหน่ง Leader มายาวนานถึง 9 ปี ซึ่ง Gartner ได้ให้ความเห็นว่า “ProxySG เป็น Proxy ที่แข็งแกร่งที่สุดในตลาด”
  • Data Loss Prevention: Symantec เป็นอันดับหนึ่งทั้งทางด้าน Ability of Execute และ Completeness of Vision ซึ่งปกป้องข้อมูลสำคัญตั้งแต่ระดับ Endpoint, Network ไปจนถึง Cloud
  • Endpoint Protection: Symantec พร้อมให้บริการ Antivirus, Incident & Response และ DLP ในระดับ Endpoint ในขณะที่ Blue Coat มีบริการ Web Security สำหรับปกป้องอุปกรณ์ Endpoint จากภัยคุกคามบนอินเทอร์เน็ต
  • Managed Security Service: Symantec พร้อมให้คำปรึกษาและเฝ้าระวังภัยคุกคามด้วยทีมงานที่มีความเชี่ยวชาญ เพื่อให้สามารถตอบสนองต่อเหตุการณ์ที่ไม่พึงประสงค์ได้อย่างรวดเร็ว และเป็นระบบ

โดยสรุปแล้ว หลัง Symantec + Blue Coat พร้อมนำเสนอโซลูชัน Content Security แบบครบวงจร โดยแบ่งออกเป็น 4 กลุ่ม คือ

  • Information: Data Security, Encrypted Traffic Management, VIP/Identity และ Managed PKI
  • Users: Endpoint Protection, Endpoint Detection, Data Center และ Management & Compliance
  • Web: Web Protection, Content Analysis, CASB และ Security Analytics
  • Messaging: Email Protection, Anti-phishing, Message Security และ Encryption

ที่สำคัญคือ Global Threat Intelligence ของ Symantec และ Blue Coat ถูกผสานรวมกันเป็นที่เรียบร้อย ส่งผลให้สามารถตรวจจับภัยคุกคามทั่วโลกได้มากถึง 3,500,000 รายการต่อวัน รวมไปถึงรู้จักและสามารถควบคุมการใช้ Cloud Applications ได้มากกว่า 12,000 แอพพลิเคชัน

อัปเดตโซลูชัน Secure Web Gateway พร้อมให้บริการฟังก์ชัน Web Application Firewall ฟรี

Secure Web Gateway หรือที่รู้จักกันดีในนาม ProxySG ถูกออกแบบมาเพื่อการปกป้องพนักงานและอุปกรณ์ Endpoint ขององค์กรจากภัยคุกคามบนอินเทอร์เน็ต ป้องกันข้อมูลสำคัญรั่วไหลสู่ภายนอก รวมไปถึงควบคุมการเข้าถึงเว็บของพนักงานให้เป็นไปตามนโยบายที่บริษัทกำหนด โดยรองรับการติดตั้ง 3 แบบ คือ Appliance (ProxySG), Vitual Appliance (vSWG) และ Web Security Service (WSS)

คุณสมบัติเด่นของ Secure Web Gateway ประกอบด้วย

  • ให้บริการ Proxy สำหรับทุก Endpoint ตั้งแต่การพิสูจน์ตัวตนก่อนใช้อินเทอร์เน็ต ตรวจสอบ Content ไปจนถึงการทำ SSL Offload
  • ควบคุมการเข้าถึงเว็บไซต์ได้มากถึง 84 กลุ่มและ Cloud Service กว่า 12,000 แอพพลิเคชัน เพื่อให้เป็นไปตามนโยบายที่องค์กรกำหนด รวมไปถึงช่วยลดปัญหา Shadow IT
  • ป้องกันภัยคุกคามที่มาจากอินเทอร์เน็ต โดยสามารถกรอง URL ที่เป็นแหล่งกำเนิดของภัยคุกคามได้มากถึง 90% และสามารถทำงานร่วมกับ Content Analysis System (CAS) เพื่อตรวจจับและป้องกันมัลแวร์ได้ทั้งแบบ Known และ Unknown
  • เพิ่มประสิทธิภาพการใช้งานอินเทอร์เน็ตให้ถึงขีดสุดผ่านการทำ Video Acceleration, Split Tunneling, Dynamic Caching และ Protocol Optimization

นอกจากนี้ Secure Web Gateway ทั้ง ProxySG, Advanced Secure Gateway (ASG) และ vSWG สามารถติดตั้งในรูปของ Reverse Proxy เพื่อทำหน้าที่เป็น Web Application Firewall ได้ด้วยเช่นกัน โดยไม่จำเป็นต้องติดตั้งซอฟต์แวร์หรือสั่งซื้อ License ใดๆ เพิ่มเติม

ฟังก์ชัน Web Application Firewall มีคุณสมบัติเด่นสำคัญ 3 ประการ คือ

  • สามารถติดตั้งแบบ Inline วางขวางหน้า Web Server ที่ต้องการปกป้องได้ทันที พร้อมรองรับการพิสูจน์ตัวตนของผู้ใช้มากถึง 14 วิธี
  • ป้องกันการโจมตีเว็บแอพพลิเคชันครอบคลุม OWASP Top 10 รวมไปถึงสามารถตรวจสอบไฟล์เพื่อป้องกันการโจมตีแบบ Advanced Persistent Threats
  • แทนที่การทำ Whitelisting ด้วย “Content Nature Detection” ซึ่งเป็นระบบ Global Dynamic Profiling ที่ผ่านมาตรวจสอบจาก Symantec + Blue Coat มาเป็นอย่างดี ช่วยลดอัตราการเกิด False Positive และตรวจจับการโจมตีแบบ Zero-day ได้แม่นยำยิ่งขึ้น

ผสาน Symantec เข้าระบบ CAS และ MAA เพื่อตอบสนองภัยคุกคามเชิงรุก

Content Analysis System หรือ CAS เป็นอุปกรณ์ที่ทำงานร่วมกับ Secure Web Gateway สำหรับตรวจจับภัยคุกคามและมัลแวร์ที่มาจากอินเทอร์เน็ต ซึ่งนอกจากจะสามารถตรวจจับ Known Threats โดยใช้ Antivirus Engine ได้สูงสุดถึง 2 ยี่ห้อแล้ว ยังมีระบบ Static Code Analysis สำหรับตรวจจับ Unknown Threats ได้แบบเรียลไทม์โดยไม่จำเป็นต้องอาศัยอุปกรณ์ภายนอกเพิ่มเติม การตรวจสอบมัลแวร์ของ CAS แบ่งออกเป็น 4 ขั้นตอนดังนี้

  1. Hash Reputation: เทคนิคการทำ Whitelisting โดยอนุญาตให้ไฟล์ที่ไม่มีมัลแวร์หรือพาหะเท่านั้นที่ข้ามผ่าน Gateway เข้ามาได้
  2. Dual AV: ระบบป้องกันมัลแวร์แบบ Signature-based รองรับการเลือกใช้ AV Engine ของ McAfee, Sophos, Kaspersky Lab และ Symantec ได้สูงสุดถึง 2 ยี่ห้อพร้อมกัน
  3. Predictive File Analysis: วิเคราะห์ไฟล์ด้วยเทคนิคทางคณิตศาสตร์เพื่อค้นหา Advanced Threats หรือ Zero-day Attack แบบเรียลไทม์ โดยไม่ต้อง Execute ไฟล์นั้นๆ
  4. Behavioral Analysis: เทคนิคการตรวจจับ Advanced Threats และ Zero-day Attack ระดับสูง โดยอาศัยการทำ Advanced Sandboxing เพื่อวิเคราะห์พฤติกรรมของการ Execute ไฟล์ ซึ่ง CAS มี API สำหรับส่งไฟล์ไปตรวจสอบต่อใน Malware Analysis Appliance (MAA) หรือ Sandbox ของ FireEye และ LastLine

อย่างไรก็ตาม ภัยคุกคามในปัจจุบัน เช่น Advanced Persistent Threats มีการพัฒนาเทคนิคใหม่ๆ เพื่อหลบเลี่ยงระบบตรวจจับ รวมไปถึง Sandbox กล่าวคือ ถ้ามัลแวร์ทราบว่าตัวเองกำลังรันอยู่ใน Virtual Machine ก็จะนิ่งเงียบ ไม่แสดงพฤติกรรมใดๆ ให้ระบบตรวจจับได้ Malware Analysis Appliance (MAA) เป็นโซลูชัน Advanced Sandboxing ของ Symantec + Blue Coat ที่ออกแบบมาเพื่อรับมือกับปัญหาดังกล่าว โดยมีคุณสมบัติ Dual-Detection Hybrid Analysis กล่าวคือ นอกจาก Virtual Machine แล้ว MAA ยังมี PC Emulator สำหรับใช้ตรวจสอบพฤติกรรมของมัลแวร์ที่หลบเลี่ยงการรันบน Virtual Machine ได้อีกด้วย นอกจากนี้ Virutal Machine ของ MAA เองยังรองรับการติดตั้งซอฟต์แวร์เพิ่มเติม เพื่อให้เหมือนการใช้งานในสภาวะแวดล้อมจริงมากยิ่งขึ้น

ที่สำคัญคือ เมื่อ CAS และ MAA ของ Blue Coat ตรวจพบภัยคุกคามแล้ว สามารถแจ้งเตือนไปยัง Endpoint Protection ของ Symantec เพื่อเตรียมรับมือกับภัยคุกคามรูปแบบเดียวกันในอนาคตได้ ซึ่งเป็นการเสริมความมั่นคงปลอดภัยเชิงรุกให้แก่อุปกรณ์ Endpoint ขณะใช้งานนอกองค์กร

แผนภาพด้านล่างแสดงขั้นตอนการวิเคราะห์และตรวจจับมัลแวร์ของ Symantec + Blue Coat โดยสรุป

Symantec SEP 14 พร้อมฟีเจอร์ใหม่รับมือกับ Advanced Threats โดยเฉพาะ

Symantec Endpoint Protection 14 หรือ SEP 14 เป็นโซลูชัน Next-generation Endpoint Protection ล่าสุดของ Symantec ที่ถูกออกแบบมาเพื่อปกป้องอุปกรณ์ Endpoint จากทั้ง Known และ Unknown Threats โดยมีการเพิ่มประสิทธิภาพให้ดีกว่าเวอร์ชันก่อนหน้านี้ถึง 15% และกินทรัพยากรของเครื่องต่ำ ที่สำคัญคือ SEP 14 มีการเพิ่มคุณสมบัติ Incident Response ซึ่งช่วยแจ้งเตือนผู้ดูแลระบบให้สามารถรับมือกับภัยคุกคามได้อย่างรวดเร็ว

ฟีเจอร์เด่นของ SEP 14 ประกอบด้วย

  • Host-based Firewall & Intrusion Prevention: บล็อกมัลแวร์ก่อนที่จะแพร่กระจายเข้าสู่เครื่อง และคัดกรองทราฟฟิค
  • Application and Device Control: ควบคุมการใช้อุปกรณ์และแอพพลิเคชัน ตรวจสอบพฤติกรรมผู้ใช้ รวมไปถึงการทำ Blacklisting และ Whitelisting
  • Memory Exploit Mitigation: ป้องกัน Zero-day Exploits ผ่านทางช่องโหว่ของซอฟต์แวร์
  • Reputation Analysis: ตรวจสอบว่าไฟล์และเว็บไซต์ที่กำลังเข้าถึงมาจากช่องทางที่ไม่พึงประสงค์หรือไม่
  • Advanced Machine Learning: ตรวจจับ Known และ Unknown Threats ร่วมกับระบบ Intelligent Threat Cloud ตั้งแต่ Pre-execution Phase โดยไม่ต้องใช้ Signatures
  • Emulator: เทคนิค Anti-evasion สำหรับตรวจจับมัลแวร์ที่แอบซ่อนตัวจากระบบตรวจจับ
  • Antivirus: ตรวจจับและกำจัดมัลแวร์บนระบบคอมพิวเตอร์
  • Behavior Monitoring: เฝ้าระวังและบล็อกไฟล์ที่มีพฤติกรรมต้องสงสัยหรือผิดแปลกไปจากปกติ
  • Intelligent Threat Cloud: ตรวจสอบภัยคุกคามด้วยฐานข้อมูลล่าสุดบนระบบ Cloud ซึ่งช่วยลดขนาดของ Signature ลงได้ถึง 70% รวมถึงช่วยลดภาระการทำงานของ Agent

นอกจากนี้ SEP 14 ยังเพิ่มฟีเจอร์สำหรับทำ Incident Response เพื่อให้ตอบสนองต่อภัยคุกคามได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ ดังนี้

  • Power Eraser: กำจัดมัลแวร์อย่างถอนรากถอนโคน
  • Host Integrity: ตรวจจับการเปลี่ยนแปลงที่ผิดปกติ กักกันอุปกรณ์เพื่อควบคุมการแพร่กระจาย และประเมินความเสียหายที่เกิดขึ้น
  • System Lockdown: ทำ Blacklist และ Whitelist สำหรับแอพพลิเคชันที่ต้องสงสัย และที่เชื่อถือได้
  • Secure Web Gateway Integration: ทำงานร่วมกับ Secure Web Gateway เพื่อแจ้งเตือนและรับมือกับภัยคุกคามแบบเชิงรุก
  • EDR Console: ทำงานร่วมกับ Symantec ATP Endpoint เพื่อตรวจจับและรับมือกับภัยคุกคามระดับสูงโดยไม่ต้องติดตั้ง Agent เพิ่มเติม

กล่าวโดยสรุป SEP 14 เป็นการรวม 4 ฟีเจอร์เข้าด้วยกัน ได้แก่ Anti-malware, Next-generation Endpoint Protection, Exploit Prevention และ Endpoint Detection & Response

Symantec DLP ป้องกันข้อมูลรั่วไหลสู่สาธารณะอย่างอัจฉริยะ

Data Loss Prevention หรือ DLP เป็นโซลูชันด้านความมั่นคงปลอดภัยพื้นฐานขององค์กร เพื่อปกป้องข้อมูลสำคัญและข้อมูลความลับ เช่น ทรัพย์สินทางปัญญา ข้อมูลส่วนบุคคล ข้อมูลทางการเงิน และอื่นๆ ไม่ให้รั่วไหลออกจากองค์กรสู่สาธารณะ ซึ่งสิ่งท้าทายที่สุดสำหรับผู้ดูแลระบบคือการกำหนดเงื่อนไขสำหรับตรวจสอบข้อมูลเหล่านั้นได้อย่างแม่นยำและมีประสิทธิภาพ

ฟังก์ชัน DLP ที่มาพร้อมกับอุปกรณ์ด้านความมั่นคงปลอดภัย เช่น Next-generation Firewall, Secure Web Gateway มักต้องกำหนดเงื่อนไขของการตรวจสอบข้อมูลสำคัญผ่าน Keyword หรือ Regular Expression ซึ่งทำได้ยาก ไม่ครอบคลุม และโอกาสเกิด False Positive สูง Symactec DLP จึงนำเสนอเทคนิคอัจฉริยะ 5 รายการเพื่อช่วยให้ผู้ดูแลระบบสามารถกำหนดเงื่อนไขการตรวจจับข้อมูลสำคัญได้อย่างรวดเร็วและอัตโนมัติ

  1. Described Content Matching: ระบุ Keyword หรือ Regular Expression เพื่อกำหนดรูปแบบของข้อมูลสำคัญด้วยตนเอง
  2. Exact Data Matching: เปรียบเทียบข้อมูลที่ออกจากองค์กรกับฐานข้อมูลสำคัญที่กำหนดไว้แต่แรก
  3. Indexed Document Matching: สร้างเงื่อนไขผ่านการทำ Hashing ข้อมูลแต่ละส่วนในไฟล์เอกสารสำคัญ ถ้าข้อมูลในไฟล์เอกสารอื่นมีผลลัพธ์การ Hashing ตรงกัน ระบบจะทำการบล็อกเพื่อป้องกันข้อมูลรั่วไหล
  4. Vector Machine Learning: จัดทำ Keyword จากไฟล์เอกสารสำคัญโดยอัตโนมัติ เพื่อนำไปเป็นเงื่อนไขในการตรวจสอยการรั่วไหลของข้อมูล
  5. Form Recognition: กำหนด Form ที่ระบุข้อมูลสำคัญ ถ้าพบว่ามีการกรอกข้อมูลลงบน Form นั้นๆ แล้วส่งออกภายนอก ระบบจะทำการบล็อกทันที

นอกจากนี้ Symantec DLP ยังสามารถทำงานร่วมกับ Symactec ClouSOC หรือ CASB เพื่อป้องกันข้อมูลสำคัญขององค์กรถูกเคลื่อนย้ายไปสู่ระบบ Cloud โดยไม่ได้รับอนุญาตได้อีกด้วย

แนะนำโซลูชันอื่นๆ จาก Symantec + Blue Coat

นอกจากหลายโซลูชันที่มีการอัปเดตฟีเจอร์ครั้งใหญ่มากมาย Symantec + Blue Coat ยังนำเสนอโซลูชันอื่นๆ ที่พร้อมตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าในสภาวะแวดล้อมแบบต่างๆ ตั้งแต่การป้องกันในระดับ Endpoint ไปจนถึงระดับ Network และ Cloud ดังนี้

  • Blue Coat Advanced Secure Gateway: Appliance ที่ผสานรวมโซลูชัน Secure Web Gateway และ Content Analysis System ไว้ภายในฮาร์ดแวร์เดียวกัน ซึ่งช่วยควบคุมการใช้งานอินเทอร์เน็ตของพนักงานในองค์กร พร้อมทั้งปกป้องพวกเขาจากภัยคุกคามทั้ง Known และ Unknown Threats ภายในอุปกรณ์เดียวกัน รวมถึงช่วยลดความยุ่งยากในการติดตั้ง บริหารจัดการ และบำรุงรักษา
  • Blue Coat Encrypted Traffic Management: อุปกรณ์สำหรับทำถอดรหัส SSL แล้วส่งข้อมูลแบบ Plain-text ต่อไปให้อุปกรณ์อื่นๆ เช่น Next-generation Firewall, IPS, Sandbox และ DLP เพื่อทำการประมวลผลและคัดกรองทราฟฟิค ภายใต้แนวคิด “Decrypt Once – Feed Many” ซึ่งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและลดภาระการถอดรหัสได้สูงสุดถึง 80%
  • Blue Coat Security Analytics: อุปกรณ์สำหรับเก็บข้อมูลทราฟฟิคทั้งหมด พร้อมสร้าง Metadata เพื่อให้ค้นหาข้อมูลได้อย่างรวดเร็ว เปรียบเสมือนเป็นกล้องวงจรปิดซึ่งช่วยให้ผู้ดูแลระบบสามารถดูทราฟฟิคย้อนหลังเมื่อมี Incident เกิดขึ้น เพื่อทำการตรวจสอบ วิเคราะห์ และเก็บหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ภัยคุกคามได้
  • Blue Coat CASB: Cloud Access Security Broker หรือ CASB เป็นโซลูชัน Cloud SOC สำหรับบริหารจัดการและควบคุมการใช้ Cloud Applications เช่น Office 365, Salesforce, Dropbox และอื่นๆ ให้เป็นไปตามนโยบายที่องค์กรกำหนด เพื่อลดปัญหา Shodow IT และ Shadow Data อันเนื่องมาจากการใช้ Cloud Applications โดยไม่ได้รับอนุญาต
  • Blue Cloud Data Protection: โซลูชันสำหรับปกป้องข้อมูลสำคัญขององค์กรตั้งแต่เดินทางออกไปยังระบบ Cloud ระหว่างถูกจัดเก็บอยู่ในระบบ Cloud และเมื่อถูกนำไปใช้ โดยอาศัยเทคนิคสำคัญ 2 ประการคือ Encryption และ Tokenization ถึงแม้ว่าข้อมูลจะถูกดักฟังหรือรั่วไหลสู่ภายนอก บุคคลที่สามและแฮ็คเกอร์ก็ไม่สามารถอ่านหรือเข้าใจได้
  • Symantec Endpoint Management: ตรวจสอบและบริหารจัดการการตั้งค่าบนอุปกรณ์ Endpoint ให้เป็นไปตามนโยบายขององค์กรโดยอัตโนมัติ เช่น ติดตั้งแอพพลิเคชันเชิงธุรกิจ อัปเดตแพทช์ล่าสุด ตั้งค่าการใช้อีเมลและระบบเครือข่ายไร้สาย รวมไปถึงแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้น โดยรองรับทั้ง Windows, Mac OS X และ Linux
  • Symantec Encryption: โซลูชันสำหรับเข้ารหัสข้อมูลบนฮาร์ดดิสก์ อุปกรณ์ต่อพ่วง ไฟล์ที่แชร์ผ่านเครือข่าย อีเมล และอุปกรณ์พกพา สำหรับกรณีที่อุปกรณ์สูญหายหรือถูกขโมย นอกจากนี้ ยังสามารถทำงานร่วมกับ Symantec DLP เพื่อเข้ารหัสเฉพาะข้อมูลสำคัญได้
  • Symantec Advanced Threat Protection Platform: ระบบตรวจจับและแจ้งเตือนภัยคุกคามระดับสูง ไม่ว่าจะเป็น Unknown Malware หรือ Zero-day Exploits ทั้งบนระบบเครือข่าย ระบบอีเมล และ อุปกรณ์ Endpoint โดยใช้เทคโนโลยีสำคัญหลายประการ เช่น IoC Feeds, IPS, Antivirus, Reputation Analysis, Endpoint Behaviors, Machine Learning และ Cloud-based Sandboxing & Correlation
  • Symantec Data Center Security: โซลูชันที่ถูกออกแบบมาเพื่อป้องกันภัยคุกคามบนเซิร์ฟเวอร์ภายในห้อง Data Center โดยเฉพาะ ซึ่งครอบคลุมระบบ Virtualization, Platforms, Cloud Providers/Platforms และ Containers โดยมีฟีเจอร์เด่น ได้แก่ Host-based IPS, Sandboxing & Process Access Control, File & System Tamper Prevention, Memory Control, Real-time File Integrity Monitoring, Configuration Monitoring และอื่นๆ
  • Symantec Secure Mail Gateway: โซลูชันการป้องกันมัลแวร์และ SPAM สำหรับระบบอีเมล ซึ่งมาพร้อมกับคุณสมบัติ Adaptive Reputation Management ที่สามารถกรอง SPAM จากผู้ส่งที่ไม่พึงประสงค์ได้มากถึง 95% นอกจากนี้ยังมีระบบ DLP สำหรับป้องกันข้อมูลสำคัญในอีเมลรั่วไหลสู่ภายนอก และระบบการเข้ารหัสอีเมลเพื่อเพิ่มความมั่นคงปลอดภัยให้ถึงขีดสุด

Cyber Security Services: บริการ Managed Security Services ของ Symantec ซึ่งพร้อมดูแล ให้คำปรึกษา เฝ้าระวัง และแจ้งเตือนเมื่อมีภัยคุกคามหรือเหตุการณ์ผิดปกติเกิดขึ้นบนระบบเครือข่ายอันแสนสำคัญของลูกค้า รวมไปถึงมีบริการอบรมเพื่อเพิ่มพูนศักยภาพด้านความมั่นคงปลอดภัยให้แก่พนักงานในองค์กร

ภาพด้านล่างแสดงโซลูชันรวมทั้งหมดของ Symantec และ Blue Coat ทั้งแบบ On-premise และ Cloud-based ภายใน 1 หน้า

ปิดท้ายด้วยรูปทีมงาน Symantec + Blue Coat ครับ

from:https://www.techtalkthai.com/symantec-blue-coat-intro-to-2017/

7 ประเด็นที่ต้องตั้งคำถามก่อนซื้อ Web Application Firewall

ในยุค Digital Economy นี้ หลายองค์กรมีการนำเทคโนโลยีเข้ามาสนับสนุนธุรกิจของตนมากขึ้น หนึ่งในการเปลี่ยนแปลงที่เห็นชัดที่สุดคือการให้บริการลูกค้าออนไลน์ ซึ่งส่วนใหญ่มักกระทำผ่านเว็บแอพพลิเคชัน เช่น การชำระค่าบริการออนไลน์ การซื้อของออนไลน์ หรือการให้บริการ Content ออนไลน์ เป็นต้น กล่าวได้ว่า เว็บแอพพลิเคชันกลายเป็นหน้าบ้านอันแสนสำคัญสำหรับองค์กร

Web Application Firewall ระบบป้องกันภัยคุกคามสำหรับเว็บแอพพลิเคชันโดยเฉพาะ

บริษัทที่ประสบความสำเร็จในยุค Digital Economy ย่อมทราบดีกว่า เว็บแอพพลิเคชันมีความสำคัญต่อแบรนด์และชื่อเสียงของพวกเขามากเพียงใด การปล่อยให้เว็บแอพพลิเคชันถูกแฮ็คหรือถูกโจมตีย่อมส่งผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือและความไว้วางใจของลูกค้า การกำหนดนโยบายและวางมาตรการควบคุมจึงกลายเป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้เว็บแอพพลิเคชันมั่นคงปลอดภัยอยู่เสมอ หนึ่งในมาตรการที่ใช้รับมือกับการโจมตีไซเบอร์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ คือ Web Application Firewall (WAF)

Web Application Firewall ต่างจาก Firewall ทั่วไปตรงที่ถูกออกแบบมาเพื่อตรวจจับและป้องกันภัยคุกคามที่พุ่งเป้ามายังเว็บแอพพลิเคชันโดยเฉพาะ เช่น SQL Injection, Cross-site Scripting, CSRF และอื่นๆ ซึ่งปัจจุบันนี้ มีผู้ให้บริการ Web Application Firewall เป็นจำนวนมาก ทั้งในรูปของอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ Appliance และโซลูชันบนระบบ Cloud … คำถามคือ แล้วเราควรจะเลือกใช้ Web Application Firewall แบบใด ยี่ห้อไหน จึงจะเหมาะสมกับองค์กรมากที่สุด ?

7 ประเด็นที่ต้องพิจารณาเมื่อเลือกซื้อ Web Application Firewall

Akamai ผู้ให้บริการระบบ CDN และโซลูชัน Cloud Security ชั้นนำของโลก ได้ให้คำแนะนำในการเลือกซื้อ Web Application Firewall โดยผู้ใช้ควรพิจารณาถึงคำถามเหล่านี้ขณะ POC หรือก่อนตัดสินใจซื้อกับ Vendor ซึ่งมีทั้งหมด 7 ข้อ ดังนี้

1. Throughput ที่เราจำเป็นต้องใช้มีขนาดเท่าไหร่ ?

WAF ทำหน้าที่ปกป้องเว็บไซต์และแอพพลิเคชันผ่านการตรวจสอบ HTTP และ HTTPS Request ซึ่งช่วยหลีกเลี่ยงการรั่วไหลของข้อมูลสู่ภายนอก การเปลี่ยนหน้าเว็บไซต์ และการเข้าควบคุม Web Server แต่การตรวจสอบเหล่านี้ย่อมมาพร้อมกับความหน่วง (Latency) ซึ่งทำให้เข้าถึงเว็บแอพพลิเคชันได้ช้าลง กล่าวคือ ถ้าขนาดของการโจมตี (หรือทราฟฟิคของการใช้งานปกติ) สูงเกินกว่า Throughput ของ WAF อาจทำให้ WAF ประมวลผลทราฟฟิคได้ช้ากว่าปกติ หรือเลวร้ายที่สุดคือ WAF อาจหยุดการทำงานแล้วปล่อยผ่านทราฟฟิค (Fail Open) หรือบล็อกทราฟฟิคทั้งหมดแทนได้ (Fail Close)

โดยปกติแล้ว Throughput ของ WAF จะถูกจำกัดโดยประสิทธิภาพของฮาร์ดแวร์ ซึ่ง WAF แบบ On-premise จะมี Throughput สูงสุดประมาณ 2 Gbps ในขณะที่ถ้าเป็น WAF แบบ Cloud-based จะสามารถขยาย Throughtput ได้มากกว่านั้น ซึ่งเหมาะสำหรับองค์กรขนาดใหญ่ที่ต้องให้บริการระบบออนไลน์แก่ลูกค้าเป็นจำนวนมาก

2. ความสามารถในการตรวจจับการโจมตีรูปแบบใหม่ๆ เป็นอย่างไร ?

ยิ่ง Vendor และ WAF เฝ้าสังเกตการโจมตีมากเท่าไหร่ ยิ่งสามารถเรียนรู้วิธีการโจมตี รวมไปถึงคุณลักษณะต่างๆ ได้ดีมากเท่านั้น ผู้ใช้ควรถาม Vendor ให้ชัดเจนว่า “มีการเก็บข้อมูลการโจมตีหรือไม่?”, “จากที่ไหนบ้าง?”, “อัปเดตข้อมูลบ่อยแค่ไหน?” และ “เอาข้อมูลมาใช้เพื่อเพิ่มความมั่นคงปลอดภัยได้อย่างไร?”

ส่วนใหญ่แล้ว WAF แบบ On-premise สามารถประมวลผลข้อมูลที่วิ่งมายังเว็บแอพพลิเคชันที่ป้องกันอยู่ได้เท่านั้น ส่งผลให้บาง Vendor ต้องซื้อ Threat Feeds จากผู้ให้บริการรายอื่น หรือพึ่งพาเฉพาะข้อมูลที่ลูกค้าแชร์ให้เพียงอย่างเดียว การรู้ที่มาที่ไปของข้อมูลการโจมตีที่ใช้อัปเดตอุปกรณ์ย่อมช่วยให้ผู้ใช้สามารถประเมินคุณภาพของ WAF ได้เป็นอย่างดี

3. Vendor ที่เราเลือกมีบริการ Threat Intelligence หรือไม่ ?

ข้อมูลการโจมตีนับได้ว่าเป็นส่ิงสำคัญในการสร้าง Threat Intelligence … “ข้อมูลการโจมตีถูกจัดเก็บและนำมาใช้หรือไม่?”, “Vendor นำข้อมูลเหล่านั้นมาเพิ่มความมั่นคงปลอดภัยได้อย่างไร?”, “Vendor มี Framework ในการทดสอบก่อนนำข้อมูลเหล่านั้นมาอัปเดตที่ WAF หรือไม่?” และ “ข้อมูลการโจมตีถูกนำมาใช้เพื่อปรับแต่ง WAF Rules ได้อย่างไร?” … เหล่านี้คือคำถามที่ผู้ใช้ควรถาม Vendor เพื่อให้ทราบถึงศักยภาพด้าน Threat Intelligence และเพื่อให้รู้ว่า WAF ที่เลือกใช้งานสามารถปรับแต่งให้สอดคล้องกับการโจมตีรูปแบบใหม่ๆ ได้อย่างยืดหยุ่นหรือไม่

4. ใครสามารถบริหารจัดการ Web Application Firewall ของเราได้บ้าง ?

WAF แบบ Cloud-based มักถูกบริหารจัดการและดูแลโดยพาร์ทเนอร์ MSSP หรือทาง Vendor เอง ซึ่งปกติแล้วสามารถควบคุม WAF ได้ผ่านทาง Web GUI ไม่ว่าจะเป็นการตั้งค่า Rules การติดตามทราฟฟิค การอัปเดต White/Black Lists และอื่นๆ ในขณะที่ WAF แบบ On-premise ส่วนใหญ่จะเน้นเพียงแค่การขายอุปกรณ์แล้วจบไป ไม่มีบริการเสริมสำหรับบริหารจัดการและปรับแต่งอุปกรณ์ให้สามารถปกป้องเว็บแอพพลิเคชันได้อย่างมั่นคงปลอดภัย ผู้ใช้จำเป็นต้องว่าจ้างพนักงานเข้ามาตั้งค่า บริหารจัดการ และอัปเดต Rules ต่างๆ ที่สำคัญคือต้องสามารถวิเคราะห์แนวโน้มการโจมตีเพื่อให้สามารถป้องกันแบบเชิงรุกได้ ดังนั้น ต้องไม่ลืมคำนวณค่าจ้างพนักงานเพิ่มเติมเป็นส่วนหนึ่งของ OpEx ด้วย

5. อัตราการเกิด False Negative ของ Web Application Firewall ที่เราเลือกสูงแค่ไหน ?

ไม่มี WAF ใดที่สามารถป้องกันภัยคุกคามได้ 100% ตัวชี้วัดประสิทธิผลด้านความมั่นคงปลอดภัยของ WAF ที่สำคัญคืออัตราการเกิด False Negative ซึ่งเป็นตัวเลขที่ระบุจำนวนการโจมตีที่ WAF ไม่สามารถตรวจจับได้และปล่อยผ่านทราฟฟิคอันตรายเข้าสู่เว็บแอพพลิเคชัน ยิ่ง False Negative มีค่ามากเท่าไหร่ WAF ยิ่งมีคุณภาพแย่มากเท่านั้น ผู้ใช้ควรถามวิธีการชี้วัด False Negative จาก Vendor รวมไปถึงอัตราการเกิด False Negative ของซอฟต์แวร์เวอร์ชันล่าสุด

6. แล้วอัตราการเกิด False Positive ล่ะ ?

เช่นเดียวกับ False Negative อีกหนึ่งตัวชี้วัดประสิทธิผลที่สำคัญของ WAF คือ อัตราการเกิด False Positive ซึ่งระบุจำนวน Request ปกติของผู้ใช้ที่ WAF ประมวลผลผิดว่าเป็นภัยคุกคาม ย่ิง False Positive มีค่ามากเท่าไหร่ WAF ยิ่งตรวจจับทราฟฟิคปกติผิดพลาดมากเท่านั้น ซึ่งอาจส่งผลต่อความพึงพอใจในการใช้งานเว็บแอพพลิเคชันของลูกค้าได้

WAF ที่มีอัตรา False Negative ต่ำ มักจะมี False Positive สูง หรือในทางกลับกัน WAF ที่มีอัตรา False Negative สูง ก็มักจะมี False Positive ต่ำ ซึ่งโซลูชัน WAF โดยส่วนใหญ่มักให้ผู้ใช้เป็นคนเลือกระหว่าง 2 ทางเลือกนี้ ผู้ใช้อาจต้องตัดสินใจว่าจะยอมทนบล็อกลูกค้าหรือจะปล่อยให้การโจมตีผ่านไปได้

7. Web Application Firewall ที่เลือกมีการทำ Rate Control, Brute Force Protection และ DDoS Mitigation หรือไม่ ?

WAF แบบ Cloud-based ในปัจจุบันส่วนใหญ่มาพร้อมกับฟีเจอร์ DDoS Mitigation, Rate Control และ Brute Force Protection เนื่องจากแฮ็คเกอร์ในปัจจุบันมักผสานหลายเทคนิคในการโจมตีเว็บแอพพลิเคชัน เช่น เบี่ยงเบนความสนใจเหยื่อด้วยการโจมตีแบบ DDoS ไปก่อน จากนั้นก็สอดแทรกการโจมตีที่ใช้ขโมยข้อมูลแฝงเข้ามาด้วยโดยที่เหยื่อไม่รู้ตัว ในกรณีที่ WAF ที่เลือกไม่มีฟีเจอร์สำหรับรับมือกับการโจมตีแบบ DDoS แนะนำให้ผู้ใช้หาโซลูชันเสริม เพื่อเพิ่มความมั่นคงปลอดภัยแก่เว็บแอพพลิเคชันให้ถึงขีดสุด

Akamai ร่วมกับ WIT พร้อมให้บริการ Web Security ในประเทศไทย

Akamai ได้จับมือเป็นพันธมิตรร่วมกับ บริษัท เวิลด์ อินฟอร์เมชั่น เทคโนโลยี จำกัด (WIT) ผู้มีประสบการณ์ในการติดตั้งและวางระบบ IT Infrastructure มานานกว่า 27 ปี เพื่อให้มั่นใจได้ว่า สามารถส่งมอบบริการ CDN และโซลูชัน Web Security ให้แก่ผู้ใช้ในประเทศไทยได้อย่างมีประสิทธิภาพ และคืนผลกำไรได้อย่างรวดเร็ว

จนถึงวันนี้ Akamai ได้ให้บริการ CDN แบบ Next-generation แก่องค์กรที่มีชื่อเสียงทั่วโลกมากกว่า 1,000 ราย เช่น Standard Chartered, Cathay Pacific, KKBOX, Adobe และ IBM ซึ่งในไทยเอง ด้วยความสนับสนุนจาก WIT ก็ได้ให้บริการแก่บริษัทชั้นนำทั่วประเทศมากกว่า 10 แห่ง ผู้ที่สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่อีเมล sales@wit.co.th หรือโทร 02-237-3555

from:https://www.techtalkthai.com/7-questions-ask-before-buying-waf/