คลังเก็บป้ายกำกับ: YOUTUBE

เอไอเอส คว้ารางวัล The Best Brand Performance on Youtube 2017 จากเวที Thailand Zocial Awards 2017

ปัจจุบัน สื่อสังคมออนไลน์เข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันเป็นอย่างมาก และปริมาณการใช้งานโซเชียลเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะวิดีโอ เอไอเอส ในฐานะผู้นำด้านเครือข่ายดิจิทัลอันดับหนึ่งของประเทศ จึงมุ่งมั่นในการพัฒนาช่องทางต่างๆ พร้อมกับสร้างคอนเทนต์ให้ตรงใจลูกค้ามากที่สุด ล่าสุด นายวิศรุต เอื้ออานันท์ ผู้อำนวยการส่วนงานบริหารช่องทางออนไลน์ เอไอเอส รับรางวัล The Best Brand Performance on Youtube 2017 จากเวที Thailand Zocial Awards 2017 ซึ่งเป็นรางวัลที่มอบให้กับแบรนด์ที่ใช้โซเชียลมีเดียได้อย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด โดยมีการนำเสนอวิดีโอและสร้างความผูกพันกับลูกค้าบน Youtube อย่างต่อเนื่อง รวมทั้งมีการบริหารจัดการช่องทาง Youtube ได้อย่างดีเยี่ยม  โดยมี นายไมเคิล จิตติวานิชย์ หัวหน้าฝ่ายการตลาด กูเกิ้ล ประเทศไทย เป็นผู้มอบรางวัล ณ โรงละครเคแบงก์สยามพิฆเณศ ชั้น 7 สยามสแควร์วัน

from:http://mobileocta.com/ais-wins-the-best-brand-performance-on-youtube-2017/

Advertisements

Google เพิ่มฟีเจอร์แชร์ภายในครอบครัวให้ Calendar, Keep, Photos

Google ได้เพิ่มฟีเจอร์ให้กับระบบสำหรับการแบ่งปันสิ่งที่ซื้อมาภายในครอบครัว จากปัจจุบันที่สามารถแบ่ง Google Play Music family plan, Google Play Family Library แล้ว รอบนี้ก็มีฟีเจอร์เพิ่มมาใหม่ ได้แก่

  • YouTube TV: อนุญาตให้สมาชิกในบ้านสูงสุด 6 คนสามารถเข้าถึง cloud DVR ของตัวเองในราคา 35 ดอลลาร์ต่อเดือน อัดรายการไว้ได้ไม่จำกัด รองรับการสตรีมรายการสดจาก ABC, CBS, FOX, NBC และสถานีเคเบิลทีวีอื่น ๆ
  • Google Calendar: สำหรับการติดตามกิจกรรมภายในครอบครัวอย่างง่าย ๆ
  • Google Keep: แชร์โน๊ตและฟีเจอร์อื่น ๆ ร่วมกับคนในครอบครัวได้ เช่น รายการซื้อสินค้า
  • Google Photos: แชร์ภาพไปให้คนในครอบครัวได้เพียงไม่กี่คลิก

วิธีใช้ฟีเจอร์ดังกล่าว ผู้ใช้สามารถสร้างกลุ่มครอบครัวและเริ่มแชร์กันได้ทันที โดยตอนนี้ Google ยังจำกัดการแชร์อยู่ คือ YouTube TV สามารถแชร์ได้เฉพาะภายในประเทศที่มี YouTube TV ให้บริการเท่านั้น ส่วน Google Photos, Google Keep, Google Calendar มีให้บริการเฉพาะใน ออสเตรเลีย, บราซิล, แคนาดา, ฝรั่งเศส, เยอรมนี, ไอร์แลนด์, อิตาลี, ญี่ปุ่น, เม็กซิโก, นิวซีแลนด์, รัสเซีย, สเปน, สหราชอาณาจักร และสหรัฐฯ เท่านั้น

ที่มา – Engadget, Google

No Description

from:https://www.blognone.com/node/92668

ตำรวจระบุแค่อ่านคอนเทนต์ผิดม.112 ก็อาจมีความผิดด้วย กำลังจัดหาเครื่องมือระบุตัว

เว็บไซต์ Bangkok Post รายงานว่าตำรวจกำลังเพ่งเล็งคนที่ดูรูปและอ่านคอนเทนต์ผิดกฎหมาย แม้ไม่ได้กดไลค์กดแชร์ ก็อาจมีความผิดเช่นกัน

พล.ต.ท. ฐิติราช หนองหารพิทักษ์ ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง บอกเพิ่มเติมกับนักข่าวว่า ตัวกฎหมายจะรวมผู้กระทำผิดในสามส่วนด้วยกันคือ ผู้ผลิตคอนเทนต์นั้นๆ ผู้ที่เข้าไปคอมเมนท์ ไลค์ แชร์ และผู้ที่อ่านคอนเทนต์นั้นแม้ไม่ได้กดไลค์กดแชร์ แต่เบื้องต้นจะยังไม่มีมาตรการทางกฎหมายต่อบุคคลกลุ่มที่สามนี้ เพียงแต่จะเข้าไปตักเตือนและทำให้แน่ใจว่าพวกเขาจะไม่ทำให้ตัวเองไปอยู่ในกลุ่มที่สองซึ่งมีความผิด

พล.ต.ท. ฐิติราช ระบุอีกว่า ทางตำรวจจะจัดหาเครื่องมือเพิ่มเติมเพื่อระบุบุคคลในกลุ่มที่สาม และตรวจสอบสาเหตุว่าทำไมพวกเขาถึงดูเนื้อหาดังกล่าว

เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา กระทรวงดีอีประกาศเตือนประชาชนให้งดติดตามและติดต่อกับ 3 บุคคล คือ นายสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล อดีตอาจารย์ภาควิชาประวัติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นายปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ อาจารย์ประจำมหาวิทยาลัยเกียวโต และ นาย Andrew MacGregor Marshall นักเขียนและนักหนังสือพิมพ์

ที่มา – Bangkok Post

from:https://www.blognone.com/node/92621

เอาแน่แล้ว!! ทางการระบุแค่อ่านคอนเท็นต์ผิด มาตรา 112 ก็มีความผิด แม้ไม่กดไลค์หรือแชร์ก็ตาม

 

เว็บไซต์ Bangkok post รายงานว่า ตำรวจเตรียมขยายขอบเขตการดำเนินการเอาผิดกับผู้ฝ่าฝืนกฎหมายอาญามาตรา 112 (ว่าด้วยการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ) จากเดิมที่เอาผิดเฉพาะคนที่โพสหรือสร้างคอเนเท็นต์ กดไลค์ และแชร์ แต่ต่อไปจะเอาผิดกับคนที่เข้าไปอ่านด้วย เพื่อหวังทำให้การสร้างคอนเท็นต์ในลักษณะดังกล่าวลดลง

พล.ต.ท. ฐิติราช หนองหารพิทักษ์ ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ซึ่งเป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบหลักในการเฝ้าระวังและตรวจจับผู้กระทำความผิดมาตรา 112 ในโลกออนไลน์ ทั้งเว็บไซต์ และสังคมออนไลน์ โดยเฉพาะ Facebook และ Youtube ที่สร้างปัญหาจนควบคุมไม่ได้ ระบุว่าเพื่อให้การทำงานมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น จึงได้ขยายขอบเขตการเฝ้าระวังให้ครอบคลุม บุคคล 3 กลุ่ม ที่มีส่วนทำให้คอนเท็นต์เหล่านี้เกิดขึ้น ได้แก่ ผู้สร้างคอนเท็นต์ ผู้แสดงความคิดเห็น กดไลค์ หรือแชร์ และสุดท้ายคือกลุ่มผู้อ่านโดยไม่มีการโต้ตอบ

กลุ่มผู้สร้างคอนเท็นต์ส่วนใหญ่จะอยู่ในต่างประเทศหรือไม่ก็หนีไปต่างประเทศก่อนที่จะจับกุมดำเนินคดีได้ และตำรวจก็มีทรัพยากรที่จำกัด ทำให้ไม่สามารถติดตามได้ แต่กลุ่มที่ 2 และ 3 ส่วนใหญ่ยังอาศัยอยู่ในประเทศ จึงง่ายที่จะดำเนินคดี โดยที่ผ่านมาการจับบุคคลกระทำผิดในกลุ่มที่ 2 สำเร็จในระดับหนึ่ง และมักจะแก้ต่างว่าพวกเขาทำไปโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์หรือไม่ก็ทำไปโดยไม่รู้ตัว และลำดับต่อไปทางตำรวจจะขยายการดำเนินการไปถึงกลุ่มที่ 3 ด้วย เพื่อหวังทำให้พวกเขาไม่กระทำผิดซ้ำซากอีกต่อไป ซึ่งในขณะนี้ตำรวจยังไม่มีเครื่องมือที่จะตรวจจับการเข้าอ่านคอนเท็นต์ แต่กำลังดำเนินการจัดหาอยู่

พล.ต.ท. ฐิติราช ระบุชัดว่า

การดูคอนเท็นต์หมิ่นพระบรมเดชานุภาพอาจถือได้ว่าเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย

อย่างไรก็ตาม กลุ่มที่เข้าอ่านคอนเท็นต์ ตำรวจจะยังไม่ดำเนินคดี แต่จะว่ากล่าวตักเตือนไม่ให้ทำกระทำผิดซ้ำ และจะไม่ว่ากล่าวตักเตือนทุกคนที่อ่าน แต่จะตักเตือนเฉพาะคนที่อาจสามารถทำผิดได้มากขึ้น(เรียกมาตักเตือนบางคนตามดุลยพินิจของตำรวจ)

สรุปว่าปัญหาส่วนใหญ่เกิดใน Facebook และ Youtube หากทั้ง 2 เว็บไซต์นี้ให้ความร่วมมือในการบล็อกเนื้อหาที่ไม่เหมาะสม ก็จะทำให้กลุ่มที่ 2 และ 3 ไม่สามารถเข้าถึงเนื้อหาที่ผิดกฎหมายเหล่านั้นได้ สุดท้ายผู้ใช้บริการของ Facebook และ Youtube ก็จะไม่เดือดร้อน ถูกดำเนินคดี ซึ่งในสัปดาห์ที่ผ่านมา กสทช. ก็ได้ร้องขอไปทาง Facebook และได้รับความร่วมมือในการบล็อกหน้าเว็บเพจ 131 แห่ง ซึ่งถือว่าได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดี

from:https://www.appdisqus.com/2017/05/22/web-viewers-112-thailand.html

Oreo ขึ้นแชมป์โฆษณา YouTube ที่ถูกชมมากที่สุด เม.ย. 17

แบรนด์คุ้กกี้ Oreo ส่งโฆษณาชุด “Ping Pong Trick Shots 3 | Dude Perfect” มาเรียกความสนใจจากชาวออนไลน์ทั่วโลกได้สำเร็จ ทำให้วิดีโอความยาว 7 นาที 16 วินาทีชุดนี้ถูก YouTube บันทึกว่าเป็นโฆษณาที่มียอดชมมากที่สุดประจำเดือนเมษายน 2017

หลังจากใช้อัลกอริธึมวิเคราะห์ปัจจัยหลากหลายทั้งยอดคลิกจากการจ่ายงินโฆษณา (paid views), เวลาการชม (watch time) และอัตราสนใจจากผู้ชม (audience retention) ล่าสุด Google ประกาศรายชื่อ 10 อันดับโฆษณาที่เปิดตัวในเดือนเมษายนแล้วมียอดชมมากที่สุดในโลก โดยแชมป์ของเดือนที่ผ่านมามียอดชมมากกว่า 44 ล้านครั้ง

เจ้าของแชมป์คือแบรนด์คุ้กกี้ Oreo ที่เปิดตัวโฆษณามาตั้งแต่ 3 เมษายน 2017 เบ็ดเสร็จนับได้ 44,559,205 วิว รองลงมาเป็น “Samsung Official TVC: Ostrich” โฆษณาของ Samsung ที่ดึงนกกระจอกเทศมาเป็นพระเอก (หรือนางเอก) ได้อย่างน่าประทับใจ

นับตั้งแต่วันเริ่มเผยแพร่ 29 มีนาคม โฆษณาของ Samsung มียอดชมมากกว่า 23,859,007 ถือว่าท็อปฟอร์มมากเพราะสามารถทำสถิติได้ดีในเวลาไม่นาน นอกจากอันดับที่ 2 โฆษณาของ Samsung ยัครองอันดับที่ 3 ของตารางด้วย โดยโฆษณาอันดับ 3 คือโฆษณา Galaxy S8 และ S8+

นอกจาก 2 แบรนด์นี้ ยังมีแบรนด์ Supercell และ Vicks รวมถึง Heineken ที่จองพื้นที่ในตารางได้สมศักดิ์ศรี ทั้งหมดนี้พร้อมให้คลิกชมได้จากเพจของกูเกิล

ที่มา: MarketingDive

 
Source: thumbsup

from:http://thumbsup.in.th/2017/05/top-youtube-ads-in-april/

YouTube เปิดให้ Live Stream ผ่านแอปบนสมาร์ทโฟนแล้ว

หลังจากการ Live Stream ผ่าน YouTube ทำให้เฉพาะบนหน้าเว็บอย่างเดียว ล่าสุดเว็บไซต์ Android Police รายงานว่ามีคนค้นพบว่าแอป YouTube บนสมาร์ทโฟนรองรับการ Live Stream แล้ว

ฟีเจอร์ใหม่นี้จะอยู่ข้างๆ กับปุ่ม Record เมื่อผู้ใช้เข้าไปยังไอค่อนอัพโหลดวิดีโอขึ้นแอคเคาท์ YouTube บริเวณด้านล่างขวาของตัวแอป โดยเงื่อนไขของการ Live มีเพียงต้องเป็นแชนแนลที่ได้รับการรับรอง (Verified) และไม่ถูกแบนการ Live ในระยะเวลา 90 วันที่ผ่านมา

ที่มา – Android Police

from:https://www.blognone.com/node/92530

พบผู้สร้างวิดีโอ YouTube รายได้ลดลงเป็นเลข 2 หลัก

การสำรวจล่าสุดพบว่าผู้สร้างวิดีโอ YouTube creator หลายรายกำลังเผชิญภาวะรายได้หด แถมเป็นการหดตัวในกลุ่มผู้สร้างวิดีโอทุกประเภทยกเว้นความงาม-แฟชัน ครอบครัว-พ่อแม่ และอาหาร โดยเบื้องต้นพบว่ารายได้จากการคลิกชมหรือ CPM นั้นลดลงดิ่งเหวในช่วงกุมภาพันธ์-เมษายน 2017 ที่ผ่านมา

ผลการสำรวจนี้มาจากบริษัท Captiv8 ซึ่งยังไม่พบสาเหตุที่ชัดเจนกรณีรายได้การคลิกชมที่ลดลง ขณะเดียวกันก็ไม่แน่ชัดว่าเป็นผลจากการถอดงบประมาณของนักโฆษณาที่มองว่าการลงโฆษณาบน YouTube อาจไม่ปลอดภัยกับแบรนด์ตัวเอง (brand safety) หรือไม่ เนื่องจากก่อนหน้านี้นักโฆษณาหลายกลุ่มออกมาประท้วง ที่ YouTube ปล่อยให้โฆษณาถูกแสดงบนวิดีโอที่ไม่เหมาะสม เช่น วิดีโอที่มีเนื้อหาเหยียดผิว หรือวิดีโอหัวรุนแรง

รายงานจากสำนักข่าว Times ยกตัวอย่างผู้สร้างวิดีโอรายหนึ่งที่เคยทำเงินกว่า 6,000 เหรียญต่อเดือนบน YouTube จากค่าโฆษณาเมื่อปีที่ผ่านมา ปรากฏว่ารายรับของผู้สร้างวิดีโอรายนี้หล่นลงเหลือ 3,900 เหรียญเมื่อมกราคมที่ผ่านมา ก่อนจะหดหายลงเหลือต่ำกว่า 3,000 เหรียญในช่วงกุมภาพันธ์และมีนาคม

ล่าสุดคือเมษายนที่ผ่านมา ยอดรายรับเหลือเพียง 1,600 เหรียญเท่านั้น

ประเภทวิดีโอที่ค่าโฆษณาหดหายมากที่สุดคือกลุ่มตลกหรือคอมมาดี้ การสำรวจจาก Capiv8 พบว่า YouTube creator ในกลุ่มตัวอย่างแสดงตัวเลข CPM จากวิดีโอประเภทเกมได้รับผลกระทบรองลงมา ตามมาด้วยกลุ่มเพลงและกีฬา

สถิตินี้เป็นไปแนวทางเดียวกับที่มีข่าวว่าผู้สร้างวิดีโอบน YouTube เริ่มหันไปสร้างวิดีโอบนแพลตฟอร์มอื่น ซึ่งเป็นการหาทางออกกรณีที่ YouTube เปลี่ยนแปลงเงื่อนไข เช่น การกำหนดให้ช่องหรือ channel ต้องมียอดชมอย่างน้อย 10,000 วิวจึงจะสามารถแสดงโฆษณาได้

ที่มา: MarketingDive

 
Source: thumbsup

from:http://thumbsup.in.th/2017/05/youtube-double-digit-revenue-drops/